อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 14/4 วันที่ 28 ก.พ. 56


อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 14/4 วันที่ 28 ก.พ. 56

“ผมเบื่อที่จะฟังพวกเขาพูดกัน พูดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง”
“แต่เป็นหน้าที่ที่คุณต้องรับทราบไว้”
โกโบริถอนใจ ละสายตามาที่แบบบนโต๊ะ “งั้นพรุ่งนี้ผมจะไป”
“ทำไม..คุณทำท่าเหมือนไม่อยากแต่งงานแล้ว”
โกโบริอึ้งนิ่งงันไป
หมอโยชิถามต่อ “หรือว่า...ที่จริง...คุณไม่ได้รักอังศุมาลิน”
โกโบริสะดุ้ง เจ็บปวดในใจ

เวลาต่อมพวกคนงานในอู่เริ่มวางมือจากงาน ไปเข้าแถวกินข้าว บ้างไปอาบน้ำ
โกโบริที่แต่งยูกาตะที่ผูกเรียบร้อยแล้ว รินชาให้หมอโยชิ หน้าขรึม ทั้งสองนั่งคนละด้านของโต๊ะนั่งกับพื้น บรรยากาศเงียบงัน สองคนนิ่งๆ ต่างก้มหน้า อยู่กับถ้วยชาในมือ



“ผมรักเธอครับหมอ ถึงเธอจะเป็นยังไงผมก็ยังรักเธออู่ดี ชื่อของเธอคือดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ที่พวกเราใช้เป็นเครื่องหมายนำทาง เป็นความอบอุ่น และบางทีก็แผดเผาเราด้วย แต่เราก็ยังรักอยู่นั่นเอง” โกโบริเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
“ความรักไม่เคยแผดเผาใครหรอก”
“ไม่จริงครับหมอ ก่อนที่ผมจะออกสงคราม แม่อยากให้ผมแต่งงานกับผู้หญิงที่ท่านเลือกไว้ให้เสียก่อน จะได้มีหลานเป็นตัวแทนอย่างที่ใครๆ เขาทำกัน แต่...ผมทำไม่ได้ เพราะผมไม่ได้รัก ผมบอกกับท่านว่าผมคงไม่มีความสุข ถ้าต้องอยู่กับคนที่ผมไม่ได้รัก แต่ตอนนี้...ผมเพิ่งรู้ว่า เมื่อเรามีคนที่เรารัก รักมาก บางทีก็มีความสุขไม่ได้เหมือนกัน”
โกโบริระบดระบาย นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“ผมไม่ทราบว่า ทำไมผมรักคนนี้ หรือจะถามว่ารักเพราะอะไร ก็ตอบไม่ได้ แต่ผมรักทุกอย่างที่ประกอบเป็นตัวเธอขึ้นมา เมื่อรักแล้ว...ก็ต้องยอมรับความทุกข์ความเจ็บปวดนั้นด้วย บางที่ความรักก็แผดเผาเรา ให้มอดไหม้ทรมานร้อนรุ่ม...จนกว่าจะตาย”
โยชิมองโกโบริอย่างเมตตา “โกโบริซัง...ความรัก...อาจจะทรมานเราในตอนแรก แต่เมื่อเราเข้าใจมันดี ความรักจะเป็นความอบอุ่น ความหวัง...หล่อเลี้ยงหัวใจเราได้ตลอดไป”
หมอโยชิพูดเช่นนี้ เพราะเมียหมอตายไปตั้งแต่สาวๆ และหมอก็ครองตัวเป็นโสดมาตลอดเพราะรักเดียวใจเดียว
“แล้วถ้าอย่างนั้น...ความเกลียดละหมอ” น้ำเสียงเยาะหยันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “อธิบายความเกลียดให้ผมฟังหน่อยสิ”

หมอโยชินิ่งไปครู่หนึ่ง มองหน้าโกโบริ
ลมโชยพัดต้นลำพูข้างเรือนอังศุมาลิน พลิ้วไหว ส่วนบนเรือนบริเวณชานบ้าน ไม้ตีขิมถูกยกขึ้นมา อังศุมาลิน ยกไม้ตีขิมขึ้นในมือจรดจะตีที่ขิม แต่ชะงักนิ่ง แม่อร และยายศร ที่พับผ้ากันอยู่ หันมาสบตากัน

