อ่านละคร ภพรัก ตอนทีี่ 13 วันที่ 11 ธ.ค. 57

อ่านละคร ภพรัก ตอนทีี่ 13 วันที่ 11 ธ.ค. 57

ธารานั่งนิ่ง “ใครๆ ก็รู้ว่าลูกฉันซื้อนาฬิกาให้เป็นของขวัญวันเกิด มันไม่ใช่ความลับ”
น้ำรินอ้ำอึ้งไม่รู้จะทำไง พยายามหาทางทำให้แม่เชื่ออยู่
“คุณเล่าให้แม่ฟังอีกรอบสิ คราวนี้เอาตั้งแต่วันที่คุณเจอฉันเลยนะ เล่าให้ละเอียดยิบเลย”
เหยี่ยวถอนหายใจ หันหน้ามาอ้าปากจะเล่า แต่ธาราพูดขัดขึ้นมาก่อน

“พอแล้ว ฉันไม่อยากได้ยินเรื่องเหลวไหลไร้สาระอะไรอีกแล้ว ออกไป ออกจากบ้านฉัน”
เหยี่ยวหันไปมองน้ำรินเหมือนกำลังพยายามหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ธาราน้ำตาคลอด้วยความเครียด
เหยี่ยวถอนหายใจยาว ตัดสินใจยกมือไหว้ธาราแล้วเดินออกไป
น้ำรินมองธารา ร้องไห้ แล้วรีบเดินตามเหยี่ยวไป ธาราบีบมือจับรถเข็นแน่น กลั้นน้ำตาสุดกำลัง
ภพธรที่แอบฟังอยู่ ได้ยินทุกอย่าง เริ่มระแวงว่าเหยี่ยวจะรู้อะไรเกี่ยวกับน้ำรินบ้าง



ธารานั่งอยู่ที่บริเวณริมหน้าต่าง มองลงมายังเบื้องล่างเห็นเพียงเหยี่ยวยืนอยู่คนเดียว แต่เหมือนว่าเธอกำลังมองไปที่น้ำริน พลางถอนหายใจยาว สับสนในความคิด เพราะเรื่องที่เหยี่ยวเล่ามันยากที่จะเชื่อถือได้

น้ำรินพูดเศร้าๆ
“ฉันหมดหวังแล้ว ชาตินี้ฉันอาจจะไม่มีโอกาสพบกับแม่อีกแล้วก็ได้”
“เรายังมีเวลาอีกตั้งเดือนนึงที่จะหาร่างคุณให้เจอ”
น้ำรินส่ายหน้า “ฉันไม่อยากฝันอะไรลมๆแล้งๆอีกแล้ว”
เหยี่ยวเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “มานี่ ผมจะพาคุณไปดูอะไร”

พูดจบก็รีบจูงมือพาน้ำรินไป
เหยี่ยวพาน้ำรินมารับกรอบรูปจิ๊กซอว์ที่สั่งทำไว้ที่ร้าน จากนั้นก็พามาเปิดดูกันที่ริมแม่น้ำ

