อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 10/4 วันที่ 18 ก.พ. 56


อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 10/4 วันที่ 18 ก.พ. 56

แม่อรและยายศรหลับตาปี๋กอดกันกลม ก้มหน้าก้มตาพนมมือไหว้พระ
“อย่าเงยขึ้นมานะคะ อย่าเงยหน้า”
อังศุมาลินรีบก้มศีรษะลง ทั้งสามคนก้มหน้านิ่งอยู่ภายในร่องสวน
เสียงปืนและเสียงระเบิดดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น

ทั้งสามคน ยังคงก้มหัวหลบภัยอยู่ในท้องร่อง มีเศษดินเศษทรายร่วงเกาะอยู่เต็มแผ่นหลัง
เสียงปืนและระเบิดดังต่อเนื่องอยู่สักพักแล้วค่อยๆ เงียบหายไป แสงสว่างค่อยๆ ลดลง



แม่อรค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ถอนหายใจเบาๆ
“ท่าทางจะไปหมดแล้ว”
ยายศรค่อยลืมตาขึ้นมามอง มือยังคงพนมอยู่ อังศุมาลินค่อยๆ ยืดคอขึ้นมาดูสถานการณ์
“จะแน่ใจได้หรือ ถ้ามันย้อนกลับมาอีกล่ะ...เจ้าประคุณเอ๊ย เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเล้ย”
ยายศรพูดจบ ทันใดก็เสียงสัญญาณเตือนว่าปลอดภัย เป็นสัญญาณดังยาว ก้องกังวานไปทั่ว
อังศุมาลินถอนหายใจอย่างโล่งอก

ทั้งสามคนค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากหลุม
“ไอ้เสียงหวอนี่มันก็พิลึกนะ อีตอนเรือบินมาเสียงมันโหยหวนจนใจสั่น แต่ตอนปลอดภัยนี่ฟังดูเสียงมันแจ่มใสพิกล”
อังศุมาลินหัวเราะขำๆ กับคำพูดแม่
“กลับบ้านกันเสียทีนะ”
ยายศรเดินไป แต่ชะงัก พยายามจะปีนขึ้น
“ขาขึ้นคงยากหน่อยนะคะ สู้ขาลงไม่ได้ กลิ้งลงมาแป๊บเดียว”
อังศุมาลินหัวเราะ แม่อรกับยายยิ้ม
“เดี๋ยวนะคะคุณยาย เดี๋ยวหนูปีนขึ้นไปก่อน”
อังศุมาลินพูดพลางกระโดดปีนคันดินขึ้นไป
“เลือกคันคูอื่นไม่ได้หรือลูก ตรงนี้ชันแล้วก็ลึกด้วย คูแห้งๆ ยังมีอีกตั้งหลายแห่ง” แม่อรว่า
“แต่ตรงนี้โกโบริเขาว่าปลอดภัยดีกว่าที่อื่นค่ะแม่”
แม่อรกับคุณยายศร หันมาสบตากัน แล้วก็นิ่งไป ไม่พูดอะไร
อังศุมาลินบอกต่ออีก “เขาว่าที่นี่มันลึกและก็ไกลจากอู่อยู่พอสมควร กันสะเก็ดหรือกระสุนได้ดี ถ้าไม่โดนตรงๆ ล่ะก็ปลอดภัยแน่”
แม่อรพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยในที

ครู่ต่อมาแม่อรตักน้ำล้างเท้าที่หัวกระได แล้วเดินหิ้วกระเป๋านำขึ้นบันไดบ้านไปก่อน
พอถึงที่ประตูนอกชาน แม่อรเอามือแตะ ก็พบว่าประตูแง้มออก ไม่ได้ปิดแน่น จึงชะงัก
“อ้าว.. ทำไมประตูเปิด ก่อนจะไปก็ปิดดีแล้วนี่นา”
อังศุมาลินตักน้ำราดเท้าให้คุณยาย แล้วค่อยๆ พาคุณยายขึ้นบันไดมาทีละขั้น อังศุมาลินพลางตอบไปที่แม่ถามอย่างไม่สนใจนัก
“แม่ใส่กุญแจหรือเปล่าล่ะคะ
“เปล่าจ้ะ ก็มัวตกใจกับพลุไฟ แล้วเราก็มาเร่ง..แต่แม่ก็งับไว้สนิทดีแล้วนะ” แม่อรจำแม่น
“คงงับไว้ไม่แน่นน่ะค่ะ หรือไม่ก็โดนลม หรือโดนแรงสะเทือนเข้าก็เลย”
แม่อรผลักบานประตูออกกว้าง อังศุมาลินและคุณยายเดินขึ้นเรือนมาหมดแล้ว แม่อรจึงหันไปลงกลอนอย่างแน่นหนา
“คุณยายนั่งตรงนี้นะคะ หนูไปจุดตะเกียงก่อน”
“จุดได้แล้วเหรอ ไม่ต้องพรางไฟแล้วใช่ไหม” ยายศรถาม
“คงได้แล้วล่ะมั้งแม่.. เฮ้อ.. ไม่รู้ว่าคืนนี้ใครโดนระเบิดเข้าไปบ้าง” แม่อรบอก
“เมื่อไหร่จะเลิกกันเสียทีก็ไม่รู้ ลำบากลำบนกันไปหมด”
ยายศรบ่นขณะลุกเดินกระย่องกระแย่งไปหยิบเชี่ยนหมาก อังศุมาลินถือตะเกียงเข้ามา ไฟสว่างวาบ
อังศุมาลินชูตะเกียงขึ้นเพื่อให้คุณยายมองเห็นเชี่ยนหมากได้ถนัด
แสงไฟส่องสว่างให้เห็นพื้นชานที่ระเบียงมีรอยน้ำเปียกเป็นหย่อมๆ อังศุมาลินแปลกใจ
“เอ๊ะ.. แม่คะ เมื่อกี้แม่มาเดินแถวระเบียงตรงโน้นหรือเปล่า”
“เปล่านี่ลูก ทำไม?”
อังศุมาลินแขวนตะเกียงไว้ที่เสาแล้วเดินเข้าไปดูรอยกองน้ำจากประตูชานหน้า เรื่อยไปจนถึงระเบียงทางไปห้องครัว
แต่ทางเข้าห้องครัวค่อนข้างมืด แสงจากตะเกียงส่องไปไม่ถึง อังศุมาลินยังไม่กล้าเข้าไป พยายามมอง แต่ไม่เห็นอะไร
อังศุมาลินครุ่นคิด ขมวดคิ้วเล็กน้อย แม่อรเห็นอาการผิดปรกติจึงเดินเข้ามาสมทบ
อังศุมาลินชี้ให้ดูรอยน้ำเป็นทางจากประตูนอกชานไปยังห้องครัว
“น้ำอะไรก็ไม่รู้ค่ะแม่ ไม่รู้ใครมาทำหกไว้เป็นทาง”
“รอยน้ำหยดใหม่ๆ นี่ พวกเรายังไม่มีใครเดินเข้าไปในครัวเลยใช่ไหม”
แม่อรบอก อังศุมาลินแตะแขนแม่อรเบาๆ เป็นเชิงให้ลดเสียงลง รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ และมีบางคนอยู่ในครัว
“ค่อยๆ นะคะแม่”
แม่อรมองอังศุมาลินนิ่ง สายตาเหมือนจะถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป
“หนูว่า…”
อังศุมาลินเข้าไปกระซิบที่ข้างหูแม่ แม่อรมีสีหน้าตกใจ พูดตอบกลับไปด้วยเสียงเบาๆ
“ยังอยู่ในนี้เหรอลูก”
“หนู..คิดว่า..ค่ะ...”
“แล้วจะทำยังไงกันดี เราไม่มีใคร.. มีแต่ผู้หญิง..แม่ไปตามใครมาช่วยไหม”
ยายศรเห็นอาการของแม่อรและอังศุมาลิน จึงชะงักจากการเจียนหมาก
“มีอะไรกัน”
แม่อรเหลือบมองอังศุมาลินอย่างลังเล อังศุมาลินจึงรีบตัดบท
“ดึกมากแล้ว..คุณยาย เข้านอนดีกว่านะคะ”
“อ้าว.. ยายเพิ่งเจียนหมากเสร็จ ขอกินคำหนึ่งก่อน”
“คุณยายเอาใส่ครกไปตำในมุ้งดีกว่า เดี๋ยวทางการมาเห็นเข้าจะโดนจับไปนะคะ” อังศุมาลินอ้าง
“ดึกป่านนี้ไม่มีใครมาจับหรอก” ยายบ่นทำท่าจะไม่ยอม
อังศุมาลินมองจ้องหน้าประมาณว่าแน่ใจหรือ คุณยายศรเริ่มกลัวๆ หันซ้ายหันขวา
“อือ.. ก็ดี ข้างนอกยุงมันชุมด้วย เข้าไปอยู่ในมุ้งดีกว่า อ้าว...แล้วขวดกานพลูมันหายไปไหนล่ะนี่”
“นี่ค่ะ หนูจะใส่ครกให้”
อังศุมาลินรีบรวบของต่างๆ ใส่เชี่ยนหมากอย่างรวดเร็ว แล้วประคองคุณยายให้ลุกไป แม่อรกำลังไขกุญแจเปิดห้องคุณยายให้อยู่
อังศุมาลินเดินพาคุณยายไปส่งหน้าประตูห้อง แล้วส่งต่อให้แม่อรพาเข้าไป จังหวะต่อมาอังศุมาลินกระซิบข้างหูแม่อรที่หน้าประตู
“แม่กักคุณยายไว้ในห้องเลยนะคะ อย่าให้ออกมา”
“แล้วหนูคนเดียวจะทำไง”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ถ้าหนูสู้ไม่ได้ก็วิ่งเท่านั้นเอง ระวังอย่าให้คุณยายตกใจนะคะแม่” อังศุมาลินกำชับ
แม่อรพาคุณยายเข้าห้องไป ปิดประตู
อังศุมาลินเดินไปหยิบตะเกียงมาถือมือนึง แล้วค่อยๆ ย่องไปที่ฝาบ้านตรงทางเข้าครัว อังศุมาลินฉวยเอามีดดายหญ้าขึ้นมาถือกระชับแน่นในอีกมือ อังศุมาลินเดินพยายามระวังให้ฝีเท้าเบาๆ เลียบฝาไป