อังศุมาลินเก็บขิม ปิดลง นั่งนิ่งไป
แม่ขยับปากจะถาม ยายศรจับแขนให้หยุด ส่ายหน้า ว่าอย่าพูด แม่อึ้ง
อังศุมาลินหน้าเศร้ามากๆ ลุกเดินไปยืนเหม่อ มองออกไปทางหน้าต่าง

ส่วนที่อู่ต่อเรือ ถ้วยชาในมือโกโบริถือเฉยอยู่ โกโบริมองเหม่อ หมอโยชิมองหน้าโกโบริ ถอนใจ
“ในความเกลียด ไม่มีคำว่ารัก” หมอโยชิเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาอีก
“นั่นซินะ”
โกโบริพึมพำกับตัวเองขึ้นมาเบาๆ อย่างขมขื่น
“แต่ผู้หญิงคนนี้...ไม่ได้เกลียดคุณ เพราะมีพ่อเป็นเสรีไทยแน่”
หมอโยชิพูดอย่างรู้จริง โกโบริเหลียวมามองขวับ
โกโบริเสียงเครียด “หมอพูดถึงอะไร”
หมอโยชิส่ายหน้า “คุณไม่ใช่คนโง่ โกโบริซัง”
โกโบริหน้าร้อนวูบขึ้นมา พยายามนิ่ง
“คุณไม่สงสัยเลยหรือ ว่าทำไมทางกองทัพอนุมัติให้คุณแต่งงานในระหว่างสงครามง่ายดายนัก และยังมีคณะทูตวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องอีก”
โกโบริก้มหน้า นิ่งฟังเงียบกริบ
“ทางเรากำลังจับตาดูพ่อของอังศุมาลิน ที่เรารู้มาว่าเขาเป็นเสรีไทยแน่ แต่ยังจับได้ไม่มั่นเสียที หน่วยสืบราชการลับ ต้องการให้ความเชื่อถือในตัวบุคคลลดน้อยลง จึงให้ลูกสาวเขาได้แต่งงานกับคุณ”
โกโบริกำมือแน่น
“นี่กระมัง ที่ทำให้คุณกับอังศุมาลิน มีความรู้สึกสวนทางกันตลอดเวลา...แต่ผมก็อยากบอกให้คุณคิดดูเสียใหม่ พยายามทำความเข้าใจกันให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
โกโบริโค้ง แล้วเงยหน้าขึ้น “เธอไม่ได้เกลียดผม...เพราะคิดว่าผมหวังผลทางการเมืองจากการแต่งงานนี้หรอกครับ และผมก็ไม่ได้เข้าใจผิดว่าเธอเกลียดผมแต่...เธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เธอเกลียดผมจริงๆ” โกโบริเน้นคำ “ซึ่ง..หมอคงไม่เข้าใจ”
โกโบริโค้งขอบคุณหมออีกที

