อ่านละคร ภพรัก ตอนอวสาน[1] วันที่ 12 ธ.ค. 57

อ่านละคร ภพรัก ตอนอวสาน[1] วันที่ 12 ธ.ค. 57

“เราคลาดกับหมวดเหยี่ยวนิดเดียว พยายามโทรเข้ามือถือก็ไม่ติด คิดว่าคงพาคุณน้ำรินไปโรง พยาบาล”
น้ำรินพยายามใช้สมาธิแล้วหลับตา ฉับพลันดวงจิตของเธอก็ค่อยๆ สลายไปอย่างรวดเร็ว
นับดาวที่ถูกควบคุมตัวไปขึ้นรถตำรวจ หันมาเห็นภพธร ก็ร้องขอความช่วยเหลือ

“พี่ธรช่วยดาวด้วย อย่าทิ้งดาวนะคะ”
แต่ภพธรกลับมองนับดาวด้วยสายตาเรียบเฉย เหมือนไม่เคยมีความรู้สึกอะไรต่อกัน
นับดาวใจหาย รู้ได้ทันทีว่าทุกอย่างเป็นแผนของภพธรที่จะกำจัดเธอ สายตาจึงแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น ก่อนที่จะถูกพาตัวขึ้นรถตำรวจไป
ธารากลุ้มใจเป็นห่วงน้ำริน สงครามแอบชำเลืองมองภพธร ด้วยความรู้สึกไว้ใจ


ดวงจิตของน้ำรินปรากฏขึ้นตรงเบาะข้างคนขับ พลางหันไปมองร่างตัวเองด้วยความตื่นเต้น
“คุณตามหาร่างของฉันจนเจอแล้ว ฉันยังไม่ตายจริงๆ”
เหยี่ยวหันมาเห็นดวงจิตน้ำริน ก็ตกใจจนเกือบเสียหลัก แต่ก็ประคองรถวิ่งไปได้อย่างปกติ พลันผียายปริกก็ปรากฏตัวตามมา พร้อมกับรีบบอกน้ำริน
“บอกหมวดเหยี่ยวสุดเลิฟของหล่อน ให้รีบไปจุดที่หล่อนเกิดอุบัติเหตุก่อนจะไม่ทันเวลา หล่อนต้องรีบไปเข้าร่างที่นั่น”

เหยี่ยววางร่างน้ำรินลงบนพื้นหญ้าริมบึง บริเวณจุดที่น้ำรินเกิดอุบัติเหตุ ผียายปริกรีบบอกน้ำริน
“เพ่งสมาธิไปที่ร่างของหล่อน ผสานจิตกับกายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน”
จู่ๆ ชลชาติก็ปรากฏตัวด้วยสายตาดุกร้าว อาฆาตแค้นน้ำริน
“กูจะไม่ยอมให้มึงมีชีวิต นังฆาตกร”
น้ำรินตกใจ เหยี่ยวตกตะลึง ถึงไม่เห็นแต่ก็รู้ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่
ชลชาติพุ่งเข้าหาน้ำริน หวังจะทำร้ายด้วยความความแค้น ผียายปริกพุ่งเข้าไปขัดขวางชลชาติจนเกิดประกายแสงเปรี้ยงปร้าง
“ฉันจะถ่วงเวลามันไว้ หล่อนรีบกลับเข้าร่างได้แล้ว”
“วิญญาณทุกดวงมีอำนาจเหมือนกันในวันพระ แรงอาฆาตแค้นของกูจะทำลายพวกมึง”
ชลชาติวาดมือเข้าใส่ บังเกิดเป็นพลังสีแดงกระแทกผียายปริกจนกระเด็นไป จากนั้นก็พุ่งเข้ามาบีบคอดวงจิตน้ำรินด้วยความแค้น
“วันสุดท้ายของมึง คือวันที่ต้องชดใช้ชีวิตให้กู”
เหยี่ยวปรี่เข้าไปช่วยน้ำริน แต่กลับถูกชลชาติบีบคอด้วยอีกคน ทั้งคู่ดิ้นทุรนทุรายในกำมือของชลชาติ
ผียายปริกปรากฏตัวด้านหลังชลชาติพร้อมเชือกแสงสีขาว ก่อนจะตวัดเชือกรัดคอชลชาติไว้
“ปล่อยพวกเค้าเดี๋ยวนี้”

