อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 3 วันที่ 29 ม.ค. 56

อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 3 วันที่ 29 ม.ค. 56

จึงขอให้พี่น้องคนไทยซึ่งมีสัมพันธไมตรีอยู่กับญี่ปุ่นอย่างแน่นแฟ้น”
ท้ายประโยคหลังโกโบริหันมามองอังศุมาลินอย่างจงใจ
“ให้ดูไว้เป็นเยี่ยงอย่าง จะได้ไม่ประพฤติตัวเช่นนี้อีก”
แม่อรถาม “เขาว่าอะไรเหรอแม่อัง”
“เขาบอกว่า คนที่ทำงานกับญี่ปุ่น ถือว่าเป็นคนของญี่ปุ่น เมื่อทำความผิด เขาก็ต้องทำโทษตามกฎ...กฎของคนญี่ปุ่น” อังศิมาลินบอกตอนท้ายเน้นคำอย่างแค้นๆ

โกโบริก้มหัวนิดๆ แล้วถอยห่างออกไป
เคสุเกะและทหารสามคนหิ้วถังน้ำมันเดินตรงไปหาเชลย
“มันจะทำอะไรพวกเราน่ะ” ตาบัวสงสัย
“มันคงจะเอาน้ำมันราด แล้วจุดไฟเผาเราทั้งเป็น” ตาผลว่า



“ไม่ๆ ไม่จริงใช่ไหม ตาผลแกร้องไฮ้สิ ไฮ้ๆ” ตาบัวบอกเกลอ
“ก็ร้องไห้อยู่นี้ไง ไม่เอานะไม่เอา ฉันยังไม่อยากตะ...”
ตาผลพูดยังไม่ทันจบประโยค เคสุเกะก็เอามือมาบีบปากตาผลไว้ ให้ทหารอีกคนเทน้ำมันกรอกลงไป
สองเกลอสำลักพรวด ดิ้นพราด แต่ทหารยังคงบีบปากกรอกน้ำมันต่อไปอย่างใจเย็น
ผู้หญิงหลายคนที่มาดู ต่างเบือนหน้าหนี ยายเมี้ยนปิดตาแต่แอบดูระหว่างซอกนิ้ว
กำนันนุ่มหน้าเครียด พวกผู้ชายบ้างพึมพำ บ้างฮึดฮัดแต่จะไปช่วยก็ไม่กล้า เพราะมีทหารถืออาวุธยืนคุมเชิงอยู่
ตาบัวกับตาผลดิ้นกระแด่วๆ เหมือนกำลังจะตาย
อังศุมาลินมอง หน้าซีดขาวราวกระดาษ ทั้งตกใจ สยอง แค้นจนลืมตัว ก้าวลุยไปข้างหน้า แม่อรดึงกลับมาแล้วบีบแขนไว้
“อย่านะลูก อย่าออกไป”
อังศุมาลินขืนตัวและสะบัดจนแขนหลุด ลอดเชือกวิ่งเข้าไปที่เคสุเกะและทหารที่กรอกน้ำมันอยู่ อังศุมาลินตะโกนขึ้นสุดเสียง
“หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้”
ทหารตกใจ หันปืนเข้าหา
โกโบริหันไปมอง อังศุมาลินจ้องตากลับ อย่างเคียดแค้นชิงชัง
ทหารที่ยืนคุมเชิงอยู่จะปรี่เข้ามา โกโบริยกมือห้ามไว้ ทหารถอยไป
ทั้งคู่สบตากันอย่างเยือกเย็น สายตาโกโบริยังคงมองนิ่งอย่างสงบ
“กำลังทำอะไร พวกคุณกำลังทำอะไรอยู่” อังศุมาลินจ้องตาโกโบริถามเสียงแข็ง
“คนไทยสองคนนั่น...”
โกโบริพูดไม่ทันจบอังศุมาลินก็สวนขึ้นอีก “เป็นคนไทย แผ่นดินนี้เป็นของคนไทย ถึงสองคนนั่นจะรับจ้างทำงานในสังกัดของญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องตกอยู่ในบังคับญี่ปุ่นไปด้วย ถึงหากเขาทำผิด ก็ต้องให้คนไทยด้วยกันลงโทษ กองทัพญี่ปุ่นจะทำตามใจชอบไม่ได้!”
พวกที่กำลังกรอกน้ำมัน พลอยหยุด หันมาสนใจฟัง