ด้านหลวงชลาสินธุราช อยู่ในชุดลำลองเดินลงบันไดบ้านมา เห็นสารวัตรองอาจนั่งดื่มน้ำรออยู่โดยมีทหารรับใช้ยืนเฝ้า
“สารวัตรองอาจ คุณ..มีอะไรกับผม”
“ผมมีเรื่องด่วน”
คุณหลวงหันไปทางลูกน้อง “จ่าแผ้ว..ไปดูข้างนอกไป”
“ครับผม” จ่าแผ้วรีบไป
“สารวัตรมานั่งเล่นบ้านผมเวลาเข้าไต้เข้าไฟแบบนี้..มันคือการบุกรุกเคหะสถาน...” คุณหลวงพูดเป็นนัย
“ในยามวิกาลหรือครับ..หึๆๆๆ” สารวัตรหัวเราะกวนๆ “กลัวอะไร ตั้งแต่ลูกสาวคุณหมั้นกับหลานแม่ทัพฯคนนั้น พวกสันติบาลมันก็ไม่มาป้วนเปี้ยนแล้วนี่นา”
“อะไรนะ”
“ผมเป็นคนมาหาคุณหลวงด้วยตัวเองนี่ล่ะ ดีแล้ว...คนมันจะได้เห็น ว่าเรายังไม่ไว้ใจกัน...จนแล้วจนรอด”
“ผมไม่เข้าใจ”
สารวัตรองอาจลุก เดินเข้ามาหาจนใกล้ ลดเสียงลง “คุณหลวง...เคยได้ยิน ชื่อรหัสเสรีไทย...ว่าไม้ขีดไฟไทย..ไหม” พูดพลางล้วงกระเป๋าหยิบกลักไม้ขีดไฟตราพญานาค ออกมาพลิกโชว์ “โรงงานสยามแมตช์แฟคตอรี่ เปิดตั้งแต่ปี 2473 เพิ่งมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไม้ขีดไฟไทยจำกัด เมื่อ 2-3 ปี มานี่เอง...คุณหลวงรู้ไหม ทำไมเขาใช้ตราพญานาค...เพราะพญานาคเป็นสัตว์น้ำที่มีฤทธิ์อำนาจมาก สามารถจะแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ นาค...เป็นเจ้าแห่งงูทั้งหลาย มีร่างเป็นงูและมีหัวของจระเข้อาศัยอยู่ในบาดาลใต้ทะเลและใต้พื้นดิน”
คุณหลวงมองหน้าสารวัตรองอาจ ในอาการช็อก “คุณ..เป็นไปไม่ได้!”
“ในหมู่ตำรวจ...ที่ตามล่าพวกใต้ดินอย่างโหดที่สุด ก็มีพวกใต้ดินปะปนอยู่...คุณหลวงน่าจะเข้าใจสิครับ ผมต้องมา..คืนนี้...เพราะมีข่าวลับสุดยอดมาบอก...เชลยตาน้ำข้าวของเราเห็นทีจะยังไม่ได้กลับไปง่ายๆ เสียแล้ว เพราะเรือดำน้ำจากลังกาชุดแรกที่จะมา กำหนดเวลานัดผ่านไปแล้ว และยังไม่มีวี่แววข่าวคราวจากที่ไหนเข้ามาแจ้งอะไรเลย พิกัดตำบลก็ไม่มี...มืดแปดด้าน คุณหลวงควรรีบประสานไปทางพลพรรคหัวเมืองชายฝั่งอันดามันทั้งหมดไว้ก่อน ด่วนที่สุด เพราะ...หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ทางผม...ก็คงช่วยอะไรไม่ได้”
สีหน้าแววตาของคุณหลวง สับสน ว้าวุ่น หนักใจมาก

หิ่งห้อยตัวน้อยบินมาจับคู่ พลันลมพัดโชยมา ทำให้หิ่งห้อยทั้งสองบินแยกกันไป เสียงหริ่งหรีดเรไรดังระงมระคนเสียงแว่วของเครื่องจักรจากอู่ต่อเรือ
ดวงดาวพร่างพราย ส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า
อังศุมาลินยืนพิงอยู่ใต้ลำพู เหม่อมองไปไร้จุดหมายอยู่เงียบๆ
ระหว่างนั้นยินเสียงฝีเท้าชายคนหนึ่ง ก้าวเดินใกล้เข้ามา
“ใคร”
“หมอเอง อังศุมาลิน หมอเจอโกโบริมา...เขาบอกว่า...ยังไม่ได้มาที่นี่เลย เพราะงานเร่งมือ”
“ค่ะ ไม่จำเป็นต้องบอกดิฉันหรอก” อังศุมาลินรู้สึกปวดใจ
หมอโยชิหัวเราะเบาๆ “โกโบริเป็นคนสองธาตุที่ตรงกันข้ามอยู่ในตัวเอง ทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนโยน ทั้งความรักและความทระนง เหมือนเธอ อังศุมาลิน”
อังศุมาลินฉุนนิดๆ “หมออย่าเอาดิฉันเข้าไปเทียบดีกว่า”
“เธออ่อนหวาน และมีอารมณ์อ่อนไหวสะเทือนง่าย แต่ชีวิตที่ต้องต่อสู้มาตลอด เธอเลยใช้ทิฐิมานะมาเป็นสิ่งกำบังความอ่อนแอในตัวเธอ”
อังศุมาลินตัดบท “พอเถอะค่ะ หมอ”
“ความใจแข็งเป็นสิ่งดี แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้านำมันมาใช้กับคนที่เรารัก”
“หมอหมายถึงอะไรไม่ทราบคะ” อังศุมาลินย้อนถามท่าทีดื้อรั้น
“ชีวิตคนเรามันไม่ยืนยาวนักหรอก โดยเฉพาะเวลากับคนที่เรารัก มักจะผ่านไปเร็วเสมอ หมอเคยผ่านมันมาแล้ว อังศุมาลิน...ไม่ว่าสิ่งรอบตัวจะหมุนเปลี่ยนไปแค่ไหนอย่างไร แต่หัวใจก็ยังอบอุ่นเปี่ยมความหวัง ถึงวันเวลาจะเลยผ่านไม่ย้อนกลับคืน หมอก็ยังมีความสุข จำไว้อังศุมาลิน...หากเราเปิดใจยอมเข้าใจในรัก ดวงไฟแห่งรักนั้นจะลุกโชนหล่อเลี้ยงเราไว้ตลอดไป”
“ขอบคุณนะคะหมอ ดิฉันยังไม่ได้ต้องการดวงไฟจากใครที่ไหน” อังศุมาลินยิ้มเยือกเย็น
หมอโยชิถอนหายใจ พลางแหงนมองฟ้า เห็นดาวพราวระยับเต็มท้องฟ้า
“ท้องฟ้าสวย เหมาะกับการที่จะมายืนนึกถึงใครสักคน”
คำพูดของหมอโยชิ ทำเอาอังศุมาลินหน้าร้อนผ่าว
“หมอจำวนัสได้ไหม วันที่เขาลาไป เขาก็มายืนลาดิฉันที่ตรงนี้ ถ้าหากจะเป็นใครสักคนที่ควรคิดถึงก็ควรเป็นเขา” อังศุมาลินว่า
“นั่นก็สุดแล้วแต่ ว่าใครสักคนที่ควรให้เธอคิดถึง...ใคร...จะสำคัญกว่าใคร มันเป็นสิทธิของเธอ”
อังศุมาลินตอบอย่างถือดี “ไม่มีคนอื่นอีก สำหรับดิฉันแน่ค่ะ”
ระหว่างนั้นเสียงซามิเซ็งแว่วดังลอยมากับลม
“ซาโดะอาเกซะ” หมอบอก
อังศุมาลินกำมือแน่นทันที
“เพลงพื้นเมืองของเขา..หมอไปละ”
โยชิหันหลังเดินกลับ อังศุมาลินมองตาม