“คุณรู้มั้ยว่าผมใช้เวลาต่อจิ๊กซอว์รูปนี้กี่ปี”
“ปีนึง สองปี”
เหยี่ยวส่ายหน้า แล้วพูดเสียงมั่นคง
“สิบปี เพราะรูปนี้เป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่ครอบครัวผมได้อยู่ด้วยกันผมต่อมันช้าๆ เพื่อให้ตัวเองได้อยู่กับความฝันที่มีพ่อกับแม่อยู่ด้วย ในความฝันผมได้เล่นน้ำทะเล ได้วาดรูปบนทราย กับน้องคนนั้น”
น้ำรินมองเหยี่ยวอย่างเข้าใจและเห็นใจ
“เอ๊ะ เดี๋ยว น้องคนนั้น”
ภาพในอดีตหวนคืนกลับมาในความทรงจำของน้ำริน เป็นภาพปะติดปะต่อเหมือนฟิล์มขาดที่เอามาร้อยเข้าด้วยกัน
น้ำรินมองหน้าเหยี่ยวแล้วหันกลับไปมองรูปอีกอย่างตื่นเต้น
“เด็กผู้หญิงคนนั้นคือฉันเอง”
เหยี่ยวตกใจ และตื่นเต้น “ฮะ? เด็กผู้หญิงคนนั้นคือคุณเองเหรอ”
“ใช่ ฉันจำได้ วันนั้นแม่ไปทำงานที่ทะเล แล้วก็พาฉันไปด้วย คุณคือพี่ชายใจดีที่สอนฉันวาดรูป”
น้ำรินหันมาทางเหยี่ยวแล้วพบว่าหน้าของเหยี่ยวอยู่ชิดกับเธอ ดวงตาหวานฉ่ำ
“คุณจะทำอะไร”
น้ำรินตกใจเขิน เหยี่ยวยิ้มกรุ้มกริ่ม
“วันนั้นคุณขโมยหอมแก้มผม ผมก็จะเอาคืนน่ะสิ”
“ฉันเนี่ยนะ หอมแก้มคุณ”
น้ำรินคิดถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้น แล้วก็เขินจนวางหน้าไม่ถูก
“จริงด้วยสิ น่าอายจังเลย”
“ไม่เห็นต้องอายเลย ให้ผมหอมคืนทีนึงก็หายกันแล้ว”
น้ำรินยิ่งเขินหนัก “มันหอมกันได้ที่ไหนล่ะฉันเป็นแค่ดวงจิตนี่นา”
“ก็แปะโป้งไว้ก่อน คุณกลับเข้าร่างได้เมื่อไหร่ ผมจะทวงหนี้ทันที”
น้ำรินหน้าเศร้าทันที “มันคงไม่มีวันนั้นหรอก คุณอย่าหวังอะไรที่มันไม่มีวันเป็นจริงเลยค่ะ”
“คุณยังมีความหวัง คุณเชื่อผมสิ ผมมั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ จะต้องสำเร็จ เราจะหาร่างของคุณพบแน่ๆ “
น้ำรินกับเหยี่ยวมองตากันส่งผ่านความหวังให้กันและกัน

เหยี่ยวถือกรอบรูปมือหนึ้ง ส่วนอีกมือ จูงมือน้ำรินกลับมาถึงบ้าน ขณะที่แนนกำลังรีดเสื้อของเหยี่ยว ที่ราวข้างๆ แขวนเสื้อเหยี่ยวเรียงไว้เต็มราว
เหยี่ยวกับน้ำรินอึ้งไปทันที
“แนน มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
ยายนวลเดินออกมาจากบ้าน แล้วรีบตอบแทน
“มารอตั้งแต่เช้า เก็บบ้านเก็บช่องรอเอ็งทั้งวัน ไปไหนมา กลับซะมืดเชียว วันหยุดทั้งทีแทนที่จะอยู่กับคู่หมั้น”
เหยี่ยวกับน้ำรินมองหน้ากันอย่างอึดอัด แนนรีบบอกว่าไม่เป็นไร พลางปิดเตารีด แล้วเดินเข้าไปในครัว เพื่อเตรียมอาหาร
เหยี่ยวกับน้ำรินยิ่งอึดอัดใจ ยายนวลรีบดันตัวเหยี่ยวให้ตามไปทันที
“ยืนเฉยอยู่ทำไมล่ะ ไปช่วยหนูแนนสิ เอาใจเค้าด้วยล่ะ ผู้หญิงดีๆแบบนี้หาไม่ได้แล้วนะโว้ย”
เหยี่ยวจำใจเดินเข้าไปหาแนนในครัว น้ำรินลำบากใจ คิดถึงตัวเองแล้วสะท้อนใจพูดอะไรไม่ออก

“วันนี้ฉันรู้สึกว่าลูกอยู่กับฉัน น้ำรินอาจจะอยู่ตรงนั้นจริงๆ ก็ได้”
ธาราพูดกับสงครามอย่างสับสน
“คุณคิดไปเองรึเปล่า”
“ฉันไม่ได้คิด แต่ฉันรู้สึกได้ มันเป็นความรู้สึกของคนเป็นแม่ ที่มีต่อลูก”
สงครามมองธาราอย่างสงสารและเห็นใจ “คุณรู้สึกเพราะใจคุณเชื่อ”
“สิ่งที่เจอวันนี้มันทำให้ฉันสับสน ใจนึงก็อยากให้มันเป็นเรื่องจริง แต่อีกใจก็บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้”
“ค่อยๆ คิด ใช้สติ แล้วคุณจะรู้ว่าอะไรจริง ไม่จริง”
ธาราพยายามกลั้นไม่ร้องไห้ แต่พอสงครามเข้ามาแตะที่ไหล่เบาๆ อย่างต้องการส่งผ่านกำลังใจ น้ำตาก็ร่วงพรูออกมาทันที