แม่อร กำนันนุ่ม ยายเมี้ยน ทุกคนช็อก ต่างนึกกลัวแทนอังศุมาลิน
ที่ลานกว้างหลังอู่ต่อเรือบรรยากาศตึงเครียดไปทั่วบริเวณ ดวงตาโกโบริอึ้ง ทึ่ง ตะลึง กับท่าทีเด็ดเดี่ยวของอังศุมาลิน ขณะที่ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ ผวา กลัว บางคนเกือบลืมหายใจ

โกโบริเดินเข้าไปหาอังศุมาลินช้าๆ
“กรุณา...พูดช้าๆ หน่อย...แต่ทางที่ดี...อย่า-พูด-ดี-กว่า” โกโบริมองสบตา พูดเน้นๆ เพราะที่จริงไม่อยากให้อังศุมาลินมาโดนข้อหาใดๆไปด้วย
อังศุมาลินมองหน้า พูดช้าชัด และเด็ดขาด “กองทัพญี่ปุ่นไม่มีสิทธิ์มาทำอะไรกับคนไทยแบบนี้ กองทัพญี่ปุ่นจะทำตามใจชอบไม่ได้”
อังศุมาลินจ้องหน้าท้าทายจริงจัง
แม่อรลมจะใส่ รีบแหวกฝูงคนและทหารออกไปหาลูก ยายเมี้ยนกับกำนันนุ่มพยายามจะรั้งตัวแม่อรไว้ แต่ก็ห้ามไม่ทัน
“ยายอังออกมา กลับมาเถอะ ถือว่าเห็นแก่แม่ เห็นแก่คุณยายนะ”
อังศุมาลินกับโกโบริยังคงจ้องตากันอยู่อย่างไม่กระพริบ
โกโบริเลี่ยงหลบตา หันไปมองเคสุเกะกับทหารที่กำลังชะงักอยู่ แล้วสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ดุดัน
“ใครสั่งให้หยุด”
พวกกรอกน้ำมันรีบกรอกต่อ
อังศุมาลินสวนคำแรงขึ้น “พวกคุณไม่มีสิทธิ์”
พวกกรอกน้ำมันหยุด
โกโบริแรงตอบ “ที่นี่ ผมมีสิทธิ์”
พวกกรอกน้ำมันรีบกรอกต่อ
โกโบริพูดต่อ เน้นคำช้าชัด “คำสั่ง-ต้องเป็น-คำสั่ง กฎ-ต้องเป็น-กฎ สองคนนี้-เป็น-ขโมย โทษที่เขาได้รับเป็นโทษที่ เหมาะสมแก่ผู้ที่กระทำเช่นนี้แล้ว สองคนนั้น-เป็น-คนไทย ไม่ควร-ทำตัว-ให้เสื่อมเสีย-ต่อคนไทย เราเคารพคนไทย แต่มีคนไทยบางคนไม่เคารพคำมั่นของตัวเอง ในยาม สงคราม ยุทธปัจจัยคือสิ่งสำคัญของกองทัพ ผู้ที่ขโมยไปจึงมีโทษเทียบเท่าการ ก่อวินาศกรรม ถือเป็นผู้ต่อต้าน”
