อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 8 วันที่ 11 ก.พ. 56

อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 8 วันที่ 11 ก.พ. 56

ทันใดนั้นที่อีกเตียงหนึ่งซึ่งมีเคสุเกะคอยดูอยู่ เคสุเกะรีบวิ่งหน้าตาตื่นข้ามเตียงมาหาหมอทาเคดะ
“หมอ หมอ เชจิซัง”
เคสุเกะรีบดึงตัวหมอทาเคดะไปที่เตียงที่เพื่อนนิ่งไป
โกโบริยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้วยความสลดใจ รีบก้าวตามเข้าไปดูอาการเซจิ
หมอทาเคดะเร่งปั๊มหัวใจให้ทหารบาดเจ็บคนนั้น มีเคสุเกะและผู้ช่วยหมอคอยช่วย เคสุเกะหน้าตาไม่สู้ดี
ร่างทหารบาดเจ็บชื่อเซจิไม่ไหวติงแล้ว แต่หมอทาเคดะไม่ยอมแพ้ พยายามทำอยู่อย่างนั้น
โกโบริที่มายืนดูอยู่ไม่ห่างถึงกับสะเทือนใจ นิ่งงันไป

เปลวไฟในตะเกียงที่แขวนอยู่ชานเรือนส่องแสงเรื่องเรืองในความมืดมิดยามดึก ชามกุ้ง ชามปลา และชามเนื้อ ที่ถูกย่างแล้วถูกนำมาวางรวมกัน โดยมีฝาชีมาวางครอบปิดลง



อังศุมาลินอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้ว กำลังเก็บชุดอาหารเทริยากิเข้าฝาชีจนเรียบร้อย
จังหวะหนึ่ง อังศุมาลินลุกขึ้นมองของที่จัดเก็บไว้อย่างเรียบร้อยตรงหน้า ในใจคิดกังวลถึงใครบางคน เหลือบมองไปที่ประตูบ้านที่นอกชานบันได แล้วใจลอยเดินไปถึงกลางชาน เสียงประตูห้องเปิดขึ้นจึงหยุดเดิน
แม่อรในชุดนอนแง้มเปิดประตูห้องนอนโผล่ออกมาดู
“ยังไม่เสร็จอีกหรือลูก”
“ออ คะ เสร็จหมดแล้วคะ พอดี…หนู...จะไปดูว่าประตูบ้านปิดดีแล้วหรือยัง”
อังศุมาลินเดินตรงต่อไปที่ประตู
“เสร็จก็มานอนได้แล้วละ นี่สงสัยคุณยายก็คงปวดเมื่อยตัวจากเมื่อค่ำเหมือนกัน คงหลับไปแล้ว แต่พวกที่อู่ก็ดูเงียบๆ กันลงไปบ้างแล้วนี่นะ”
“คะ ก็คงอย่างนั้น”
“แล้วลูกก็มานอนได้แล้ว”
“ค่า...แม่”

อังศุมาลินมาที่ประตูทำเป็นจับๆ ดูเล็กน้อย แล้วเหลียวมองผ่านแนวต้นไม้ไปทางอู่ประหวัดถึงใครคนนั้น
แสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่สาดส่องธงอาทิตย์อุทัย ที่ปลิวไสวเหนือลานของอู่ เห็นโลงศพ 3 โลงวางเรียงเป็นแถว พลันถูกธงอาทิตย์อุทัยวางคลุมพรึบพร้อมกันทั้ง 3 โลง

ทหารกว่า 20 นาย มายืนเรียงแถวหน้ากระดาน 2-3 หมู่ มีหมอทาเคดะ และโกโบริ ยืนหัวแถวด้วยอาการสงบ เคสุเกะนำลูกหมู่ยกโลงศพทั้งสี่ลำเลียงไปวางบนเรือลำเลียง ทหารทุกคนทำความเคารพศพพรึบ
โกโบริทำท่าวันทยาหัตถ์แสดงความเคารพผู้จากไป