ภพธรยืนมองไปนอกหน้าต่าง สีหน้าเคร่งเครียด
“ทำไมหมวดเหยี่ยวต้องเข้ามายุ่งเรื่องน้ำริน หรือมันจะรู้อะไรแล้วแกล้งทำมาเป็นหยั่งเชิงกับนังธารา”
นับดาวเดินเข้ามาข้างหลังพูดด้วยเสียงอ่อนหวาน อาสาจะไปสืบเรื่องให้
ภพธรยิ้มรับด้วยความพอใจ นับดาวเดินออกไป แววตาและสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นร้ายเลือดเย็นทันที

นับดาวเดินเข้าไปในสถานพยาบาลด้วยมาดนิ่ง สีหน้าเยือกเย็นมาก พยาบาลเดินออกมาต้อนรับ
“มาเยี่ยมใครคะ”
นับดาวชักปืนพกออกมาจากกระเป๋า ทุบที่ซอกคอของพยาบาล จนสลบร่วงไปที่พื้น แล้วเดินบุกเข้าไป ด้วยสีหน้าโหดเหี้ยมเลือดเย็น

นับดาวเปิดประตูห้องเข้าไป เจอร่างน้ำรินที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก็ถึงกับผงะ สีหน้าขมขื่น น้ำตาเอ่อขึ้นมาเต็มด้วยความโกรธ และแค้นสุดขีด
“พี่ธรเอาแกมาซ่อนเอาไว้ที่นี่ พี่ธรยังรักแก เพราะอย่างงี้พี่ธรถึงไม่รักฉัน พี่ธรยังตัดใจจากแกไม่ได้ ทั้งๆ ที่คนอย่างแก มีดีก็แค่สวยรวย แต่ชอบโขกสับคนที่ต่ำต้อยแล้วเหยียบซ้ำให้จมดิน”
นับดาวจิกผมน้ำรินขึ้นมา
“ชอบจิกหัวใช้นักใช่มั้ย โดนบ้างแล้วรู้สึกยังไง”
จากนั้นก็กระชากผมน้ำรินตามอารมณ์โกรธแค้น ก่อนที่จะผลักหัวกลับไปที่เตียงโครมใหญ่ พลางมองด้วยความแค้นใจ
“เวลาฉันโดนแกจิกหัวใช้ต่อหน้าพี่ธรกับเพื่อนๆ ฉันเจ็บ ฉันอาย พอแกดีกับฉัน ฉันยิ่งเกลียดแก เพราะฉันรู้ว่าแกทำเป็นดีเพื่อสร้างภาพให้เป็นนางฟ้านางสวรรค์ในสายตาพี่ธร แต่ความจริงแกคือนางมารที่มาจากนรก”
น้ำตาแห่งความแค้นหลั่งไหลออกมาโดยนับดาวไม่รู้ตัว ความแค้นที่ถูกฝังแน่นในจิตใจปะทุออกมา
“นังคนเห็นแก่ตัว กระทั่งนอนเป็นผีตายซาก แกก็ยังแย่งพี่ธรของฉันไปได้ ฉันเกลียดแก นังน้ำริน
ได้ยินมั้ยว่าฉันเกลียดแกเกลียดๆ ในเมื่อตายยากนัก คราวนี้แกจะต้องตายอย่างเจ็บปวดทรมานเป็นร้อยเท่าพันเท่า”
นับดาวตาขวางเหมือนคนเสียสติ หยิบไฟแช็คออกมาจากกระเป๋า ดวงตาลุกโชนราวกับไฟด้วยความแค้น
ไฟแช็คลนที่ผ้าม่านในห้องคนไข้จนไฟลุกพรึ่บ นับดาวหัวเราะอย่างสะใจ มองผ้าม่านที่ไฟเริ่มลุกลามแล้วหันไปมองน้ำริน ที่ยังนอนไม่ได้สติบนเตียงคนไข้
“เอาสิ ลุกขึ้นมาสิ ฉันอยากรู้แกจะหนีไปไหนได้อีก แกไม่รอดแล้วนังน้ำริน ฉันอยากรู้นักว่าพอร่างของแกดำเป็นตอตะโก พี่ธรจะยังรักแกอีกมั้ย”
สีหน้าของนับดาว เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหด ก่อนจะระเบิดหัวเราะเสียงดังราวกับคนเสียสติ

