อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 13 วันที่ 23 ก.พ. 56


อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 13 วันที่ 23 ก.พ. 56

“แล้วจะมีใครสักคนไหมในประเทศชาติคุณ ที่ยกย่องชื่นชม กับแม่สาวที่ประพฤติเช่นนั้น”
โกโบริอึ้ง
อังศุมาลินพูดต่ออย่างขมขื่น หัวเราะเยาะ “นั่นละคนไทยทุกคนก็คิดเช่นนั้น เชื้อชาติคุณสูงส่งมาจากดวงอาทิตย์ ก็จงสถิตอยู่ตรงนั้นเถอะ อย่ามายุ่งกับคนอื่นเขาเลย ..ฉันยินดีจะแต่งงานกับคนที่เลวที่สุดในชาติไทย ดีกว่ากับคนที่สูงส่งของชาติศัตรู เพราะฉัน...จัดตัวเองอยู่ในประเภทคนหลงชาติเสียด้วย”
อังศุมาลินพูดจบก็หันกลับอย่างสง่า เดินไปอย่างทระนง ปล่อยให้โกโบริยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น

ขณะที่อังศุมาลินเดินมาถึงหน้าบันไดเรือน ก็ต้องชะงักหยุดมองไปที่อ่างล้างเท้า เมื่อเห็นรองเท้าชายสองคู่ รองเท้าบู้ธทหาร กับรองเท้าคัทชูธรรมดา วางอยู่ใกล้ๆ อ่าง


อังศุมาลินใจหายวาบ รีบก้าวขึ้นเรือน พลันเสียงชายหนุ่มสองคนกับแม่อรดังอยู่ที่ประตูเรือน อังศุมาลินก้าวขึ้นไปเห็น กำนัน และหมอโยชิกำลังลาแม่อร
อังศุมาลินผงะเหมือนคนเพิ่งตื่น พูดอะไรแทบไม่ออก ยกมือไหว้กำนันหน้าตื่นๆ กำนันนุ่มรับไหว้
“เอา มาพอดีเลยหนูอัง ลุงก็กลับพอดีเหมือนกัน”
อังศุมาลินมองหมอโยชิหน้าเหวอ แล้วเลยพลอยไหว้หมอไปด้วย แบบตั้งตัวไม่ถูก
โยชิโค้งหัวให้พองาม ยิ้มอ่อนโยน “อังศุมาลิน สบายดีนะ”
“ค่ะ”
อังศุมาลินไม่กล้าเอ่ยถามอะไรออกไปมากกว่านั้น
“ลุงไปก่อน” กำนันนุ่มชะงักเล็กน้อย “คุยกับแม่ดูนะ แล้วอาทิตย์หน้าลุงจะมาอีกที”
อังศุมาลินมอง งงๆ หันไปมองแม่ เห็นแม่อรแอบเก็บสีหน้าบางอย่างไว้ จะเดินตามลงมาส่ง
กำนันรีบบอกกับแม่อร “ไม่ต้องไปส่งฉันหรอก เอาแค่นี้ละ”
หมอโยชิเอ่ยลาแม่อร “ผมลาละ สวัสดี” พลางค้อมหัวให้
“จ้ะ..งั้นฉันส่งแค่นี้ละนะ”
หมอโยชิเหลือบมองอังศุมาลินก่อนหันเดินไป อังศุมาลินหน้าซีด นึกสังหรณ์ใจ

