อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 2 วันที่ 3 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 2 วันที่ 3 ม.ค. 58

พระเที่ยงส่ายหน้าอ่อนใจ สงครามที่เคยผ่านมา ทำให้นึกปลงสังเวช เพราะจะกี่ครั้ง เหตุการณ์ก็ไม่เคยเปลี่ยน

“บ้านเมืองไม่ปกติ เพราะความโลภเป็นใหญ่ ทั้งที่สุดท้ายก็ต้องตาย เหลือแค่เถ้ากระดูกกองเดียวกันทุกคน พอพระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนทรงผนวช ข้าจึงตั้งใจเอาร่มพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง ลาภ ยศ อัฐ ทั้งหลายมันคือสิ่งที่เราสมมติขึ้น แต่ยังมีบางคนยอมตายเพื่อมัน อนาถใจนัก เอ็งแน่ใจนะว่าจะไม่อยู่ใต้บังคับหลวงอีกต่อไป...ไอ้ทัพ”



“ฉันตัดสินใจแล้วจ้ะหลวงพ่อ พวกฉันจะสู้เยี่ยงโจร ฉันจะเป็นโจรที่ไม่หวังทรัพย์สินใดๆ เพียงแค่อยากจะรักษาที่อยู่ที่กินของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เอาไปทำกินชั่วลูกชั่วหลาน ถ้าใครมาปล้นมาข่มเหง ก็จะปกป้องเอาชีวิตสังเวยแม่พระธรณี พระแม่โพสพ ให้รู้ว่าคนไทยไม่มีวันยอมยกแผ่นดินให้ใครหน้าไหนมาแย่งเอาไปได้ง่ายๆ”

หลังตัดสินใจร่วมอุดมการณ์ลอบฆ่าข้าศึกกับทัพแล้ว ฟักก็กลับเรือนไปกราบแม่และเยี่ยมน้องสาวทั้งสอง เฟี้ยมกอดลูกชายคนโตด้วยความรักและคิดถึง โดยมีเฟื่องกับแฟงมองมาด้วยแววตายิ้มๆ ดีใจมากที่พี่ชายได้กลับบ้านเกิด แต่ความสุขของสี่คนแม่ลูกก็สั้นนัก เมื่อฟักแจ้งข่าวร้ายว่าต้องลาแม่กับน้องสาวไปอีกครั้ง

“พี่ทัพไม่ยอมไปเป็นข้ารับใช้นายกองสันดานเห็นแก่ตนอย่างพวกไอ้สังข์ พวกฉัน หมู่เคลิ้ม ไอ้เอิบและไอ้ช่วงที่แตกทัพมา ก็คิดจะตามพี่ทัพไปดักปล้นค่ายอังวะด้วย”

เฟี้ยมกับเฟื่องเป็นห่วง ไม่อยากให้ฟักเป็นขบถ ต่างจากแฟง สนับสนุนเต็มที่ และอาสาดูแลแม่กับพี่สาวเอง แถมประกาศลั่น ถ้าเป็นชายจะขอตามไปด้วย ฟักยิ้มเอ็นดูน้องสาวคนเล็ก ก่อนจะเร่งให้ทุกคนเก็บของ จะพาย้ายหนีไปบ้านญาติที่กระทุ่มด่าน พร้อมจันทร์และจวงที่ทัพจะพามาสมทบ

เวลาเดียวกันที่เรือนทัพ...สังข์กับขาบนำทหารจำนวนหนึ่งไปคุมตัวจันทร์กับจวงให้อพยพเข้ากรุงศรีฯ เช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่นๆ ทัพซึ่งเพิ่งกลับเรือน รีบถลามาขวาง แต่ก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะสังข์นำทหารมาล้อมไว้ไม่น้อย สังข์ขู่ให้อดีตเพื่อนรักวางดาบ แลกกับการละเว้นโทษหนีทหาร แต่ทัพยืนกรานไม่ยอมก้มหัวให้ง่ายๆ

“ข้าไม่เคยขอให้เพื่อนชั่วอย่างเอ็งมาช่วยข้าเลย...ไอ้สังข์”

“เอ็งจะต้องโดนกุดหัวเสียบประจานในฐานะขบถ... ไอ้ทัพ ทางเดียวที่เอ็งจะรอด คือยอมก้มกราบข้าขอชีวิต”

