อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 6/2 วันที่ 6 ก.พ. 56

อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 6/2 วันที่ 6 ก.พ. 56

โกโบรินิ่งไปสักพักถึงได้เอ่ยขึ้น
ประตูห้องพักโกโบริถูกเปิดออก โดยหมอเคสุเกะที่เป็นคนเปิดแล้วเดินนำเข้ามา ขณะที่หมอทาเคดะเดินคอยตามประคองโกโบริที่พยายามเดินเข้ามาเอง ตรงไปที่เตียง

“หมอ-อย่าพูดอะไร-กับลุงผม-เรื่องนี้นะ” โกโบริกำชับ
หมอทาเคดะมองสบตาโกโบริที่หันมองมาด้วยสายตาวิงวอนขอคำมั่น

“ได้-ไม่พูด-คุณสบายใจเถอะ”
โกโบริหันไปมองเคสุเกะ ด้วยแววตาที่บอกสิ่งเดียวกัน คือห้ามบอกใคร หมอเคสุเกะก้มหัวให้ เป็นเชิงรับคำ
โกโบรินั่งลงที่เตียงนอนของตน พยายามทรงตัวยืดหลัง ด้วยเจ็บสะท้านไปทั้งร่างเมื่อทิ้งตัวนั่ง ในจังหวะที่ พลโทโทโมยูกิ และพันโทมาซาโอะเดินเข้ามาพอดี หมอ เคสุเกะ ทำความเคารพ พึ่บพั่บ โกโบริขยับจะลุกยืน



พลโทโทโมยูกิรีบบอกกับโกโบริ “ไม่ต้อง”
โกโบริชะงัก แล้วเปลี่ยนเป็นโค้งก้มหัวลง ในท่านั่ง
หมอเคสุเกะ เดินออกไป
นายพลโทโมยูกิถามอาการหลานอย่างห่วงใยเป็นภาษาญี่ปุ่น “หลานเป็นอย่างไรบ้าง”
โกโบริตอบกลับเป็นญี่ปุ่น “ไม่เป็นอะไรมากครับ หมอทาเคดะช่วยรักษาอย่างดีแล้ว”
พลโทโทโมยูกิหงุดหงิดมาก “ใครทำ..หา รู้ตัวคนร้ายหรือยัง”
โกโบริกับหมอทาเคดะสบตากัน
โกโบริก้มหน้าซ่อนสายตา “กลางคืน..มันมืดมากครับ มองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
พันโทมาซาโอะหันมาถามหมอ “หมอเองก็ไม่เห็นหรือ”
หมอทาเคดะก้มหน้า “ไม่เห็นเลยครับ”
“เจ้าของสวนตรงนั้นเป็นใคร” พลโทโทโมยูกิถามอีก
หมอทาเคดะมองลุ้นโกโบริ นายพลโทโมยูกิและพันโทมาซาโอะจ้องรอคำตอบจากโกโบริ
“ไม่..คือผมไม่คิดว่า จะเป็นคนแถวนี้..ผมผิดเอง ที่ประมาท..ไม่ได้พกอาวุธติดตัว”
พันโทมาซาโอะออกความเห็น “ท่านครับ สารวัตรองอาจน่าจะช่วยเรื่องนี้ให้เราได้”
“ดี..มาซาโอะรีบไปจัดการให้เร็วที่สุด..แล้วทำหนังสือแจ้งถึงนายกฯไทย ขอคำตอบภายใน 7 วัน”
“ครับท่าน” มาซาโอะรับคำแข็งขัน
โกโบริกับหมอทาเคดะลอบสบตากันหน้าซีดทั้งคู่

