อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 7/2 วันที่ 13 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 7/2 วันที่ 13 ม.ค. 58

เฟื่องที่นั่งมองพระจันทร์ลอยเด่น ขาบเดินเข้ามาในกระท่อม เฟื่องสะดุ้ง ขาบมองแล้วปิดประตูกระท่อม
เฟื่องถอยไปนั่งห่างด้วยสัญชาติญาณผู้หญิง ขาบเดินมาใกล้
"กลัวข้ามากหรือ เฟื่อง"

เฟื่องใจดีสู้เสือ
"ฉันรู้ว่าพี่ขาบเป็นคนดี"
"บางทีข้าก็ไม่อยากเป็นคนดี"


ขาบวางดาบลงอย่างแรง เฟื่องไม่สบายใจ ขยับถอย
"เรือนเล็กแค่นี้ เอ็งจะหนีแค่ไหน ก็ไม่พ้นมือข้าหรอก"
เฟื่องสะดุ้ง ลุกพรวด ระวังตัว ขาบเข้ามาใกล้ เฟื่องเตรียมกระโจนวิ่งไปที่ประตู ขาบขวางไว้ เฟื่องชนเข้าในอกขาบอย่างแรง ขาบจับไหล่ เฟื่องดิ้นทันที
"อย่านะพี่ขาบ .. พี่สัญญาแล้วว่าจะไม่ข่มเหงฉัน"
ขาบที่มองเฟื่องเต็มไปด้วยความรัก ความเสน่หา
"พี่สัญญาแล้วว่าจะให้ฉันกลับไปหาพี่ทัพ"
ขาบพอได้ยินแบบนี้ แววตาก็เปลี่ยนเป็นกระด้างขึ้นทันที
"ลมหายใจเอ็ง หัวใจเอ็งไม่เคยมีให้ใครอื่น นอกจากไอ้ทัพบ้างเลยหรือ เฟื่อง สายตาเอ็งไม่เคยมองเห็นหัวใจของคนที่รักเอ็งบ้างเลยหรือ"

เฟื่องอึ้งมองขาบด้วยความกลัว
ฝ่ายสังข์เมามายกำลังเดินเข้าหา จวงน้ำหูน้ำตาร่วง ไม่รู้จะหนีได้ยังไง สังข์จับไหล่ ยื่นหน้าจนชิด

"จะร้องไห้ไปทำไมล่ะ จวง"
"อย่าทำอะไรฉันเลย นายกอง"
"หื้อ...เรียกนายกองทำไม เรียกผัวสิ .. ผัวจ๋า"
สังข์ยื่นมาซุกไซร้ จวงหลบหน้าหนี สะอื้นออกมา สังข์ชะงัก
"เอ็งจะร้องทำไม จวง"
จวงเอาแต่สะอื้น สังข์โมโห เหวี่ยงจวงลงไปที่แคร่ จวงถอยหนี สังข์โผพุ่งเข้าไปชิด
"ร้องไป ก็ไม่มีใครมาช่วยเอ็งได้หรอกจวง เมียรัก"
จวงเบือนหน้าหนีสังข์ที่ใบหน้าอยู่ห่างแค่คืบ

ขาบดึงไหล่เฟื่องเข้ามาชิด
"บอกสิว่าเอ็งไม่เคยเห็นใครดีกว่าไอ้ทัพ"
"พี่ขาบ .. อย่าทำอะไรฉันเลย"
"ทำไมข้าต้องรักษาเอ็งไว้ให้คนอื่นมาเชยชม"
"พี่สัญญากับฉันแล้วนะ"
เฟื่องเสียงแข็ง ถึงกลัวแค่ไหนก็พยายามให้เหตุผลเตือนสติขาบ
"เอ็งรู้จักผู้ชายน้อยไปเฟื่อง ต่อให้เป็นไอ้ทัพ คนดีของเอ็งมาอยู่แบบข้า มันก็คงไม่คิดจะรักษาสัญญา"
เฟื่องเริ่มไม่แน่ใจ แววตาขาบมีแต่ความปรารถนาจนเฟื่องหวั่นใจ
"หรือพี่อยากจะเป็นคนไม่รักษาสัตย์ หรือพี่อยากจะให้ฉันเกลียดพี่ไปจนวันตาย"
"ไม่เป็นไรหรอก เฟื่องถ้าเอ็งจะเกลียด ก็ในเมื่อทำยังไงเอ็งก็ไม่วันรักข้าอยู่แล้ว"
ขาบมองจ้องเฟื่องที่แววตาหวาดกลัวขึ้นมาเมื่อเห็นความปรารถนาของขาบที่กำลังจะทำลายสัญญา