อังศุมาลินยอกย้อน “ผู้ต่อต้าน..ต่อต้านหรือ พวกคุณรุกรานแผ่นดินไทย ทำกับคนไทยแบบนี้ จะไม่ให้เราต่อต้านหรือ”
ฟากตาบัวกับตาผล สำลักน้ำมันกล้ำกลืนใกล้จะแย่แล้ว
โกโบริชี้ไปทางสองเกลอ “เขาจะ-ไม่เป็น-อย่างนี้ ถ้าเขา-ไม่ขโมย คุณช่วย-อะไรเขา-ไม่ได้หรอก คำพูดของคุณ ยิ่งจะนำภัยมาหาตัวคุณและครอบครัว” โกโบริหวังดี พยายามส่งสายตาว่าให้หยุดเสีย
โดยโกโบริเบนสายตาไปยังแม่อร แล้วหันมาสบตาอังศุมาลิน
โกโบริสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “กลับไป!”
โกโบริหันหลังให้อังศุมาลินทันที ยืนนิ่งดูการทำโทษต่อไป
แม่อรผวา ใจสั่น ทุกคนผวากันเป็นแถบ
“พวกบ้าสงคราม..ไม่มีจิตใจ ไร้มนุษยธรรม”
อังศุมาลินด่าทออย่างเดือดดาล นาทีนั้นแสนขุ่นเคืองและสุดแค้น
โกโบริสะดุดกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ยืนนิ่ง แสร้งไม่สนใจ เคสะเกะมองหน้าโกโบริ แล้วปฏิบัติการกรอกน้ำมันต่อ
แม่อรได้โอกาสวิ่งเข้ามาคว้าแขนอังศุมาลินที่ยืนแค้นขึ้งอยู่ตรงนั้น
“อังศุมาลิน กลับบ้านเดี๋ยวนื้ เราไม่มีอำนาจอะไรจะไปห้ามเขาได้หรอกลูก”
ชาวบ้านได้ยินอย่างนั้นก็ช่วยกันสนับสนุนแม่อร
“แม่อังกลับไปก่อนดีกว่านะ เชื่อแม่เขา” กำนันนุ่มช่วยพูด
อังศุมาลินหันกลับไปมองโกโบริอย่างแค้นอาฆาต แม่อรรีบฉุดรั้งแรงขึ้น อังศุมาลินจึงยอมตามไป

