อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 10/3 วันที่ 18 ก.พ. 56


อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 10/3 วันที่ 18 ก.พ. 56

โกโบริยิ้มเขิน “ไปเดี๋ยวนี้ครับ...” พร้อมกับลดเสียงพูดเบาลง “ได้พบหน้า..แค่นี้..ผมก็พอแล้ว”
“อะไรนะ” อังศุมาลินได้ยินไม่ถนัดหู
“เปล่าครับ เปล่าๆๆ ไปเดี๋ยวนี้ๆๆ” โกโบริสตาร์ทเครื่อง ออกเรือไปอย่างเร็ว
อังศุมาลินแกล้งทำปั้นปึ่งหันหนีไปอีกทาง กลั้นยิ้มไว้ โกโบริหันกลับมามอง ยิ้มสดใส จนพ้นโค้งน้ำไป

พอคล้อยหลังโกโบริ อังศุมาลินหันกลับมาคลี่ยิ้มออกมา แล้วรีบควบคุมตัวเอง ทำหน้าไม่ให้ดีใจเกินไป แล้วลงอาบน้ำอย่างสุขใจ
บริเวณลานวัดเช้าวันนี้ถูกประดับตกแต่งด้วยริ้วธงหลากสี เสียงเครื่องดนตรีกลองโทน รำมะนา ฉิ่งฉาบ และระนาดเอก ผสานกันอย่างสนุกสนาน ด้วยฝีมือของหนุ่มๆ ชาวบ้าน และตาแกละ ที่ช่วยกันบรรเลงและร้องเพลงอย่างสนุกสนาน


ชาวคณะวงรำโทนที่มีตาแกละเป็นหัวหน้า แต่งชุดสีสันสดใส ใบหน้าประแป้ง ทัดดอกไม้ที่หู ชาวบ้านปากคลองธนบุรียิ้มแย้มแจ่มใส อยู่ในเทศกาลรื่นเริง

“วันสงกรานต์ ๑๓ เมษายน ๒๔๘๖”

เสียงร้องเพลง “งามแสงเดือน มาเยือนส่องหล้า งามใบหน้า เมื่ออยู่วงรำ งามแสงเดือน มาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย...”
ดังไปทั่วลานรำวง ที่ปักด้วยเสา สี่ต้น สี่มุม ประดับติดพวกใบกล้วย ก้านมะพร้าว ดอกไม้ สีสดใสๆ ทั้งพุทธรักษา เฟื่องฟ้า เล็บมือนาง ตามแต่จะหาได้
ยายเมี้ยน แมว แม่วัน แต่งตัวสวยงาม รำไปกับพวกหนุ่มๆ มีข้าราชการบ้าง และเคสุเกะแต่งเครื่องแบบทหาร แต่ประแป้งทัดดอกไม้ มารำป้อคู่กับแมว
“โห..แม่วัน...จะรำสวยเกินหน้าเกินตาไปหน่อยแล้ว” ยายเมี้ยนชม
“ไหนๆ กรมศิลป์เขาคิดท่าใหม่มาให้สวยงามทั้งที เราก็ต้องรำไปตามแบบแผนหน่อย” แม่วันว่ายิ้มๆ
“เขาถึงเรียกว่ารำวงมาตรฐานไงแม่ สมัยนี้ไม่มีใครเขารำตามมีตามเกิดแบบแม่หรอก... เชยแล้ว” แมวบอก
ยายเมี้ยนฮึดฮัด ค้อนปะหลักปะเหลือก “หนอย...แม่ลูกคนนี้”