ขาบส่งสัญญาณให้ทหารคุมตัวจันทร์กับจวง ทัพร้องเรียก แต่ถูกขาบแหวกลับ

“ยอมซะไอ้ทัพ...ก้มกราบนายกองสังข์ซะ ข้าจะเห็น แก่ความเป็นเพื่อนของเรา ไว้ชีวิตแม่กับจวง น้องสาวเอ็ง”

จวงส่ายหน้าไม่ให้พี่ชายยอม สังข์กะหยิ่มยิ้ม มั่นใจมากอดีตเพื่อนรักไม่สู้แน่ แต่ก็ผิดคาด เมื่อทัพปรี่ไปกระชากตัวลงจากหลังม้า ถีบไปกลางลาน ก่อนจะชักดาบมาเตรียมพร้อม

“ถ้าเอ็งเห็นแก่ความเป็นเพื่อน ก็หยิบดาบมาฟันกับข้าให้ละเอียดอย่างลูกผู้ชาย...ไอ้สังข์ แล้วถ้าใครหน้าไหนคิดจะช่วยนายรุมข้า ก็เข้ามา...ข้าจะฟันให้พวกเอ็งแบกเศษศพนายกองสังข์กลับไปคนละชิ้น”

ศักดิ์ศรีที่มีเต็มเปี่ยม ทำให้สังข์ลุกพรวดคว้าดาบมาฟาดฟันทัพอย่างไม่ลดละ

“เอ็งฆ่าข้า เท่ากับฆ่าทหารกรุงศรี โทษหนักแค่ไหน เอ็งก็รู้นะไอ้ทัพ”

“ทหารชั่วอย่างเอ็ง มันก็เหมือนศัตรูดีๆนี่เอง เอามาแต่ความฉิบหายวายวอด ไม่ควรอยู่เป็นเสนียดบ้านเมือง”

ทัพใช้ชั้นเชิงที่เหนือกว่า จ่อดาบใกล้คอสังข์ ขาบจะช่วยนายกองเพื่อนรัก แต่ไม่ทันขยับ ฟักก็โผล่มาถีบจากข้างหลังเสียก่อน ตามด้วยแฟงกับเฟื่อง ไปช่วยแก้มัดให้จันทร์และจวง ทัพกดดาบที่คออดีตเพื่อนรัก ก่อนจะบังคับให้สัญญาอย่างลูกผู้ชาย จะไม่มายุ่งวุ่นวายกับทุกคนในครอบครัวเขาและครอบครัวเฟื่องอีก สังข์จะไม่สัญญา แต่ก็เสียวคมดาบอีกฝ่าย สุดท้ายเลยต้องตะโกนสั่งให้ถอยอย่างเสียไม่ได้ ทัพลดมือลง ก่อนขู่ให้ได้ยินกันสองคน

“อย่ามาที่นี่อีก เพราะคราหน้าคมดาบกูจะดื่มเลือดมึง คอมึงจะขาดกระเด็นเป็นผีอยู่ที่นี่...ไอ้สังข์!”

ooooooo

สถานการณ์ที่บ้านคำหยาดไม่น่าไว้ใจนัก แม้สังข์กับขาบจะยอมถอย ไม่กล้าตอแยกับครอบครัวทัพ แต่ก็นับวันรอคอยจะกลับมาใหม่ ต่างจากสถานการณ์ที่บ้านสามโก้ เลวร้ายมากกว่าหลายเท่า เพราะชาวบ้านต้องบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก สไบซึ่งถูกจับตัวกลับมา กวาดตามองทุกคนด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

และเพราะมัววิ่งวุ่นทำแผลให้ชาวบ้าน เลยไม่ทันมองว่าอูจีจ้องตาไม่กะพริบ และฉวยโอกาสใช้ทหารสะกดรอยตามเธอกับดอกรักตอนไปตักน้ำ หวังดักฉุดมาบำเรอในค่าย ดอกรักพยายามสู้ปกป้องญาติสาวเต็มที่ แต่เพราะกำลังบาดเจ็บ เลยสู้กำลังทหารอังวะซึ่งมีมากกว่าไม่ไหว ถูกซ้อมและถีบให้ลอยไปตามน้ำต่อหน้าต่อตาสไบ!