โกโบริแอบหันมามองอังศุมาลินด้วยหางตา ด้วยความรู้สึกโล่งอก

เวลาต่อมา แม่อรวาดหัวเรือให้เข้าเทียบท่าหน้าบ้าน อังศุมาลินหันไปจับบันได ใช้เชือกคล้องกับเสาไว้ ก่อนจะก้าวขึ้นเดินฉับๆ บรรยากาศตึงเครียด
แม่อรดุเสียงเข้ม ไม่พอใจมาก “จะทำอะไรคราวหน้าคราวหลังก็คิดให้มันรอบคอบซะก่อน แล้วถ้าเขาเอาเรื่องเราขึ้นมาจะทำยังไงกัน ขึ้นชื่อว่าขโมยแล้ว จะไปขโมยของใครมันก็ผิดทั้งนั้นแหละ สองคนนั่นก็เหลือเกิน เห็นแก่เล็กแก่น้อย”
อังศุมาลินท้วงอีก “แต่หนูว่าการกระทำแบบนั้นมันป่าเถื่อน” แล้วรีบขึ้นท่าไป
แม่อรมองตาม ถอนใจระอาเหลือ

อังศุมาลินกำลังเดินขึ้นเรือนมาอย่างหัวเสีย ยายศรพยายามลุกขึ้นมา ท่าทีร้อนใจ ทั้งๆ ที่สังขารไม่อำนวยเท่าไหร่
“ตาบัวตาผลเป็นไงบ้างแม่อังลูก เขาเอาตายหรือเปล่า”
อังศุมาลินยังโกรธคุกรุ่นในใจ คิดเอายายเป็นพวก
“ไม่ตายก็คงเกือบตายแหละค่ะยาย หนูกลับมาก่อน ทนดูไม่ได้ พวกนั้นจับให้กลืนน้ำมันทั้งถังนั่นลงไป.. แล้วถ้าเกิดมันบ้าจุดไฟขึ้นมา ..ป่าเถื่อน”
แม่อรเดินขึ้นเรือนมา ได้ยินพอดี
“แม่ก็บอกแล้วว่าอย่าไปดู” แม่อรถอนใจยาว “ลืมๆ มันไปเถอะลูก”
อังศุมาลินหันขวับเถียงคอเป็นเอ็น “หนูคงลืมไม่ได้หรอกค่ะแม่ โดยเฉพาะอีตานั่น หนูเกลียดมัน หนูอยากให้มันไปโดนยิงตายไวๆ หนูจะสาปแช่งมันทุกวันเลย”
ท่าทีหลานสาวทำเอายายศรตกใจ ตบ-อก “ยายอัง ทำไมพูดแบบนี้ การผูกเวรมันไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ เขามีเวรมีกรรมต่อกันก็ให้เขาใช้กันไป เราเป็นคนนอก จะไปจองเวรจองกรรมเขาทำไม”
นึกว่าจะได้พวก แต่ถูกยายด่า อังศุมาลินเซ็ง
แม่อรพยายามเอายายเป็นพวกบ้าง “พ่อหัวหน้าทหารคนนั้น หน้าตาแกยังอ่อนๆ อยู่เลยนะคะ แม่ ลูกใครหลานใครก็ไม่รู้ อายุเท่านี้ต้องมาเป็นทหาร พลัดบ้านพลัดเมืองมา จะตายจะเป็นญาติพี่น้องพ่อแม่ก็คงไม่รู้เรื่อง”
อังศุมาลินไม่ยอมแพ้ “เขาถือว่าเป็นพวกชนะสงคราม จะทำยังไงกับเราก็ได้ พวกนี้ใจร้ายจะตายไป ไม่เห็นจะน่าสงสารเลย”
แม่อรดุจริงจัง อยากให้อังศุมาลินเข้าใจจริงๆ “สงครามก็ส่วนสงคราม คนก็ส่วนคน เขามีหน้าที่ของเขา เขาก็ทำไป เรามีหน้าที่ของเราเราก็ทำไป อย่าเอาหน้าที่มาปะปนจนทำให้เสียความรู้สึกของคนด้วยกันไปสิลูก”

คราวนี้อังศุมาลินเถียงไม่ออก เมินหน้าไปอีกทาง
ตอนสายๆ วันต่อมา ตาบัวกับตาผลอยู่ในสภาพบักโกรกหมดสภาพ กระอักน้ำมันอ้วกเสียงดังโอ้กอ้ากๆ คาสุเกะและทหารอื่นๆ จับตัวมาโยนมาพอให้พ้นเขตอู่ แล้วเดินกลับอย่างไม่ไยดี สองเกลออ้วกเอาอ้วกเอาหัวทิ่มหัวตำ

ระหว่างนั้นสองกะล่อนเห็นรองเท้าบู้ธของใครคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนดู ตาบัวกับตาผล อ้วกๆๆ แล้วก็อ้วก ก่อนจะนอนดิ้นชักกระแด่วๆ กับพื้นดิน แล้วหมดสติไป
เจ้าของรองเท้าคู่นั้น คือโกโบริซึ่งยืนมองทั้งสองเกลอ ด้วยแววตาสมเพชอยู่พักหนึ่ง แล้วตัดสินใจบางอย่าง