ผิวน้ำเป็นประกายระยับ ยินเสียงซามิเซ็งแสนเศร้าที่ยังดังแว่วกล่อมไปทั่วบริเวณ
ส่วนโกโบริที่เล่นซามิเซ็ง อยู่อย่างเศร้าๆ เหงาๆ แล้วชะงัก หยุดเล่น อังศุมาลินเดินมาที่ท่าน้ำ ทอดสายตามองนิ่ง ดูเงาจันทร์ ที่ผิวน้ำเหงาๆ

สีหน้าของโกโบริ เหมือนตัดสินใจเด็ดขาด ว่าจะเศร้าไปไย ไม่มีประโยชน์เลย
ขณะที่อังศุมาลินมองเหม่อ พลันเสียงดนตรีขาดหายไปกะทันหัน อังศุมาลินชะงัก อึ้งไป
ฝ่ายโกโบริหยุดเล่น วางซามิเซ็งลง เดินไปมา คิดหนัก แล้วสีหน้าเปลี่ยน ตัดสินใจ เป็นไงเป็นกัน

ครู่ต่อมา อังศุมาลินมีท่าทีสับสนใจ เดินไปนั่งลงที่ม้านั่งตรงสะพาน หิ่งห้อยน้อยบินมาเกาะกลุ่มกันที่ต้นลำพูอีกครั้ง ตัวหนึ่งบินมาเกาะที่หลังมือบนตัก อังศุมาลินยกมือมาดู แล้วยื่นมือไปข้างหน้า แล้วสะบัดเบาๆ ให้หิ่งห้อยบินไป อังศุมาลินมองตามหิ่งห้อย ที่บินไปกลางลำน้ำ