ชลชาติระเบิดพลังรัศมีสีแดงเพลิง ทำให้ผียายปริก เหยี่ยว น้ำริน กระเด็นไปคนละทาง
“วันนี้เวลานี้ เวลาของไอ้สัมภเวสีหมดแล้ว นรกที่กำลังไล่ล่าวิญญาณกำลังจะปรากฏเพื่อเอาวิญญาณผีเร่ร่อนกลับไปแล้ว” ขาดคำที่ผียายปริกบอกกับน้ำริน

พื้นรอบ ๆ ก็เกิดเป็นรอยแยกแตกตรงเข้ามา แสงสีแดงฉายขึ้นมาจากรอยแยก วูบไหวเหมือนเปลวไฟ
น้ำรินหยุดคิดนิดหนึ่ง
“นรกไล่ล่าวิญญาณผีเร่ร่อน? ปริกก็เร่ร่อนนะ วิญญาณปริกไม่ปลอดภัยเหมือนกัน”
“มีเกิดย่อมมีดับ ไหนๆ จะดับก็ขอดับแบบมีคุณค่าซะหน่อยก็แล้วกัน”
ชลชาติสายตาแข็งกร้าว ยังฮึดด้วยแรงอาฆาต เคลื่อนที่เร็วจะเข้าไปทำร้ายน้ำริน
พลันรอบๆ กายของน้ำรินกับเหยี่ยว ปรากฏเป็นลมพายุหมุนวน กำลังพุ่งเข้าไปยังทั้งคู่
“ ไม่ต้องกลัวนะ ผมไม่ยอมให้คุณต้องเป็นอันตรายเด็ดขาด”
เหยี่ยวหันมาบอกนี้รินด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ชลชาติพุ่งเข้ามาหาน้ำริน เหยี่ยวแม้มองไม่เห็น แต่เห็นแสงสีแดงฉานเรืองรองพุ่งเข้ามาหาน้ำริน
จึงตัดสินใจเอาร่างตัวเองบังร่างน้ำรินที่ยังไม่มีดวงจิตไว้
ผียายปริกรวบรวมพลังทั้งหมด พุ่งเข้าไปยื้อยุดฉุดกระชากวิญญาณชลชาติ จะพาลงไปในรอยแยกนั้นด้วยกัน ท่ามกลางสายตาของน้ำรินกับเหยี่ยว
ในที่สุดผียายปริกก็ลากวิญญาณชลชาติลงไปในรอยแยกสำเร็จ บังเกิดเป็นเปลวไฟแผดเผากระจ่างจ้า
รอยแยกบนพื้นที่แตกระแหงอยู่ ค่อยๆ กลับปิดติดกลายเป็นพื้นปกติทีละน้อยๆ แต่ยังปิดไม่สนิท
น้ำรินตะลึงน้ำตาไหล เสียใจกับการเสียสละของผียายปริก
“ฉันทำให้วิญญาณของปริกดับสลาย ฉันขอโทษ”
Wคุณต้องรีบกลับเข้าร่าง อย่าทำให้การเสียสละของปริกไร้ค่า”
น้ำรินมองร่างที่นอนไม่ได้สติของตนเองอย่างตัดสินใจ

ดวงจิตน้ำรินก้าวเข้าไปนอนทับบนร่างน้ำริน เหยี่ยวมองอย่างตื่นเต้น และลุ้น
“น้ำริน คุณกลับเข้าร่างได้แล้ว อีกไม่นานคุณจะกลับมามีชีวิตเหมือนเดิมแล้ว”
วิญญาณชลชาติตะเกียกตะกายขึ้นมาจากรอยแยกที่ยังไม่ปิดไม่สนิท ร่างไหม้เกรียม ดวงตาแดงฉาน
“กูไม่ยอมให้มึงมีชีวิต มึงต้องตกนรกไปพร้อมกู”
เหยี่ยวหันไปเห็นแสงสีแดงเป็นประกายวาบ กำลังจะพุ่งเข้ามาทำร้ายร่างน้ำริน ก็โผเข้าไปกอดร่างไว้ ไม่ยอมให้ชลชาติทำร้าย
ชลชาติวาดมือฟาดเหยี่ยว บังเกิดแสงสีแดงกระแทกร่างจนลอยหวือกระเด็นตกน้ำไป
ร่างเหยี่ยวที่หมดสติตกลงมาในน้ำ และกำลังจะจมดิ่งลงก้นบึง ชลชาติย่างสามขุมไปยังร่างน้ำรินที่นอนแน่นิ่ง ไม่รู้สึกตัว แววตาแดงฉานเป็นสีเลือด
พลันผียายปริกก็พุ่งขึ้นมาจากรอยแยกที่เหลืออยู่ กระชากร่างชลชาติลงไปในรอยแยกอีกครั้ง รอยแยก กลับกลายเป็นพื้นปกติเช่นเดิม
น้ำรินกลับเข้าร่างได้ แต่ยังสลบไสลไม่รู้สึกตัว ขณะที่ร่างของเหยี่ยวกำลังจมดิ่งลงไปยังพื้นบึงเรื่อยๆ