ระหว่างที่สไบถูกจับตัวไปค่ายเพื่อบำเรออูจี...ทัพมีสีหน้าเคร่งเครียด อยากให้แม่ น้องสาวและครอบครัวคนรักออกเดินทางไปกระทุ่มด่านพร้อมตนและพวกฟักภายในคืนนี้ แต่อาการของจันทร์ไม่ค่อยดี จวงกับเฟื่องเลยกล่อมให้ออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นแทน ทัพยอมเพราะเป็นห่วงแม่ แต่ไม่วายสั่งให้ทุกคนเตรียมตัวแต่รุ่งสาง พวกสังข์จะได้ไม่ทันระวัง จวงรับปากอย่างดี ก่อนจะถามเสียงอ่อยว่าพระเที่ยงจะย้ายไปด้วยหรือไม่

พระเที่ยงไม่ย้ายไปด้วย แต่ลงมือปลุกเสกและลงอาคมเครื่องรางของขลังให้พวกทัพพกไว้ป้องกันตัว

“ในเมื่อพวกเอ็งหมายจะรักษาแผ่นดินเกิดของปู่ย่าตายาย และจะเป็นแผ่นดินตายของลูกหลานเอ็ง นับแต่นี้ไป ข้าก็ขอให้พวกเอ็งแคล้วคลาดจากคมหอกคมดาบและกระสุนศัตรู ขอให้หัวใจที่แข็งแกร่งของพวกเอ็ง อย่าหวั่นไหวไปกับสิ่งชั่วที่จะเข้ามาทำลายแผ่นดินเกิด แผ่นดินที่พวกเอ็งและลูกหลานจะใช้ทำกินต่อไป”

ทัพและเหล่าอดีตทหารม้ามองพระเที่ยงด้วยแววตาศรัทธาและนับถือ เอิบกับช่วงคลานเข่าไปหาและขอให้พระเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ได้บวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ถ้ารอดชีวิตจากสงครามครั้งนี้ พระเที่ยงรับปาก ก่อนจะอวยพร

“ขอให้เลือดให้เนื้อและหัวใจของพวกเอ็งที่สละแล้ว จงมีชัยขับไล่ข้าศึกออกไปให้พ้นแผ่นดินเถิด”

ทัพเงยหน้ามองหลวงพ่อ ก่อนประกาศกร้าวแทนทุกคน “พวกฉันขอสาบานด้วยเลือดเนื้อ ไม่ว่าทหารอังวะกี่พันกี่หมื่นคน พวกฉันก็สละชีวิตแล้วที่จะสู้ พวกมันจะได้รู้ว่าคนไทยหวงแหนแผ่นดินแม่มากกว่าชีวิต มากกว่าลมหายใจตัวเอง ถึงจะเหลือไทยเพียงคนเดียว คนเดียวนั้นก็จะไม่ยอมให้มันย่ำยีแผ่นดินไทยได้”

เหล่าอดีตทหารกล้าที่กลายเป็นโจรในชั่วข้ามคืนก้มกราบพระเที่ยงเป็นการอำลา ก่อนจะแยกย้ายไปพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น ฮึกเหิมและกำลังใจมาเป็นกองเพราะมีของขลังติดตัว

ด้านสไบ...กวาดตามองเชลยไทยในค่ายอังวะด้วยแววตาหดหู่ สงสารและคับแค้นใจเหลือเกินที่ช่วยอะไรไม่ได้ แถมตัวเองยังถูกจับมัดไปประเคนให้อูจีข่มเหงอีกต่างหาก แต่ด้วยเลือดนักสู้และความขยะแขยง ทำให้ฮึดสู้ คว้าไหเหล้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกลฟาดที่หัวนายกองอังวะจอมโฉด ก่อนจะผลุนผลันหนีออกจากค่าย

สไบวิ่งหนีไม่คิดชีวิต รันทดไม่ต่างจากเฟื่องกับเฟี้ยมที่ถูกพวกสังข์ลากออกจากเรือนกลางดึก โดยมีแฟงซึ่งออกไปเลี้ยงควายกลางดึก เลยรอดพ้นการถูกคุมตัว และลอบมองตามแม่กับพี่สาวไปด้วยความเป็นห่วง

แฟงทนไม่ไหว ตั้งท่าจะไปช่วยแม่กับพี่สาว แต่เฟื่องเห็นเข้าเสียก่อน เลยส่งสายตาห้ามไว้ ขาบตามหาแฟงไม่เจอก็หงุดหงิดมาก เฟื่องเห็นท่าไม่ดี เลยพยายามเบี่ยงความสนใจ