อังศุมาลินถือมีดดายหญ้าอยู่ที่หน้าประตูครัว กดเสียงดุ ต่ำ กลัวยายได้ยิน
“ใครน่ะ ฉันถามว่าใคร ออกมาเดี๋ยวนี้”
อังศุมาลินค่อยๆ ชะโงกหน้าไปมอง แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา
สักพักภายในมุมมืดมีเสียงกุกๆ กักๆ แล้วก็มีเสียงเหมือนหม้อหรือกระทะตกลงพื้น
อังศุมาลินสะดุ้งเล็กน้อย ถอยตั้งหลัก
“ฉันรู้นะว่าแกอยู่ตรงนั้น ออกมา”
แม่อรค่อยๆ โผล่ออกมาสมทบ ในมือถือไม้คานไว้มั่น อังศุมาลินหันไปมองแม่ ส่งสัญญาณว่าให้อยู่นิ่งๆ แล้วส่งให้แม่อรถือตะเกียงให้ อังศุมาลินใช้สันมีดดายหญ้าในมือเคาะฝาเข้าปังใหญ่
มีเสียงกุกกักและเสียงอุทานจากด้านในครัว
“เอ๊ย”
แม่อรค่อยๆ ชูตะเกียงขึ้นสูง แสงตะเกียงสาดส่องให้เห็นร่างผู้ชาย ผอมสูง เคลื่อนออกมาจากเงามืดช้าๆ โดยประสานมือกันไว้บนศีรษะ
อังศุมาลินกลัว ทำให้ท่าทางดูก้าวร้าวมากขึ้น “ใครน่ะ”
ในแสงตะเกียงนั้น เห็นผู้ชายฝรั่ง รูปร่างผอม เก้งก้าง ท่าทางอิดโรย กางเกงและเสื้อผ้าที่ใส่อยู่เปียกปอนและขาดรุ่งริ่งค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาเต็มๆ ด้วยอาการสั่นๆ หวาดกลัว เดินโผเผ ทั้งหิวโว มีอาการป่วย แทบไม่มีแรง
แม่อรตกตะลึง
“ขอ-ร้อง-เถอะ.. ผม-หนี-เขา-มา” ไมเคิ่ลบอก
“ใครเหรอยายอัง” แม่อรสงสัย
“ผม-ขึ้น-มา-ซ่อน-ที่นี่ เมื่อ-กี้ อย่า-ส่ง-ผม-กลับไป-เลย.. please”
ไมเคิลยกมือไหว้ปลกๆ น่าเวทนา
“เชลยฝรั่ง หนีมาค่ะแม่” อังศุมาลินบอก