ส่วนที่กระท่อมท้ายสวนฝรั่ง ตอนสายๆ ตาบัวกำลังซ่อมกระท่อมที่พังๆด้วยอุปกรณ์เท่าที่มี พลางร้องเพลงสยามานุษสติ ปลุกใจอย่างฮึกเหิม
“ใครรานใครรุก ด้าวแดนไทย ไทยรบจนสุดใจ..ขาด..ดิ้น เสียเนื้อเลือดหลังไหล..ยอมสละ สิ้นแล เสียชีพไป่..เสียสิ้น ชื่อ ก้องเกียรติงาม”
ตาผลโผล่หัวมาจากโปงผ้าห่ม “ร้องเพลงทันสมัยเหลือเกินนะเอ็ง ไปดูหนังดูละครที่วิกไหนมาล่ะ ถึงเอาเพลงที่เขาเปิดก่อนฉายหนังมาร้องเยาะกันเนี่ย”
“วิกญาติข้างพ่อเอ็งมั้ง…พูดออกมาได้ ก็มุดหนีระเบิดกลุ้มด้วยกันไปทั้งเมืองเนี่ย..วิกไหนจะเปิดฉายหนังเล่นละครกันอยู่ได้ล่ะ ไอ้บ้า นี่ไข้คงขึ้นขมองแล้วมั้ง เพ้อขนาดเนี้ย”
“หมอล่ะ หรือว่าหมอถูกระเบิดตายไปแล้ว ทำไมยังไม่มาอีก”
“สงสัยคงงั้น” ตาบัวบอก
“บัว…อย่าพูดเล่นสิ เอ็งไปตามหมอให้ข้าหน่อย”
“เฮ้ย ใครจะกล้าวะ ครั้งก่อนข้าเข้าไป พวกไอ้ยุ่นมันมองข้ายังกะจะกินเลือดกินเนื้อ”
“ก็เอ็งก็บอกพวกมันสิ ว่าเอ็งมาตามหมอ...ใครเขาจะทำอะไรเอ็ง...น่านะ ไปเถอะ ข้าปวดหัวจะแตกอยู่แล้ว”
“อุวะ เอ็งก็พูดเอาแต่ได้ เราเคยทำอะไรไว้บ้าง ลองคิดดูมั่งปะไร แล้วจะให้ข้าแบกหน้าเข้าไปตามมันมารักษาเอ็ง เกิดเวลาอยู่กันตามลำพัง..แล้วมันคิดบ้าๆขึ้นมา ข้ามิคอขาดเป็นผีเฝ้าสวนคนเดียวเรอะ”
ตาผลกุมหัว ร้องไห้ ดิ้นไปดิ้นมาสลับกับร้องอ๊ากอย่างเจ็บปวด…น่าเวทนา