ขณะที่ธาราที่กำลังนอนหลับอยู่บนโซฟา พลันก็รู้สึกเหมือนมีมือหนึ่งแตะที่มือเธอเบาๆ
ธาราลืมตาขึ้นมา มองน้ำรินด้วยความประหลาดใจ ดีใจ
“น้ำ น้ำกลับมาหาแม่แล้ว”
ธาราดึงน้ำรินเข้ามากอด แล้วสะดุ้งเพราะตัวน้ำรินร้อนจี๋ น้ำรินถอยห่างออกมา แล้วเริ่มร้องไห้ สีหน้าเต็มไปด้วยความทรมาน
“แม่ช่วยหนูด้วย”
ไฟลุกท่วมขึ้นมารอบตัวน้ำริน ธาราตกใจมาก
น้ำรินร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด อยู่ในกองไฟ
ธารานอนหลับอยู่บนโซฟาลืมตาโพลงขึ้นด้วยความตกใจ รู้สึกสังหรณ์ใจว่ากำลังมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับน้ำริน

เหยี่ยวเปิดประตูผางเข้าไปอย่างรวดเร็ว เห็นน้ำรินที่นั่งซุกอยู่ที่มุมห้อง กำลังลูบเนื้อตัวทุรนทุรายด้วยความรู้สึกเจ็บปวดทรมาน เหมือนโดนไฟแผดเผาร่าง
“น้ำ คุณเป็นอะไร คุณจะตายไม่ได้นะ มันยังไม่ถึงเวลา”
น้ำรินทำท่าเหมือนจะหมดสติ ร่างของเธอจางลงๆเรื่อยๆ เหยี่ยวตกใจมาก
“น้ำ ลุกขึ้น ห้ามตาย ห้ามหายไปไหน นี่เป็นคำสั่ง ได้ยินมั้ย ชีวิตนี้ผมสูญเสียคนรักไปมากพอแล้ว คุณอย่าตายนะ”
น้ำรินร่างซีดจางลงไปเรื่อยๆ
“น้ำ อย่าเพิ่งไป คุณทิ้งผมไปแบบนี้ไม่ได้ ผมยังไม่ได้บอกคุณเลยว่า ผมรู้สึกยังไงกับคุณ”
ร่างของน้ำรินเลือนหายไปจนกลายเป็นความว่างเปล่า เหยี่ยวช็อก ไม่อยากเชื่อว่าน้ำรินจากไปแล้ว
น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักเป็นเรื่องทรมาน
เรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพรากก็เป็นสิ่งสุดวิสัย
ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง”
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เหยี่ยวเหม่อมองแม่น้ำ คิดถึงภาพความหลังของเขากับน้ำริน
“ผีขี้วีน ขี้งอน เจ้ากี้เจ้าการ มาทำให้วุ่นวายแล้วหายไปเฉยๆ อย่างนี้ได้ยังไง ผมยังไม่ได้บอกคุณเลย ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน”
แต่พอหันหลังกลับมา ก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นน้ำรินนอนหมดสติอยู่ที่พื้นใกล้ๆ
“น้ำ คุณกลับมาแล้ว?”
เหยี่ยวรีบเข้าไปหาน้ำริน ประคองร่างเธอขึ้นมา “ฟื้นสิน้ำ อย่าตายนะ ผมขอร้อง”
เปลือกตาของน้ำรินขยับนิดๆ แล้วค่อยๆลุกขึ้นมานั่ง
ทั้งคู่โผเข้ากอดกัน
“ผมคิดว่าจะไม่ได้เจอคุณแล้ว”
“ฉันคิดว่าจะไม่ได้กลับมาหาคุณแล้ว”
เหยี่ยวยิ้มทั้งน้ำตา “แล้วคุณไปอยู่ที่ไหนมา”
“ฉันไม่รู้ มันว่างเปล่า จู่ๆ ความรู้สึกก็วูบดับไป แล้วก็กลับมาอยู่ที่นี่”
“สัญญานะว่าจะไม่ทิ้งกันไปไหนอีก”
ทั้งสองกอดกันแนบแน่นด้วยความรัก และความหวาดกลัวที่จะพลัดพรากจากกันอีก
ครู่หนึ่งเหยี่ยวก็รู้สึกตัว แล้วรีบถาม “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น”
“ฉันก็ไม่รู้ อยู่ๆ ฉันก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเหมือนโดนไฟเผา”
น้ำรินคิดถึงความร้อนและทรมานด้วยความหวาดกลัว เผลอเอามือลูบเนื้อตัวโดยไม่รู้ตัว
“แล้วตอนนี้ยังร้อนอยู่มั้ย”
“ไม่แล้ว ทุกครั้งที่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับคุณ ฉันจะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แต่นี่มันไม่ใช่ ฉันเจ็บปวดทรมานร้อนไหม้ไปทั้งตัว “
เหยี่ยวคิดตามที่น้ำรินพูด “หรือมีใครทำอันตรายร่างของคุณ”
“ร่างของฉัน ?”