แม่อรเดินนำอังศุมาลินมาที่ชานบ้านตรงยกพื้น ที่ยายศรนั่งเจียนหมากอยู่เงียบๆ
“นั่งลงก่อนสิลูก มานั่งนี่ก่อน”
อังศุมาลินพยายามเก็บสิ่งที่กำลังคิดเตลิดในหัวไว้นิ่งๆ เดินตามแม่อรมานั่ง
แม่อรคิดหาคำว่าจะเริ่มพูดยังไงดี “หนูลงไปสวนมาหรือ”
อังศุมาลินเข้าเรื่อง “ลุงกำนันกับหมอโยชิมีอะไรหรือคะแม่”
ยายศรเหลือบมองแม่อรเป็นระยะๆ
แม่อรถอนใจเล็กๆ “เขามาเรื่องหนูกับพ่อโกโบริ...”
อังศุมาลินมือชา หน้าชาทันที ถามอาการมึนงง
“มะ..มีเรื่องอะไรคะ”
แม่อรมีท่าทีอึกอัก ไม่รู้จะพูดเริ่มบอกยังไง ยายศรเห็นเลยช่วยพูดต่อให้
“ก็เรื่องเก่าเล่าลือของหนูกับพ่อมะลินั่นละ ที่นับวันคนก็ยิ่งเอาไปป่าวขยายกันหนาหู...”
อังศุมาลินเร่งถามอย่างร้อนรน “แล้วเรื่องนี้...ทำไม อะไรคะ”
อังศุมาลินหันมองไปมาทั้งแม่และยายที่ไม่ยอมให้ความกระจ่างเสียที
“ลุงกำนันกับหมอโยชิเขาเลยคุยปรึกษากันแล้ว เห็นว่า หนูกับพ่อโกโบริ...ควรจะแต่งงานกัน เพื่อปกป้องตัวหนูให้พ้นจากเรื่องนี้”
“แล้วแม่ตอบว่ายังไงคะแม่ปฏิเสธไปแล้วใช่ไหมคะ”
“ยัง ยังจ้ะ ฟังแม่ก่อนลุงกำนันกับหมอโยชิมาวันนี้แค่ทาบทามเท่านั้น”
“แต่แม่ก็บอกเขากันไปได้เลยนี่คะ ว่ายังไงหนูก็ไม่มีทางแต่งแน่”
“จะเอะอะตัดขาดกันเลยอย่างนั้นมันไม่ได้หรอกลูก ผู้ใหญ่กันแล้วทั้งนั้น” ยายศรท้วง
แม่อรถอนใจ พูดเตือนสติลูกสาว “เราก็ต้องหาทางบ่ายเบี่ยงให้งาม ทั้งลุงกำนัน...หมอโยชิกับแม่...กับหนู...ก็รู้จักคุ้นเคยกันมาด้วยกันนมนาน ทั้งคู่พ่อดอกมะลิก็มีบุญคุณกับครอบครัวเรา แล้วเขาก็มาตามประเพณีทุกอย่าง เราจะทำเหมือนเด็กอมมือมันไม่ได้หรอกลูก ลุงกำนันมาเป็นพยานให้ทั้งสองฝ่าย เราก็ต้องทำให้ถูกให้ควร”
“แต่แม่ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะ..หนูไม่ได้รักเขานี่คะ หนูเกลียดเขา เกลียดเขามาก แม่ก็รู้นี่คะ” อังศุมาลินย้ำ
“อัง หนูต้องใจเย็นๆ นะ แม่กับคุณยายบอกลุงกำนันไปแล้วว่าขอคิดดูก่อน แล้วหนูเองก็ไม่ได้มีแค่แม่กับยาย หนูยังมีคุณพ่ออีก พ่อหนูเขาก็เป็นใหญ่เป็นโต จะทำอะไรก็ต้องถามทางเขาด้วย”
“แสดงว่าแม่ ‘ไม่ตกลง’ ใช่ไหมคะ” อังศุมาลินถาม
“อาทิตย์หน้า หมอถึงจะมาฟังคำตอบจ้ะ”
“แล้วแม่ก็บอกได้เลยใช่ไหมคะว่าทางเราขัดข้อง” อังศุมาลินบอกเสียงขุ่น
แม่อรถอนใจเล็กๆ “ก็คงเป็นอย่างนั้นละจ้ะ”
อังศุมาลินถอนใจ โล่งไปหนึ่งเปลาะ แต่ยังมีแววตาคิดกังวล อยากให้ถึงเวลานั้นเร็วๆ เสีย

ยายศร กับ แม่อร สบตากันกลุ้ม
ที่ห้องประชุมกองอำนวยการคณะกรรมการผสม สนามเสือป่า พระนคร ช่วงบ่ายๆ