อังศุมาลินวิ่งขึ้นมาบนศาลาวัด แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นกำนันนุ่มกับแม่วัน ซึ่งหน้าหมองคล้ำ ดูอ่อนเพลีย กำลังช่วยดูแลการตั้งโลงศพ 3 โลง ที่ทำจากไม้เรียบๆ มีชาวบ้านช่วยกันคนละไม้คนละมือ ชาวพระนคร กับลูกหลาน และพี่น้อง นั่งร้องไห้กันกระจองอแง
กำนันนุ่มหันมาเห็นจึงร้องทัก “แม่อัง..เป็นไง ที่บ้านแม่กับยายเป็นไรหรือเปล่า ลุงว่าจะดูแต่เช้า เห็นอยู่ใกล้อู่กว่าใคร พอดี..ต้องมาช่วยที่นี่เขาก่อน”
“หนูก็ห่วงลุงกำนันกับป้าวัน ไปที่บ้าน เขาบอกว่ามาวัดกันหมด” อังศุมาลินว่า
“ตกลงพวกมันเอาเราเข้าจริงๆ ซะแล้ว แม่อัง...ฝั่งธนโดนคราวนี้เป็นคราวแรก หลังปีใหม่ มันก็ลงเลย...ต่อไปมันก็คงมาอีก คงไม่รอดอีกแล้ว นี่พวกที่เขาอพยพมาเช่าบ้านอีกฝั่งคลอง เขาโดนระเบิดลงกลางบ้านเลย น่าสงสาร” แม่วันเล่าสีหน้าเศร้า
“ฉันหนีมาจากช่องนนทรี มาเจอเข้าที่นี่แบบเต็มรักเลยจ้ะ อนิจจังอนิจจา พ่อแม่แกแก่แล้ว หนีไม่ทัน แล้วพี่ชายเข้าไปช่วย ก็เลย” หญิงชาวพระนครเล่า พร้อมกับเช็ดน้ำตา
กำนันเล่าเสริม “เขาจะอพยพไปอยุธยาต่อ ขอทำศพให้เสร็จก่อน นี่สวดคืนเดียว พรุ่งนี้เผาเลย เงินทองก็แทบจะหมดตัวกันแล้ว”
“คืนไหนเดือนหงาย มันก็แปลว่าจะมีเรือบินมาทิ้งระเบิด แล้วก็จะมีคนตาย ขอให้ระวังกันเอาไว้เลย บ้านแม่อังควรจะรีบทำหลุมหลบภัยให้แข็งแรงไว้เลยนะ” แม่วันบอกอย่างห่วงใย
“เดี๋ยวลุงเป็นธุระให้เอง มีแต่ผู้หญิงกันทั้งนั้น ลำบากแย่” กำนันนุ่มบอกอย่างมีน้ำใจ
“ไม่รู้สงครามมันจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่ไม่ใครก็ใครมันจะยอมแพ้กันไปข้างนึงซักที เครื่องบินมาทิ้งระเบิดที…คนไทยตายมากกว่าพวกนั้นซะอีก ทหารรบกัน แล้วทำไมพลเรือนต้องมารับเคราะห์แบบนี้ ทิ้งระเบิดมาแต่ละที โดนญี่ปุ่นกี่ลูก คนไทยกี่ลูก เคยนับกันบ้างไหม” หลวงพ่อว่า
อังศุมาลินนั่งแปะลงกับพื้นศาลา อย่างคนหมดแรง มองดูพวกชาวกรุงเด็กๆ และผู้หญิงร้องไห้กันระงม ยิ่งเด็กๆ ดูจะขมขื่นใจมาก