“ปล่อยฉันเถอะพี่ขาบ เราไม่มีเรื่องผิดใจ อย่าหักหาญกันอย่างนี้”

“พี่ต้องทำนะเฟื่อง นายกองสังข์สั่ง พี่มันผู้น้อย ไม่ทำก็จะเดือดร้อนกันยิ่งกว่านี้ อย่าดิ้นเลย พี่จะไม่ให้เอ็งเจ็บ”

ขาดคำก็สั่งให้ลูกน้องมัดปากสองแม่ลูก ก่อนจะพาไปขึ้นม้าเพื่อย้ายเข้ากรุง เฟื่องแอบหันไปมองน้องสาวด้วยแววตาฝากความหวัง แฟงรอจนขบวนม้าลับตา จึงปรากฏตัว ก่อนจะพึมพำไล่หลังเสียงกร้าว

“พี่เฟื่อง แม่...ไม่ต้องกลัว พวกมันเอาตัวแม่กับพี่เฟื่องไปได้ไม่เกินทุ่งคำหยาด!”

ooooooo

สไบวิ่งหนีจนแทบหมดแรง ก่อนจะตัดสินใจหลบไปทางคอกม้า อาศัยความมืดช่วยพรางตัว ก่อนจะน้ำตาไหลด้วยความสงสาร เมื่อเห็นเชลยชายไทยกลุ่มหนึ่ง ถูกมัดรวมกัน เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยบาดแผลจากการทรมาน เสียงร้องโหยหวนของเชลยชายทำให้ทนไม่ได้ ต้องเข้าไปช่วยแก้มัดเชลยชายไม่ยอมหนีไปกับสไบ แต่ขออยู่ฆ่าทหารอังวะ ล้างแค้นให้เพื่อนร่วมหมู่บ้านที่ถูกฆ่าอย่างโหดร้าย

“น้องสาวรีบไป ลัดป่าขึ้นไปทางเหนือ อย่าเลาะลงไปตามน้ำ พวกมันจะจับได้”

“ฉันจะกลับไปบอกพ่อว่าทหารอังวะมีมากมายสุดลูกหูลูกตา เราต้องรวบรวมคนไล่มันออกไป”

เชลยชายไม่ทันตอบกระไรก็ต้องลุกขึ้นสู้ เมื่อทหารอังวะนับสิบซึ่งไล่ตามสไบมาเจอเข้า คนงามแห่งบ้านสามโก้วิ่งหนีไม่คิดชีวิตอีกรอบ น้ำตาไหลไม่หยุดเมื่อเห็นภาพสุดท้าย ที่เหล่าเชลยไทยถูกฆ่าตายไม่เหลือ

สไบหนีทหารอังวะอีกสองสามคนที่เหลือเข้าไปในป่าลึก และเกือบถูกจับข่มเหงอยู่แล้ว ถ้าใจไม่มาช่วยเสียก่อน พรานหนุ่มใช้วิชาต่อสู้ที่มีจัดการทหารอังวะอย่างง่ายดาย แต่ก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นสไบกลัวจนเป็นลมไปแล้ว!

เวลาเดียวกันที่ชายป่าบ้านคำหยาด...สังข์กำลังกะหยิ่มใจ ที่กวาดต้อนครอบครัวทัพกับเฟื่องไปกรุงศรีฯได้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้น ขาบก็ไม่วางใจ เพราะเชื่อว่าทัพต้องรู้ตัวและตามมาช่วยแน่ แต่สังข์ไม่ยี่หระเลย

“ต่อให้ติดปีก ก็ตามไม่ทันหรอก กว่ามันจะรู้ตัว พวกเราก็พ้นคำหยาดไปแล้ว”

แต่ที่พวกสังข์ไม่รู้ คือแฟงวิ่งโร่ไปฟ้องทัพทันทีที่พวกสังข์พ้นบริเวณเรือน เช่นเดียวกับทัพ ที่กลับมาหาแม่กับน้องแล้วไม่เห็นใครสักคน สองหนุ่มสาวมาเจอกันที่วัดคำหยาด แฟงรีบเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ทันที

“ฉันเห็นตอนไอ้ขาบมันบุกเข้ามาจับตัวพี่เฟื่องกับแม่ ฉันจะช่วยแต่พี่เฟื่องไม่ยอม แต่ทิ้งให้ฉันมาบอกพี่”