แลเห็นธงไตรรงค์คู่เคียงข้างกับธงอาทิตย์อุทัยถูกแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปกระทบวับๆ ทั้งจากกล้องนักข่าวของสำนักข่าวไทย และฝ่ายญี่ปุ่น ราว 3-4 คน
เห็นนายทหารระดับสูงฝ่ายไทยและญี่ปุ่น ฝ่ายละ 8-10 คน นั่งโต๊ะประชุมร่วมกัน โดยแยกสองฝั่ง มีนายทหารระดับรองมายืนประกบหลังระดับสูงที่นั่งอยู่ ทุกคนหันหน้ามองกล้อง แสงไฟแฟลชกระทบวูบวาบ
หลวงชลาสินธุราชมองกล้อง พลโทโทโมยูกิก็มองกล้อง
จังหวะหนึ่งคุณหลวงเหลือบมองโทโมยูกิ ในจังหวะที่โทโมยูกิเหลือบมองสบตามาพอดี
นายทหารทั้งสองฝ่ายกำลังลุก แยกย้ายกันออกจากโต๊ะประชุม แม่ทัพเรือตรงเข้ามาตบบ่าแสดงความยินดีกับหลวงชลาสินธุราช
“ดีใจด้วยคุณหลวง โอกาสดีๆ อย่างนี้หาได้ยาก ลูกสาวแต่งงานทั้งทีก็ได้ช่วยชาติ ถือเป็นวาระระดับประเทศ มาช่วยส่งเสริมเชื่อมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของไทยกับญี่ปุ่นช่วงนี้พอดี ท่านนายกฯ ฝากบอกมาเมื่อเช้าว่าตัวท่านสนับสนุนเต็มที่จะจัดงานให้เอิกเกริกสมเกียรติเชียว”
“ครับท่าน กระผมก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรอย่างนี้วันนี้ต้องฝากขอบพระคุณความกรุณาไปถึงท่านนายกฯ ด้วย”
“ได้ๆ” แม่ทัพเรือยิ้มยินดีชื่นมื่น
คุณหลวงยิ้มรับแบบฝืดๆ มึน งง
จากนั้นนายทหารคนอื่นๆ เข้ามาตบบ่าแสดงความยินดีถ้วนหน้า
สารวัตรองอาจเดินเข้าแสดงความยินดี
“ยินดีกับคุณหลวงด้วยครับ”
หลวงชลาสินธุราชยิ้มรับเฝื่อนๆ
ระหว่างนั้นพลโทโทโมยูกิ ที่มีมาซาโอะ และโยชิตาม ตามหลังองอาจเข้ามา
“ผมคงต้องบอก ฝากโกโบริหลานชายผม ให้คุณหลวง...ช่วยดูแลด้วย” โทโทยูกิเอ่ยขึ้นทักทาย
“ท่านนายพลบอกว่า” หมอโยชิแปล “ผมคงต้องบอก ฝากโกโบริหลานชายผม ให้คุณหลวง...ช่วยดูแลด้วย”
คุณหลวงก้มหัว “ครับผมยินดี”
หมอโยชิแปลกลับ “คุณหลวงบอกว่า ยินดีอย่างยิ่งครับท่าน”
โทโมยูกิบอกต่อ “กำหนดวันเวลาการแต่งงานที่แน่นอนอย่างไร โกโบริจะเป็นผู้รีบแจ้งให้ทราบในเร็ววัน”
“กำหนดวันเวลาการแต่งงานที่แน่นอนอย่างไร โกโบริจะเป็นผู้รีบแจ้งให้ทราบในเร็ววัน” หมอโยชิแปลอีก
“ท่านนายพลสบายดีนะครับ” คุณหลวงทัก
นายพลโทโมยูกิน้อมศีรษะรับ ตอบเองทันทีแบบไม่ค่อยชัด “ขอบคุณครับ สบายดี”
สารวัตรองอาจยืนฟังทั้งสองฝ่ายคุยอยู่ด้วยแววตาหยันเย้ย แอบมองหลวงชลาสินธุราชเป็นระยะ
คุณหลวงเหลือบมาเห็นพอดี คอแข็ง ใบหน้าชาดิก