ขณะเดียวกันที่วัดย่านฝั่งธนบุรี ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่ง แลเห็นโลงศพทหารเรือไทย คลุมด้วยธงกองทัพเรือ เรียงเต็มเกือบสิบโลง มีนายทหารเรือยศต่างๆ วิ่งประสานงานกันวุ่นวาย ท่าทีร้อนใจ บางโลงก็มีรูปมาวาง บางโลงไม่มีอะไร
หลวงชลาสินธุราชแต่งตัวในชุดเต็มยศ ยืนเครียดอยู่มุมหนึ่ง สารวัตรองอาจ ในเครื่องแบบเดินเข้ามาหา
“แย่จริงนะครับ คุณหลวง...” น้ำเสียง สีหน้าของสารวัตรดูไม่ออก ว่าจริงจัง หรือเยาะหยัน “พวกพันธมิตรทิ้งบอมบ์ผิดๆ พลาดๆ อย่างนี้ มันใช้ไม่ได้จริงๆ ทิ้งมาโดนกรมอู่ทหารเรือของเราซะนี่ เราก็ต้องนับว่าพวกฝรั่งมันก็คือศัตรูของไทย แบบไม่ต้องสงสัยเลย จริงไหมครับ”
คุณหลวงตอบเสียงเรียบเย็น “ทหารเรือไทยตายไม่รู้เท่าไหร่ กรมอู่ฯของเราก็เสียหาย ยังประเมินไม่ได้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดเล่น”
“แย่มากเลยล่ะครับ แสดงว่า...พวก..ใต้ดินของเรา...ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะออกไปส่งข่าว หรือให้เบาะแสที่แม่นยำกว่านี้ได้เลยสิครับ” สารวัตรองอาจยังไม่ยอมหยุด
หลวงชลาสินธุราชสวนกลับเรียบเย็นเหมือนเก่า “ผมจะไปรู้ได้ยังไง แต่ผมก็ภาวนานะ ว่าให้ติดต่อกันได้เสียที ก่อนที่บ้านเมืองเราจะพินาศไปมากกว่านี้” หากสังเกตุสักนิดจะเห็นว่าแววตาคุณหลวงกร้าวแข็ง
จ่าทหาร คนหนึ่งเข้ามา ทำความเคารพ “ขออนุญาตครับ กระผม จ่าตรีวินัย นิยมชล ได้โทรเลขแจ้งไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิตที่ต่างจังหวัด ครบแล้วครับผม!”
“ขอบใจ ไปพักผ่อนบ้างนะ จ่าน่ะ ได้ข่าวว่าไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืนนี่” คุณหลวงบอกอย่างห่วงใย
จ่าทหารทนไม่ไหว น้ำตาทะลัก แต่พยายามกลั้น “ครับผม ขอบพระคุณครับผม” ชิดเท้า แสดงความเคารพแล้วรีบเดินไป
สารวัตรองอาจถอนใจแล้วพูดเหน็บแนมอีก “โอ…ทหารเรือ...ผมรักทหารเรือไทยมากนะ คุณหลวง...รักคนไทยทุกคนด้วย คุณหลวงอย่ามองผม...เหมือนไม่ใช่คนไทยด้วยกันสิครับ” ค้อมหัวให้ “ตามสบายนะครับ”
หลวงชลาสินธุราชมองตามสารวัตรไปอย่างชิงชัง และเหม็นหน้า คล้อยหลังสารวัตรองอาจ นายทหารคนหนึ่งเข้ามาหาคุณหลวง
“ไอ้พวกสมุนญี่ปุ่น…มันอยากรู้อะไร”
“มันก็มากวนให้เราลุแก่โทสะเร็วๆ เท่านั้นเองครับท่าน” คุณหลวงว่า
“ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก แต่...ครอบครัวคุณ..เอ่อ..ผมหมายถึง..ครอบครัวเก่าคุณน่ะ ได้ข่าวว่าอยู่ใกล้แถวๆ ที่ระเบิดลงเหมือนกันนี่ หวังว่าจะไม่มีใครเป็นอะไรนะ” เพื่อนนายทหารเรือตบบ่า แล้วเดินไป
หลวงชลาสินธุราชอึ้ง นึกห่วงวูบขึ้นมา ขยับตัวจะไปไหนซักอย่าง พอดีคุณนายจิตในชุดลูกไม้ดำไว้ทุกข์ เดินเข้ามาหา
“คุณพี่คะ มาอยู่นี่เอง...อิฉันจะมาปรึกษาเรื่องทำบุญหน่อยค่ะ ตกลงคณะภรรยาทหารเรือ จะเป็นเจ้าภาพคืนนี้นะคะ คุณพี่ว่าเราควรจะออกเท่าไหร่ดีคะ”

คุณหลวงอึ้ง เลยไปไหนไม่ได้
ที่อู่ต่อเรือทหารญี่ปุ่น เวลาตอนกลางวัน โกโบริเดินมาหยุดยืนครุ่นคิด มองเหม่อไปทางคุ้งน้ำ เสียงหมอทาเคดะดังจากข้างหลังตามมา