แม่อรตาค้าง ร้อง “หา”
เวลาเดียวกันที่อู่ต่อเรือญี่ปุ่น เสียงเรือเร็วแล่นดังไปมา ทหารญี่ปุ่น 8 - 10 นาย พร้อมอาวุธประจำกายพรึบพรับขึ้นจากเรือเร็วที่ทยอยมาจอดท่าหลังอู่ 2-3 ลำ

ฮิชิดะที่วิ่งนำลูกหมู่ที่ทยอยขึ้นฝั่งอยู่ หันมา โกโบริ เคสุเกะ และนายสิบอีก 2 นาย เดินมาถึง
“ร้อยโทฮิชิดะ” โกโบริทักทาย
ฮิชิดะทำความเคารพแข็งขัน ก่อนจะรายงาน
“มีเชลยชาวอังกฤษนายหนึ่งว่ายน้ำหลบหนีมาขึ้นฝั่งแถบนี้ ครับ”
“ได้ ทางผมจะรับผิดชอบพื้นที่โดยรอบอู่เอง” โกโบริหันไปสั่งเคสุเกะทันที “เคสุเกะ กระจายทหารทุกหมู่ออกตรวจค้นทุกพื้นที่โดยรอบ ขอเข้าตรวจค้นบ้านทุกบ้าน ทันที”
“ไฮ้”
เคสุเกะรับคำสั่งแล้วรีบพานายสิบที่เหลือออกวิ่งไป โกโบริมองตาม

เวลาเดียวกันอังศุมาลินถือมีดดายหญ้ากำไว้แน่น คุมเชิงให้เชลยฝรั่งเดินออกมาที่ชานบ้าน ตะเกียงที่แขวนไว้ตรงที่ประจำแล้ว แม่อรยืนถือไม้คานด้วย 2 มือ อย่างทะมัดทะแมง จ้องเขม็ง ท่าทางเอาเรื่องอยู่ด้านหนึ่ง
“อย่า-ทำ-ผม-เลย ผมไม่มีประสงค์ร้าย ผมหนีพวกญี่ปุ่นมาช่วย-ผม-ที” ไมเคิ่ลบอก
“เขาว่าอะไร” แม่อรถาม
ไมเคิลอ้อนวอน “ได้โปรดเถิด...”
แม่อรดึงแขนอังศุมาลินไว้ พลางถาม
“เชลยฝรั่งหรือ”
อังศุมาลินไม่ตอบ หันไปพูดกับไมเคิล
“เอามือลงได้แล้ว คุณไม่ใช่เชลยในบ้านนี้ เชิญนั่ง” อังศุมาลินว่า
ไมเคิลเอามือลง ยกมือขึ้นไหว้แม่อรและอังศุมาลิน และทรุดนั่งลงบนยกพื้นใกล้ๆ
ไมเคิลชม “ภาษาอังกฤษคุณดีมาก”
“คุณก็พูดไทยได้เก่งเหมือนกัน”
“ยายอังๆ ไปดูประตูก่อนลูก ขัดกลอนแน่นหรือเปล่า เดี๋ยวเกิดใครมาเห็นเข้าจะยุ่ง”
อังศุมาลินรีบเดินไปดูที่ประตูขึ้นเรือน
ไมเคิลนั่งก้มหน้า กอดอก ตัวสั่นเพราะความหนาว เนื่องจากเสื้อผ้าเปียกชื้น แม่อรเริ่มสงสาร วางไม้คานลงข้างตัว กล้าๆ กลัวๆ ค่อยๆ เลียบๆ เคียงๆ เข้าไปคุย
“นี่ไปยังไงมายังไงกันล่ะพ่อ...ฟังออกไหมล่ะนี่”
ไมเคิลเงยหน้าขึ้นมามอง อังศุมาลินมีสีหน้าครุ่นคิด กังวลใจ