ค่ำแล้วตรง อังศุมาลินเอาตะเกียงมาแขวนไว้ตรงนอกชาน บริเวณทางขึ้นเรือน
กำนันนุ่มและแม่วันแวะมาเยือนกำลังพูดคุยเรื่องสงครามโลก
“ต่อไปต้องเอาผ้าดำหรือผ้าขนหนูคลุมไว้ด้วยนะ รัฐบาลเขาประกาศให้เตรียมรับการโจมตีทางอากาศ แล้วก็เริ่มสั่งพรางไฟทุกบ้านแล้ว แม้แต่ฝั่งธนฯ เราก็เถอะ” กำนันว่า
“เวลากลางคืน ถนนหนทางในพระนครมืดมิดอย่างกับอะไรดี” แม่วันเสริม
“เขาประกาศกฎอัยการศึกไปทั่วประเทศแล้ว เดี๋ยวคงมีให้ซ้อมเปิดสัญญาณหลบภัยทางอากาศ”
ฟังกำนันเล่าเพิ่ม แม่อรหันมองกับยายศรหน้าเครียดตามกัน
กำนันดูจะเป็นห่วงอังศมุมาลินมากเรื่องเหตุการณ์ที่อู่วันก่อน
“แม่อังระวังหน่อยก็ดี รัฐบาลเขาประกาศให้ญี่ปุ่นเป็นมหามิตร ประชาชนอย่างเราๆ ต้องให้ความร่วมมือสนับสนุนญี่ปุ่นเต็มที่ เราไปประกาศตัวเป็นศัตรูกับเขาแบบนั้น จะทำให้เดือดร้อนได้นะลูก”
แม่วันเสริม “ฝ่ายโน้นเขาเป็นนายช่างใหญ่ ใครๆ เห็นก็กลัว แต่หนูอังก็กล้ามากเลยนะ ที่ออกไปพูด
กับเขาอย่างนั้นน่ะ ผู้ชายอกสามศอกตั้งหลายคนกลับยืนดูอยู่เฉยๆ ไม่คิดจะทำอะไร”
ตอนท้ายแม่วันหันไปแขวะพ่อกำนันผู้เป็นสามี
“อ้าว.. ทำไมไปให้ท้ายหลานอย่างนั้นล่ะ” กำนันเหน็บ
แม่วันไม่ยอม “ก็มันจริงนี่นา”
ยายศรถามถึงสองเกลอ “แล้วตาบัวตาผลจะเป็นอะไรมากไหม”
“ไม่น่านะครับ เพราะแม่อังกลับไปได้สักประเดี๋ยว พวกญี่ปุ่นก็เลิกกรอกน้ำมันตาบัวตาผล แล้ว” กำนันนุ่มว่า
“ตอนแรกฉันก็คิดว่าจะกรอกกันจนหมดถังเสียอีก ถ้าขืนหมดมีหวังท้องแตกตายแน่” แม่อรบอก
แม่วันปรารภขึ้นอย่างสงสัย “หรือจะเป็นเพราะหนูอังไปพูดกับเขา”
“ไม่ใช่เพราะที่หนูพูดหรอก คนใจร้ายอย่างนั้น จ้างก็ไม่มีวันฟังเสียงใคร” อังศุมาลินอารมณ์ขุ่นเมื่อนึกถึงโกโบริ
ทุกคนเงียบไปเป็นแถบ

ที่หน้าห้องพักโกโบริในอู่ต่อเรือ มองจากด้านนอกในยามค่ำคืน แสงไฟสีนวลสว่างไสวจากด้านใน
ภายในห้องพักส่วนตัวของโกโบริ ตกแต่งไว้อย่างเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน บนโต๊ะทำงานมีสมุดบันทึกวางอยู่ 1 เล่ม เหมือนเขียนอะไรค้างไว้ โกโบริในชุดลำลองกำลังยืนเหม่อลอย
โกโบริครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ตอนปะทะคารมกับสาวไทยใจเด็ดนางนั้น คำพูดอังศุมาลินดังก้องในหัว
“แผ่นดินนี้เป็นของคนไทย กองทัพญี่ปุ่นจะทำตามใจชอบไม่ได้”
“ผู้ต่อต้าน..ต่อต้านหรือ พวกคุณรุกรานแผ่นดินไทย ทำกับคนไทยแบบนี้ จะไม่ให้เราต่อต้านหรือ”
กระทั่งตอนอังศุมาลินตะเบ็งเสียงใส่ “คุณไม่มีสิทธิ์!”
แล้วโกโบริหันหลังให้ แม่อรได้โอกาสวิ่งเข้ามาคว้าแขนอังศุมาลิน
“อังศุมาลิน กลับบ้านเดี๋ยวนี้”