“โกโบริซัง”
“มีอะไรหมอ”
“คุณเป็น-อย่างไงบ้าง”
“ผม...เพลีย นิดหน่อย มีอะไรหรือ”
โกโบริหันมาหา ถามหมอทาเคดะ
“แล้วที่ห้อง-พยาบาล ทุกคน-ปลอดภัย-ไม่เป็นอะไร-มากใช่ไหม”
“ใช่ ที่เหลือ-ปลอดภัย ทำแผล-ใส่ยาหมดแล้ว แต่คง-ต้องขอยา-จากหน่วยกลาง-มาเพิ่ม คุณ-ไม่ต้องห่วง”
“ดี-ขอบคุณ-หมอมาก..ผมฝากหมอ-ด้วย อย่าให้-ใครเป็นอะไร-ไปอีก”
“โกโบริ-ไม่มีใคร-อยากให้เกิด-เรื่องแบบนี้”
โกโบริหลบตาต่ำ หันตัวกลับ รู้สึกผิดในใจ
“ถ้าผมกับหมอ...ไม่ออกไป…เมื่อคืน คนของเรา อาจไม่สูญเสียมากเท่านี้”
“เราอยู่ เราไม่อยู่ ความสูญเสีย มันจะต่างกันยังไงหรือ ระเบิดลงมาจากฟ้า...เราจะช่วยป้องกันใครได้ยังไง” หมอทาเคดะปลอบ
“เราควรอยู่กับทุกคน..ตั้งแต่แรก” โกโบริบอกอีก
“เราก็มาถึง ทันได้อยู่กับทุกคนตลอดเวลาที่ระเบิดลงมานี่นา โกโบริซัง-ฟังผมนะ”
หมอทาเคดะเสียงดังขึ้น
“นี่คือ-สงคราม ไม่ว่า-คุณหรือผม หรือคน-อื่นๆ ต่างไม่ใช่-ผู้เลือก สงคราม-เป็นผู้เลือก เราสองคน-มาอยู่ตรงนี้ บางที-ก็ตอบ-ตัวเองไม่ได้-ว่า..เพื่ออะไร นั่นละ..ผม-เข้าใจคุณ อย่าลืม-พักผ่อนนะ”
จากนั้นหมอทาเคดะเดินกลับไป โกโบรินิ่งงันไป ทหารนายหนึ่งวิ่งไวๆ เข้ามา
“ผู้กองโกโบริครับ…”
โกโบริได้สติหันไปหา

มองจากตรงลานอู่ต่อเรือทหารญี่ปุ่น เห็นสภาพความเสียหายของเรือที่ถูกลากขึ้นมากองๆ ควันยังไม่จางหายดี
นายพลโทโมยูกิกำลังมองดูความเสียหายที่เกิดขึ้นมีพันโทมาซาโอะ และนายทหารติดตาม 2 นาย ขนาบอยู่เบื้องหลัง เห็นขบวนเรือจอดเทียบท่าอยู่ไม่ไกลนัก
“โกโบริ นี่เสียหายไปแค่ไหน” แม่ทัพใหญ่ถาม
โกโบริชิดเท้ารายงาน
“อาคารพังไป 1 หลัง เสียหายบางส่วนอีกสองหลัง เรือพังอีกเกือบสิบลำ และ...สูญเสียไป3 นาย ครับ”
พันโทมาซาโอะกำชับ “ห้ามผู้กองเปิดเผยข่าวการสูญเสียที่นี่ออกไปไม่ว่ากรณีใดๆ”
โกโบริชะงัก “ครับผม”
“ข่าวว่าเมื่อคืนเป้าหมายคือ สถานีรถไฟบางกอกน้อย ที่เราใช้กันอยู่ แต่พลาดไปลงที่อู่ของราชนาวีไทยและที่นี่ ต่อไป พื้นที่แถบนี้จะเป็นเป้าระเบิดอีกแน่ หลานต้องระวังดีๆ” พลโทโทโมยูกิบอกอย่างห่วงใย
“ครับผม”

บนตู้ขบวนรถจักรไอน้ำ ที่แบรตฟอร์ด สหราชอาณาจักร กลางคืน
ตัวละคร วนัส ท่านชายวิชญา อรุณ พิชัย ชาวไทย 15-20 คน