น้ำรินเดินนำเหยี่ยวลิ่วๆ มาที่ศาลาวัด แล้วบอกให้เหยี่ยวยืนรอ ส่วนตัวเองรีบเดินเช้าไปหาผียายปริก
“ฉันไม่เข้าใจ เวลาฉันรู้สึกใจไม่ดี วูบวาบ หนาวๆร้อนๆ ทีไร ก็จะมีเรื่องกับคนที่ฉันรักทุกที แล้วคราวนี้ฉันรู้สึกร้อนเหมือนโดนไฟเผาทั้งตัว แต่กลับไม่มีใครเป็นอะไร”
“แน่ใจเหรอว่าไม่มีใครเป็นอะไร”
น้ำรินพยักหน้า “ทั้งเหยี่ยวทั้งแม่ปลอดภัยดี”
“สองคนนั้นคือคนที่หล่อนรัก แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่หล่อนรักที่สุด มนุษย์ย่อมรักตัวเองมากที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่หล่อนรักมากที่สุด ไม่ใช่ตัวหล่อนเองหรอกรึ”
น้ำรินอึ้ง ช็อก “ร่างของฉัน มีใครทำอะไรร่างของฉันใช่มั้ยปริก”
“เป็นไปได้ว่าร่างของหล่อนอาจจะถูกทำลาย”

“ผีปริกไม่ใช่หมอดู เรายังไม่เห็นด้วยตา ไม่มีหลักฐาน ก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าร่างคุณโดนทำลายไปแล้ว” เหยี่ยวพยายามพูดปลอบใจ ขณะที่เดินคุยมากับน้ำรินหลังจากออกจากวัด
“คุณก็คิดแบบตำรวจเอะอะก็ต้องมีพยานหลักฐาน แต่โลกนี้ก็มีบางเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ อย่างเรื่องดวงจิตของฉันไง”
“แต่ถ้าร่างคุณโดนทำลายไปแล้ว ดวงจิตคุณก็น่าจะสลายไปด้วยไม่ใช่เหรอ”
น้ำรินหน้าสลด “ไม่รู้สิ ตอนนี้ฉันอาจจะกลายเป็นผีเต็มตัวแล้วก็ได้”
“ผมเข้าใจว่าตอนนี้คุณกำลังเศร้า แต่ความเศร้าต้องไม่ทำให้เรายอมแพ้ ความเศร้าสอนให้เราลุกขึ้นสู้.คุณต้องเลือกว่าจะนั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ หรือจะเดินไปด้วยกัน”
เหยี่ยวยื่นมือไปตรงหน้า น้ำรินพยักหน้าแล้ววางมือบนมือเหยี่ยว ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเขา

“เพื่อพิสูจน์ว่าคุณยังไม่ตาย ผมจะหาร่างคุณให้พบให้ได้”
นับดาวเปิดประตูเข้ามา มองซ้ายมองขวาด้วยกลัวความผิดที่ตัวเองไปทำมา เกรงว่าภพธรจะจับได้

แสงไฟจากระเบียงห้องส่องเข้ามา ทำให้ภายในห้องสลัวๆ พลันก็มีเสียงเหล็กกระทบกับของแข็ง
นับดาวตกใจ พอหันไปมอง ก็เห็นเงาของภพธรที่เงื้อเหล็กเจาะน้ำแข็งขึ้นสูง
ภพธรเดินย่างสามขุมเข้ามาหา นับดาวถอยกรูด พลางเบิกตาโพลงด้วยความกลัว

อ่านละคร ภพรัก ตอนทีี่ 13 วันที่ 11 ธ.ค. 57

ละครภพรัก บทประพันธ์โดย : คฑาหัสต์ บุษปะเกศ
ละครภพรัก บทโทรทัศน์โดย : คฑาหัสต์ บุษปะเกศ
ละครภพรัก กำกับการแสดโดย : ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์
ละครภพรัก ผลิตโดย : บริษัท เมตตาและมหานิยม จำกัด
ละครภพรัก ควบคุมการผลิตโดย : สินจัย เปล่งพานิช
ละครภพรัก เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2557
ละครภพรัก ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางช่อง 3 และ ช่อง 3 HD
ที่มา ไทยรัฐ