อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 4/4 วันที่ 10 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 4/4 วันที่ 10 ม.ค. 58

ใจมองจ้องสไบ สไบรู้สึกว่าตัวเองพูดผิดไปเพราะสายตาคมๆของใจที่มองมา ก็รีบแก้
"ไม่อยากอยู่กับพวกเรา ที่นี่เหรอจ๊ะ"
"อยากอยู่สิ อยากอยู่ใกล้ๆ แต่ก็ต้องไป"

ใจทอดเสียงอย่างมีความหมาย แต่ก็ไม่พูดอะไรมากกว่านั้น สไบมองใจด้วยสายตาซาบซึ้งใจ
"ครอบครัวฉันทุกคนเป็นหนี้ชีวิตพี่ใจ"


"พี่เต็มใจช่วย อย่าถือเป็นบุญคุณอะไร"
"ไม่ได้หรอกจ้ะ พี่ใจเสี่ยงชีวิตช่วยฉัน ช่วยพ่อ ช่วยพี่ดอกรัก ชาตินี้จนตาย ไม่ว่าจะเกิดอะไร... ฉันก็จะไม่มีวันลืมบุญคุณของพี่"
"สไบจะไม่ลืมพี่ใช่มั้ย"
สไบเขินจนแก้มแดงเมื่อได้ยินคำถาม
สายตาใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้น อยากรู้คำตอบของสไบ
"จ้ะ ไม่ลืม อยู่ที่ไหน ก็ไม่ลืม ฉันจะรักนับถือพี่เหมือนพี่ชายคนหนึ่ง"
"ถึงเป็นแค่พี่ชาย พี่ก็เต็มใจ ขอแค่ให้พี่อยู่ในใจสไบตลอดไปเท่านั้น"
สไบยิ้มให้อย่างจริงใจ
"ฉันจะมาเก็บสายบัวไปแกง พี่ใจช่วยฉันหน่อยได้ไม๊"
ใจยิ้มให้สไบอย่างชื่นใจ ใจที่เดินลงไปในบึง สไบมองอยู่ริมบึง ใจเดินไปหักบัวดอกสวย ลุยน้ำกลับมายื่นดอกบัวให้สไบ
สไบมองใจที่ยื่นบัวดอกสวยให้ด้วยรอยยิ้มสดใส
แล้วใจก็ลงไปเก็บสายบัวอีก ชั่วครู่ ก็หอบบัวสายมาเต็มแขน ลุยโคลนขึ้นมา ยืนตรงหน้าสไบ
สไบมองเห็นโคลนที่ติดปลายจมูกใจ ก็เอื้อมมือไปปัดโคลนออก ทั้งคู่สบตากัน สไบหลบตาด้วยความอาย แล้วทั้งคู่ก็เดินคู่กันในแดดยามเย็น สีทองเป็นประกายสวยงาม

ภายในครัว ไอจากหม้อข้าวที่กำลังเดือดกรุ่นลอยในอากาศ เฟื่องตักเม็ดข้าวขึ้นมาดูว่าสุกหรือยัง แฟงโขลกน้ำพริกเสียงดังลั่นอยู่อีกมุม จวงกำลังเลือกผักสดจัดลงในจาน สไบหอบสายบัวเข้าครัวมา แฟงมอง
"วันนี้มีของอร่อย ลาภปากซะแล้วนังแฟงเอ้ย .... ต้มสายบัวจิ้มน้ำพริก ขอบน้ำใจนะพี่สไบ"
"ฉันไม่ได้ลงไปเก็บหรอกจ้ะ"
แฟงหยุดตำน้ำพริกทันที หรี่ตามองสไบที่อมยิ้มในหน้าตลอดเวลา
เฟื่องกับจวงก็หันมามองสไบ
"เอ...สงสัยสายบัววันนี้จะหวานยิ่งกว่าอ้อยเสียล่ะมั้ง"
"พูดไปเรื่อยน่ะ แฟง จะกินหรือไม่กิน"
"กินสิ ... แต่ก่อนกิน อยากรู้ว่าใครนะลงไปช่วยพี่สไบเก็บสายบัว"
สไบอมยิ้มไม่ตอบ แฟงแกล้งยั่ว
"ใครนะช่างเอาใจ เก็บสายบัวมาซะหอบใหญ่"
"ไม่เอาละ ฉันไม่คุยด้วยแล้ว"
สไบลุกขึ้นไปทางเฟื่อง
"ฉันช่วยนะจ๊ะ พี่เฟื่อง"
แฟงรีบลุกตามทันที
"ไม่ต้องไปช่วยพี่เฟื่องเค้าหรอก หุงข้าวง่ายๆแค่นี้ พี่เฟื่องเค้าไม่ต้องมีลูกมือ พี่สไบมาช่วยฉันทำต้มสายบัวดีกว่า สายบัวหว้านหวาน ไม่ต้องใส่น้ำตาล"
"นั่นสิ สไบ... สายบัววันนี้คงหวานชื่นใจ" เฟื่องว่า
"พี่เฟื่อง อย่าล้อฉันเลย"
"พี่ชายคนไหนนะที่ช่วยเก็บสายบัวให้"
"จวง"