มองผ่านหลังตามนายทหารอังกฤษระดับนายสิบ ที่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยในตู้ขบวนรถจักรที่กำลังแล่นโยกเยกไปมา เสียงเครื่องจักรไอน้ำดังลั่น บรรดาทหารอาสาสมัครชาวไทย นั่งกันอยู่เต็มขบวนตู้ คุยสัพเพเหระกันไป ทุกคนยู่ในเครื่องแบบ ทหารบริเตนที่ดูรู้ว่าอยู่ในช่วงอากาศหนาว หน้าต่างตู้ขบวนทุกบานปิด ภายนอกมืดสนิท
เงาสะท้อนลงใบหน้าของวนัสที่กำลังเหม่อมอง จากในกระจกหน้าต่างขบวนรถ
“ยิ่งขึ้นเหนือ หิมะยิ่งตกหนักน่าดูนะกระหม่อม” วนัสปรารภ
พิชัยนั่งอยู่ข้างๆ วนัส ส่วนท่านชายวิชญา และอรุณ นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“เหม่อมองหิมะ หรือใจลอยหาใครกันแน่” ท่านชายวิชญาแซวเอา
วนัสหันมาหา “ก็…คงทั้งสองอย่างแล้วกันกระหม่อม”
“ไปอยู่แบรตฟอร์ดคงหนาวจับใจแน่ไอ้น้องชาย” พิชัยแซวอีกคน
“เฮ้อ…ทำไมผมโดนรุมอีกแล้ว”
วนัสโวยเล็กๆ ทุกคนหัวเราะชอบใจ
“นั่นสิ เพราะหิมะลงหนักอย่างนี้ เยอรมันเลยโดนโซเวียตตีตลบเอาที่สตาลินกราด” อรุณบอก
“โซเวียตก็ฉลาดที่หลอกดึงเกมจนเข้าวินเทอร์” ท่านชายออกความเห็น
“กระหม่อมพูดถูก ผมว่าเยอรมันไปไม่รอด” วนัสว่า
“ถ้ารอดก็คงต้องยกยุโรปให้มันกันละ” ท่านชายเสรีไทยบอก
พิชัยพูดเสริม “นี่เมื่อครู่หม่อมไปที่ตู้คณะแกนนำมา เห็นพี่ป๋วยบอกว่า ตอนนี้ญี่ปุ่นเสริมกำลังที่ กัวดาเนลเต็มที่ แล้วพวกมันก็ต้อนเอาเชลยอเมริกัน อังกฤษออสเตรเลีย ฮอลันดาเข้าไปไว้ที่ไทยเยอะมาก”
วนัสสงสัย “มันเอามาไว้ที่บ้านเราทำไม”
“อืม แสดงว่ามันกำลังเร่งสร้างทางรถไฟอย่างที่ได้ยินมา” ท่านชายบอก
“น่าจะเป็นอย่างนั้นกระหม่อม” อรุณว่า
วนัสถอนใจ “ไม่รู้ที่บ้านผมจะเป็นยังไงกันแล้วบ้าง”
ทุกคนเงียบ เพราะต่างก็ห่วงบ้านตนที่เมืองไทย
“บ้านเราก็เหมือนกัน อยู่ใกล้หัวลำโพงด้วย” พิชัยเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
“ทำอย่างไรจะได้ข่าวคราวพรรคพวกที่เมืองไทยได้น้อ…” อรุณพูดอย่างเป็นกังวล
ทุกคนเงียบไป
ท่านชายวิชาญร้องเพลงขึ้นมา
“เมื่อไหร่เธอจะเจอฉันได้
อีกเมื่อไรจะให้พบกัน
ตั้งแต่วันฝากรักสลักมั่น
ก่อนจากกันวันนั้นฉันยังจำได้”
วนัสร้องต่อ
“ต่างจำใจจำไกลสัมพันธ์
ต่างโศกศัลย์ตื้นตันหัวใจ
เธอตื้นตัน แต่ฉันนั้นร้องไห้
รู้หรือไม่ใจฉันเศร้ากว่า
ท่อนต่อมาหนุ่มๆ คนไทยร้องขึ้นมาพร้อมๆ ไม่ได้พร้อมเพรียง ฟังดูห้าวๆ แมนๆ
“คิดถึงความสัมพันธ์
ตั้งแต่วันนั้นเรื่อยมา
คิดถึงคำสัญญา น่าจะมาเร็ววัน
อีกกี่วันจะได้สมใจ
อีกเมื่อไรจะได้พบกัน
เธอให้ไปที่ไหนจะไปนั่น
รักฉันมั่นฉันไม่หวั่นใคร