อีกด้านหนึ่ง มีการก่อเจดีย์ทราย โดยพวกเด็กๆ หนุ่มๆ สาวๆ ช่วยก่อกัน ประกวดประขัน หลายๆ แบบ อย่างสนุกสนาน
พระพุทธรูปประจำวันปางวันเกิด วันต่างๆ ตั้งเรียงรายอยู่บนศาลาการเปรียญ แม่อร ยายศร กำลังสรงน้ำพระพุทธรูปกัน
หลวงพ่อ เดินนำตาบัว ตาผล ที่ยกหม้อใบใหญ่ ใส่ถั่วเขียวต้มน้ำตาลมา มีเด็กวัด 4 คน ยกถาดใส่ถ้วยช้อน และหม้อน้ำดื่ม และแก้วสังกะสีตามมา กำนันนุ่มมาช่วยจัดแจง
หลวงพ่อเอ่ยกับชาวบ้านในศาลา “เอ้า...เดี๋ยวพอเหนื่อยกัน หิวกัน ก็มีนี่นะ ถั่วเขียวต้ม แล้วก็น้ำมะตูม กำนันบอกทุกคนบริการตัวเองได้เลย”
กำนันนุ่มถามไถ่สองเกลอ “หายไปนานเลยนะ ตาบัว ตาผล...ตำรวจเขาปล่อยตัวออกมาแล้วเหรอ”
“โอ๊ย..มือชั้นนี้” ตาผลคุยฟุ้ง
“จุ๊ๆๆๆ” ตาบัวทำหน้ามีลับลมคมนัย
“เอ้อ..ก็..นั่นแหละ ใช่ๆ ปล่อยตัวแล้ว” ตาผลยิ้มเรี่ยราดให้กำนัน มีพิรุธเต็มๆ
กำนันนุ่มมอง งงๆ
“ไม่มีอะไรร้อก..เราไม่ผิดนี่ ญี่ปุ่นมันผิด” ตาบัวพูดพลางทำหน้าแอ๊คติ้งแต่ไม่เนียน

ด้านโกโบริ หมอทาเคดะ และทหารญี่ปุ่น 4 คน เดินดูสิ่งต่างๆ มาตามบริเวณลานวัด อย่างตื่นตาตื่นใจ ด้วยใม่เคยเห็น มีสาวชาวบ้านมารุมสาดน้ำ ด้วยขันเล็กๆ เอาดอกไม้จุ่ม มาพรมๆ บ้าง พวกทหารญี่ปุ่นโค้งๆ ขอบคุณ ส่วนสาวๆ หัวเราะกันคิกคัก
หมอทาเคดะมองไปรอบๆ แล้วสะกิดโกโบริยิกๆ โกโบริงง หมอบุ้ยใบ้พยักพเยิดไปทางหนึ่ง

ตรงลานนั้น มีเด็กๆ และหนุ่มสาว และคนแก่ด้วยจำนวนหนึ่ง ละเล่นกันอยู่ ซึ่งมีอังศุมาลิอยู่ในกลุ่มนั้น และแต่งตัวที่ดูเป็นไทยมากกว่าปกติ อังศุมาลินกำลังถือผ้าขาวม้าที่ขมวดบิดเป็นเกลียว เอาซ่อนไว้ข้างหลังตัวเอง แล้วเดินวนรอบวง เพื่อเตรียมจะซ่อนผ้า
คนในวงนั้นร้องขึ้นพร้อมกัน “มอญซ่อนผ้าตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ไว้โน่น ไว้นี้ ฉันจะตีก้นเธอ”
โกโบริกับทาเคดะและพวกทหารเดินมาเรื่อยๆ ดูอย่างสนใจ
อังศุมาลินมัวแต่จดจ่อใส่ใจการเล่น มองแต่คนในวง ไม่ได้หันไปเห็นโกโบริ
จังหวะนั้นอังศุมาลินทิ้งผ้าลงหยอดอย่างแนบเนียน ที่หลังเด็กคนหนึ่ง เด็กไม่รู้ตัว ร้องต่อไป
“มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง...”
ทุกคนหัวเราะคิกคักๆ ขำๆ เพราะอังศุมาลินกำลังจะเดินมาครบรอบที่หลังเด็กคนนั้นแล้ว และจะได้ตีเด็ก โดยที่เด็กคนนั้นไม่รู้ตัว นั่งตบมือร้องไปเหมือนคนอื่นๆ และงงๆ ว่าเขาหัวเราะอะไรกัน
โกโบริหัวเราะออกมา แล้วดันชี้บอกเด็ก “ข้างหลังๆ”
เด็กรู้ตัวหันไปดูจึงเห็นผ้า รีบลุก คว้าผ้า คนในวงหัวเราะฮากัน
อังศุมาลินหันไปเห็นโกโบริ อ้าปากค้าง ฉุนขาด “อะไร.. ขี้โกงนี่”
เด็กคนนั้นคว้าผ้าได้ วิ่งไล่ตีอังศุมาลินอย่างสนุกสนาน
อังศุมาลินชี้หน้าคาดโทษโกโบริ แล้ววิ่งหนีเด็กรอบวง
ทุกคนขำฮาถ้วนทั่ว โกโบริสนุกกว่าใคร
ในที่สุด อังศุมาลินต้องยอมให้เด็กตีก้น