แกงจืดราดข้าวอยู่ในจานตรงหน้า มือของไมเคิล ซึ่งผอมๆ สั่นๆ กำลังตักเข้าปากอย่างหิวโหย ตัวไมเคิลมีผ้าห่มเก่าๆ คลุม กำลังนั่งพิงเสา ห้อยขาลงตรงที่ขอบยกพื้น เพราะไม่ถนัดนั่งขัดสมาธิ
ไมเคิลเงยหน้ามองทั้งคู่ด้วยดวงตาที่รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณ แล้วก้มลงกวาดข้าวและแกงจืดเข้าปากคำสุดท้าย ทั้งข้าวทั้งแกงเกลี้ยงชาม
“เอาอีกไหมจ๊ะพ่อ” แม่อรถาม
“ขอบคุณครับ-ผม-อิ่ม-แล้ว” ไมเคิลพนมมือ
อังศุมาลินเลื่อนขันใส่น้ำให้ดื่ม ไมเคิลรับมายกขึ้นดื่มอั้กๆ แล้ววางขันลงใกล้ตัว
“ทำไมคุณถึงมาถึงนี่ได้ล่ะคะ”
อังศุมาลินถาม ไมเคิลนิ่งไปพักหนึ่ง ถอนหายใจ ตอบเป็นคำอังกฤษ
“ผม-หนีมา-เดินมา-จากในป่า มาตามทางรถไฟ จากกาญจนบุรี จะมาพระนคร แต่มา-โดนจับที่นครปฐม พวกมันทรมานผมอย่างโหดร้าย และกำลังจะพาตัวผมกับเพื่อนอีกหลายคน ไปไหนไม่รู้จนตอนข้ามสะพาน..-ก็มี-เครื่องบิน-มาทิ้ง-ระเบิด.. พวกทหารญี่ปุ่นวิ่งหนี ทิ้งรถไป ผมกับคนอื่นๆ เลยช่วยกันแหวกตาข่ายหนีออกมา แต่พวกมันมาเจอ คนอื่นๆหนีไม่ทันก็เลยโดนจับได้”
แม่อรมองหน้าอังศุมาลิน เหมือนอยากให้แปล
“ผม-กระโดด-ลงน้ำ หนีพวกเรือยาม จน-ขึ้นมาบน-บ้านคุณ ขอ-โทษ-ด้วย กรุณาอย่า-ส่ง-ตัว-ผม-กลับไป-ให้-ทหารญี่ปุ่น-เลยนะ ได้-โปรด” ไมเคิลพนมมือน่าสงสาร
“ถ้าคุณหนีได้.. คุณตั้งใจจะไปที่ไหน” อังศุมาลินซัก
ไมเคิลมองหน้าอังศุมาลินด้วยสายตามีความหวัง
“ผมรู้ว่า-ในพระนคร-มี-พวก-ใต้ดิน-ต่อต้านญี่ปุ่น-อยู่มาก พวกเขากำลังติดต่อกับประเทศบ้านเกิดผม และจะช่วยผมได้”
อังศุมาลินอึ้งไปนิด แววตากระตือรือร้น เพราะตนก็อยากติดต่อคนที่เมืองนอกเหมือนกัน “จริงหรือคะ..แล้ว..คุณติดต่อกับพวก..ใต้ดินได้ยังไง..แล้ว‘คนที่ต่างประเทศ’ เค้าก็ส่งข่าวกับพวกคุณเสมอเหรอคะ”
ไมเคิลมองอังศุมาลินนิ่ง แล้วก้มหน้า ไม่ยอมตอบ
“คุณรู้ข่าวเรื่องพวกใต้ดินมาจากไหน”
ไมเคิลไม่ตอบ
อังศุมาลินตัดสินใจถาม “คุณติดต่อกับพวกเสรีไทยใช่ไหม”
ทั้งคู่มองจ้องกันวัดใจ ว่าอีกฝ่ายไว้ใจได้แค่ไหน แม่อรมองทั้งสองสลับไปมา อยากรู้เรื่องให้มากกว่านี้