เวลาเดียวกัน ที่เรือนไม้รับรองสองชั้น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พระนคร
ตัวละคร หลวงชลาสินธุราช นายทหารสื่อสาร เสรีไทยระดับสูง 5-6 คน
วิทยุสื่อสารระยะไกลกำลังทำงานรับสัญญาณตอกรหัสลงแผ่นกระดาษอยู่ ใกล้ๆ จุดนั้นเห็นเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งแท้จริงคือนายทหารสื่อสาร แต่แต่งชุดไปเที่ยวดูมีสีสัน กำลังรออย่างใจจดใจจ่อที่เครื่อง ที่มุมหนึ่งของห้องที่ปิดประตูหน้าต่างทึบ
จนได้รับรหัสลงแผ่นกระดาษครบสมบูรณ์ ชายหนุ่มคนนั้นรีบดึงกระดาษออกมาด้วยสีหน้าที่ลุ้นระทึก
“แย่แล้ว…”
ทหารสื่อสารคนนั้น รีบเอาแผ่นในมือ วิ่งออกมาประตูห้องนั้น วิ่งไปตามเฉลียงยาว มุ่งสู่ที่ระเบียงกว้าง เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสุดตา ซึ่งมีเสรีไทยพระนครระดับสูง 5-6 คน ทุกคนแต่งตัวตามสบายในชุดลำลอง กำลังทำทีเป็นดื่มกาแฟ คุยสัพเพเหระ ฟังเพลงจากแผ่นเสียงกัน บ้างก็หันมามองลุ้น บ้างยืน หรือลุกขึ้นเดินเข้ามามุง ที่แน่ๆ ทุกคน รอคอยบางอย่างอยู่
ที่แท้คนๆ หนึ่งในกลุ่มเสริไทย คือหลวงชลาสินธุราช บิดาของอังศุมาลิน ที่สวมหมวกพรางใบหน้า และกำลังถอดหมวกเผยตัวตนออกมาขณะถาม
“จากไหนวินัย”
ทหารสื่อสารนามวินัยกวาดตาดูข้อความรหัสในกระดาษ “จาก ‘ช้างป่า’ ครับ”
“ช้างป่า หมายถึง เจ้าวงศ์ แสนสิริพันธุ์ เสรีไทยคนสำคัญของจังหวัดแพร่ เป็นผู้แทนราษฏรคนแรก ของจังหวัดแพร่” นั่นเอง
หนึ่งในเสรีไทยบอก “ใช่จริงๆ ด้วย ว่าอย่างไร”
ทุกคนลุ้นฟังข้อความเป็นตาเดียวกัน ลุ้นว่าจะเป็นข่าวดีที่รอคอย
ทหารสื่อสารอ่านแปลรหัสข้อความ “ไม่สามารถออกจากเขตไปได้...ภาระกิจล้มเหลว”
ทุกคนมีสีหน้าผิดหวังไปตามๆกัน อึ้งเงียบกันไปครู่
เสรีไทยอีกคนเอ่ยขึ้น “อย่างที่ ‘รู้ธ’ กังวลไว้ไม่ผิด”
“รู้ธ หมายถึง นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเวลานั้น ที่เป็นผู้นำเสรีไทย ในประเทศไทย ”
เสรีไทยคนแรกพูดเสริมท่าทีฮึดฮัด “ใช่สิ ญี่ปุ่นมันคุมจุดเข้าออกชายแดนตอนเหนือหนาแน่นทุกจุด…โธ่เว้ย”
หลวงชลาสินธุราชคิดหนักอึ้งไปครู่ “ยังไงก็ต้องส่งคนของเราให้เดินทางไปถึงจีนให้ได้ ไม่เช่นนั้นขบวนการของพวกเรา ในประเทศนี้ ก็จะไม่มีทางติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรได้แน่เราจะถูกตัดขาด จะไม่มีใครรู้ว่ามีพวกเราอยู่ในโลกนี้เลย”
เสรีไทยคนที่สองบอก “ต้องรีบแจ้ง ‘รู้ธ’ ด่วน”
ทุกคนเห็นด้วย