ขณะที่โกโบริเร่งฝีเท้าก้าวผ่านสุมทุมพุ่มไม้อย่างเร่งร้อน เท้าคู่นั้นเดินมาก้าวหยุดยืน หันมองผ่านต้นลำพู เห็นเสี้ยวหลังอังศุมาลินที่นั่งอยู่ที่ท่าเรือ
อังศุมาลินได้ยินเสียงฝีเท้า ชะงัก นั่งตัวตรงขึ้น
อังศุมาลินหันมาครึ่งๆ เอ่ยขึ้น “ดิฉันนึกว่าหมอจะกลับไปแล้วเสียอีก”
เสียงโกโบริดังขึ้น “ผมเอง”
สีหน้าอังศุมาลินวูบหนึ่งนั้นดีใจอย่างประหลาด รีบหันหน้ากลับไป บีบมือตัวเอง ระงับความรู้สึก
โกโบริเดินเข้ามาอีกสองสามก้าว “หมอโยชิแวะมาหาคุณหรือ”
อังศุมาลินพยายามกดข่มความดีใจ ไม่ยอมหันมา ก้มหน้าลง ซ่อนความรู้สึก
“ค่ะ หมอว่างเลยแวะมาคุย..เท่านั้น”
โกโบริตอบเสียงอ่อนโยน “ยังดีที่หมอมีเวลา ผมสิ...ไม่ว่างเอาเลย”
อังศุมาลินเงียบไปพักหนึ่ง “ค่ะ ทราบแล้ว”
โกโบริมองแต่ข้างหลัง ที่ไม่ยอมหันมา “แต่ถึงผมจะมีเวลา คุณก็คงไม่อยากคุยด้วย”
อังศุมาลินยืนนิ่ง
โกโบริอดขำตัวเองไม่ได้ “แล้วเราจะยืนคุยกันแบบนี้ละหรือ”
พลางโกโบริสาวเท้าก้าวลงไปที่ท่า ซึ่งแคบและเนื้อที่จำกัด แล้วหันมายืนประจันหน้าอังศุมาลิน
“คิดถึงคุณมาก แต่งานยุ่งวุ่นวายเหลือเกิน...ผมเล่นซาโดะอาเกซะแล้วคิดถึงคุณ จนอดไม่ไหว…”
อังศุมาลินมองหน้าอีกฝ่าย รีบปรับสีหน้าเป็นเย็นชา ไม่ยินดียินร้าย
“ซึ่งคุณก็ไม่ได้สนใจอะไร”
ถ้อยคำตัดพ้อนั้น ทำให้อังศุมาลินรู้สึกหวั่นไหวมาก รีบหันเดินหนีขึ้นจากท่าเรือ
โกโบริ เสียใจ น้อยใจ หน้าซีด หันตามมา ถามเสียงกระด้างเย็นชา “คุณทราบกำหนดการหรือยัง”
อังศุมาลินหยุดเท้า ทำเสียงเย็นชาขณะตอบ “ทราบแล้ว”
อังศุมาลินเดินต่อไปอย่างแน่วแน่ ช้าๆ อย่างไร้เยื่อใย
โกโบริมองตาม รีบก้าวจากท่าน้ำ ตามไป หน้าตาดื้อ ไม่ยอมแพ้