ระหว่างนั้นกำนันนุ่มเดินตรวจตรา มาถึงบริเวณวงมอญซ่อนผ้านี้พอดี เห็นโกโบริกับพวกญี่ปุ่นยืนดูอยู่ ยิ้มขำๆ จึงร้องทัก ชวนเล่นด้วย
“เอ้าๆ นายช่าง คุณหมอ ลองมาเล่นดูสิ เอ้าๆ พวกเราขยายวงหน่อย”
โกโบริ และทาเคดะ กับพวก เข้ามานั่งรวมในวง
“เมื่อกี้โกโบริโกง ให้โกโบริเป็นมอญเลยค่ะ” อังศุมาลินบอก
“เออ...ดีเหมือนกัน ให้ญี่ปุ่นเป็นมอญนะ” กำนันเห็นด้วยเอาผ้าจากเด็ก ส่งให้โกโบริถือ
ทุกคนเฮ ขำกัน
อังศุมาลินร้องมอญซ่อนผ้าขึ้นอีกที ทุกคนร้องตาม
โกโบริลุกขึ้น เดินรอบวง แกล้งทำท่าเหมือนวางผ้าหลังคนนั้นคนนี้ ก้มๆ แต่ไม่วางจริง พอถึงอังศุมาลิน ก็วางผ้าทันที
ทุกคนขำ ซึ่งอังศุมาลินก็เดาได้เลย หันไปคว้าผ้าแล้ววิ่งไล่ตีเอาจริงมากๆ โกโบริวิ่งหนีไปรอบๆ แต่ไม่ทัน อังศุมาลินวิ่งถลัน เข้าไปตีๆๆ ฟาดๆๆ โกโบริหันมา หัวเราะให้ตีอย่างมีความสุข
อังศุมาลินตีๆๆ แล้วมองโกโบริ ท่าทางโมโหปนขำ สองคนหัวเราะกัน

กำนันนุ่มมองภาพนั้น แล้วชะงัก สังสัยตงิดๆ ในใจ ชักจะยังไงซะแล้วสองคนนี้
ตกกลางคืนที่ท้องทะเลกลางมหาสมุทรอันมืดมิด เห็นเรือกลไฟใหญ่แล่นมา ท่ามกลางคลื่นแรง

“การเดินไปอินเดียของเสรีไทยสายอังกฤษ กำหนดถึงอินเดียวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๖”