ยอดต้นลำพูยามค่ำ พลิ้วไหวไปตามสายลมเย็น คลอเสียงขิมเพลง นางครวญ กังวานโหยละห้อย บางครั้งเสียงสูง บ้างครั้งลดลงต่ำดูแปรปรวน มองผ่านแมกไม้ไป เห็นแสงไฟเหลืองนวลลอดผ่านม่านหน้าต่าง เป็นเงาเลือนๆ ของอังศุมาลินในกิริยากำลังบรรเลงเพลงขิมอยู่
ชายคนหนึ่งกำลังกอดอก ทอดตัวนิ่งอยู่ในเงามืดจนท่อนสุดท้ายของเพลงที่สะดุดหลายครั้ง ก่อนชะงักหายไป
ที่แท้เป็นโกโบริมองผ่านยอดไม้เห็นเงาที่หน้าต่าง อังศุมาลินกำลังก้มซบหน้านิ่งกับท่อนแขนตัวเอง
โกโบริขยับอิริยาบถทอดตัวแหงนมองดวงดาวเบื้องบน ตามด้วยเสียงถอนใจหนักหน่วง สีหน้าของโกโบริครุ่นคิดหนัก ขณะมองออกไปไกลลิบ
คำพูดอังศุมาลินดังขึ้นในหัว “ฉันแต่งงานกับคนที่เลวที่สุดในชาติไทย ดีกว่ากับคนที่สูงส่งของชาติศัตรู เพราะฉันจัดว่าเป็นคนหลงชาติเสียด้วย”
คิดแล้วโกโบริขยับเบี่ยงหน้าไปอีกทางหนึ่งเล็กน้อยครุ่นคิด จิตกังวลวุ่นวาย
นึกถึงที่อังศุมาลินพูดใส่หน้า “ฉันไม่ได้รักคุณ ไม่ได้รักคุณเลย ไม่เคยรักแม้แต่นิดเดียว”
โกโบริหลับตาลง แล้วถอนหายใจ ก่อนจะขยับตัวลืมตาขึ้นลุกติดเครื่อง
เรือลำสีขาวแล่นหายไปในความมืดเงียบๆ พลันเสียงขิมแผ่วแว่วเบาทำนองเพลงซากุระอย่างไม่ชำนาญ ค่อยๆ ดังขึ้น มองผ่านยอดไม้ไปยังตัวเรือนเห็นเงาอังศุมาลินนั่งบรรเลงขิมผ่านม่านหน้าต่างอีกครั้ง
สีหน้าอังศุมาลิน ที่ตีเพลงญี่ปุ่น งงๆ สับสน รีบวางไม้ แล้วจ้องมองขิมอย่างแสยงใจ

เช้านั้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ พาดหัวตัวไม้เบ้อเริ่ม “สัมพันธไมตรีไทย-ญี่ปุ่นกระชับแน่นหลานแม่ทัพญี่ปุ่นเตรียมวิวาห์สาวไทย” มีรูปทหารระดับสูงฝ่ายไทยและญี่ปุ่นถ่ายรูปชื่นมื่นถูกดึงไปจากมือตาแกละ
เสียงวิภาอ่านข้อความนั้นให้ทุกคนฟัง “สัมพันธไมตรีไทย-ญี่ปุ่นกระชับแน่นหลานแม่ทัพญี่ปุ่นเตรียมวิวาห์สาวไทย”
เสียงยายเมี้ยนดังแหลมเข้ามา “โอ้โห โอ้โห..แม่เจ้าโว้ย”
พร้อมกันนั้นยายเมี้ยนคว้าหนังสือพิมพ์จากมือตาแกละขึ้นมาดู กลางวงสภากาแฟร้านอาโกนั่นเอง ตาแกละ แมว อาโก เฮียเม้ง และวิภา ต่างสนใจมองตามเป็นตาเดียวแม่ค้าชาวมามุงๆ 4-5 คน
“ไหมละ ไหมละ อย่างอีเมี้ยนมันว่าไว้มั้ย..คนมันอยากโก้อยากรวยเป็นคุณหญิงคุณนายจะต่างเชื้อต่างชาติไม่ต้องไปสนใจ ไอ้ยุ่นมันรวยกันจะตายขืนไม่เอาก็โง่สิ..ยามสงครามอย่างนี้เผื่อมันไปรบแล้วตายก็ได้สมบัติไปใช้สบายอุราเสียอีก..แหม แล้วแต่ก่อนมาทำเป็นต่อต้านญี่ปุ่นเกลียดญี่ปุ่น” ยายเมี้ยนใส่ฉอดๆๆ
แมวหัวเราะเยาะ “หึหึ” สะบัดเสียงเหยียดๆ “เชอะ...” แล้วเป็นเป็นล้อ “อู๊ย..เกลียดๆ แผ่นดินนี้เป็นของคนไทยนะย้า..คนญี่ปุ่นไม่มีสิทธิ์มารุกราน..แล้วเป็นยังไงล้า…”
เฮียเม้งเอ่ยขึ้น “แบบนี้...อังศุมาลีต้องเปลี่ยนเป็นนามสกุลญี่ปุ่น กลายเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นหรือเปล่า”
ตาบัวกะตาผลมายืนฟัง หูผึ่ง
“เออ” ตาแกละพูดกับแมว ท่าทีจริงจัง “หรือว่าอีหนูน่าจะลองไปหาเกลียดๆ พวกไอ้ยุ่นมันดูบ้างดีไหมวะ” พูดแล้วตาแกละก็เหลียวมองไปที่นอกร้าน “เผื่อพ่อกะแม่เอ็งจะสบายยามแก่กะเขาบ้าง”
“อาแกละมองหาลูกเขยเหรอ....ฉันว่าไอ้เจ้านี่มันก็ดูไม่เลวนะ”
อาโกสะกิดชี้ชวนยายเมี้ยนมองไปทางหน้าร้าน คนอื่นๆ เหลียวมองตาม
เห็นเคสุเกะที่เดินนำหน้าพวกทหารญี่ปุ่นกำลังเดินชมตลาดหาซื้อของกิน เสียงดังโหวกเหวกส่งภาษาไปมา
ตาบัวกะตาผลรีบฉกหนังสือพิมพ์แล้วเร้นกายหายไป