ร่างของเหยี่ยวที่เปียกโชกอยู่บนเตียงเข็นครอบหน้ากากออกซิเจน ร่างของน้ำรินอยู่บนอีกเตียง ถูกเข็นมาด้วยกัน ก่อนที่ทั้งสองเตียงจะถูกเข็นแยกไปคนละทาง

ร่างของน้ำรินยังนอนนิ่งสนิท ทั้งสัญญาณชีพจรและการเต้นของหัวใจปกติ ครู่หนึ่งเปลือกตาก็กระตุก
ร่างเหยี่ยวกระตุกไปตามแรงช็อตของเครื่องกระตุ้นหัวใจ เส้นชีพจรยังคงเป็นเส้นตรง และอัตราการเต้นหัวใจยังเป็นศูนย์

สงครามกับธารานั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างร้อนใจ ครู่หนึ่งหมอก็ผลักประตูออกมา
“หมอตรวจร่างกายคุณน้ำรินแล้ว เป็นปกติ แต่หมอไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยังไม่ฟื้น อาจจะมีปัญหาที่สมองหมอขอตรวจให้ละเอียดอีกทีนะครับ”
“ฉันขอเข้าไปดูลูกได้มั้ยคะ”
“รอข้างนอกดีกว่าครับ”
พูดจบหมอหัก็นหลังกลับเข้าไป พอดีกับหมออีกคนหนึ่งที่ดูแลเหยี่ยว เดินสวนออกมารับอุปกรณ์ช่วยชีวิต ที่พยาบาลกำลังเข็นเข้าไปในห้อง สงครามรีบถาม
“หมวดเหยี่ยวเป็นยังไงบ้างครับ”
“สมองของคนไข้ขาดออกซิเจนมานาน อาการไม่น่าไว้ใจแต่หมอกำลังพยายามอย่างเต็มความ สามารถครับ”
ธารากลัดกลุ้มจนอยู่ไม่ติด “น้ำริน อย่าตายนะลูก”
สงครามต้องกุมมือธาราไว้แน่น
“ทำใจดีๆไว้ คุณได้ลูกกลับมาแล้ว น้ำรินต้องรอด แต่หมวดเหยี่ยวนี่สิ”
สงครามถอนหายใจหนักๆ ด้วยความกังวล เป็นห่วงเหยี่ยว

หมอและพยาบาลยังคงปั๊มหัวใจสลับกับการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ และฉีดยากระตุ้นหัวใจเข้าเส้น
ใบหน้าเหยี่ยวยังคงนิ่ง ซีดขาวจนน่ากลัว
ก่อนที่กราฟชีพจรจะกระตุกขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย

น้ำรินค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น แต่ภาพตรงหน้ายังคงเบลอๆ ไม่กระจ่างจัด

สัญญาณชีพจรของเหยี่ยวขึ้นลงตามแรงช็อตหัวใจด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้ากลับเป็นเส้นตรงเหมือนเดิม ก่อนที่เสียงสัญญาณเตือนจากมอนิเตอร์ดังยาว
หมอกับพยาบาลโกลาหล เพราะคนไข้ใกล้จะเสียชีวิตแล้ว

น้ำรินค่อยๆหลับตาลงไปคล้ายหมดสติอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดเหมือนรวบรวมพลังครั้งสุดท้าย แล้วในที่สุด สติก็กลับคืนมา

เสียงชีพจรและกราฟชีวิตของเหยี่ยวระบุว่าหัวใจไม่เต้นแล้ว หมอกำลังดูนาฬิกาเพื่อจะขานเวลาเสียชีวิต ทันใดนั้นเสียงชีพจรของเหยี่ยวกลับดังขึ้นมาอีกครั้ง

ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา....
-สุนทรภู่-

แนน ยายนวล และนกน้อย ยืนมองเหยี่ยวผ่านประตูกระจกหน้าห้องไอซียู ด้วยความเป็นห่วง
สายตาแนนที่มองเหยี่ยวเต็มไปด้วยความรักความเป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง
“โลกนี้จะมีใครรักเหยี่ยวได้เท่าหนูแนนอีกมั้ย ยายว่าผู้หญิงที่เหมาะสมกับหลานยายมากที่สุดก็คือหนูแนนนี่แหละ”
ยายนวลลูบแขนแนนด้วยความรักใคร่เอ็นดู