ทัพอยากจะไปช่วยแม่ น้องสาวและครอบครัวคนรัก แต่พรรคพวกอดีตทหารม้าก็รอความหวังจากเขา แฟงเห็นท่าทีลังเลของทัพเลยโมโห ตะบึงตะบอนใส่เพราะเข้าใจผิด คิดว่าเขาจะไม่ไปช่วยพี่สาว

“ทำไมถึงไม่บอกว่าจะไปช่วยพี่เฟื่อง ทำไมต้องคิดล่ะพี่ทัพ พี่เฟื่องเขารอให้พี่ไปช่วย หรือพี่กลัวคมดาบไอ้สังข์ไอ้ขาบ” ทัพพยายามบอกให้เธอฟังเขา แต่แฟงร้อนใจ แหวกลับ “รู้หรือเปล่าฉันมุ่งมาหาพี่ หวังว่าพี่จะมุ่งไปช่วยพี่เฟื่องกับแม่ ไม่ใช่มายืนคิดลังเล พี่ฟักก็เหมือนกัน จะมัวยืนบื้อใบ้ฟังคนเก่งแต่ปากอย่างพี่ทัพอยู่ได้ ถ้าตาขาวกันนัก ฉันจะไปช่วยพี่เฟื่องกับแม่เอง...ฉันไปเอง”

แฟงวิ่งพรวดพราดออกไปด้วยความน้อยใจตามประสาเด็ก ฟักจะตาม แต่ทัพอาสาไปเอง แฟงเห็นทัพตามมาก็ยิ่งเร่งฝีเท้า แต่ก็สู้แรงชายไม่ได้ ถูกเขารวบตัวไว้ และบังคับให้ฟังสิ่งที่เขาพูด

“งั้นมึงเอาดาบฟันกูซะ ถ้าคิดว่ากูขลาด ไม่ไปตามแม่กับจวง จะได้ไม่ต้องมีคนไปช่วยเฟื่องกับน้าเฟี้ยม”

แฟงงอนไม่เลิก แหวกลับ “พี่อย่ามาท้าฉัน”

“กูไม่ได้ท้าอีแฟง กูต้องไปช่วยอยู่แล้ว แต่ความใจร้อน เจ้าแง่แสนงอนของมึง จะทำให้ทุกอย่างพัง”

“พังยังไง ฉันสู้วิ่งบุกป่าฝ่าดงมาบอก แทนที่จะเห็นพี่ควบอ้ายเลาออกไป พี่กลับมาคิดว่าจะไปกระทุ่มด่าน หรือจะไปช่วยพี่เฟื่องดี ทุกนาทีที่พี่หยุดคิด มันหมายถึงชีวิตพี่เฟื่อง จวงกับแม่ของเรา”

“แล้วมึงรู้ไหม นาทีที่หยุดคิด กูคิดถึงชีวิตใครอีก บ้าง... ไม่ใช่ว่าไม่ห่วงเฟื่อง จวงกับแม่ทั้งสอง สำหรับกู...

เสียเฟื่องเหมือนเสียชีวิต แต่กูกับหมู่เคลิ้ม แล้วสมัครพรรคพวกที่มึงเห็น วางแผนไว้แล้วว่าจะไปกระทุ่มด่าน ระหว่างทางเจอค่ายทหารอังวะที่ใด เราจะปล้นค่ายมัน ฆ่าตัดกำลังมันให้สิ้น ทางไปกรุงศรีกับกระทุ่มด่านมันคนละทาง”

แฟงหน้าเสีย เมื่อเห็นว่าเขาพูดมีเหตุผลทุกอย่าง ทัพยังไม่หายโมโห แต่ก็พยายามข่มไว้

“เฟื่องเป็นหัวใจของกู แต่พวกหมู่เคลิ้มก็เป็นมิตรร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน จะไม่ให้กูหยุดคิดสักนิดหรือว่าควรทำยังไง ถึงจะรักษาคนที่กูรักและไม่เสียมิตรไปด้วย ไม่งั้นกูคงเป็นคนเห็นแก่ตัว เห็นความรักสำคัญมากกว่าส่วนรวม”

“รีบคิดเถอะพี่ทัพ ฉันกลัวเราจะตามขบวนทหารกรุงไม่ทัน”