สไบยิ่งเขินเมื่อถูกล้อจากทั้งสามคน ใจยืนหลบฟังอยู่ อมยิ้ม
ในป่า ทัพฟื้นไข้กำลังหยิบข้าวในห่อใบตองบนพื้นเปิบเข้าปาก เช่นเดียวกับทุกคนที่ล้อมวงกินข้าวบนห่อใบตองที่วางบนพื้นกลางป่า ฟักเลื่อนปลาให้ตรงหน้าทัพ

"พี่ทัพกินเยอะๆ ฟื้นไข้คราวนี้จะได้มีแรง"
ทัพมองปลาปิ้งแห้งที่ฟักเลื่อนมาวางตรงหน้าแล้วสะท้อนใจ
"เอ็งกินเถอะ ฟัก"
ทุกคนมองทัพที่ไม่ยอมกินปลาที่มีเพียงตัวเดียว ทัพยิ้ม ถึงจะเป็นยิ้มอ่อนแรง แต่ก็มาจากใจ
"พวกเอ็งกินปลาตัวนี้เถิด ข้าคนป่วย กินอะไรก็ไม่รู้รสอร่อย แค่ข้าวเปล่า นี่ก็อิ่มแล้ว"
"พี่ทัพกินเถอะ พวกฉันสบายดี กินข้าวนี่แหละ มีแรงพอแล้ว" เคลิ้มบอก
เคลิ้มเปิบข้าวเปล่าต่อ ท่าทางอร่อย ช่วงกลืนน้ำลายมองปลา แต่ไม่กล้ากิน รีบก้มกินข้าวเปล่า
ทัพมองเห็นใจทุกคนที่ยอมกินข้าวเปล่า
"ข้ากินปลาตัวนี้ไม่ลงจริงๆ"
ทัพแววตาตื้นตัน เอิบเอื้อมมือไปหยิบปลา เคลิ้มดุขึ้นทันที
"ไอ้เอิบ"
เอิบไม่สนใจ ฉีกปลาแล้วคลุกลงในข้าวกลางวง ทุกคนมอง
"นี่ไง..ได้กินทุกคน"
เอิบยิ้มกว้างเห็นฟันดำเพราะกินหมาก
"มีน้อย กินน้อย แต่อิ่มนาน"
ทุกคนยิ้มให้กันด้วยความซึ้งใจ ผูกพันกันเหมือนพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ทุกคนที่ล้อมวงกันกินข้าว ใบหน้าทัพมีแต่รอยยิ้ม
ชายฉกรรจ์ทหารหมู่เคลิ้มคนหนึ่งวิ่งเข้ามากระหืดกระหอบ
"พี่เคลิ้มๆๆ ฉันเห็นพวกอังวะมันมาตั้งกองอยู่ชายป่ากระทุ่มด่านนี่แล้ว"
ทุกคนละมือจากข้าวทันที ลุกขึ้น แววตาเด็ดเดี่ยว
"มันมาให้เรากุดหัวถึงที่"
"พี่ทัพไม่ต้องไปหรอก ปล่อยพวกฉันเอง" ฟักบอก
"ไม่ได้"
ทัพเอ่ยขึ้นมองทุกคน ถึงสีหน้าจะยังขาวซีดเพราะฟื้นไข้ แต่แววตาทัพแข็งกร้าว ไม่อ่อนลงเลย
"อย่าถือว่าข้าเป็นคนป่วย ขอให้ได้ฟันพวกมันให้แหลกยับไปสักสิบ ยี่สิบคน ถึงต้องจับไข้อีก ข้าก็คงหายเร็วที่ได้ขับไล่ข้าศึกปล้นบ้านปล้นเมืองออกไปจากแผ่นดิน"
ทัพยิ้มให้กับทุกคนอย่างไม่เกรงกลัวใดใด