โกโบริดึงตัวเองกลับมา
“อัง-ซู -มา-ลิ-น...”
โกโบริรำพึงมีแววตาครุ่นคิด หันกลับมา ตรงหน้า มีซามิเซ็งวางอยู่ โกโบริเดินเข้าไปนั่งลง เอื้อมมือไปแตะ

ริมน้ำบ้านอังศุมาลิน ยามค่ำคืนเงียบสงัด ต้นลำพูมีหิ่งห้อยตอมเต็ม อังศุมาลินเดินเหงาๆ เข้าไปที่ต้นลำพู จับหิ่งห้อยมาตัวหนึ่ง อังศุมาลินขังหิ่งห้อยในอุ้งมือ แสงลอดออกมาวาบๆ

อังศุมาลินเอาตาส่องดูแสงนั้นในมือ แล้วลดมือลง พูดกระซิบกับหิ่งห้อย “วนัส..ถ้าตัวอยู่..ตัวก็คงทำเหมือนเขา” หญิงสาวถอนใจ แล้วปล่อยหิ่งห้อยไปจากมือ
หิ่งห้อยบินจากไป
ทันใดนั้นมีเสียงดนตรีคล้ายจะเข้ดังแว่วมาแต่ไกล เสียงนั้นดังมาจากอู่ต่อเรือ
อังศุมาลินทำหน้าสงสัยว่าเป็นเสียงอะไร

เป็นโกโบรินั่นเอง ที่กำลังเล่นซามิเซ็งสำเนียงหวานเศร้าโหยหา แววตาลึกซึ้งอ่อนโยน
ส่วนที่อีกฟากฟ้า ที่ “Royal Pioneer Corps อ๊อกฟอร์ดเชียร์ เดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ.๒๔๘๕” ในประเทศอังกฤษ

บนรถลำเลียงพล ที่แคมป์ฝึกอ๊อกฟอร์ดเชียร์ยามบ่าย ปลายฤดูใบไม้ร่วง เข้าหน้าหนาว หมอกหนาจัดจนมองไม่เห็นอะไร
วนัสนั่งอยู่บนรถลำเลียงพลของกองทัพอังกฤษ ที่แล่นไปตามทางในถนนแล้งมีแต่หญ้าเกรียมเกรียน จนเข้าสู่ถนนหินปนทรายริมทะเลตอนเหนือของอังกฤษ มีแต่หมอกหนา มืด ทั้งๆ ที่เป็นตอนเย็น พลขับคือฝรั่งใส่ชุดทหารอังกฤษ
วนัสหยิบรูปถ่ายหน้าตรงของอังศุมาลินสมัยเตรียมมหาวิทยาลัยขึ้นมาดู
ทั้งวนัส พิชัย อรุณ และท่านชายวิชญา นั่งเรียงชนไหล่กัน และยังมีคนไทยอื่น ชาวมาเลย์และจีน 5-8 คนนั่งเรียงแถวจนเต็มคันรถ ทุกคนอยู่ในชุดฝึกของกองทัพอังกฤษ แต่ละคนมีเป้สัมภาระวางอยู่ที่ตัก
ท่านชายวิชญาชะโงกมาดู “อังศุมาลินจะเป็นอย่างไรบ้างนะ น้องสาวผมเลิกเรียน อพยพไปอยู่หัวหินเป็นการถาวรไปแล้ว”
“ผมไม่ทราบอะไรเลยกระหม่อม แต่คิดว่า..ที่บ้านเขา..อาจจะลำบาก”
“อดทนอีกนิด เราคงต้องฝึกอีกหลายเดือน กว่าเขาจะยอมส่งเรากลับไป” ท่านชายปลอบ
พิชัยเอ่ยขึ้น “เพราะรัฐบาลประเทศเราไปเข้ากับญี่ปุ่น กองทัพอังกฤษเขาถึงไม่ไว้ใจ...กว่าจะให้เรากลับไปร่วมรบขับไล่ไอ้พวกญีปุ่นได้ ก็คงจะต้องทดสอบความอดทน และความจริงใจให้ถึงที่สุดกระมัง”
อรุณออกความเห็น “กว่าจะทดสอบผ่าน ผมหวังว่า พวกเราทุกคน จะยังคงอดทน..อยู่กันไปจนได้กลับบ้านไปยิงพวกไอ้ยุ่นให้สนุกมือกันทุกคนนะครับ”