สังข์กดไหล่จวงลงไปกับแคร่ ก้มลงซุกไซร้ จวงสะอื้น
"หยุดร้อง"
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ จวงสะอื้นแรง สังข์ออกอาการโมโห
"เอ็งจะร้องทำไมจวง ข้าผัวเอ็ง ไม่ใช่โจรห้าร้อยที่ไหน"
สังข์ไม่สนใจ ก้มลงจะจูบต่อ
เสียงทุบประตูดัง สังข์ตะโกนออกไป
"ใคร"
เสียงทุบประตูดังไม่หยุด สังข์หงุดหงิด ผละจากจวงที่รีบลุกขึ้นทันที สังข์กระชากประตูเปิดออก
"อะไรวะ"
ทหารกรุงศรีอยุธยายืนทุบประตูอยู่ สังข์มองผ่านคนมาทุบประตูไปถึงกับชะงัก
หมื่นศรีสรรักษ์ยืนเด่นอยู่ที่ชานเรือน มีทหารคุ้มกันอยู่ 2 นาย
"คุณพระนาย"
จวงมองเห็นสังข์ทรุดลงคุกเข่าพนมมือต่อหน้าจมื่นศรีฯที่มาพร้อมกับทหาร

บริเวณวัดร้างสะแกโทรม เฟื่องกับจวงยืนอยู่ห่าง กำลังมองไปที่เรือนหลังหนึ่ง เห็นสังข์ ขาบกำลังประชุมอยู่กับจมื่นศรีฯ หรือเรียกตามคำสามัญว่า "คุณพระนาย" ทหารของคุณพระนายเฝ้าอยู่รอบๆ
คุณพระนายบอก
"เราเห็นจะไม่จำเป็นต้องพาครัวพวกนี้เข้าไปในกำแพงกรุงศรีแล้ว"
"ทำไมละคุณพระนาย" สังข์ถาม
"ตอนนี้ในกำแพงกรุงศรีแน่นไปด้วยคน จนจะเหยียบกันตาย ปล่อยพวกนี้ไปเสีย ขนแต่เสบียงเข้าไปก็พอ"
ขาบตกใจ รีบแย้ง
"แต่คนพวกนี้มันคนบ้านเดียวกับกระผมนะขอรับ กระผมจะทิ้งพวกเขาได้ยังไง"
"ไอ้ขาบ มึงอย่าเพิ่งสอด"
ขาบจึงต้องเงียบ
"ขอกระผมพาเข้าไปเถอะ กระผมจะดูแลเขาเอง ข้าวปลาพวกนี้กระผมจะขอแบ่ง ไว้พอกินแค่ช่วงน้ำหลากเท่านั้น พอพวกอังวะถอยทัพ กระผมก็จะรีบพาเขากลับคำหยาด"
"ฉันเตือนพวกแกแล้วนะ ถ้าเข้าไปแล้วอดตาย อย่ามาแย่งข้าวคนอื่นกินให้ข้าเห็นแล้วกัน"
เฟื่องกับจวงนั่งมองอยู่ไกลๆไม่ได้ยินเสียง
"คุณพระนายมาถึงกลางดึกอย่างนี้ ต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก"
"เราคงต้องอพยพต่อแล้วใช่มั้ย พี่เฟื่อง"
เฟื่องกับจวงมองหน้ากันด้วยสายตาสลด
"เข้าไปอยู่กรุงศรี แล้วเมื่อไหร่ถึงจะกลับมาเจอแม่ เจอพี่ทัพได้อีก" จวงบอก
"ไม่ต้องห่วงไปหรอก จวง พี่ทัพ..เค้ามีคนดูแลอยู่แล้ว"
"พี่ทัพไม่มีใคร นอกจากพี่เฟื่อง" จวงยืนยัน
"มีสิ"
"ใคร"
เฟื่องเงียบไป จวงมองแล้วถามขึ้น
"พี่ทัพเขาไม่สัตย์ซื่อเหมือนเก่า เขาเห็นนังม้าดีดกระโหลกดีกว่า"
"แฟงน่ะหรือ"
"ใช่"
"เป็นไปไม่ได้หรอก พี่เฟื่อง...พี่ทัพไม่ใช่คนใจโลเล พี่ทัพรักแต่พี่เฟื่อง"
"จวงไม่ได้เห็นอย่างที่พี่เห็น ถ้าใจพี่ทัพยังมั่นคง ป่านนี้พี่ทัพจะต้องตามมาช่วยเรา เหมือนครั้งก่อนแล้ว"
"พี่ทัพกำลังมา"