พระอาทิตย์ลอยตัวลงต่ำเหนือยอดไม้บอกเวลายามเย็น อังศุมาลินว่ายลัดเลาะข้ามลำประโดงมา แล้วค่อยๆ ว่ายเข้ามาใกล้ๆ อู่ คอยชะเง้อคอแอบดูเหตุการณ์ในอู่
เห็นพวกทหารญี่ปุ่นเดินตรวจตรา เปลี่ยนเวรยามอย่างแข็งขัน อังศุมาลินว่ายน้ำไปมา คอยชะเง้อ แอบมอง แต่ไม่เห็นเงาโกโบริ หรือใครที่รู้จัก อังศุมาลินมองไปรอบๆ เห็นมีเรือสีขาวที่โกโบริเคยขับมาจอดอยู่ไม่ไกล นาทีนั้นอังศุมาลินมีหวังขึ้นมา รีบดำน้ำลงไป แล้วไปโผล่ข้างๆ เรือขาว เอามือเกาะขอบเรือพยุงตัว แล้วชะโงกมองดู ทว่าภายในเรือไม่มีใคร
อังศุมาลินถอนหายใจ “เฮ้อ...”
ภายในโรงงงานของอู่มีแต่พวกคนงานทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

สีหน้าอังศุมาลินขณะที่เกาะขอบเรือมองอย่างผิดหวัง แล้วปล่อยมือจากเรือ หันหลัง ว่ายน้ำกลับไปบ้าน
เวลาเคลื่อนคล้อยจากเย็นเป็นเวลาค่ำคืน มองจากภายนอกเห็นในห้องพักโกโบริ มีแสงไฟสีนวลสว่างไสวอยู่ในนั้น

ส่วนด้านในโกโบริไม่สวมเสื้อ ที่ตัวยังมีผ้าพันแผลพันคล้องไว้อยู่ ยืนเหม่ออยู่ที่หน้าต่าง มองออกไปนอกหน้าต่าง
นึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่จะขึ้นเรือกลับ ตอนโกโบริก้าวขึ้นเรือ เซซวนไปเล็กน้อย แล้วโกโบริหยุด หันไปมองอังศุมาลินแวบหนึ่ง เห็นอังศุมาลินที่ยืนอยู่บนเรือนมองกลับมาด้วยนัยน์ตาเรียบเฉยเช่นกัน
โกโบริดึงตัวเองกลับมาถอนหายใจ แววตาหม่นเศร้า ก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะ ซึ่งมีซามิเซ็งวางอยู่
โกโบริเดินเข้าไปนั่งลง เอื้อมมือไปแตะแล้วต้องชักมือกลับ แววตาหมองหม่น เจ็บหลัง ไม่มีปัญญาเล่นเครื่องดนตรีโปรด

บ้านอังศุมาลินยามพลบค่ำตกอยู่ในความมืด มองเห็นแสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุเจิดจ้า อังศุมาลินยืนอยู่ที่ระเบียง มองทอดสายตาออกไปไกลทางอู่ต่อเรือ อังศุมาลิน ถอนใจยาว แววตาสับสน วิตกกังวล
พอหันกลับไปมองเห็นขิมที่วางทิ้งไว้อยู่กลางชานเรือน อังศุมาลินนั่งพับเพียบลง เปิดออก หยิบไม้มา เพ่งที่ขิม
แล้วนึกถึงวันที่นั่งเล่นขิมแล้วโกโบริเดินขึ้นมาบนเรือน
“เข้ามาทำไม ต้องการอะไร” อังศุมาลินจ้องตาเป๋งที่โกโบริ ท่าทีระแวง
โกโบริพยายามสื่อสารด้วยภาษาไทย “คือ..ผมขับเรือ-เรือเสีย- เรือลอยผ่าน บ้านคุณ-ได้ยิน-เสียง คล้ายๆ-ซามิเซ็ง-ผมชอบเล่น-ซามิเซ็ง -ผม มาดู…”
และโกโบริดีใจ ที่เหมือนอังศุมาลินรู้เรื่อง รีบอธิบายต่อ “คุณ- กรุณา ให้ผม-ดู -ดนตรีนั้น -ได้ไหม -ผมอยากเห็น -ใกล้ๆ -ว่าทำไม -เสียงดนตรี -เหมือน- ซามิเซ็ง”
ยิ่งคิดยิ่งเศร้า อังศุมาลินถอนหายใจ พยายามสลัดความคิดว้าวุ่นที่วนเวียนอยู่แต่เรื่องโกโบริ ตัดสินใจตีขิมลงไป 2-3 ตัวโน้ต