ไม่นานต่อมาอังศุมาลินวางหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น คว้าง เบลอ
“แม่คะ..ไม่ใช่หนูใช่ไหมคะ นี่ต้องไม่ใช่หนู”
แม่อรรีบคว้าไปดู กวาดตาเร็ว “เดี๋ยวก่อนลูก เดี๋ยวก่อน...หนังสือพิมพ์ก็ลงกันไปอย่างนั้นเอง ไม่มีอะไรนี่จ๊ะ ไม่เห็นมีชื่อหนูเสียหน่อย
ยายศรดึงหนังสือพิมพ์ไปมองเพ่ง ถอยดูรูป อย่างลำบาก
อังศุมาลินหน้าซีด ถามปากคอสั่น “ยังไงๆ...มันก็จะไม่เกิดขึ้นใช่ไหมคะแม่...มันไม่มีวันที่จะเป็นจริงได้ ใช่ไหมคะ”
แม่อรอึ้ง หันไปทางสองเกลอ ตาบัวกับตาผลรีบก้มหน้างุดหลบไปจ้วงข้าวเข้าปากกันต่อ
ยายศรเพ่งแล้วเพ่งอีก “คนนี้...ดูคลับคล้ายคลับคลา..คุณหลวงชลาสินธุ์..ใช่ไหมหนู”
แม่อรไม่ตอบ กลุ้มหนัก

ขณะเดียวกัน ฝีเท้าชายคนหนึ่งก้าวขึ้นมาจากเรือยนต์ที่จอดเทียบส่งที่ท่าน้ำหน้าบ้าน ชายผู้นี้ใส่ชุดลำลองเรียบร้อย สวมหมวก เหลียวมองสำรวจบริเวณท่าน้ำโดยทั่ว เสียงเรือยนต์แล่นห่างไป
ที่แท้เป็นหลวงชลาสินธุราช ที่กำลังกวาดตามองสำรวจ เพื่อรำลึกย้อนความทรงจำที่สวยงามบริเวณแห่งนี้อย่างรวดเร็ว แล้วออกก้าวเดินตรงไปที่เรือนต่อ

ตาผลที่กำลังจะถือปิ่นโตอาหารซึ่งจะเอาไปให้ไมเคิล เดินลงบันไดมา แต่ต้องหยุดชะงัก สีหน้าประหลาดใจมองลงไปเห็นอะไรบางอย่าง
ครู่หนึ่งตาผลร้องบอกอย่างตื่นเต้น “แม่อัง คุณพ่อแม่อังมาแน่ะ”
อังศุมาลินสะดุ้ง งงปนตกใจ แม่อรใจหายวาบ มือที่กำลังจะเก็บสำรับ ค้างอยู่อย่างนั้น
ยายศรมองหน้าแม่อร แล้วตัดสินใจเดินเข้าห้องตัวเอง

