อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 13/2 วันที่ 20 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 13/2 วันที่ 20 ม.ค. 58

"มันเป็นชาวบ้านมาจากหลายที่ ทั้งทุ่งคำหยาด กระทุ่มด่าน ศรีบังทอง สามโก้ ทุกคนหนีภัยศึกมารวมกันที่บ้านระจัน ไม่มีกองทหารหลวง บ้านระจันเป็นแค่กลุ่มชาวบ้าน" อูทินลินบอก
"แต่บ้านระจันก็มีคนมีฝีมือหลายคน บางกลุ่มเคยเป็นทหารมาก่อน แต่หนีทัพมา" อองนายบอก
"อาวุธล่ะ"

"พวกมันไม่มีอาวุธอะไร นอกจากดาบ มีด ไม้ ตามประสาชาวบ้านทั่วไป ปืนใหญ่ยิ่งไม่มี"
"แค่ชาวบ้าน ปืนใหญ่ก็ไม่มี แต่ฆ่าคนเราตายไปเป็นร้อย"


สุรินทรจอข่องคำราม อองนายตอบแทนขึ้น
"พวกบ้านระจันมันอาศัยใจกล้า รวมตัวกันได้เพราะไม่มีทางไป ยอมตายเพราะโกรธที่กองทหารของท่านไปแย่งชิงเสบียง ทำร้ายลูกเมียพวกเขาก่อน"
สุรินจอข่องยิ่งอารมณ์เสีย
"สงครามถ้าไม่ทำให้เด็ดขาด ใครมันจะกลัว หน้าที่ข้าต้องหาเสบียงและแรงงานส่งกองทัพ ถ้าทหารเป็นแสนไม่มีกิน ข้าก็โดนตัดหัวเหมือนกัน ข้า....สุรินทจอข่อง แม่ทัพค่ายเกียกกายนี้ ต้องปราบไอ้พวกระจันให้ได้"
สุรินจอข่องหันไปสั่งทหารคนสนิทด้านหลัง
"ส่งม้าเร็วลงไปรายงานท่านแม่ทัพเนเมียวสีหบดี ที่ค่ายปากน้ำพระประสบเดี๋ยวนี้เลย ให้ท่านแม่ทัพสั่งการให้คนคุมกองทหารขึ้นไปปราบมัน หาไม่คนไทยบางอื่นมันจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จะเป็นเสี้ยนหนามกับกองทัพเรา"
นายทหารทำความเคารพแล้วรีบวิ่งไปขึ้นมาม้าควบออกไป สุรินทจอข่องหันมาทางจอกยีโบ
"ส่วนท่าน จอกยีโบ ส่งกองสอดแนมของท่านไปเอาข่าวมาให้ข้าว่า...ค่ายระจันมันมีจุดอ่อนอย่างไร ข้าจะทำแผนเข้าตี เผาค่ายมันให้ราบ"

อองนายฟังคำสั่งสุรินทจอข่องด้วยสีหน้ากังวล
ค่ายปากน้ำพระประสบ วัดป่าฝ้าย ผ่านม่านหลายชั้นที่กั้นสายตาของเหล่าทหารชั้นนอก จนเห็นเนเมียวสีหบดี กับมังมหานรธาที่มาร่วมประชุมด้วย นั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าแม่ทัพ ปลัดทัพ หลายนายที่แต่งตัวเต็มยศลดหลั่นกันไป