แต่แล้วก็ไม่มีสมาธิ อังศุมาลินคิดไปถึงเหตุการณ์วันนั้นอีก
“หรือเห็นว่าบ้านนี้มีแต่ผู้หญิง แล้วไม่เคารพนับถือยำเกรง ผู้หญิงไทยบ้านนี้สู้ตายเสมอ ขอบอกให้รู้ไว้”
“ผมจะ-ไปแล้ว” โกโบริก้าวเข้ามา ยื่นมือจะก้มหยิบหมวก
แต่อังศุมาลินตกใจร้องลั่น “บอกว่าอย่าขยับ!” แล้วพลันฟาดไม้คานเข้าใส่โกโบริเต็มแรง
โกโบริไม่ทันระวัง ไม้คานโดนเข้าที่หัวคิ้วดังโป๊ก อังศุมาลินก็ตกใจ ที่ฟาดโดน
“โอ๊ะ”
โกโบริหันมา คว้าไม้ไว้
“นี่ แกจะทำอะไร..อย่านะ”
โกโบริค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้า ที่โหนกคิ้วมีเลือดซึมซิบๆ
“ถ้าผมทำอะไรผิดไป ต้องขอโทษด้วย..ผมแค่จะเก็บหมวกของผมกลับไป”
ขณะพูดโกโบริจ้องไม่หลบ แววตาตัดพ้อ

นึกถึงตอนนี้แล้วอังศุมาลินทนไม่ได้ วางไม้ตีขิมลงกลางคัน แล้วสุดท้ายยกมือทั้งสองขึ้นมา ซบหน้าลงบนฝ่ามือ ไม่อยากคิดไม่อยากเห็นอะไรที่เกี่ยวกับโกโบริอีกแล้ว

“ทุ่งดอนเมือง คืนเดือนหงาย 22 ธันวาคม พศ.2485”

พระจันทร์คืนเดือนเพ็ญส่องสว่างไปทั่วทุ่งดอนเมือง พระนคร แห่งนี้ เสียงหริ่งหรีดเรไรร้องระงม
เวลากลางดึกที่บ้านไม้หลังหนึ่งย่านดอนเมือง เด็กชายไทยผอมๆ คนหนึ่งนอนอยู่กับพี่สาวในมุ้ง แต่นอนไม่หลับพลิกตัวไปมาเลยลุกขึ้น
เด็กชายเปิดมุ้งออกมาหันมองกลัวพี่สาวตื่นแล้วค่อยๆ ย่องไปหยิบห่อที่ซุกไว้ออกมาค่อยๆ เปิดออก กลัวพี่สาวเห็น
เด็กชายย่องออกมาที่ระเบียง ที่พระจันทร์สว่างจ้า เห็นเป็นขวดปลากัด เด็กชายมองอย่างพอใจทันใดนั้นเสียงหวอดังกระหึ่มขึ้นมาทันที
พี่สาวงัวเงียลุกขึ้นมาในมุ้งยิ่งตกใจ รีบเก็บขวดปลากัดแอบแทบไม่ทัน พี่สาวได้สติตะโกนลั่น
“ระเบิดมา”
เด็กชายแหงนดูฟ้า เห็นเครื่องบินๆ มา เห็นจากไกลๆ ในกลางดวงจันทร์ดวงโต ยังกะฝูงยุง
เด็กชายยืนดูเพลินอ้าปากหวอ พี่สาววิ่งมาฉุดไป