จวงเสียงยืนยัน เฟื่องมองสีหน้าไม่มั่นใจ
ฝ่ายทัพเงยหน้าพิงต้นไม้ มองพระจันทร์อย่างเหม่อลอย

"เฟื่อง.. ไม่ว่าเอ็งอยู่ที่ไหน ขอให้รู้ว่าพี่คิดถึงเอ็ง ห่วงเอ็งทุกลมหายใจ รักษาใจ รักษากายไว้นะ เฟื่อง อดทนไว้ พี่จะต้องไปรับเอ็งและทุกคนกลับมาให้ได้"
ทัพมองพระจันทร์ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม

จันทร์ดวงเดียวกันที่ลอยเด่นบนฟ้า เฟื่องมองเศร้า
"เมื่อไหร่กัน เมื่อไหร่ที่พี่ทัพจะมาถึง ถ้าหัวใจพี่ทัพอยู่ที่นี่ กายพี่ทัพจะต้องมาถึงแล้ว"
เฟื่องน้ำตาคลอด้วยความน้อยใจ จวงมอง
"นอกเสียจาก พี่ทัพหมดรัก หมดอาลัย ปล่อยให้หัวใจดวงนี้มีแต่ความหวัง หวังลมๆแล้งๆ ว่าจะได้พ้นไปจากอ้อมแขนของชายอื่น"
เฟื่องน้ำตาหยดลงมาด้วยความเศร้า มองเห็นขาบยังคุยอยู่กับสังข์และคุณพระนาย
คุณพระนายบอก
"ถ้าประตูกรุงศรีจะปิด ฉันจะส่งทหารมาแจ้งให้พวกเอ็งรู้ ยามศึกอย่างนี้เอ็งช่วยใครไม่ได้หรอก แต่ถ้าอยากเป็นภาระก็อย่าหาว่าข้าใจจืดใจดำก็แล้วกัน"
คุณพระนายและนายทหารเดินไปขึ้นม้าควบออกไป
สังข์ได้แต่ยืนมองด้วยความผิดหวัง
"คนที่มึงหวังได้ลาภยศจากเขานะ มันต้องเหลือเศษเหลือเดนเขาก่อน มันถึงจะกระเด็นมาโดนมึง ใครที่ไหนมันจะจริงใจเท่ากับคนบ้านเดียวกัน กูถึงยอมมึงทุกอย่าง"
ขาบไม่พอใจสังข์อย่างมาก เดินออกไป สังข์เสียใจสุดๆ แต่ยังไม่ยอมฟังเหตุผล เฟื่องทอดอาลัยไปไกลกับชะตากรรมของตัวเอง