วนัสและเพื่อนมีสายตาแน่วแน่มุ่งมั่น เหงื่อโซมเต็มใบหน้า มุ่งมั่นกับการฝึกเตรียมความพร้อม
เห็นวนัสถูทำความสะอาดห้องน้ำรวมของค่ายทหาร
ถึงตอนฝึกวนัสถือปืนออกมาวิ่งเพื่อฝึกกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง ซึ่งข้ามไปได้แต่ตอนตัวลงเกิดสะดุดล้ม และคนที่ข้ามตามหลังมาก็ข้ามมาเหยียบซ้ำจังๆ
วนัสสีหน้าเจ็บปวด แล้วกัดฟันลุกขึ้นวิ่งต่อไป แล้วล้มอีก
ท่านชายวิชญามาช่วยดึงขึ้น และประคองวนัสไป แต่ครูฝึกฝรั่งมาจับสองคนแยก แล้วด่าๆๆ
ต่อมา วนัส และพวกคนไทย ยืนปอกมันฝรั่งกันเป็นกระสอบๆ ภายในครัวของค่าย มันกองเต็มโต๊ะ มีหัวหน้าเป็นทหารอังกฤษ มาสั่งๆๆ
ภาพสุดท้ายในครัวของค่าย พวกวนัสทำหน้าที่ล้างจาน

ที่ชุมชนตลาดปากคลอง ธนบุรี ช่วงเช้า ดูคึกคัก
รูปกองทัพญี่ปุ่นประกาศศักดา ทั้งขณะยกพลยกทัพ การรบชนะดินแดนต่างๆ ควาเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรรมการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ขนาดต่างๆ บนกระดานขนาดใหญ่บนขาตั้งสามขา ถูกนำมาวาง กระดานแล้วกระดานเล่า
กระดานโฆษณาชวนเชื่อและแสดงแสนยานุภาพของกองทัพญี่ปุ่นถูกทหารญี่ปุ่นนำมาวางเรียงเป็นแถวหน้ากระดานอยู่หน้าร้านของหมอโยชิ นำโดยเคสุเกะ มีหมอโยชิในเครื่องแบบทหารยืนดูใกล้ๆ
ตัวหนังสือเป็นภาษาไทย เขียนด้วยลายมือตัวเท่าหม้อแกง
เช่น “เอเชีย ต้องเป็นของชาวเอเชีย”
“ญี่ปุ่นเป็นชาติลูกพระอาทิตย์ ที่จะส่องแสงสว่างไปทั่วมหาเอเชียบูรพา”
“เราจะขับไล่อังกฤษ ชาติขี้โรค ไปให้พ้นจากการข่มเหงชาวเอเชีย”
“กองทัพญี่ปุ่นยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”
“ไทย และญี่ปุ่น จะร่วมมือกัน พัฒนาเศรษฐกิจไทยให้รุ่งเรือง”
“ทุนการศึกษาประเทศญี่ปุ่น สำหรับนักศึกษาไทยในทุกแขนง”
ตาแกละ แมว และยายเมี้ยน เดินมาด้อมๆ มองๆ อยู่ห่างๆ
เห็นเคสุเกะ และพลทหาร ที่ติดตั้งกระดานโฆษณา ทำความเคารพหมอโยชิกันแข็งขัน
ชาวบ้านทยอยเดินเข้ามาดู รวมทั้ง ตาแกละ แมว และยายเมี้ยน
จังหวะหนึ่งตาแกละ และยายเมี้ยนหันมองหมอโยชิที่ยืนอยู่