เสียงหวอเตือนภัยทางอากาศดังลั่น ชาวบ้านในทุ่งนาแถบดอนเมืองวิ่งกันจ้าละหวั่นลงจากบ้าน วุ่นวาย เสียงฝูงบินดังกระหึ่มมา พี่สาวจูงเด็กหนุ่มวิ่งไปหลุมหลบภัยบ้านข้างๆ
ฝูงบิน B24 หรือ P-51D Mustang สังกัด 2 Air Commando Group กลางท้องฟ้ายามดึก เสียงปืนต่อสู้อากาศยานยิงป้องกันดังสนั่น
ชาวบ้านแตกตื่นวิ่งหาที่หลบกันพันละวัน พื้นที่ต่างๆ เบื้องล่าง ถูกบอมบ์เป็นจุดๆ ลูกระเบิดลงเฉียดสนามบินดอนเมืองไปตกในนารอบๆ ทางรถไฟสายอยุธยา พาชี ลพบุรี


โดย “การทิ้งระเบิดคืนนั้น ทำให้ทุ่งดอนเมืองเป็นหลุมเต็มไปหมด สามารถทำเป็นบ่อกักเก็บน้ำได้ แต่สนามบินดอนเมืองรอด ทางรถไฟสายอยุธยาพังหลายจุด สถานีบ้านพาชี บ้านม้า รวมทั้งลพบุรี โคกกระเทียม และสนามบินโคกกระเทียมด้วย”


ตอนรุ่งสางวันนั้น ที่บริเวณค่ายญี่ปุ่นใกล้ๆ ดอนเมือง เสียงหวอเตือนภัยดังสนั่นพร้อมๆ กับเห็นรถดับเพลิงวิ่งมาจอดเพื่อช่วยฉีดน้ำสมทบกับอีกคันหนึ่งที่กำลังฉีดดับเพลิงอาคารโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นมาติดธง ยึดเป็นค่าย ไฟกำลังมอดไหม้ชาวบ้านมุงดูมากมาย

พันโทมาซาโอะ นั่งอยู่ด้านหน้ารถจี๊ป มองภาพตามทางที่รถขบวนตนแล่นผ่าน โดยมีพลโทโทโมยูกินั่งอยู่ด้านหลังของรถจี๊บประจำตำแหน่ง
ชาวบ้านวิ่งจ้าละหวั่น บ้างตัวเปียกมอมแมม ขนข้าวของพะรุงพะรัง มีรถลำเลียงพลของญี่ปุ่นขนทหารบาดเจ็บสวนออกไป 1 คัน 2 คัน 3 คัน ก่อนที่ขบวนรถของนายพลโทโมยูกิมาจอดกึก
มาซาโอะ และโทโมยูกิ รีบลงจากรถ เห็นสภาพค่ายทหารญี่ปุ่นที่ใกล้สนามบินดอนเมือง ถูกบอมบ์ยับเยิน ไฟไหม้คละคลุ้ง
พลทหารรีบลำเลียงเพื่อนทหารทั้งบาดเจ็บ และล้มตายผ่านหน้าไปมากมาย บ้างขาขาดแขนขาดอาการร่อแร่ โทโมยูกิมองด้วยความสะเทือนใจและแค้นใจ
“สั่งปิดข่าวให้หมด อย่าให้โลกภายนอกรู้ว่าเรามีการสูญเสียเด็ดขาด อย่าลืม แจ้งสำนักข่าวโดเมอิ และสำนักข่าวเรงโง บอกว่าฝูงบินพันธมิตร ทิ้งระเบิดพลาดเป้า ขุดทุ่งนาเป็นหลุมบ่อมากมาย แต่ไม่โดนอะไรเลย”
“ไฮ้ จะไม่มีข่าวความสูญเสียของฝ่ายเราเด็ดขาดครับผม มีแต่ข่าวพวกพันธมิตร เซ่อซ่าซุ่มซ่ามมาก ครับผม” มาซาโอะรับคำสั่งท่าทีซีเรียสมาก