อังศุมาลินเดินหนีมาได้ไม่กี่ก้าว โกโบริรีบตามมา
โกโบริรีบยิงไม้เด็ด เพื่อยื้อ หวังเอาหมอมาอ้างบังหน้า “คือ...คุณหมอโยชิ...ท่านมาคุยกับผม...ท่านขอร้อง..ว่า เราควรคุยกัน ก่อนที่อะไรมันจะ..สายไป”
ได้ผลอังศุมาลินหยุดเท้ากึก แต่ตีความหมายไปอีกอย่าง ตรงกันข้าม หันขวับไป ทำหน้าเยาะ
“งั้นเหรอคะ...แต่ฉันว่าตอนนี้ทุกอย่างมันสายไปหมดแล้ว งานใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าเราสองคนตกลงกันได้แล้วงานมันจะล้มเลิกหรือคะ”
โกโบริผงะ ผิดคาด นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วชักพาลขึ้นมาบ้าง เดินมาเผชิญหน้า
“คุณก็รู้เท่าๆ กับที่ผมรู้ ว่าไม่มีทางแก้ไข ทุกอย่างผมก็พยายามทำให้มันดีที่สุด แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องบานปลายมาขนาดนี้...” ยิ่งคิดยิ่งแค้นใจ “ไม่เป็นไรหรอก คุณ...อาจไม่ต้องทนผมนานหรอก”
ถ้อยคำน้ำเสียงของโกโบริน้อยใจสุดๆ
“ตอนนี้สงครามกำลังคุกรุ่น เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน บางทีผมอาจจะถูกย้ายไปไกลๆ จริงๆ จนไม่ได้กลับมา ถ้าคุณเบื่อหน้าผมเต็มทน ผมก็จะรีบขอย้ายลงไปประจำในเรือซะ แล้วถ้าคุณหากคุณโชคดี ผมก็คงจะโชคร้ายเร็วขึ้น”
อังศุมาลินปรี๊ดขึ้นมา พูดแดกดัน “ตามใจคุณเถอะ คุณจะจัดการยังไงก็ได้ ขอให้เร็วๆ ก็แล้วกัน”
โกโบริขุ่นมั่วในใจ เริ่มเหวี่ยง “ผมนึกอยู่แล้วว่าจะได้ฟังคำตอบอย่างนี้...วันไหนที่ผมขาดใจตายไปต่อหน้า คงเป็นวันที่คุณมีความสุขที่สุดสินะ”
“ใช่ซี้ ใช่ ฉันจะรอวันนั้น!”
พอพูดไปแล้ว อังศุมาลิน รู้สึกตัวว่า ใจร้ายเกินไป ก็ใจหายวาบ แต่แล้ว พอเห็นว่าโกโบริมองอยู่ ก็รีบทำหน้าเอาชนะต่อ ทั้งสองประสานตากันอย่างดุเดือด
“คุณตั้งใจภาวนาเข้าเถิด วันที่คุณหวังจะได้มาถึงเร็วๆ สมใจคุณ”
“ฉันทำแน่ ไม่ต้องกลัวหรอก”
“ผมไม่กลัวความตาย เคยคิดด้วย ว่า...ความตายจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำให้ผมมีความสุขอย่างแท้จริง” น้ำเสียงโกโบริฟังออกว่าขมขื่นมาก
อังศุมาลินเงียบกริบ ยืนนิ่ง
โกโบริมองหน้าอังศุมาลิน แล้วยิ่งน้อยใจ หันไป มองฟ้า แล้วไม่วายพูดแดกดัน
“คืนนี้ฟ้าสวย คุณคงอยากใช้เวลาสำหรับระลึกถึงคนที่คุณรัก หรือบนบานศาลกล่าว..แช่งคนที่คุณเกลียดก็ได้ ผมคงต้องกลับเสียที”
โกโบริขยับชิดเท้าก่อนจะหันตัวกลับ อังศุมาลินมองตามไป รู้สึกเสียใจ