“เพลง เมื่อไหร่จะให้พบ ผลงานการประพันธ์เนื้อร้องของแก้ว อัจฉริยกุล ประพันธ์ทำนองโดยหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ มีความสำคัญคือ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ คือเสรีไทยสายอเมริกา มีชื่อรหัสว่า JANE ที่ทำงานลับๆ ตั้งแต่ตอนท่านทำงานกรมโฆษณาการ โดยแอบส่งข่าวสารความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในประเทศไทย ไปที่หน่วย OSS-OFFICE STRATEGIC SERVICE เป็นหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลสหรัฐฯ มีภารกิจด้านการข่าวและประสานงานกับหน่วยใต้ดินของประเทศที่ถูกคู่สงครามของฝ่ายสัมพันธมิตรยึดครองระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีสถานีย่อยอยู่ที่เมืองจิตตะกองประเทศพม่า โดยใช้โค้ดลับแทรกไปกับการกระจายเสียงของกรมโฆษณาการที่ออกอากาศเป็นปกติทุกวัน เพลงนี้ เป็นเพลงเต้นรำที่คนไทยสมัยใหม่ครั้งนั้นชอบกันมาก และเล่าต่อกันมาว่า..เป็นเพลงที่ภายหลังจากคืนนี้ไปอีกไม่กี่เดือน ใช้เปิดเป็นโค้ดลับ ที่บอกให้เครื่องบินพันธมิตรมาบอมบ์เป้าหมายได้”

รถไฟแล่นตะบึงไปในความมืด พร้อมเสียงเพลงที่ค่อยๆ เงียบลง และถูกแทนที่ด้วยความวังเวง
ชีวิตริมแม่น้ำยามเย็นยังดำเนินไป เห็นท้องฟ้าเป็นสีแดง ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำจะลับลาฟ้าแล้ว

เปลวไฟจากตะเกียงส่องแสงเรื่องเรืองกลางความมืดสลัว ที่เริ่มห่อคลุมไปทั่วเรือนชานบ้านช่อง เสียงบรรเลงขิมนุ่มนวลไพเราะดังขึ้นมาจากบนเรือนของอังศุมาลิน
แสงจากตะเกียงสาดกระทบปลายไม้ตีขิม ที่กระทบอย่างแผ่วสัมผัส
อังศุมาลินซึ่งอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้ว กำลังนั่งพับเพียบบรรเลงขิมเพลงจีน “เก็บบุปผา”
แม่อรในชุดนอนเปิดประตูห้องนอนออกมาเงียบๆ หยุดมองลูกสาวครู่หนึ่ง แล้วเดินเข้ามาหา
“ยังไม่นอนหรือลูก”
“ยังคะ”
“แม่ว่าพ่อมะลิ กะพ่อหมอคงยุ่งจนลืมไปหรือเปล่า ว่ามาทำอะไรกันทิ้งไว้”
อังศุมาลินชะงักการบรรเลงไปเล็กน้อย
“นี่แม่ว่าพรุ่งนี้เช้าหนูก็เอาใส่ห่อไปท้ายสวนให้ตาบัวตาผลเลยละกัน ทิ้งไว้จะเสียของเปล่าๆ”
“ค่ะ ได้คะแม่”
แม่อรเดินมาทิ้งตัวลงนั่งใกล้ๆ
“แม่เคยรู้จักคนเล่นเพลงจีนเก็บบุปผาเพลงนี้คนหนึ่ง เธอเล่นได้เพราะนักเสียดายที่ตายไปเสียแล้ว”
อังศุมาลินร้องไปสุ้มเสียงแฝงไปด้วยรู้สึกขมขื่น
“เสียดายเอ๋ยเสียดายหงส์ทองจะต้องคลาคลาด
ใจเอ๋ยจะขาดไปเสียแล้วหนา
อกเอ๋ยจะจากไปก็ไม่วายคลายโศกเอย…”

อ่านละคร คู่กรรม ตอนที่ 8 วันที่ 11 ก.พ. 56

อ่านละครย่อเรื่อง คู่กรรม เวอร์ชั่นปี 2556 (2013)
ละครเรื่อง คู่กรรม บทประพันธ์โดย : ทมยันดี
ละครเรื่อง คู่กรรม บทโทรทัศน์โดย : ปราณประมูล
ละครเรื่อง คู่กรรม กำกับการแสดงโดย : สันต์ ศรีแก้วหล่อ
ละครเรื่อง คู่กรรม แนวละคร : ดราม่า
ละครเรื่อง คู่กรรม ผลิตโดย : เอ็กแซ็กท์ - ซีเนริโอ
ออกอากาศทุกวันวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.10 - 21.40 ทางช่อง ททบ.5
เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค. พ.ศ. 2556
ที่มา manager