ตรงบริเวณหน้าบ้านกำนันนุ่ม ที่ฝั่งธนบุรีเช้าวันเดียวกันบรรยากาศอึมครึม กำนันนุ่มอึ้ง สบตากับแม่วันผู้เป็นเมีย หลังฟังสารวัตร-องอาจเล่าจบ
“อะไรนะครับ..สารวัตร.. คนที่โดนฟันในสวนวันก่อน..คือ..ผู้กองโกโบริ ที่อยู่ที่อู่เรือนี่เองหรือครับ”
สารวัตรองอาจ และตำรวจพื้นที่ 2 นาย โดยมีหมอโยชิ ที่มาพร้อมทหารญี่ปุ่นอีก 2-3 นาย กำลังยืนคุยกับกำนันนุ่มอยู่ที่บริเวณหน้าบ้าน
“ใช่..กำนันรู้เรื่องคนร้ายพวกนี้บ้างไหม” สารวัตรถาม
“เอ..ก็..ได้ยินเขาพูดๆที่ตลาด ว่ามีทหารญี่ปุ่นโดนฟัน..ก็แค่นั้นแหละ”
แม่วันหลุดปาก “อ้าว พ่อ! หรือมีดดาบที่พ่อ…”
กำนันแอบจับแขนเมียจากด้านหลัง ส่งสัญญาณให้เงียบ แล้วรีบพูดกลบเกลื่อน
“สงสัยจะเป็นฝีมือคนร้ายจากต่างถิ่นมากกว่า แถวๆ นี้...ไม่มีใครเกลียดทหารญี่ปุ่นหรอกครับสารวัตร ตำบลเรา...ทหารญี่ปุ่นกับชาวบ้านถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดี”
สารวัตรองอาจติดใจเรื่องดาบ “มีดดาบอะไรหรือกำนัน”
“เอ้อ เปล่า ไม่มีอะไร” แม่วันอึกอัก
สารวัตรองอาจ หันมองแม่วัน ที่เลี่ยงหน้าหลบตาใหญ่ หมอโยชิมองจับสังเกตอยู่
“เมื่อครู่นี่..คุณนายพูดถึงมีดดาบใช่ไหม” หมอโยชิจ้องหน้าถาม
ทุกคนจ้องมาที่สองผัวเมียเป็นตาเดียว กำนันอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกไป
“อ๋อ คืออย่างนี้ครับ ตั้งแต่เราได้ยินข่าวเรื่องทหารญี่ปุ่นถูกซุ่มดักทำร้าย ผมกับเมียก็เลยกลัว ตอนนี้มันเป็นภาวะสงคราม ข้าวยากหมากแพงนัก อาจโดนจี้ปล้นได้ง่ายๆ จะไปไหนมาไหนค่ำๆ มืดๆ ต้องคอยเตือนกันไว้ ว่าให้พกมีดพกไม้ติดตัวไปป้องกันตัวเองด้วย”
หมอโยชิกำชับ “คุณกำนันช่วยบอกชาวบ้านด้วยนะ ว่าท่านแม่ทัพญี่ปุ่นประกาศจะให้รางวัลอย่างงาม กับใครก็ตาม ที่จับตัวคนร้ายมาให้กองทัพได้”
กำนันนุ่มลอบสบตาสะกดแม่วันประมาณอย่าพูดอะไร ให้เงียบๆ ไว้
“กำนัน..กำนันก็รู้ ว่าผู้กองโกโบริเป็นหลานชายท่านแม่ทัพใหญ่กองทัพญี่ปุ่น ท่านนายกรัฐมนตรีของเราก็ร้อนใจมาก ทางผมและส่วนกลางจึงไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ยังไงผมขอฝากกำนันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเอาตัวคนร้ายมาให้กับทางตำรวจด้วย” สารวัตรองอาจบอกย้ำ
“ครับๆ ท่านสารวัตร”
กำนันนุ่มรับคำพร้อมด้วยการยิ้มแห้งๆ

