อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 8/3 วันที่ 14 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 8/3 วันที่ 14 ม.ค. 58

"ไปหาที่ซุกซ่อนกันตามป่าตามเขาเถอะ ยังไงก็เข้าไม่ได้ นี่คือกฎอัยการศึก ใครฝ่าฝืนข้ามีอำนาจตัดหัวมันทุกคน ถอยออกไป"
ชาวบ้านหน้าระห้อย ไม่อาจยอมรับสภาพได้ บางคนก็ร้องไห้โฮอย่างไม่อายใคร
"ข้าวปลาก็เอาขอข้าไปส่งหลวงตั้งเยอะ มาทิ้งกันอย่างนี้เหมือนเราไม่ใช่คนไทยด้วยกัน"

"อยู่ข้างนอกจะไปหลบที่ไหนพ้น พวกข้าศึกมันมาเต็มแผ่นดิน"
คุณพระนายมองชาวบ้านอย่างเมินเฉยไม่ไยดี


"ทหาร....ปิดประตู"
นายกองสีหน้าไม่ดี มองไปเห็นลิบๆที่นอกกประตู ยังมีชาวบ้านพากันอพยพกันมาอีก
คุณพระนายชักปืนสั้นขึ้นมายิง ตะโกนเป็นคำขาด
"ปิดประตูกรุงศรีบัดเดี๋ยวนี้ ห้ามใครผ่านเข้าออก ใครไม่เชื่อข้าจะยิงทิ้งบัดเดี๋ยวนี้"
พูดจบก็ชักม้าเข้าประตูเมืองไป ชาวบ้านไม่มีทางเลือก ต่างแย่งกันเข้าประตูจนล้มคว่ำ ถูกเหยียบ ทหารหลายคนหน้าเสียกันไม่อยู่ พยายามจะปิดประตู
"อย่าเพิ่งปิดประตู ขอข้าเข้าไปด้วย ขอข้าเข้าไปก่อน อย่าทิ้งพวกข้า"
ทหารรีบผลักชาวบ้านออกไป ชาวบ้านบางคนพยายามแทรกตัวผ่านประตูเมืองเข้ามา
คุณพระนายโกรธจัด ยิงสวนออกไป กระสุนถูกชาวบ้านหญิงที่อุ้มลูกอยู่ ล้มลงคาประตู
"ปิดประตู"
ทหารผลักศพหญิงที่ตายคาประตูออกไป แล้วลั่นดานได้
ชาวบ้านด้านนอกยังพยายามดันประตูอยู่ไม่ยอมกลับ ต่างร้องไห้คร่ำครวญ

วันใหม่ บริเวณประตูค่ายระจัน สูงตระหง่าน ขบวนอพยพชาวศรีบัวทองเดินมาเต็มทุ่ง หยุดมองเห็นหอยามประจำค่าย
แฟงก้าวมายืนมองระเนียดค่ายบางระจันอย่างตื่นเต้น พร้อมๆกับกลุ่มแท่นและชาวบ้าน
"นี่หรือ ค่ายบ้านระจัน"
แฟงมองไปเห็นด้านบนระเนียด มีป้อมสูง ชายฉกรรจ์มองลงมา
แท่นก้าวออกจากกลุ่ม ตะโกนขึ้นไป
"จงไปบอกพ่อค่าย ข้ากับพวก ชื่อแท่น ชื่ออิน ชื่อโชติ ชื่อเมือง คนวิเศษไชยชาญ แล้วก็พ่อดอกไม้ บ้านกรับ พ่อทองแก้ว บ้านโพธิ์ทะเล พาชาวบ้านมาร่วมปักหลักสู้ศึก จะอยู่สู้กับคนระจันที่นี่"
ประตูค่ายค่อยๆเปิดออก ทองแสงใหญ่ยืนยิ้ม ยกมือไหว้กับชาวบางระจัน
"มาเลย....เข้ามาเลยพ่อๆทั้งหลาย เราคนไทยเหมือนกัน เข้ามาเลย"
แท่นเดินนำขบวนข้ามสะพานเข้าประตูไป ภายในค่าย ชายฉกรรจ์กำลังซ้อมอาวุธ บางคนกำลังฝึกม้า บางคนก็ตีดาบ และอื่นๆ บรรยากาศดูอบอุ่น