ราชครูกำลังอ่านจดหมายที่สุรินทจอข่องให้ม้าเร็วส่งมา
"สุรินทจอข่อง แม่ทัพแห่งกองเกียกกายเรา ซึ่งตั้งค่ายเก็บเสบียงอยู่ที่แขวงวิเศษไชยชาญ เกรงว่าบ้านระจันจะเป็นภัยแก่กองทัพอังวะ เพราะตั้งอยู่ข้างหลังค่ายเราทางทิศเหนือ จึงมีใบบอกมาแจ้งให้ท่านแม่ทัพทั้งสองจัดนายทัพมีฝีมือ นำทหารขึ้นไปปราบ ล้างค่ายมันแต่โดยเร็ว เพราะหากมันรวมตัวกันได้เข็มแข็ง อาจยกลงมาตีตลบหลังค่ายใหญ่เราที่ปากน้ำประสบ กับสีกุกได้"
มังมหานรธาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเด็ดขาด
"ข้าพเจ้ามังมหานรธาแห่งค่ายสีกุก เห็นสมควรว่าน่าจะเป็นหน้าที่ของท่านเนเมียวสีหบดี แห่งค่ายปากน้ำประสบนี้ ท่านควรเป็นผู้จัดกองทหารไปปราบ เพราะค่ายสีกุกข้าพเจ้าอยู่ใต้ลงไปถึงบางไทร คงไม่สะดวกแก่การสั่งการ"
เนเมียวสีหบดีมองอย่างรู้ทัน พูดเสียงดัง น้ำเสียงกร้าว
"ไอ้พวกชาวบ้านแค่กำมือเดียว ท่านอย่าได้กังวลเลยว่าข้าพเจ้าจะลำบากใจ แค่ ข้าพเจ้าแบ่งทหารไปสักห้าร้อยตีค่ายมัน พวกมันก็วิ่งหัวหดเข้าป่ากันหมด เหมือนเมืองอื่นๆที่ข้าพเจ้าเคยตีมา"
"ข้าพเจ้าขอเปิดโอกาสให้ท่านแสดงฝีมือได้เต็มที่ รีบปราบมันโดยเร็วเถิด เพราะนี่ก็จะเข้าฝนแล้ว เราต้องข้ามกำแพงไปเหยียบวังโยเดียให้ได้ก่อนน้ำเหนือหลากลงมา"
"ท่านมังมหานรธา ท่านกลัวชายเสื้อเปียกน้ำเช่นนั้นหรือ คงอยากจะรีบกลับไปกอดเมียแก่ๆที่อังวะเต็มทีละซิ ท่านก็รู้ พระเจ้าอลองพญาของเรายกมาตีเมื่อหกปีก่อนเป็นอย่างไร กำแพงกรุงโยเดียนี้แข็งแรงแค่ไหน ข้าวปลาอาหารที่มันเอาไปเก็บตุนไว้ในกำแพงก็มาก มีกินจนถึงหน้าน้ำแห้งทีเดียว เราคงตีโยเดียให้แตกก่อนน้ำหลากคงเป็นไปไม่ได้"
มังมหานรธายิ้มเยาะ
"ท่านก็เลยอยากจะถอยทัพเสียก่อน แล้วปีหน้าค่อยยกมาใหม่งั้นหรือ"
"อย่าปรามาสข้าพเจ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้ากราบบังคมทูล ถวายสัตย์ต่อพระเจ้าอยู่หัว อังวะไปแล้วว่าจะนำมหามงกุฎพระเจ้ากรุงโยเดียไปบรรณาการพระองค์ถึงสีหสาสนบัลลังก์อังวะ หากข้าพเจ้าตีกรุงโยเดียให้เหลือแต่ซากไม่ได้ ข้าพเจ้าจะมิมีวันถอยทัพ"
"งั้นท่านจะทำยังไง เมื่อน้ำท่วมค่าย"
"เพลานี้ข้าพเจ้าให้ทหารต่อแพเตรียมไว้แล้ว ถ้าน้ำเหนือหลากมาเราก็ขึ้นแพ ช้าง ม้า ข้าพเจ้าก็ให้อยู่ที่ดอน พอน้ำลด ข้าวปลาอาหารในกรุงโยเดียก็คงหมดพอดี แต่พวกเรามีข้าวปลาอาหารอยู่เต็มทุ่งรอบกำแพง มีหรือพวกโยเดียมันจะไม่เปิดกำแพงมาขอข้าวข้าพเจ้ากิน ทีนี้ข้าพเจ้าอยากได้อะไรมันก็ต้องยอม ท่านมังมหานรธา...ข้าพเจ้ายินดีอนุญาตให้ท่านนำความคิดนี้ไปใช้กับทัพของท่านได้นะ หรือถ้าท่านจะถือทิฐิ หากตีโยเดียก่อนน้ำเหนือหลากมาไม่ได้ จะถอยทัพไปก่อนข้าพเจ้าก็ได้นะ"
มังมหานรธานิ่ง เหมือนเสียหน้า เนเมียวสีหบดีมองด้วยสายตาเยาะเย้ย
"ตราบใดที่ไม่ได้เห็นแผ่นดินโยเดียวอดวายลงตรงหน้า ต่อให้ต้องตายคาสนามรบ ข้าพเจ้าจะไม่ยกทัพกลับอังวะเด็ดขาด"
เนเมียวสีหบดีมองจ้องไปด้านหน้า อย่างแน่วแน่ในเป้าหมาย
งาจุ่นหวุ่นรีบเข้ามาไหว้เนเมียวสีหบดี
"ท่านเนเมียวสีหบดี ความคิดของท่านแยบยลนัก ข้าพเจ้า งาจุ่นหวุ่น จะขออาสานำทหารกล้าห้าร้อยไปบดขยี้ทำลายพวกบ้านระจัน ให้เป็นเกียรติลือเลื่องแก่ตัวเถิด"
"มันก็แค่พวกชาวบ้านบ้าบิ่น ไม่กลัวตาย คงไม่มีเกียรติแก่ท่านนักดอก..งาจุ่นหวุ่น"
งานจุ่นหวุ่นหน้าเสีย
"แต่อย่างน้อย...ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้สอนให้พวกมันได้รู้จักรสดาบของชาวอังวะบ้าง จะให้ข้าพเจ้าอุดอู้อยู่แต่ในค่ายมันก็เบื่อเหมือนกัน คิดเสียว่าพาทหารออกไปฝึกอาวุธ จะได้ประโยชน์กว่า ข้าพเจ้าขอรับรองว่าพวกบ้านระจันจะต้องสิ้นชื่อ ก่อนน้ำเหนือหลากแน่นอน"
เนเมียวสีหบดียิ้มชอบใจ
"งาจุ่นหวุ่น....ท่านสมเป็นทหารของข้าจริงๆ เอาซิ...ข้าขอแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้นำทหารไปปราบไอ้พวกระจันอย่าให้เหลือเป็นเยี่ยงอย่างแก่พวกคนไทย ฆ่ามันให้หมดทั้งค่ายได้เลย ไอ้คนพวกนี้เอามาเลี้ยงเป็นเชลย คงสอนให้เชื่องไม่ได้แล้ว"
งาจุ่นหวุ่นไหว้ด้วยความภาคภูมิใจ แล้วรีบก้าวออกไป เนเมียวสีหบดีหันมายิ้มให้มังมหานรธา
"ที่ค่ายสีกุกของท่าน มีทหารกล้าแบบนี้บ้างไม๊...ท่านมังมหานรธา"