บริเวณสวนของบ้านอังศุมาลิน มีเพิงไม้เก่าๆ ปลูกอยู่ท้ายสวนตรงบริเวณนั้นเป็นสวนฝรั่ง ภายในเพิง ข้าวของกระจัดกระจาย หม้อดินที่ถูกรมควันจนดำวางอยู่เกะกะ ตาผลนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม ตาบัวถือปิ่นโต เดินร้องเพลงมาแต่ไกล
“ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง.. มาแล้วๆๆ ข้าวก้นบาตรร้อนๆ จ้า…”
ตาบัวถือปิ่นโตขึ้นมาบนแคร่ จัดแจงแกะเถาปิ่นโตออกอย่างรวดเร็ว
“ถ้าไม่ได้หลวงพ่อท่าน” พลางยกมือไหว้ท่วมหัว “พวกเราก็ไม่รู้จะเอาอะไรกิน เอ็งว่าไหม”
ตาบัวหันไป ตาผลยังนอนหลับอยู่
“เฮ้ย! ลุกขึ้นมาได้แล้ว”
ตาบัวดึงผ้าห่มที่คลุมร่างตาผลออก เห็นตาผลขดตัว หนาวสั่น
“นี่! เมื่อไหร่เอ็งจะเลิกกลัวจนตัวสั่นซะที.. ข้าบอกเอ็งแล้วไม่ใช่หรือว่า ‘ที่ที่อันตรายที่สุด ก็
คือที่ที่มันปลอดภัยที่สุด’ ฉะนั้นที่ท้ายสวนฝรั่งของแม่อรนี่แหละ เหมาะจะเป็นฐานลับของพวกเราที่สุดแล้ว เอ็งไม่ต้องกลัวไป ไม่มีใครคิดว่าเรามาอยู่ที่นี่หรอก”
ตาบัวตักข้าวคำโตเข้าปากโดยไม่รอ
“ข้ากินล่ะนะ เอ็งไม่ตื่นข้ากินหมดไม่รู้ด้วย…นี่…ตาผล…ตาผลๆๆ”
ตาบัวเอามือไปเขย่าขาตาผล และสะดุ้งชักมือกลับ
“เฮ่ย! ตัวร้อนจี๋เลย ตาผลไม่สบาย? ทำไงดีล่ะ เดี๋ยวข้าเช็ดตัว.. ไม่ๆ ต้องกินยา.. ต้องหายา
สมุนไพร? แถวนี้มีไหม…” ตาบัวมองไปรอบๆ “ไม่มีๆ.. มีแต่ฝรั่ง”
ตาบัวตกใจทำอะไรไม่ถูกลนลานใหญ่ วิ่งไปหยิบโน่นหยิบนี่วุ่นไปหมด
“เฮ้ยยย.. ตาผลเอ็งอย่าตายนะ อย่าเพิ่งทิ้งข้าไป แล้วข้าจะอยู่กับใคร ตาผล...”