กลางดึกวันเดียวกัน หลวงชลาสินธุราช สารวัตรองอาจ และตำรวจผู้ติดตามยืนระเกะระกะ อยู่ตรงบริเวณหน้าตึกบ้านคุณหลวง พูดคุยกันอยู่ เหมือนจะเป็นธุระสำคัญ คุณหลวงสวมใส่ชุดนอน
“ไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมจะรีบโทร.ไปสั่งการให้ลูกน้องที่กรมอู่ทหารเรืออำนวยความสะดวกให้สารวัตรกับทางญี่ปุ่นได้เข้าไปค้นในกรมได้”
“รบกวนท่านด้วย ทางญี่ปุ่นแค่อยากดูให้สบายใจ เพราะเชลยคนนี้เคยหนีออกมาจากค่ายช่องไก่ ที่กาญจนบุรีได้ครั้งหนึ่งแล้ว” สารวัตรองอาจบอก
“ผมเข้าใจดี”
“ขอบคุณที่ท่านให้ความร่วมมือกับสันติบาล”
“ผมยินดีเสมอ ถ้าสิ่งที่ทำ...ทำเพื่อชาติบ้านเมือง” คุณหลวงว่า
สารวัตรองอาจสะดุดในน้ำเสียงสุดท้ายที่ได้ยินเล็กน้อย มองเหล่ๆ แล้วหันไปสั่งพวกลูกน้อง
“พวกเรา ไป”
พวกตำรวจติดตามตะเบ๊ะหลวงชลาสินธุราช แล้วพากันวิ่งขึ้นรถ ขับออกไป
คุณหลวงมองตาม แววตาเกลียดชังมาก

ฝ่ายอังศุมาลินสีหน้าเคร่งขรึม แม่อรมีแวววิตกกังวล
“ถ้า-คุณ-จะ-กรุณา...ผม-ขอ-ค้าง-ที่นี่-สัก-สอง-สาม-วัน-ก่อน” ไมเคิลเอ่ยขึ้น
แม่อรมองหน้าอังศุมาลินอย่างหนักใจ ไมเคิลมองทั้งคู่ แล้วหันไปมองแม่อรอย่างอ้อนวอน
“บ้านเราก็อยู่ใกล้กองทหารญี่ปุ่นเสียด้วย...ถ้าหากเขามาพบเข้าก็คง...” อังศุมาลินกังวล
“คงยิ่งกว่าตอนตาบัวตาผลแน่ เฮ้อ…”
แม่อรและอังศุมาลินมองหน้ากัน แม่อรถอนใจ
“แต่ถ้าเราไม่ช่วย...เขาก็คงไม่รอดแน่ ขืนเดินเทิ่งๆ หน้าตาผิดชาวบ้านออกไปแบบนี้ เขาคงไม่เอาไว้...ชีวิตคนทั้งคนจะปล่อยให้ตายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร.. แม่อัง...”
“แล้วแต่แม่เถอะค่ะ”
อังศุมาลินว่า พลางพยายามคิดหาทางออกต่างๆ ไมเคิลเงียบนิ่งรอฟัง สีหน้าเว้าวอน

สองคนแม่ลูกมองหน้ากัน เป็นเชิงหารือกันและกัน
ครู่ต่อมา อังศุมาลินกำลังลากหีบเหล็กออกมาจากข้างตู้ ดึงสายยูแล้วดันฝาให้เปิดออก

เห็นด้านในเป็นเสื้อผ้าและข้าวของต่างๆ ของหลวงชลาสินธุราชผู้เป็นพ่อ เช่นหนังสือ หมวก และเสื้อผ้าเก่าๆ อังศุมาลินลูบไล้เสื้อสีน้ำตาลตัวที่บนสุด หยุดคิดถึงพ่อด้วยความสลด หน้าเศร้า
สักพักก็หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาชุดหนึ่ง พลางปิดหีบโดยเร็ว แต่ยังไม่ทันดันหีบเก็บให้เรียบร้อย อังศุลินรีบลุกและรีบออกจากห้องไป

ด้านแม่อรเปิดประตูห้องเก็บของออก แล้วพาไมเคิลหลังอาบน้ำเสร็จ ที่อยู่ในชุดใหม่ของพ่อ เสื้อและกางเกงดูสั้นเต่อ แต่ก็ใส่ได้พอดี เข้าไปในห้อง

อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 10/4 วันที่ 18 ก.พ. 56

อ่านละครย่อเรื่อง คู่กรรม เวอร์ชั่นปี 2556 (2013)
ละครเรื่อง คู่กรรม บทประพันธ์โดย : ทมยันดี
ละครเรื่อง คู่กรรม บทโทรทัศน์โดย : ปราณประมูล
ละครเรื่อง คู่กรรม กำกับการแสดงโดย : สันต์ ศรีแก้วหล่อ
ละครเรื่อง คู่กรรม แนวละคร : ดราม่า
ละครเรื่อง คู่กรรม ผลิตโดย : เอ็กแซ็กท์ - ซีเนริโอ
ออกอากาศทุกวันวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.10 - 21.40 ทางช่อง ททบ.5
เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค. พ.ศ. 2556
ที่มา manager