มังมหานรธานั่งคอแข็ง เก็บความโกรธไว้ กลัวเสียเชิง
ที่ลานซ้อม ทุกคนกำลังตั้งวงดู ทัพซ้อมดาบกับเมือง ทั้งคู่ผลัดกันรุกรับอย่างรวดเร็ว ฝีมือไม่ด้อยกว่ากัน

แท่น โชติ อิน และคนอื่นๆเดินคุมสอนอยู่
ทัพกับเมืองฟันใส่กันไม่ยั้ง ทัพอาศัยจังหวะไวกว่า ฟันจนดาบเมืองหล่นพื้น
ทุกคนตะลึง ทัพรีบวางดาบ คุกเข่าลงพนมมือไหว้
"ข้าขอสมาลาโทษพ่อเมือง ข้าไม่ได้ตั้งใจ"
"ลุกขึ้น ลุกขึ้น ไอ้ทัพ เอ็งไม่ได้ผิดอะไร ใครๆก็เห็นว่าข้าแพ้เอ็ง"
"พ่อเมืองผ่อนแรงให้ข้าต่างหาก"
"ไม่ใช่ ฝีมือดาบเอ็งรุนแรง เอ็งเก่งจริงๆ"
เมืองดึงทัพลุกขึ้นอย่างยอมรับ
"ข้าได้ยินว่าเอ็งเคยเป็นทหารกรุงศรี"
สังข์บอก
"พวกเราเคยเป็นทหารกรุงศรี สามคน ไอ้ทัพ ข้า ไอ้ขาบ พวกเราเคยไล่ฆ่ากันเอง เพราะถือว่าอยู่คนละฝ่าย แต่ตอนนี้ความเป็นเพื่อน ทำให้เรามาสู้ด้วยกันที่บ้านระจัน"
ทัพมองสังข์ขาบแล้วยิ้มให้กันอย่างลูกผู้ชาย
"คนพากันมาอยู่ในค่ายมากขึ้นทุกวัน หอบลูกจูงหลานหนีภัยศึกกันมา บางคนมาเพราะถูกคนกรุงศรีปิดประตูเมืองใส่หน้า หลายคนมาเพราะความแค้นแน่นอกเหมือนพวกเอ็ง อยากจะไล่ทัพอังวะให้พ้นแผ่นดิน" แท่นบอก
ทุกคนสีหน้าเห็นด้วย
เสียงกลองรัวดังขึ้น ดังมาจากด้านหน้าค่าย
"พวกมันมากันอีกแล้ว" โชติบอก
ผู้ชายทุกคนท่าทางพร้อมระวัง กำดาบกันแน่นทันที หันมองไปที่หอกลอง

บริเวณหอกลอง ลานหน้าค่ายระจัน ชายฉกรรจ์กำลังตีกลองศึกเสียงดังให้สัญญาณ ด้านลานบ้าน ถนนลานตีไก่ในค่าย พวกผู้หญิงอุ้มเด็ก พากันวิ่งกลับเข้าเรือนด้วยความตกใจ
บ้านใครมีเกราะก็วิ่งออกมาตีให้สัญญาณต่อ พวกผู้ชายวิ่งคว้ามีดพร้าออกไป บางครอบครัว ลูกเข้ามากอดพ่อร้องไห้ไม่ให้ไป แม่มาดึงลูกไว้ พ่อตัดใจวิ่งออกไป
ทางเดินหน้ากระท่อมสังข์ในค่าย ชายหลายคน จับดาบ วิ่งตรงไปที่ลานหน้าค่าย