พิชัยกำลังอ้วกโอ้กอ้ากอย่างแรง วนัสซึ่งอยู่ในชุดเสื้อกล้าม และกางเกงขาสั้น ช่วยลูบหลังให้
ท่านชาย ที่กำลังนอนเงยหน้ามาดู
“อะไรกันนี่...พรุ่งนี้ก็จะขึ้นฝั่งอยู่แล้ว พิชัยยังไม่หายเมาเรืออีก”
พิชัยเงยหน้า ดื่มน้ำ บ้วนปาก หันมาหา “กระหม่อมคงเครียดด้วยกระมัง พรุ่งนี้เราคงต้องแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ แล้วใช่ไหม”
“ใช่.. อรุณจะไปเดลลี่ ไปปฏิบัติงานด้านวิทยุกระจายเสียงที่นั่น ส่วนผมกับท่านชายจะไปอยู่ “กลุ่มช้างเผือก” กับพวกของป๋วย ไปฝึกการรบแบบกองโจรที่นอกเมืองปูนา” วนัสว่า
“นั่นแปลว่าผมต้องไปที่การาจีคนเดียวไง” พูดจบพิชัยก็ก้มลงไปอาเจียนต่อ
“เอาน่า...อีกไม่นานเราคงได้เจอกันที่เมืองไทยอยู่ดี” อรุณบอก
“ภาวนาให้แผนใช้เรือดำน้ำเข้าไปทางจังหวัดพังงาสำเร็จทีเถอะ” ท่านชายเอ่ยขึ้น
“ต้องสำเร็จแน่ๆ ท่าน” อรุณว่า
“พรุ่งนี้พอถึงบอมเบย์ปุ๊ป.. ผมจะขอกินข้าวกับแกงกะหรี่ให้หายอยากเลย เบื่อซุปเอียนๆเต็มทีแล้ว” พิชัย พูดๆ แล้วทำคอขย้อนจะอ้วกอีก
“อะไรกันคุณพิชัย...อาเจียนไป คิดถึงอาหารไป ใครเคยเห็นมั่ง คนบ้าอะไรแบบนี้”
วนัสแซว ทุกคนหันมา รุมขว้างของใส่พิชัยกันพัลวัน
“เดี๋ยวก่อนๆ เรายังไม่มีชื่อปลอมใช้เป็นรหัสลับกันเลยไม่ใช่เหรอ”
วนัสท้วง ท่านชายลุกขึ้นมา ทุกคนเข้ามารวมกัน สนใจ สุมหัวคิด

เช้านั้นพวกเชลยฝรั่งโดนต้อนให้เดินไปตามทางในป่าของบ้านโป่ง
“การเดินเท้าจากสถานีรถไฟบ้านโป่ง ไปค่ายเชลย กาญจนบุรี”
อาจารย์โทมัสเป็นลม ล้มลง ไมเคิ่ลเข้ามาประคอง ทหารญี่ปุ่นที่คุมอยู่เข้ามาดุๆ ให้ลุกเดิน
“อดทนหน่อยครับ อาจารย์” ไมเคิลบอก
“ผมคงตายที่นี่..ผมไม่รอดแน่ ไมเคิ่ล” โทมัสหน้าตาไม่ดีเลย
“อาจารย์ต้องไม่ตายครับ กัดฟันสู้ สงครามจะต้องจบเร็วๆ นี้ ฝ่ายเราต้องชนะ” ไมเคิลปลอบ
“ผมคงไม่ไหว..มิสเตอร์ไมเคิ่ล..ถ้ายังไง..ฝาก..ส่งข่าวถึงครอบครัวผมด้วย” โทมัสล้วงกระเป๋า หยิบกระเป๋าสตางค์มาเปิด พร้อมกับหยิบภาพที่เขียนที่อยู่ “นี่คือ..ที่อยู่ของ...”
โทมัสพูดไม่ทันจบทหารญี่ปุ่นกระชากกระเป๋าไปจากมือทันที
“โน” โทมัสกระโดดแย่งคืน
เลยถูกพวกทหารญี่ปุ่นเข้ามารุมยำ ตุ้บๆ ตั้บๆ ไมเคิลจะช่วย แต่โดนญี่ปุ่นอีกกลุ่มมาล็อก และลากตัวไป