สงครามเข็นรถของธารา ไปห้องพักของน้ำริน นกน้อยพายายนวลเดินมาอีกทาง สงครามเห็นยายนวลก็รีบทักและพนมมือไหว้ ธารายกมือไหว้ตาม
“เหยี่ยวเป็นยังไงบ้างครับ”
“ยังไม่ฟื้น หมอยังให้อยู่ในห้องไอซียู ดูอาการคืนนี้ค่ะ”
ธารารีบแนะนำตัวกับยายนวล
“ดิฉันชื่อธาราค่ะ หมวดเหยี่ยวช่วยชีวิตลูกสาวดิฉันไว้ ขอบพระคุณเหลือเกินค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เหยี่ยวเป็นตำรวจ มีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้วค่ะ เรื่องบาดเจ็บก็เป็นธรรมดาของอาชีพที่มีความเสี่ยง”
“ดิฉันขอรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายของหมวดเหยี่ยวเพื่อเป็นการขอบคุณนะคะ
ดิฉันจะกราบขอพรพระให้หมวดเหยี่ยวหายไวไวนะคะ”
ยายนวลยิ้ม “ดิฉันก็จะใส่บาตรทำบุญให้ลูกสาวคุณด้วย ลูกสาวชื่ออะไรนะคะ”
“น้ำรินค่ะ”
ยายนวลสะดุดใจกับชื่อน้ำรินทันที

น้ำรินนอนอยู่บนเตียงห้องหนึ่ง สงครามกับธารานั่งอยู่ในห้องรับรองญาติ ที่อยู่ภายในบริเวณเดียวกัน “คุณเหนื่อยมากแล้ว กลับไปนอนพักที่บ้านเถอะ พรุ่งนี้ผมจะไปรับแต่เช้า”
“ฉันจะนอนเฝ้าน้ำรินที่นี่ ทันทีที่ลูกเปิดตาขึ้นมา จะได้เห็นแม่เป็นคนแรก”
สงครามพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วจึงเดินออกไป ธารามองไปทางน้ำรินด้วยความรักอาทร

สีหน้าน้ำรินนิ่งสงบเหมือนคนนอนหลับ ขณะเดียวกันภาพในฝันกลับกระจ่างชัด
ในฝันน้ำรินเห็นใบหน้าของผียายปริก มีน้ำมีนวลเห็นเหมือนคนปกติ
“จำที่ฉันเคยบอกได้มั้ย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล คนทุกคนจึงเกิดมาเพื่ออะไรซักอย่างเสมอฉันกับหล่อนเกิดมาเพื่ออุปถัมภ์ค้ำชูช่วยเหลือกันทุกภพทุกชาติ”
“ทุกภพทุกชาติ? ปริกกับฉันเคยเจอกันมาหลายชาติแล้วเหรอ”
ยายปริกยิ้ม แววตาอ่อนโยน และดูนบนอบน้ำรินมากกว่าเดิม
“ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูของปริก”
ที่แท้ทั้งคู่ผูกพันกันมาหลายภพหลายชาติ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
“ถ้าคุณหนูกับหมวดเหยี่ยวเกิดมาเพื่อความรักซึ่งกันและกัน ปริกกับคุณหนู มันก็คือความจงรักภักดีต่อให้เกิดมาชาติไหน คุณหนูจำปริกไม่ได้ ปริกก็จำคุณหนูได้”
ชุดของน้ำณฺนเปลี่ยนไปเป็นสมัยปลายกรุงศรีฯ และสมัยต้นรัตนโกสินทร์..
“ไม่ว่าความรักแบบไหน เกิดขึ้นจากเหตุ 2 ประการ คือด้วยการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน และด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน”
จากนั้นชุดของน้ำรินเปลี่ยนไปจนไปจบที่ชุดสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นชุดสมัยเดียวกับที่ยายปริกใส่มาตลอด
“แปลว่า เมื่อชาติก่อนฉันเคยเจอปริก เคยเจอหมวดเหยี่ยวมาแล้วอย่างงั้นเหรอ”
“คุณหนูกับหมวดเหยี่ยวเคยครองคู่ ร่วมทุกข์ร่วมสุข มีการจากพรากอันน่าอาลัยมาก่อน และที่สำคัญ..เคยทำบุญในพุทธเขตร่วมกัน ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ แรงเหวี่ยงของกรรมใหญ่ฝ่ายกุศล จึงดึงดูดให้วิญญาณตามติดกันไปเรื่อยๆ เหมือนดังด้ายแดงในตำนานของชาวจีน ที่ผูกมัดเป็นสายใยของทั้งคู่ให้ต้องพบกันและรักกัน มันคือบุพเพ สันนิวาส”
“บุพเพสันนิวาสงั้นเหรอ”
“ชะตาชีวิตของคนสองคนที่เป็นคู่แท้ก็เหมือนแม่เหล็ก ไม่ว่าจะหนีไปไหน ชีวิตนึงก็จะลากอีกชีวิตนึงเข้ามาหากันเสมอสายใยอื่นตัดได้ แต่ตัดสายใยแห่งบุญที่คู่แท้กระทำร่วมกันมาไม่มีวันขาด”
น้ำรินนิ่งคิดตามคำพูดของปริก