ทองแสงใหญ่เดินนำทุกคนตรงไปที่เรือนนายค่ายหลังใหญ่
ณ ลานในเรือนพ่อค่าย แฟงก้มลงไหว้พันเรือง ทองเหม็นที่ยืนอยู่ตรงหน้า มองกลุ่มอพยพ

"ข้าพันเรืองพ่อค่าย แล้วก็พ่อทองเหม็นครูดาบที่ค่ายระจัน แล้วนี่พ่อจันเขียว พ่อทองแสงใหญ่"
ทุกคนไหว้ นายทองเหม็น นายจันเขียว นายทองแสงใหญ่รับไหว้
"ข้าชื่อแท่นกับพวกทั้งหมดอพยพกันมาจากศรีบัวทอง หนีร้อนมาพึ่งเย็นที่เมืองสิงห์"
พันเรืองบอก
"ทัพอังวะยกมาครานี้ เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า อยู่กันเสียที่นี่เถิด พี่น้องไทยด้วยกันทั้งนั้น"
"ฉันชื่อดอกไม้ครูมวย มีอะไรให้ช่วยขอให้พันเรืองกับพ่อทองเหม็น พ่อใหญ่แห่งค่ายระจันสั่งฉันเถิด"
ทองเหม็นบอก
"อย่าเรียกพ่อยงพ่อใหญ่อะไรเลย เรียกทองเหม็นนี่แหละ ค่ายนี่ก็สร้างกันประสา ชาวบ้าน คิดอ่านกันแบบชาวบ้าน ไม่ได้เหมือนค่ายคูประตูหอรบแบบกรุงศรีท่านดอก"
แฟงมองทุกคนคุยกันด้วยสายตาตื่นเต้น
พันเรืองยิ้ม
"ไปเถิด พ่อแท่น พาพวกไปสร้างเรือนมุงหญ้า มุงแฝกอยู่กันตามใจชอบเถิด ที่เรากว้างขวาง ด้านหลังติดคูคลอง อยู่กันให้สบายใจ ถึงอย่างไร พวกข้าศึกมันก็รุกเข้ามาถึงนี่ไม่ได้ ถ้าไม่ข้ามศพพวกเราไปเสียก่อน"
"รวมกันเราจะสู้พวกมันจนตัวตาย" อินว่า
"ใจข้าไม่เคยกลัว เสียแต่ว่าถ้าพรรคพวกพี่น้องนักรบของเรามีพระอาจารย์ดี ได้วัตถุมงคลติดตัวเสียหน่อย ก็จะอุ่นใจว่าจะช่วยป้องกันข้าศึกให้แทงไม่เข้า ยิงไม่ออก รบกับมันได้จนตายไปข้างนึง" ทองแสงใหญ่บอก
"พ่อแท่นพอจะรู้จักพระอาจารย์ที่ไหนที่พอจะนิมนต์มาจำพรรษา เป็นขวัญเป็นกำลังใจพวกเราในค่ายนี้บ้างไม๊" พันเรืองว่า
"พวกพี่เคยได้ยินชื่อ หลวงพ่อธรรมโชติไม๊ ท่านจำวัดอยู่ที่วัดเขานางบวช สุพรรณ" แท่นบอก
"บอก เคยได้ยินว่าท่านมีอาคม มีวิชาเก่งกล้านัก แต่ท่านจะยอมมาหรือ"
ทองแก้วบอก
"ข้าเคยเป็นลูกศิษย์ท่านมา ยามศึกอย่างนี้ ท่านนี่แหละเหมาะนัก พวกเราไป อาราธนาหลวงพ่อธรรมโชติมาจำวัดที่นี่เถิด
พ่อค่ายทั้ง 4 มองกันแล้วพยักหน้าเห็นดีด้วย