หญิงชราปิดประตูนั่งลง หน้าตาปลงๆ และคาดเดาล่วงหน้าว่า...อังศุมาลินคงไม่รอด
หลวงชลาสินธุราช ก้าวผ่านประตูเรือนเข้ามา มีตาผลยืนยิ้มทักแหะๆ อยู่ คุณหลวงถอดหมวก เหลียวมองบ้านโดยรอบอย่างรวดเร็ว สายตาไปหยุดที่แม่อร และอังศุมาลิน

แม่อรวางมือขยับลุกขึ้น สีหน้าเรียบเฉย ต้อนรับอย่างนอบน้อม
“เชิญคุณหลวงค่ะ” พลางหันไปสั่งอังศุมาลิน “หนูไปหาน้ำหาท่ามาลูก”
อังศุมาลินหันมองแม่อรตาละห้อย อยากอยู่ฟังด้วย แต่จำใจขยับลุก ตาบัว กะตาผลพยักกัน หลบหายเข้าครัวไป
อังศุมาลินกระซิบเบาๆ “แม่พูดกับพ่อ ไม่ตกลงนะคะ”
แม่อรนิ่งไม่ตอบ สีหน้าเคร่งขรึมมองไปที่แขกผู้มาเยือน

ถาดปั้นน้ำชา พร้อมด้วยถ้วยหูลายครามที่เก่าจนแตกลายงา ถูกประคองวางลง ใบหน้าหลวงชลสินธุราชมองตาม
“น้ำแข็งไม่มีค่ะ มีแต่ชาร้อนๆ”
คุณหลวงยื่นมือไปแตะปั้นน้ำชาที่อังศุมาลินนำมาวางให้ หมุนดูไปมาเหมือนกับคุ้นเคย
“ปั้นน้ำชาชุดนี้ยังอยู่อีกหรือนี่”
แม่อรที่พับเพียบนั่งอยู่ด้วยที่ระเบียงมองตาม
“เหลือถ้วยแค่สามใบเท่านั้นคะ ยายอังทุบไปเสียสองใบ อีกใบมันร้าวมากเลยไม่ได้เอาออกมาใช้”
“หนูไม่ได้ไปเรียนต่อหรือ” คุณหลวงถาม
อังศุมาลินเงยมองผู้เป็นบิดา
“หนูไม่อยากให้แม่ลำบาก”
“แล้วทำไมไม่ไปบอกพ่อ”
“นั่นดิฉันกับยายอังจะปรึกษากันเองคะ” แม่อรแทรกขึ้น
หลวงชลาสินธุราช อารมณ์เริ่มขุ่นๆ
“แล้วตกลงเรื่องที่เกิดขึ้นว่ายังไง เป็นยังไงมายังไง” หันไปเห็นหนังสือพิมพ์ “อ้าว มีหนังสือพิมพ์เหมือนกันหรือนี่”
อังศุมาลินถอยไปด้านหนึ่ง ส่วนในครัวตาบัวกะตาผล ท่าทีลับๆล่อๆ จกอาหารกิน ปากเคี้ยวหยับๆ อะไรไป
“ดิฉันก็อยากจะพบ เพื่อปรึกษาเหมือนกัน”
คุณหลวงหงุดหงิด “ฉันก็มีเรื่อง..มาก”
แม่อรพยายามใจเย็น “ดิฉันก็มีเรื่อง แต่ถ้าจะพูดกันอย่างใจร้อนละก็ เราอย่าเพิ่งพูดกันจะดีกว่า”
คุณหลวงชลาสินธุราชสบตาแม่อร ถอนใจอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์