บริเวณโรงครัว ผู้หญิงกำลังทำกับข้าว เสียงกลองศึกดังก้องได้ยินมาถึง บางคนวิ่งไปตีเกราะต่อ
แฟงกำลังจุดเตาวางฟืนลงทันที สไบ จวงที่กำลังหุงข้าวกะทะใหญ่ มองไป
"ฉันไปก่อนนะ แม่"
แฟงไม่รอนางเฟี้ยมอนุญาต วิ่งออกไปก่อนคนแรก เฟื่องกำลังฝานมะม่วง วางมีด ลุกขึ้นเรียกห้าม
"แฟง กลับมาก่อน"
เฟื่องลุกขึ้นแล้วเกิดหน้ามืด วูบลงนั่ง จวงรีบเข้ามาประคอง
"พี่เฟื่อง"
"ไม่เป็นไร จวง พี่แค่หน้ามืดนิดหน่อย"
เฟื่องนั่งหายใจแรง สไบเอาพัดมาช่วยพัด
"พักนี้พี่เฟื่องไม่กินข้าวกินปลาเลย ฉันเห็นกินแต่ของเปรี้ยวๆ"
เฟี้ยมกับจันทร์มองจานมะม่วง แล้วสบตากัน
"เฟื่อง .. อาการเอ็ง เหมือนคนแพ้ท้อง"
เฟื่องมองแม่ด้วยสายตาตกใจ ไม่ทันนึกว่าตัวเองอาจจะท้อง

บริเวณโบสถ์หลวงพ่อธรรมโชติ กลุ่มพ่อค่ายทั้ง 11 คนนั่งอยู่ด้านหน้า ด้านหลังคือกลุ่มทัพ และนักรบทุกคน หลวงพ่อธรรมโชติหลับตาภาวนาแล้วลืมตาขึ้นมองทุกคน
"พวกข้าจะออกศึกในชั่วครู่นี้ ครั้งนี้ ข้าทองแก้ว คนบ้านโพธิ์ทะเล"
"ข้าดอกไม้ คนบ้านตลับ"
"ข้าเมือง คนศรีบัวทอง"
"ข้าโชติ คนบ้านศรีบัวทอง"
ทองแก้วบอก
"ข้าสี่คนจะขอนำกองกำลังพี่น้องเพื่อนตายชาวระจันออกไปสู้กับพวกอังวะ เพื่อรักษาชีวิตพ่อแม่ ลูกเมียพวกเหล่าข้าไว้"
"หากไม่สู้พวกมันก็จะมาพรากเราไปจากกันอยู่ดี เราเกิดกันบนแผ่นดินนี้ ฉะนั้น แผ่นดินนี้...ดินทุกก้อน มันคือของเรา" ดอกไม้บอก
"แผ่นดินนี้เราใช้ปลูกข้าวกินมาครั้งปู่ย่าตายาย พวกมันจะมาแย่งไป เรายอมไม่ได้" เมืองว่า
โชติบอก
"เราจะขอสู้ ถึงตายก็จะสู้"
หลวงพ่อธรรมโชติมองไปที่ทุกคนที่เข้ามาขอพรเป็นกำลังใจ แล้วมาหยุดที่ทัพกับพวก
ทัพพนมมือเอ่ยขึ้นเหมือนคำสัตย์สาบาน
"พวกข้าเคยเป็นข้าทหารในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ศึกนี้เป็นศึกแรกที่พวกข้าจะร่วมรบกับพี่น้องบางระจัน สองแขนข้าจักขอทำศึกป้องกันค่ายระจันและพี่น้องบางระจันทุกคน ชีวิตข้าขอมอบให้แผ่นดิน...เยี่ยงทหาร"
ใจกับเจิดเข้ามาทีหลัง นั่งอยู่ด้านหลังสุด คอยมองเหตุการณ์ทั้งหมด
หลวงพ่อธรรมโชติมองทุกคนที่มากันพร้อมหน้า
"บัดนี้มากันพร้อมมูลมากหลาย ครบเป็นกองทหารแล้ว ศึกนี้พวกเจ้าจำต้องสู้เพื่อป้องกันลูกเมียพ่อแม่ที่เคารพรัก ก็ขอให้ตั้งมั่นในความกตัญญู มิใช่คิดแต่จะแก้แค้นถ่ายเดียว จงอาสาสู้...เอาชีวิตเลือดเนื้อถวายให้แก่แผ่นดินและเจ้าชีวิต หาใช่สู้เพราะความคึกคะนอง แล้วสวัสดีมีชัยจะเกิดแก่พวกเจ้า"

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 13/2 วันที่ 20 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