ท่าทางอ่อนลงของแฟง ทำให้ทัพผ่อนความตึงเครียดลงบ้าง แต่ก็ยังไม่หายเคืองนัก สั่งเสียงเข้ม

“แฟง...เอ็งต้องทำตามที่พี่บอก อย่าเพิ่งขัดขืน อย่าเพิ่งคิดว่าพี่ไม่รักไม่ห่วงเฟื่อง ขอให้รู้...ใจพี่อยู่กับเฟื่องตลอดเวลา เอ็งต้องไปกับฟัก กับหมู่เคลิ้ม ไปรอพี่ที่กระทุ่มด่าน พี่จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังว่าเอ็งจะไม่ปลอดภัย พี่สาบาน ว่าจะเอาตัวเฟื่อง จวงและแม่ของพวกเรากลับมาให้ได้!”

ooooooo

เฟื่องกับจวงอดทนรอทัพมาช่วยอย่างมีความหวัง แต่รอแล้วรอเล่าอยู่หลายเพลา อดีตทหารกล้าก็ไม่มาเสียที อย่ากระนั้นเลย...สองสาวกลัวขบวนของสังข์จะไปไกล เลยตัดสินใจช่วยกันถ่วงเวลา

ขาบใจอ่อนให้แก่เสียงออดอ้อนของเฟื่องเหมือนเคย แต่สังข์กลับไม่หลงกลท่าทีอ่อนหวานของจวง แม้จะยอมให้หยุดขบวนเพื่อพักกินน้ำ แต่ก็อดขู่ไม่ได้ เมื่อสองสาวขอให้แก้มัดเชือกด้วย

“ถ้าคิดจะหนี ก็ไม่เกินทุ่งนี้หรอก เจอทัพอังวะจับไป สวยๆอย่างนี้คงพาไปไม่ถึงค่ายใหญ่ เห็นมานักต่อนักแล้ว นอนเป็นผีริมป่า เสื้อผ้าถูกฉีกทิ้ง ไม่มีติดตัวสักชิ้น”

ข่าวคราวที่เคยได้ยินมา และความหวาดกลัวที่มีอยู่แล้ว ทำให้คำขู่ของสังข์ได้ผลเกินคาด สองสาวนั่งขดตัวสั่น ไม่กล้าสบตาสองหนุ่มอดีตเพื่อนรักของทัพอีกเลย ขาบสงสาร ขยับม้าไปใกล้สังข์ อาสาจะเฝ้าไว้เอง สังข์แสยะยิ้ม

“อย่าให้หลุดมือไปได้ ข้าล่ะอยากจะกอดนังจวงนัก กอดแน่นๆให้ไอ้ทัพเกลอข้ามันกระอักเลือดตาย!”

ขณะที่พวกสังข์หมายมาดจะจับตัวทัพส่งทางการ หวังรางวัลใหญ่และการเลื่อนยศ ทัพยังอยู่ที่กุฏิพระเที่ยงจนเช้าของวันต่อมา พร้อมประกาศกร้าวต่อหน้าสมัคร พรรคพวกทุกคนว่าจะรบและต่อสู้ข้าศึกเพื่อแผ่นดินไทย

“พี่น้องทุกคนจงฟัง ข้าชื่อไอ้ทัพ คนบ้านคำหยาด ข้าแลพวกเราทุกคนตรงนี้ล้วนแต่มีผิด ผิดที่ไม่ก้มหัวให้ผู้นำทหารเลว ตอนนี้...เราได้ชื่อว่าเป็นหัวอกอันหนึ่งอันเดียว และจะร่วมทำการกันต่อไป พวกเอ็งเลือกข้าเป็นหัวหน้า ข้าก็จะขอร่วมตายทุกมื้อ แผลเดียวของพวกเราคนหนึ่งที่ถูกฟันจากมืออื่น แผลนั้นจะเสมือนเป็นแผลข้าถูกฟันเหมือนกัน”

พวกฟักมองมาด้วยความศรัทธาและนับถือ เช่นเดียวกับแฟงที่มองว่าที่พี่เขยเป็นคนกล้าแห่งบ้านคำหยาด