พอฟื้นไข้คุณยายศรผู้ไม่ชอบอยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาเก็บกวาดเรือนอยู่ อังศุมาลินยกทะลายหมากขึ้นเรือนมา ตกใจ
“คุณยาย..ทำอะไรคะ”
“ยายอัง..เห็นใจยายหน่อยเถอะ..เอาแต่นอนมาหลายวัน...ขอลุกขึ้นมา ทำประโยชน์อะไรบ้างเถอะ หลานเอ๊ย”
อังศุมาลินไม่ยอมรีบวางหมาก เข้ามาแย่งไม้กวาด “คุณยายคะ..ถึงคุณยายจะหายไข้แล้ว แต่คุณยายก็ยังไม่แข็งแรงนะคะ ขืนออกแรงมากเกินไป ไข้กลับขึ้นมา จะลำบาก”
“ลำบาก..เพราะหมอกับพ่อดอกมะลิเขาจะไม่มาอีกแล้วใช่ไหม” ยายศรว่า
อังศุมาลินตกใจ “คุณยาย…”
“ยายรู้นะ..อย่านึกว่ายายเอาแต่นอนคุดคู้ไม่รู้เรื่องราว”
“คุณยาย...หมายถึง...อะไรคะ”
“สองคนนั่น..โดนคนดักฟัน..ในสวนหลังบ้านเรา”
“คุณแม่บอกคุณยายหรือคะ”
“ไม่มีใครบอกหรอก แต่ยายได้ยิน..พอจะปะติดปะต่อได้ ยายหนู...ถ้าเผอิญเจอเขาเข้าที่ไหน บอกเขาด้วยนะ ว่ายายฝากความระลึกถึงมาให้ แล้วก็บอกเข้าด้วย ว่ายายขอบใจ โดยเฉพาะคุณหมอ...ที่รักษายาย...อย่างสุดความสามารถ มีแต่ความเมตตากรุณา ไม่เคยคิดเลย ว่ายายคือคนชาติไทย ไม่ใช่ชาติเดียวกับเขา ส่วนพ่อดอกมะลิ ยายก็ขอบใจ ที่เขามีสัมมาคารวะ…ไม่ถือตัว...นอบน้อมต่อยาย อย่าลืมนะ...ถ้าเจอ ต้องบอกด้วยนะ” พูดจบยายศรก็เดินกลับเข้าห้องไป
อังศุมาลินได้แต่มองตาม พูดไม่ออก
ยายศรหันกลับมา “หลานว่าไหม อังศุมาลิน...ที่บ้านเมืองเขา เขาก็คงมีย่ามียาย...ที่อบรมสั่งสอนเขาให้เป็นคนดี เหมือนที่ยายหมั่นอบรมหลานแบบนี้เหมือนกัน เขาจากบ้านจากเมืองมาไกล…มาบาดเจ็บแบบนี้...ถ้าญาติผู้ใหญ่ที่บ้านเขารู้เข้า คงแทบขาดใจเหมือนกันนะ”
อังศุมาลินหน้าซีดหนัก

ตรงคลองระหว่างบ้านอังศุมาลินและอู่ทหารเรือ เช้าอีกวัน แม่อรอยู่บนเรือแล้วส่วน อังศุมาลินอยู่ในชุดกระโจมอกกำลังผลักหัวเรืออกจากท่าให้แม่อร
อังศุมาลินออกแรงดันเรือไปข้างหน้า ก่อนจะจุ่มตัวลงน้ำ ช่วยว่ายพลางผลักเรือต่อแม่อรคว้างอบจากหัวเรือขึ้นมาใส่
“หนูอย่าเพิ่งลงสวนเลยนะลูก อาบน้ำเสร็จแล้วขึ้นไปคอยดูคุณยายดีกว่า…อย่าให้ท่านออกมาหั่นหมากตากแดด เดี๋ยวจะกลับเป็นอีก”

อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 6/2 วันที่ 6 ก.พ. 56

อ่านละครย่อเรื่อง คู่กรรม เวอร์ชั่นปี 2556 (2013)
ละครเรื่อง คู่กรรม บทประพันธ์โดย : ทมยันดี
ละครเรื่อง คู่กรรม บทโทรทัศน์โดย : ปราณประมูล
ละครเรื่อง คู่กรรม กำกับการแสดงโดย : สันต์ ศรีแก้วหล่อ
ละครเรื่อง คู่กรรม แนวละคร : ดราม่า
ละครเรื่อง คู่กรรม ผลิตโดย : เอ็กแซ็กท์ - ซีเนริโอ
ออกอากาศทุกวันวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.10 - 21.40 ทางช่อง ททบ.5
เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค. พ.ศ. 2556
ที่มา manager