ตอนกลางวัน
ตัวละคร โกโบริ นากามูระ หลวงชลาฯ ข้าราชการไทย 5 คน ทหารญี่ปุ่น 5 คน
ตอนกลางวัน ที่บ้านพิษณุโลก ซึ่งเป็นทั้งบ้านพักนายกรัฐมนตรี และสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง วันนั้นตรงกับ
“วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๔๘๖ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น พลเอก ฮิเดกิ โตโจ เดินทางมาเยือนประเทศไทย และเข้าพักที่บ้านพิษณุโลกในฐานะแขกของรัฐบาล”
มีทหารญี่ปุ่น ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายไทย จับกลุ่มอยู่หน้าตึกในบ้านพิษณุโลก กำลังเดินทางกลับ มีรถของหลวงชลาสินธุราช จอดอยู่ และรถทหารอีก 2 คัน
หลวงชลาสินธุราช เดินออกมาจากตึก กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ 3 นาย
“ผมว่าที่ญี่ปุ่นยกรัฐเชียงตุง เมืองพาน และ ไทรบุรี ปลิส กลันตัน ตรังกานู คืนกลับให้เรานั้นมันต้องมีเงื่อนไขที่ไม่ธรรมดา”
“หลายคนก็คิดแบบนั้น” ข้าราชการคนหนึ่งบอก
ข้าราชการอีกคนเสริม “ท่านเห็นไหม ขนาดนายกเรายังไม่ดีใจเลย”
“ถ้าอย่างนั้นที่นายพลโตโจมาชวนนายกฯท่านไปเข้าร่วมการประชุมมหาเอเชียบูรพาที่ญี่ปุ่นปลายปีนี้” คุณหลวงปรารภขึ้น
“ผมว่าท่านคงไม่ไป” เพื่อนข้าราชการออกความเห็น

ระหว่างนั้นโกโบริเดินตามนายพลนากามูระมาที่รถ หลวงชลาสินธุราชหันไป มองตาม
“ที่ผ่านมาคุณทำได้ดีมาก ท่านนายพลโตโจฝากคำชมมาด้วย” นากามูระชื่นชมโกโบริ
“ขอบคุณครับ”
ทส. เปิดประตูรถรอ นากามูระก้าวขึ้นไปนั่งในรถ ทส.ปิดประตูให้ แล้วขับออกไป
โกโบริมองตามจนรถออกประตูไป หลวงชลาสินธุราช มองโกโบริไม่วางตา โกโบริหันไปเห็น โค้งคำนับให้อย่างมีมารยาท
แต่คุณหลวง แกล้งทำเป็นไม่เห็น เข้าไปนั่งในรถเนียนๆ และขับผ่านโกโบริไป โกโบริมองตาม งงๆ