“ฟังเถอะพี่น้องข้าทุกคน ข้าขอประกาศว่าแต่เดี๋ยวนี้ไป เราคือกองโจร โจรที่จะหาใส่ปากใส่ท้องชั่วมื้อหนึ่ง โจรที่จะปล้นกองทัพศัตรูที่มารุกรานบ้านเกิด ไม่ใช่โจรที่จะปล้นคนไทยด้วยกันเอง เมื่อใครไม่เห็นงาม เมื่อใครใดคนหนึ่งไม่เห็นชอบ หรือว่าพวกเราคนใดไม่เชื่อฝีมือข้า ก็จงฟันข้าเสียเถอะ”

พวกฟักขันอาสา สาบานจะร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ทัพไปทุกที่ จนกว่าจะตายจากกัน พระเที่ยงมองมาด้วยแววตาสงบ แต่ก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ทัพกวาดตามองรอบๆ ฮึกเหิมและมีกำลังใจมากโข จะออกรบเพื่อแผ่นดิน

ทัพก้มกราบหลวงพ่อ ก่อนจะแยกไปขี่อ้ายเลาม้าคู่ใจเพื่อไปช่วยครอบครัวและคนรัก ส่วนพวกฟักจะแยกไปอีกทาง มุ่งหน้าสู่กระทุ่มด่านตามที่วางแผนไว้แต่แรกเพื่อส่งแฟงให้ปลอดภัย แล้วจึงแยกย้ายไปดักปล้นข้าศึกอังวะ แต่ถึงกระนั้น...ฟักก็อดห่วงไม่ได้ อยากตามไปช่วย แต่ทัพไม่ยอม

“ลำพังไอ้สังข์ ไอ้ขาบ พี่คงไม่ฆ่าให้ตาย แต่จะสั่งสอนให้มันรู้ ว่าอย่าเอาอำนาจ เอายศมากดหัวคนอื่น ดาบของเรามีไว้ฆ่าศัตรู ไม่ใช่หันคมเข้าหาคนไทยกันเอง”

ทุกคนเห็นด้วย ศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวทัพเต็มที่ ว่าจะนำครอบครัวและคนรักกลับมาได้แน่

เช้าวันเดียวกันที่ป่าริมหนองน้ำทางไปกรุงศรีฯ... ขาบพยายามทำดีกับเฟื่อง ด้วยการหาหมากพลูให้เฟี้ยม เฟื่องไม่รับ แถมค่อนแคะแดกดัน ว่าเขาบังคับขู่เข็ญให้พวกเธอออกจากบ้านคำหยาด โดยไม่มีอะไรติดตัวสักชิ้น

“พี่รู้ว่าเอ็งไม่เต็มใจ แต่อีกไม่นานข้าวในทุ่งคำหยาดทั้งหมดจะกลายเป็นเสบียงทหารอังวะ อยู่ไปก็ตายเปล่า”

“ฉันก็ยังดีใจ...ที่ได้ตายกับคนที่ฉันรัก”

ขาบช้ำใจมาก เมื่อเห็นเฟื่องยึดมั่นในรักที่มีต่อทัพ จวงกลัวเสียเรื่อง เลยพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย แต่สังข์ก็ไม่หลงกลเช่นเคย รู้ดีว่าสองสาวพยายามถ่วงเวลา เพราะอยากให้ทัพตามมาช่วยทัน

“ป่านนี้ยังไม่เห็นหัว มันจะกล้าตามมาตะลุยกับทหารกรุงศรีก็เอา แล้วอย่าหาพี่ใจร้าย”

“พี่กับพี่ทัพเป็นเกลอรักกันมา ทำไมต้องมาฟาดฟันกันให้ตายไปข้างด้วยเรื่องผู้หญิงอย่างฉัน”

“เอ็งเข้าใจผิดแล้วจวง ไม่ใช่เรื่องเอ็งที่ทำให้ข้ากับไอ้ทัพผิดใจกัน ผู้หญิงคนเดียวทำให้เพื่อนแตกกันไม่ได้ ไอ้ทัพมันโง่ ไม่ยอมก้มหัวให้เจ้านาย ถึงไม่มีความเจริญก้าวหน้า พี่ชายเอ็งมันต้องเป็นโจรเพราะสัตย์ซื่อเกินไป”

จวงไม่เชื่อ มั่นใจมากว่าพี่ชายต้องมา เช่นเดียวกับเฟื่อง ซึ่งโกรธมากที่สังข์ขู่จะฆ่าคนรักถ้ากล้ามา

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 2 วันที่ 3 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศตอนแรกในวันอังคารที่ 6 ม.ค.58
ที่มา ไทยรัฐ