ในเวลาต่อมา ทหารอังวะถูกฟันลงกลางอกล้มคว่ำขาดใจตาย แล้วกวาดต้อนกองเกวียนเสบียมา
เอิบถีบทหารล้ม ช่วงเข้ามาฟันลงกลางหลัง ฟักกับหมู่เคลิ้มที่หันหลังชนกัน ฝีดาบทั้งคู่ว่องไว กระหน่ำฟันแทงข้าศึกล้มลงนับไม่ถ้วน
ทหารอังวะล้อมทัพอยู่ 5 คน ทัพถือดาบคู่สองมือ ใช้ฝีมือดาบอาทมาฏบุกทะลวงฟันข้าศึกล้มตายในเวลารวดเร็ว
หีบสมบัติที่พวกอังวะปล้นมาร่วงตกจากเกวียนแตกกระจาย
กลุ่มทัพฟันสู้กับทหารอังวะอย่างดุเดือด เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยเลือดและเหงื่อ แต่สีหน้าทุกคนยินดี ภูมิใจอย่างยิ่ง

สังข์ที่นอนหลับอยู่ ที่เรือน ในความฝันนั้นสังข์ที่เห็นทัพเลือดไหลเต็มตัว มองตรงมา ฟ้าแลบแปลบปลาบ เห็นทัพเลือดไหลเต็มตัว มองจ้องสังข์กับขาบ
"กูจะได้จำไว้ว่ากูถูกเกลอทรยศ เพราะเห็นแก่ลาภยศ ความเป็นใหญ่ ลาภ ยศ อำนาจ มันบังตาพวกมึงจนไม่เห็นแก่ความสัตย์ซื่อใดใดแล้ว"
สังข์ลุกเฮือกขึ้น เหงื่อเต็มหน้า
"ไอ้ทัพ"
ขาบที่นอนอยู่ห่างไป สะดุ้งตื่นขึ้นมามอง
"มีอะไรหรือนายกอง"
"ไอ้ทัพ"
ขาบหยิบดาบ ระแวงขึ้นทันที
"ไอ้ทัพ มันตามเรามาทันแล้วหรือ"
สังข์มองขาบด้วยความไม่พอใจทันที
"ไอ้ปอดแหก แค่ได้ยินชื่อมัน ขี้ก็ขึ้นสมองเอ็งแล้วหรือ ไอ้หมู่ขาบ"
"หรือนายกองไม่เกรงไอ้ทัพ"
สังข์ถีบเข้ากลางอก ขาบกระเด็นกลิ้งไปทันที
"ข้าไม่เคยกลัวไอ้ทัพ อย่าพูดให้ข้าได้ยินอีกว่า ลูกน้องข้ามันขี้ขลาด กลัวกระทั่งไอ้ขบถชั่ว"
ขาบลุกขึ้น จับกลางอกที่เพิ่งถูกถีบ
"ขบถชั่วคนนั่นมันคือเกลอบ้านเดียวกับเรา"
"ข้าเลิกนับมันเป็นเกลอแล้ว"
"ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่นายกองเลิกนับไอ้ทัพเป็นเกลอ"
สังข์เหลียวมองขาบตาวับด้วยความโกรธ ขาบเอ่ยถามขึ้นเสียงเรียบ แต่เหมือนยิ่งจี้จุด
"ตอนที่ได้ดิบได้ดีเป็นนายกอง แล้วมองไม่เห็นหัวเกลอที่เคยวิ่งเล่นกันมาใช่มั้ย"
สังข์ชักดาบออกมาทันที
"เอ็งกล้ากับข้าหรือไอ้หมู่ขาบ"
"ผู้น้อยอย่างฉันไม่กล้ากำเริบกับนายกองหรอก ที่ถามก็ถามอย่างเกลอกัน ไอ้ขาบ ถามอย่างเกลอ หรือเอ็งจะลืมว่าเราเคยเป็นเกลอกันมาสามคนฮะ ไอ้สังข์"
"ไอ้ขาบ"
แววตาขาบไม่เกรงกลัวสังข์เหมือนที่ผ่านมา แต่เต็มไปด้วยความสำนึกบางอย่าง
"ที่ไอ้ทัพมันไว้ชีวิตเรา เพราะเห็นแก่ความเป็นเกลอกันอย่างเดียว แต่เราไล่เอาชีวิตมัน ชี้หน้าว่ามันเป็นขบถ เราต้องตามฆ่าทุกคนที่ไม่เชื่อเรา แม้จะเป็นคนไทยด้วยกันอย่างนั้นหรือ"
"ไอ้ขาบเอ็งพูดแบบนี้ ข้าตัดหัวเอ็งเสียประจานฐานเป็นขบถอีกคนได้เลยนะ"
"ข้าศึกแห่กันมายิ่งกว่าน้ำหลากแบบนี้ ถึงไม่ตายด้วยดาบนายกอง ก็คงต้องตายด้วยดาบข้าศึกอยู่ดี"
สังข์กำดาบมือสั่นเมื่อเห็นว่าที่ขาบพูดเป็นความจริง
"มึงอย่าท้ากูนะ"
"ข้าไม่ได้ท้า ข้าพูดความจริง ให้ตายเพราะรบกับข้าศึกยังดีกว่ามารบกับคนแผ่นดินเดียวกัน"
ขาบมองสังข์ แววตาจริงจัง ครุ่นคิด
"ให้คอหลุดจากบ่าเพราะรบจนตัวตาย ก็ยังดีกว่ามาตายเพราะไล่ฆ่าฟันคนที่เคยเป็นเกลอร่วมน้ำสาบานกันมา"
สังข์กำดาบแน่น ฟันฉับไปตรงหน้าเกือบโดนขาบ เสียงดาบแหวกอากาศ ฟังน่าหวาดเสียว
"พอ...หยุดได้แล้ว มึงจะลำเลิกความหลังมันไปถึงไหน"