วันใหม่ในบรรยากาศเงียบสงบในวัดเขานางบวช พันเรือง ผู้ใหญ่ทองเหม็นกราบลงหน้าพระประธานในโบสถ์ไม้สวยงาม
"ศึกครั้งนี้ พวกเราจะหลั่งเลือดในกายเพื่อรักษาแผ่นดิน เพื่อบ้านเกิดเมืองนอน ขอให้จิตตั้งมั่นของพวกเราทุกคน สำเร็จสมหวังด้วย" พันเรืองกล่าวคำอธิษฐาน
ทองเหม็นบอก
"ขอให้มีสิริมงคล เป็นขวัญให้พวกเราไม่ท้อไม่ถอย ไม่ประหวั่นกับคมหอกคมดาบของพวกข้าศึก"
พันเรือง ทองเหม็นพูดไม่ทันขาดคำ เมื่อหันไปเห็นที่หน้าประตูโบสถ์ แสงเรืองรองสว่างขึ้น ร่างหลวงพ่อธรรมโชติเป็นเงาเหลืองอร่ามสว่าง เคลื่อนกายเข้ามาอย่างช้าๆ สำรวม สุขุม
พันเรือง ทองเหม็นสัมผัสได้ถึงบารมี รู้ได้ทันทีว่าหลวงพ่อองค์ตรงหน้าคือใคร
แท่นก้มลงกราบ แล้วเงยขึ้นมองอาจารย์อย่างเต็มตา
"กระผมพาพันเรืองกับพ่อทองเหม็น หัวหน้าค่ายบางระจันมากราบนมัสการหลวงพ่อธรรมโชติขอรับ"
สายตาสงบนิ่งของหลวงพ่อธรรมโชติที่มองคนทั้งสองแล้วบอก
"พ่อแท่น ในยามศึกอย่างนี้ ถ้าพ่อแท่นมีความมุ่งมั่นจะผนึกแผ่นดินที่แหลกลาญให้กลับมั่นคงขึ้นมาใหม่ อาตมาก็จะขอผนึกพระรัตนตรัยให้แน่นหนาอยู่สักแห่ง อาตมาก็จะไป"
พันเรือง ทองเหม็นถึงกับตะลึงเพราะยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ พระอาจารย์ก็อ่านจิตได้หมดสิ้น ทั้งคู่รีบลงกราบจนหัวติดพื้นด้วยความศรัทธา

วันใหม่ ที่วัดโพธิ์เก้าต้น ในค่ายระจัน แฟงนั่งพนมมืออยู่กับชาวค่าย ชาวบ้านอพยพ พ่อค่ายทั้งสิบนั่งคุกเข่าเรียงเป็นแถว หลวงพ่อธรรมโชติค่อยๆก้าวทีละก้าว เป็นจังหวะเสมอกัน แผ่วเบา ราวย่างเท้าไม่ติดพื้น ตรงไปทางโบสถ์ ทุกคนพากันมองเลื่อมใส ก้มกราบขณะที่หลวงพ่อเดินผ่าน
"ที่ค่ายบ้านระจัน มีวัดโพธิ์เก้าต้น ด้านหน้ามีบ่อน้ำทิพย์ ใช้รักษาโรคได้ รอเพียงหลวงพ่อจะเมตตาไปจำวัด เป็นขวัญเป็นกำลังใจให้พวกเราชาวค่ายบ้านระจันสู้ศึก เพื่อรักษาแผ่นดินเอาไว้ให้ลูกหลานได้ทำนา มีข้าวกินตลอดไป"
หลวงพ่อมองตรงไปที่วิหารเล็กท่ามกลางแมกไม้ ร่มรื่น แต่ละก้าวของหลวงพ่อธรรมโชติมีแต่ความสงบนิ่ง
ทุกสายตามองอย่างศรัทธา จนกระทั่งหลวงพ่อก้าวเข้าไปกลางโบสถ์
สายตาทุกคนคู่มองเห็น หลวงพ่อยืนสงบนิ่ง สำรวมจิต และค่อยๆหันมา ทุกคนมองเห็นแสงอร่ามเรืองวาบอยู่รอบๆโบสถ์อยู่ครู่ ก่อนแสงจะลดลง......
หลวงพ่อนั่งกรรมฐานอยู่ในโบสถ์แล้ว สายตาหลวงพ่อกวาดมองไปทั่วทุกคนของชาวค่ายเหมือนจะให้คำพูดซึมซาบลงไปในใจทุกคน
"พวกเจ้าแม้จะคนเป็นคนต่างถิ่น ต่างหน้า แต่เมื่ออ้างความเป็นคนไทยเลือดเนื้อพี่น้องร่วมท้อง กำลังไหลนองดิน เหย้าเรือนกำลังถูกยึดจากศัตรู อาตมาขอให้ทุกคนตั้งจิตมั่น อย่าหวั่นไหวกับจิตที่หวาดกลัว การสูญเสียเป็นอนิจจัง ความกลมเกลียวคือกำลัง หัวใจหลายร้อยที่แยกอยู่ เมื่อนำมารวม
สนิทแนบเป็นใจเดียว ข้าศึกนับพันก็จะเอาชนะได้"