วันใหม่ ตะวันตรงหัว ทัพเงยมอง สายตาพร่า ปากแห้งเพราะอดข้าว อดน้ำมาหลายมื้อ อ่อนแรง เห็นเสือปิ่นที่ยืนจังก้า
"แก้มัดมันออกซิ"
"อะไรกันพี่"
ชิดไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย
"ดูสภาพมัน .. จะตายอยู่แล้ว หนีไปได้สองสามก้าวก็คงหมดลม"
เสือปิ่นหัวเราะหยามๆ ไม่คิดกลัวอะไรกับสภาพทัพ ตรงข้ามกับชิดที่แววตาไม่พอใจ ลูกน้องเสือปิ่นเข้ามาปลดเชือกให้ ทัพแกล้งล้มลงกับพื้นอย่างหมดแรง
"เอาน้ำให้มันกิน อย่าให้มันตาย"
ลูกน้องชิดเอาน้ำมาเทกรอกปาก ทัพสำลักน้ำ ทุกคนมองหัวเราะ ยกเว้นชิดที่สีหน้าไม่พอใจ
"กินข้าวซะ ไอ้ทัพ ข้ายังไม่อยากให้เอ็งตาย"
เสือปิ่นหัวเราะ ทัพทำมอง เห็นลูกน้องเสือปิ่นเอาข้าวกับเนื้อในใบตองมาวางให้ ทัพทำเป็นรีบกินอย่างหิวโหย เสือปิ่นเดินห่างกลับไปคว้าเหล้าจากไหกินต่ออย่างมีความสุข
ชิดเดินกลับไปใกล้เสือปิ่น ทัพกินข้าวไป เหลือบมองสังเกตทุกอย่างรอบตัวเพื่อรอเวลาหนี

พระยารัตนาธิเบศร์นั่งเป็นประธานที่ประชุมในศาลาลูกขุน กรุงศรีอยุธยา คุณพระนายหมื่นศรีนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่หลายคน
พระยารัตนาธิเบศร์ถาม
"ทัพพระเจ้ากรุงอังวะตั้งค่ายล้อมกรุงเราไว้ทุกด้าน เราส่งกองทหารไปกี่ทัพก็พ่ายกลับมา น้ำเหนือก็กำลังหลาก ไม่เห็นทีท่าว่ามันจะถอยทัพอย่างที่พวกเราคิดเลย"
คุณพระนาย รีบทำหน้าขึงขัง เพื่อกลบเกลื่อนความกลัวภายใน
"พวกชาวบ้านที่ทัพอังวะผ่าน มันพากันเอาตัวรอด ยอมส่งเสบียงให้ข้าศึก ทำให้ข้าศึกมีกำลังเข้มแข็งขึ้น"
พระยาธรรมา กรมคลัง กล่าวว่า
"แต่ที่สายสืบข้าส่งมา แจ้งว่าทัพอังวะที่ยกมาทั้งสองทัพมีเป็นแสน และมันคิดจะตั้งค่ายข้ามฤดูฝน จึงต้องการเสบียงอาหารจำนวนมาก แต่ชาวบ้านไม่ยอมมันจึงทั้งปล้น ฆ่า เผาหมู่บ้าน ข่มขู่สารพัด แล้วยังจับพวกผู้ชายไปเป็นเชลย ส่วนพวกเด็กสาวๆมันก็เอาไปปู้ยี่ปู้ยำเหมือนเขาไม่มีพ่อมีแม่"
คุณพระนายบอก
"พวกอังวะมันมาเยี่ยงโจร"
พระยารัตนาธิเบศร์บอก
"จมื่นศรีสรรักษ์ กองทัพอังวะมีไพร่พลนับแสน ช้างม้า ปืนใหญ่มากมาย ยกมาทั้งเหนือใต้ อย่างนี้ท่านยังกล้าเรียกว่าโจรได้หรือ ข้ารู้แล้วว่าทำไมทัพของท่านจึงแพ้ศึก เพราะมองข้าศึกเป็นมดปลวก ทั้งๆที่เค้าเป็นราชสีห์"
คุณพระนายเหงื่อตก พยายามหาข้อแก้ตัว
"ที่กองทหารข้าไม่อาจจะชนะได้ เพราะทหารไม่รู้เห็นเป็นใจ และคำสั่งจากเบื้องบนก็ไม่เด็ดขาด"

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 7/2 วันที่ 13 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