แรงลมโชยพัดกิ่งลำพู พลันหิ่งห้อยน้อยบินแตกตัวแพรวพราว โกโบริเดินผ่านดงหิ่งห้อย
ยินเสียงอังศุมาลินดังตามมา “คุณมีงานมากนักหรือ”
โกโบริชะงัก นึกว่าหูฝาด หยุดยืน หันกลับไป
อังศุมาลินชักเก้อเขิน ทำเสียงเหมือนใส่ใจมากนัก “ได้ยินเสียง...ทำงานกัน...ทั้งวันทั้งคืน”
โกโบริมองมา พูดกวนๆ “ก็...มาก ต้องเร่งต่อเรือ...สำหรับขนของ”
พอดีหิ่งห้อยบินล้อมหน้าล้อมหลัง โกโบริเอื้อมมือคว้าหิ่งห้อยไว้ในมือตัวหนึ่ง มาส่องดูใกล้ๆ
“ภาษาไทยเรียกว่าอะไร” โกโบริถาม
“หิ่งห้อย” อังศุมาลินบอก
โกโบริพูดตาม “หิ่ง-ห้อย”
อังศุมาลินอธิบาย “เราถือกันว่ามันคือดวงวิญญาณของผู้ชายที่จุดโคมตามหาภรรยาที่จมน้ำตาย เธอชื่อลำพู เหมือนชื่อต้นไม้ต้นนี้ มันเลยชอบมาเกาะ...ที่ต้นลำพู”
อังศุมาลินพูดไป ก็นึกถึงวนัสขึ้นมา เลยเงียบไป
“ญี่ปุ่น เราก็มี นิทานคล้ายๆ อย่างนี้ เรื่องเจ้าหญิงทอหูกกับคนเลี้ยงแกะ สองคนนี้รักกัน แต่ถูกพ่อแม่ขัดขวาง พรากทั้งสองไปจนไม่ได้เห็นหน้ากันอีก ท้ายสุดเทวดาสงสาร จึงบันดาลให้ทั้งสองกลายเป็นดวงดาวอยู่บนฟ้า...คนละฟากของทางช้างเผือก แล้วจะได้โคจรมาพบกันปีละครั้ง ในวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด พอถึงเทศกาลทานาบามัตซุริ เราก็จะตกแต่งโคมกระดาษรูปดอกไม้ปักโค้งเข้าหากัน แทนดวงดาวทั้งสอง…”
โกโบริถอนใจ พลางแบมือปล่อยหิ่งห้อยน้อยในมือให้บินกลับกลุ่มตามเดิม มองตามไปไม่ละสายตา
“ความรักก็มักมีแต่เรื่องเศร้าเสมอ เจ้าตัวนี่มันยังต้องคอยตามหาคนรักตลอดชีวิต...คุณมีคนที่คอยคุณอยู่บ้างไหม” โกโบริหันมา
ทีแรกอังศุมาลินก็ตั้งใจฟัง แต่พอโกโบริหันมา ก็รีบทำหน้าเนือยใส่ ทำเสียงเย็นชาตอบห้วนๆ
“มี”
โกโบริก้มหน้ารับ ปลงๆ
“คุณถึงเกลียดผมนัก” โกโบริโค้ง “ขอโทษ...ที่...เป็นต้นเหตุ ของปัญหาทั้งหมด”
อังศุมาลินรู้สึกผิด “ไม่...ไม่ใช่ขนาดนั้นหรอก...เขา” อยากอธิบายมากกว่านี้ แต่ก็กลัวเสียฟอร์ม “เอ้อ...แค่...ขอให้คอย...ก็...เท่านั้น”
“และคุณก็คิดว่า...จะคอยเขา...ใช่ไหม”
อังศุมาลินเงียบไม่ยอมตอบ มองหิ่งห้อยไป เพื่อไม่หันมาให้เห็นหน้า
โกโบริพูดท่าทีมึนชา “เข้าใจแล้ว...ถ้า...คุณบอกผมให้เข้าใจก่อนหน้านี้ก็จะดี”
“ไม่ใช่อย่างนั้น เพียงแต่...”
โกโบริตอบเอง “คุณหวังจะรักษาคำมั่นสัญญาให้ได้” พลางหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ “ดีแล้วที่เราได้คุยกัน...ผมจะลองหาทางดูว่าจะทำอะไรได้อีกบ้าง พรุ่งนี้ผมจะลองเข้าไปคุยกับลุงผมและทางนู้นดู อาจจะแก้ไขอะไรได้บ้างกระมัง...แต่อย่าเพิ่งหวังอะไรไปมากนัก เพราะเรา...ถูกมัด ให้กระดิกตัวไม่ได้ทั้งคู่”
ทั้งสองมองหน้ากัน อังศุมาลินอยากรู้ ว่าโกโบริคิดอะไรแน่
โกโบริยิ้มตอบ แววตาเหนื่อยๆ หมดอาลัยตายอยาก
อังศุมาลินใจหายแปลกๆ

แสงไฟจากตะเกียงที่แขวนเหนือบันได แพนเฉียงลงมาช้าๆ รับทั้งสองคนที่เดินมาด้วยกันตามทางเดินมืดๆ สู่รัศมีของแสงที่แผ่ออกมา สองคนอยู่ห่างจากตัวเรือนพอควร เหมือนมาส่งกลายๆ
อังศุมาลินหยุด หันไป
โกโบริหยุดตาม ยืนสงบอยู่ข้างหลัง
อังศุมาลินสงสัยขึ้นมาบ้าง “แล้วคุณ...มีใครคอยอยู่บ้างไหม”
โกโบริมองตอบ แววตาสงบ “มี”
อังศุมาลินหน้าร้อนวูบ
โกโบริสีหน้าอ่อนโยน พูดสุ้มเสียงนุ่มนวล

อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 14/4 วันที่ 28 ก.พ. 56

อ่านละครย่อเรื่อง คู่กรรม เวอร์ชั่นปี 2556 (2013)
ละครเรื่อง คู่กรรม บทประพันธ์โดย : ทมยันดี
ละครเรื่อง คู่กรรม บทโทรทัศน์โดย : ปราณประมูล
ละครเรื่อง คู่กรรม กำกับการแสดงโดย : สันต์ ศรีแก้วหล่อ
ละครเรื่อง คู่กรรม แนวละคร : ดราม่า
ละครเรื่อง คู่กรรม ผลิตโดย : เอ็กแซ็กท์ - ซีเนริโอ
ออกอากาศทุกวันวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.10 - 21.40 ทางช่อง ททบ.5
เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค. พ.ศ. 2556
ที่มา manager