ขาบนิ่งจ้องมองสังข์อย่างไม่กระพริบตา จนสังข์ละอายใจ
ทัพเดินเข้ามา พร้อมกับพรรคพวก กำนันพันกำลังนั่งคุยกับผู้ใหญ่แสงหันมามอง

"ไอ้ทัพ"
ทัพกับพวกทั้งหมดถือห่อสมบัติมานั่งลง ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคน
"ฉันไหว้อาจ้ะ"
ฟักเอาห่อผ้ายื่นมาวางตรงหน้าอาพัน
"อะไร"
"อาเปิดดูเถอะจ้ะ"
กำนันพัน มองหน้าพ่อใหญ่แสงมองหน้ากันแล้วมองพวกทัพ ก่อนจะเปิดห่อผ้าออก...เห็นกำไลทอง มีสายสร้อยเงิน แหวนพลอยเม็ดใหญ่ ทองหลายเส้นที่อยู่ในห่อผ้านั้น
"ไอ้ทัพ นี่เอ็งกับพวกไปปล้นใครมา" กำนันพันถาม
"แก้วแหวนเงินทองนี่ของคนไทยใช่มั้ย" ผู้ใหญ่แสงถาม
"จ้ะ ของคนไทย" ทัพยอมรับ
"ออกไป ออกไปให้พ้นเรือนข้า ข้าไม่ต้อนรับพวกโจร บ้านเมืองเดือดร้อน จะฉิบหายวายวอดเพราะศึกนอกมาประชิด พวกเอ็งยังมาซ้ำเติมปล้นคนไทยด้วยกันเอง ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือไงพวกมึงนี่ หรือว่าข้าวของเงินทอง ความโลภกระหายหิวมันบังตาจนไม่มีวิธีสัตย์ซื่อหากิน ต้องเป็นโจรลักกินขโมยกินสูบเลือดพี่น้องไทยด้วยกัน"

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 4/4 วันที่ 10 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศตอนแรกในวันอังคารที่ 6 ม.ค.58
ที่มา ไทยรัฐ