ครู่ต่อมา ที่ตรงท่าน้ำ เห็นสายน้ำในคลองไหลเรื่อยไป
เสียงแม่อรดังทำลายความเงียบขึ้น “แล้วคุณหลวงคิดยังไงล่ะคะ”
ทั้งสองยืนเคียงกันท่าทีห่างเหิน ต่างไม่มองกัน แต่มองไปทางคลอง
คุณหลวงชลาสินธุราช มองด้วยท่าทีอึดอัดแม่อรใบหน้าเรียบเฉย
“ไอ้จะทำอย่างอื่นมันก็ไม่เห็นมีทาง”
แม่อรงง “หมายความว่ายังไงคะ”
“มันก็ต้องตกกระไดพลอยโจนนะซิ ฉันกำลังมี...กรณีทางการเมืองที่เขากำลังจับตาดู หากว่า...ทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับพวกนั้น...มันก็จะ...เป็นเรื่องใหญ่ อีกอย่าง...ผู้ชายนี่ก็เป็นนายทหารตัวอย่าง ที่มีสัมพันธ์อันดีกับคนไทยด้วย...ไม่ใช่หรือ ถ้าเราบ่ายเบี่ยงเป็นอื่น เขาก็จะหาว่าทางไทยเราไม่ยอมมีสัมพันธไมตรีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอะไรนั่นไปด้วย เขายิ่งกำลังเห่อๆ กันอยู่”
แม่อรผิดหวัง แต่พูดอะไรไม่ออก
“แล้วตัวยายอังว่ายังไง” คุณหลวงถาม
แม่อรนิ่งไปครู่
“ปฏิเสธเด็ดขาดตั้งแต่แรกแล้วค่ะ”
“ถ้าแกไม่ยอม ก็คงยุ่งกันอีก”
ทั้งสองต่างนิ่งไปครู่หนึ่ง บรรยากาศเงียบงัน
“ตกลงอาทิตย์หน้าหมอโยชิมาขอคำตอบ ดิฉันมิต้องพูดตามคุณหลวงหรือ”
“นี่ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำนะ” คุณหลวงว่า
แม่อรถอนใจอย่างระอา “คุณหลวงจะเล่นไม่ยอมรับผิดชอบน่ะ ไม่ได้หรอกค่ะ มันต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งสองคน จะมาดิฉันพูดอย่าง คุณหลวงพูดอีกอย่าง มันจะยุ่งหนักเข้ากันไปใหญ่ มันจะเสียกันไปหมด”
“ก็ดี ตอนนี้เขากำลังหวือหวากัน เราก็รับๆ ไปก่อน แล้วค่อยหาทางผ่อนๆ ไป พอเขาลืมๆ หมดค่อยขอล้มเลิกภายหลัง จะหมั้นหมายก็รับไว้ก่อน ถ้าจะไม่แต่งก็ค่อยมาพูดกันใหม่”
แม่อรเหวอมองอย่างตะลึง ว่าทำไมคุณหลวงนี่ช่างพูดอะไรง่ายดายไปข้างเดียวแบบนี้ได้ไง

อังศุมาลินเดินหน้าซีด ทรุดนั่งที่แคร่อย่างระโหยโรยแรง แม่อรเดินมาหยุดยืนมองลูกสาวนิ่งๆ ครู่หนึ่ง
“เรื่องของหนูกลายเป็นเรื่องการเมืองไปเสียแล้ว”
“หนูคงไม่ต้องไปคิดทำอะไรอีกแล้ว ทุกคนคิดให้หนูหมดแล้ว สุดแต่เวรแต่กรรมเถอะ”
แม่อรสะท้อนใจ ทรุดนั่งลงข้างๆ ลูกสาว
“พ่อหนูว่า เรารอทอดระยะเวลาให้พวกเขาหายซู่ซ่ากัน แล้วค่อยปฏิเสธ...จากนั้นก็คงไม่มีอะไร”
อังศุมาลินท้วง “แต่แม่ก็รู้นี่คะ ว่ามันไมมีวันเป็นอย่างนั้นได้ เรื่องของการเมืองเป็นเรื่องของการฉวยโอกาสและผลประโยชน์พวกนั้นเขาคงไม่มาฟังเสียงหนูเสียงแม่หรอกคะ ยิ่งคุณพ่อด้วยแล้ว ...ตัวท่านก็ต้องรักษาตำแหน่งให้ดีเหมือนกันไม่ใช่หรือคะ”

อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 13 วันที่ 23 ก.พ. 56

อ่านละครย่อเรื่อง คู่กรรม เวอร์ชั่นปี 2556 (2013)
ละครเรื่อง คู่กรรม บทประพันธ์โดย : ทมยันดี
ละครเรื่อง คู่กรรม บทโทรทัศน์โดย : ปราณประมูล
ละครเรื่อง คู่กรรม กำกับการแสดงโดย : สันต์ ศรีแก้วหล่อ
ละครเรื่อง คู่กรรม แนวละคร : ดราม่า
ละครเรื่อง คู่กรรม ผลิตโดย : เอ็กแซ็กท์ - ซีเนริโอ
ออกอากาศทุกวันวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.10 - 21.40 ทางช่อง ททบ.5
เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค. พ.ศ. 2556
ที่มา manager