กลางดึกคืนนั้นบ้านอังศุมาลินตอนตกอยู่ในความมืด มีเพียงแสงไฟสลัวๆ ลอดออกมาจากหน้าต่าง
มองขึ้นไปบนท้องฟ้า คืนนี้เป็นคืนเดือนหงาย แต่มีเมฆบัง สักพัก เมฆลอยเลื่อนผ่านไป เผยเห็นพระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนฟ้า
เงายอดต้นกล้วยในสวนใกล้บ้านเอนลู่ไปตามสายลมอ่อนๆ เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม
ภายในห้อง อังศุมาลินนอนหลับพริ้มอยู่ในมุ้ง
“ปลายเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๘๖”
ทันใดนั้นก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังกระชั้นขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัด
อังศุมาลินตกใจลืมตาตื่น รีบตลบชายมุ้งขึ้น พลิกตัวลงจากเตียง ไวเท่าความคิดอังศุมาลินรีบไปคว้าเสื้อแขนยาวที่แขวนอยู่บนไม้แขวนตรงประตูตู้เสื้อผ้าขึ้นมาสวม
แม่อรออกมาเคาะประตูหน้าห้องอังศุมาลิน รัวเร็ว ด้วยความตกใจ
“ยายอังๆๆ เสียงหวอลูก เร็วเข้า ยายอังๆ”
อังศุมาลินเปิดประตูห้องออกมา เห็นแม่อรหิ้วกระเป๋าเสื้อพะรุงพะรัง อีกมือหนึ่งกำลังประคองคุณยายศรที่กำลังหวาดกลัวอยู่
“ทำไมจู่ๆ มันมาทิ้งระเบิดกันอีกแล้วล่ะ เงียบไปตั้งเกือบปีแล้ว โอ๊ย..คุณพระคุณเจ้า” แม่อรบ่นอุบ
“แม่คะ...ใจเย็นๆ ก่อน เรารีบออกไปที่สวนเถอะค่ะ”
อังศุมาลินหันไปมองคุณยายที่กำลังหลบหลังแม่อร กลัวจนตัวสั่น
“แม่ไปหยิบเสื้อหนาๆ มาให้คุณยายใส่ก่อนดีกว่า หรือเอาผ้าห่มมาด้วยก็ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูจูงคุณยายลงไปรอข้างล่างก่อน”
“จ้ะๆ เดี๋ยวแม่ปิดบ้านเสร็จแล้วจะรีบตามลงไปนะ”
แม่อรหอบกระเป๋าพะรุงพะรังรีบวิ่งเข้าไปเอาเสื้อในห้องยายศร อังศุมาลินค่อยๆ จูงคุณยายไปที่ชานบันได
“เดี๋ยวยายอัง.. ไม่เอากระเป๋าเสื้อผ้าไปด้วยหรือลูก” ยายท้วง
“ไม่ละค่ะ หนูไม่มีของสำคัญอะไร” อังศุมาลินว่า
“ก็เอาไปเผื่อไว้.. ให้มันพอมีเหลือบ้างก็ยังดีนะ” ยายย้ำ
จังหวะนั้นนั้นก็มีเสียงเครื่องบินกระหึ่มเต็มท้องฟ้า แสงไฟเริ่มฉายกราดเป็นลำตัดกันไปมา
มีเสียงปืนต่อสู้อากาศยานดังขึ้นแต่ไกล
ยายศรสะดุ้ง อกสั่นขวัญแขวน อังศุมาลินสงสารนักค่อยๆ ปลอบ และประคองยายลงบันไดไปช้าๆ
“ค่อยๆ ก็ได้ค่ะคุณยาย ระวังพลาด ก้าวขั้นนี้ก่อนนะคะ ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบค่ะ หลังจากได้ยินเสียงหวอแล้วเรายังพอมีเวลาอีกประมาณ 5 ถึง10 นาทีเพื่อหาที่ หลบภัย”
ยายศรมองหน้าอังศุมาลิน ยิ้ม เริ่มอุ่นใจขึ้น ครู่ต่อมาอังศุมาลินค่อยๆ พายายลงมายืนรออยู่ที่หัวบันไดข้างล่าง
“แม่อรล่ะ มัวทำอะไรอยู่ ทำไมยังไม่รีบลงมาอีก”
“เดี๋ยวหนูขึ้นไปตาม แม่คะ แม่” อังศุมาลินเรียกขณะรีบวิ่งขึ้นบันไดไป
แม่อรกำลังที่หอบข้าวของพะรุงพะรังกำลังใส่กุญแจประตูห้องต่างๆ อย่างทุลักทุเล
“ยายอัง เร็ว.. มาช่วยแม่ลงกลอนประตูหน้าต่าง และใส่กุญแจที”
“โธ่..แม่ จะมัวเสียเวลาทำไม ใครเขาจะขึ้นมา มีแต่จะหนีเอาตัวรอดกันทั้งนั้น เราหนีกันก่อนดีกว่า ตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้”
อังศุมาลินรีบจูงมือแม่ออกไป
“เดี๋ยวสิ ยายอัง เดี๋ยว...”

แต่แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงเครื่องบินดังอยู่เหนือศรีษะ มีเสียงระเบิดกลางอากาศอยู่หลายครั้ง
สักพักก็มีแสงสว่างวาบขึ้นราวกับเป็นกลางวัน แม่อรและอังศุมาลินหยุดชะงัก

“อะไร.. นี่มันแสงอะไร”
อังศุมาลินนึกออก “เรือบินทิ้งพลุ”
“พลุอะไร ทำไมมันสว่างอย่างกับกลางวัน” แม่อรว่า
ยายศรแหงนมองอย่างตกตะลึงอยู่เชิงบันได อุทานอย่างตกใจ
“แม่อร...ยายอัง!”
“แม่...รีบลงมาเร็วๆ เถอะค่ะ เร็วเข้า”
แม่อรรีบร้อนวิ่งตามอังศุมาลิน ปิดประตูนอกชานดังปัง แล้วลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว

อังศุมาลินประคองยายที่มีผ้าห่มคลุมหัวกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่สวน แม่อรที่หอบของพะรุงพะรังรีบเดินตามมาอย่างรวดเร็ว
“คุณยายไหวนะคะ”
“ไหวจ้ะ.. ไหว”
แสงสว่างจากพลุยังคงส่องทางเดินให้เห็นเหมือนตอนกลางวัน เสียงเครื่องบินดังไกลออกไป
“คุณพระคุณเจ้า.. จะมาทิ้งระเบิดในไร่ในสวนทำไมก็ไม่รู้”
แม่อรพึมพำ ยายศรชักเหนื่อย หยุดเดินเอาดื้อๆ
“ทำไมสวนเรามันกว้างใหญ่แบบนี้.. จะถึงหรือยังน่ะแม่อัง”
“จะถึงแล้วค่ะ ตรงนั้นเอง”
ทั้งสามคนพากันออกวิ่งอีกครั้ง แม่อรช่วยประคองคุณยายศรอยู่ด้านหลัง ครู่หนึ่งทั้งหมดมาหยุดตรงท้องร่องที่เคยขุดเป็นขั้นบันได้ไว้
“ระวังหน่อยนะคะ มันชันนิดหน่อย”
อังศุมาลินส่งมือไปรับคุณยาย ยายศรค่อยๆ ย่อตัวลงต่ำ มีแม่อรช่วยประคองอยู่
จู่ๆ มีเสียงระเบิดดังขึ้นตูมใหญ่
ทั้งสามคนร้องเสียงหลง ตกใจ และไม่ได้ระวังตัวจึงลื่นไถลพรืดลงไปในคู ทั้งหมดกอดกันกลม ยายศรเอาสร้อยพระออกมาจากคอ กำไว้ในมือ สวดมนต์พึมพำ
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ ช่วยลูกช้างด้วย”
นับจากนั้น มีเสียงระเบิดดังกึกก้องเป็นระยะ ติดต่อกันไป อังศุมาลินกับแม่อรแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นเครื่องบินสามลำบินผ่านหัวไป
“ตรงนี้จะปลอดภัยแน่หรือลูก เครื่องบินอยู่บนหัวแบบนี้” แม่อรกังวล
“ถ้าเครื่องบินอยู่ตรงกลางหัวเราแบบนี้รับรองว่าเราไม่เป็นไรแน่ค่ะ หนูรู้มาว่าลูกระเบิดที่ถูกทิ้งลงมาจะวิ่งไปข้างหน้าเครื่องบินเสมอ”
สักพักมีเครื่องบินสามลำบินย้อนกลับมาทางเดิม โดยร่อนต่ำลงเฉียดยอดไม้
“ยายอังๆๆ มันบินกลับมาแล้ว คราวนี้เราเสร็จแน่”
ยายศรก้มหน้างุด สวดมนต์พึมพำฟังไม่ได้ศัพท์
“หมอบค่ะแม่”
สิ้นเสียงบอกของอังศุมาลิน ปืนกลจากเครื่องบินก็กราดใส่อู่ต่อเรือ เห็นเปลวไฟลุกเป็นสีแดงฉาน
แม่อรและยายศรหลับตาปี๋กอดกันกลม ก้มหน้าก้มตาพนมมือไหว้พระ
“อย่าเงยขึ้นมานะคะ อย่าเงยหน้า”

อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 10/3 วันที่ 18 ก.พ. 56

อ่านละครย่อเรื่อง คู่กรรม เวอร์ชั่นปี 2556 (2013)
ละครเรื่อง คู่กรรม บทประพันธ์โดย : ทมยันดี
ละครเรื่อง คู่กรรม บทโทรทัศน์โดย : ปราณประมูล
ละครเรื่อง คู่กรรม กำกับการแสดงโดย : สันต์ ศรีแก้วหล่อ
ละครเรื่อง คู่กรรม แนวละคร : ดราม่า
ละครเรื่อง คู่กรรม ผลิตโดย : เอ็กแซ็กท์ - ซีเนริโอ
ออกอากาศทุกวันวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.10 - 21.40 ทางช่อง ททบ.5
เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค. พ.ศ. 2556
ที่มา manager