น้ำรินในชุดปัจจุบันเดินเข้ามาในศาลา พลางทอดสายตาออกไปในน้ำอย่างเศร้าสร้อย
“แต่ชาตินี้ฉันกับเค้าต่างก็มีคู่หมั้นหมาย รักของเราไม่มีทางเป็นไปได้”
ยายปริกเก็บดอกบัวที่ขึ้นอยู่ข้างศาลาส่งให้น้ำริน
“บุญเก่าทำให้ได้พบกัน บุญใหม่เกื้อหนุนกันให้ได้อยู่ร่วมกันในชาตินี้ ตราบใดที่มีศรัทธาร่วมยินดีในแนวความเชื่อเดียวกัน มีใจปรารถนาจะรักษาศีลมีจาคะใจอยากสละให้ และมีปัญญาพูดภาษาเดียวกัน ทั้งสี่อย่างนี้เปรียบเสมือนใยแก้วร้อยสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น ชาตินี้หรือชาติไหนก็ได้ครองรัก มิต้องพรากจากกันตลอดไป”
น้ำรินจับมือยายปริก พลางมองด้วยสายตาเศร้าอาลัยอาวรณ์
“แล้วเราล่ะ ทำไมเราต้องจากกันวันนี้ ฉันไม่อยากให้ปริกไปเลย ปริกอยู่กับฉันเถอะนะ”
พลางโผเข้ากอดปริก น้ำตาริน
“มันหมดเวลาของปริกแล้ว ปริกได้ดูแลปกป้องคุ้มครองคุณหนู หน้าที่ของปริกเสร็จสมบูรณ์แล้ว ปริกก็ต้องไป”
ยายปริกร้องไห้ แต่พยายามกลั้นน้ำตา
“อย่าเศร้าไปเลย เราพบแล้วก็จาก จากแล้วก็พบกันมาเจ็ดร้อยปีแล้ว เฉกเช่นความรักแบบอื่นๆ ที่ยังไงก็ต้องทำให้พบกัน. เราหนีกันไม่พ้นหรอ”
น้ำรินกับยายปริกต่างร่ำไห้ ทันใดนั้นก็บังเกิดแสงสว่างเรืองรองบนท้องฟ้าพุ่งเข้ามาที่ยายปริก คล้ายกำลังมารับวิญญาณนั้น
วิญญาณยายปริกสลายรวมไปกับแสงสว่างเรืองรองนั้น แล้วค่อยๆ พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า น้ำรินฝืนยิ้มทั้งน้ำตา

น้ำรินลืมตาขึ้นมา แล้วรู้สึกใจหายเมื่อคิดว่ายายปริกจากไปแล้วจริงๆ พลางมองไปรอบๆห้อง แล้วจึงเห็นธารานั่งหลับอยู่บนเก้าอี้เข็นข้างเตียง
“แม่”
ธาราได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้น
“น้ำริน หนูตื่นแล้ว”
น้ำรินพยายามลุก ธารารีบเลื่อนเก้าอี้เข้ามาหา
“อย่าเพิ่งลุก ร่างกายหนูยังอ่อนแอมาก”

อ่านละคร ภพรัก ตอนอวสาน[1] วันที่ 12 ธ.ค. 57

ละครภพรัก บทประพันธ์โดย : คฑาหัสต์ บุษปะเกศ
ละครภพรัก บทโทรทัศน์โดย : คฑาหัสต์ บุษปะเกศ
ละครภพรัก กำกับการแสดโดย : ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์
ละครภพรัก ผลิตโดย : บริษัท เมตตาและมหานิยม จำกัด
ละครภพรัก ควบคุมการผลิตโดย : สินจัย เปล่งพานิช
ละครภพรัก เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2557
ละครภพรัก ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางช่อง 3 และ ช่อง 3 HD
ที่มา ไทยรัฐ