หมอโยชิยิ้มเยื้อนเป็นมิตรมาให้ ก่อนจะอธิบายต่างๆ ให้เมี้ยน ตาแกละ กะแมวฟัง
เวลาเดียวกัน ที่ “หอการค้าจีน ถนนสาทร” ฝั่งพระนคร

แลเห็นขบวนรถนายทหารระดับสูงของญี่ปุ่น ปักธงอาทิตย์อุทัยแล่นเข้ามา ชาวพระนครที่เดินอยู่ต้อง หลบทาง บ้างมองตาม บ้างซุบซิบอย่างสนใจ ขบวนรถเข้าจอดเทียบหน้าอาคาร
นายทหารระดับสูง พลโทโทโมยูกิ ก้าวลงจากรถ
มาซาโอะและนายทหารระดับสูง 4-5 นาย ยืนต้อนรับอยู่ ทำความเคารพกันแข็งขัน
แม่ทัพโทโมยูกิ รับการเคารพ แล้วรีบเดินเข้าไปด้านใน

เวลาต่อมา ภายในห้องประชุมกองบัญชาการกองทัพญี่ปุ่น หอการค้าจีน

บนโต๊ะประชุมใหญ่ มีแม่ทัพโทโมยูกิ นั่งเป็นประธาน มีสัญลักษณ์อาทิตย์ฉายแสง เด่นเบื้องหลัง และธงอาทิตย์อุทัยตั้งประกบสองข้าง
แม่ทัพ และนายทหารระดับสูงพูดคุยกันด้วยภาษาญี่ปุ่นเป็นระยะ
“สัปดาห์หน้ากองทัพใหญ่ฯ จะลำเลียงเชลยจากมลายูเข้ามาเพิ่มอีก 7 พันคน เป้าหมายของเรา คือ เร่งสร้างทางรถไฟเข้าพม่าให้เสร็จใน 1 ปี ดังนั้นให้ ทุกหน่วยประกาศรับกรรมกรเข้ามาเพิ่มให้มากที่สุด เพื่อเป้าหมายนี้” โทโมยูกิหันมาทางมาซาโอะ “มาซาโอะ ฝ่ายไทยตอบรับข้อเสนอสร้างทางรถไฟไทย-พม่ามาหรือยัง”
“ยังครับ แต่ผมได้เร่งไปแล้ว” มาซาโอะตอบ
แม่ทัพโทโมยูกิถอนใจแรง ตบโต๊ะดังปัง
“บ๊ะ..อะไรวะ ยื่นหนังสือด่วนที่สุด พร้อมกำหนดขอคำตอบในสัปดาห์หน้าไปเลย”
“ครับผม”

อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 3 วันที่ 29 ม.ค. 56

อ่านละครย่อเรื่อง คู่กรรม เวอร์ชั่นปี 2556 (2013)
ละครเรื่อง คู่กรรม บทประพันธ์โดย : ทมยันดี
ละครเรื่อง คู่กรรม บทโทรทัศน์โดย : ปราณประมูล
ละครเรื่อง คู่กรรม กำกับการแสดงโดย : สันต์ ศรีแก้วหล่อ
ละครเรื่อง คู่กรรม แนวละคร : ดราม่า
ละครเรื่อง คู่กรรม ผลิตโดย : เอ็กแซ็กท์ - ซีเนริโอ
ออกอากาศทุกวันวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.10 - 21.40 ทางช่อง ททบ.5
เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค. พ.ศ. 2556
ที่มา manager