แฟงและสายตาทุกคนอิ่มเอิบ ปลาบปลื้มอย่างยิ่ง
วันใหม่ เมฆดำทมึน ฝนกำลังจะตก ที่บ้านริมทุ่งนา บ้านพราน พวกโจรกำลังสู้กับเจ้าของบ้านอยู่ สุดท้ายเจ้าของบ้านสู้ไม่ได้ถูกโจรฟันตาย ขณะที่พวกโจรอีกกลุ่มหนึ่งกำลังแย่งกำปั่นขึ้นเกวียน หญิงเจ้าของบ้านยื้อยุดไว้ไม่ให้

"อย่าเอาของข้าไป ของของข้า..ข้าไม่ให้ เอาคืนมา"
โจร 1บอก
"อยากตายรึไง หลีกไป"
ขาบกับทหารกรุงศรีเดินลาดตระเวนมาเจอ ขาบโกรธถลาเข้าช่วยทันที
"ไอ้พวกชั่ว ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะศึกก็ทุกข์พอแล้ว พวกมึงยังจะปล้นเขากินอีกหรือ"
"มึงมากันแค่นี้สู้พวกกูไม่ได้หรอก พวกเราเอามัน"
สมุนโจรทั้งหมดพุ่งเข้ามารุมขาบทันที ทหารกรุงศรีไม่มีใครกล้าเข้าช่วย ได้แต่มองดูอยู่ห่างๆ
ทหาร 1บอก
"หนีเถอะหมู่ขาบ"
ขาบสู้กับพวกโจรอยู่ด้วยความเกลียดชัง ไม่ยอมถอย
"หมู่ขาบถอยเถอะ เราสู้มันไม่ได้หรอก"
"ไม่... พวกเอ็งไปแจ้งนายกองสังข์พาทหารมาช่วยเร็ว ข้าจะไม่ให้มันหนีไปไหนได้"
พวกทหารกรุงศรีรีบวิ่งหนีไปทันที พวกโจรช่วยกันรุมสังข์เต็มไปหมด ขาบพยายามสู้ แต่ดูจะสู้ไม่ได้
"อยากรนหาที่ตายนักไอ้นี่"
"กูเกลียดไอ้พวกหากิน ปล้นคนไทยด้วยกันอย่างพวกมึง เข้ามา...เข้ามาเลย"
ขาบพยายามสู้อย่างเต็มที่

ทัพควบม้ามาจนทะลุชายป่าออกมา เห็นเมฆครึ้ม ดำทะมึนอยู่ข้างหน้า
"เอ็งคงต้องเร่งฝีเท้าเสียแล้วอ้ายเลาเกลอยาก"
ทัพรีบควบม้าอ้ายเลาตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

เมฆฝนบนฟ้าเคลื่อนต่ำ ดูดำทมึน เฟื่องกับจวงวิ่งมาเก็บผ้าสไบกับโจงกะเบนที่ตากไว้ ลมฝนมา ฝนลงเม็ด สองคนคุยกันด้วยสีหน้ากังวล
"พักนี้ไอ้สังข์มันพาลูกน้องลาดตระเวนทั้งเช้าทั้งเย็น ทำไมไม่เจอพี่ทัพเข้าบ้าง" จวงถาม
"พี่ทัพคงไปอยู่เสียทางอื่นแล้วน่ะสิ" เฟื่องว่า
"พี่ทัพไม่ใช่คนขี้ขลาด"
จวงยังแววตาเชื่อมั่น เฟื่องมองน้อยใจ
"ถึงป่านนั้น เราคงอยู่หลังกำแพงกรุงศรีแล้วล่ะ"
"ไม่มีวัน ฉันจะไม่ไปกรุงศรีกับพวกมัน มีทางหนีได้เมื่อไหร่ ฉันจะหนี"
จวงแววตาเอาจริง เดินกลับเข้าไปในเรือน เฟื่องเห็นทหารของสังข์หลายคนวิ่งฝ่าฝนกลับจากลาดตระเวน สีหน้าตื่น
ทหาร 2 บอก
"ฉันกลัวหมู่ขาบจะตายก่อน"
ทหาร 1
"หาเรื่องเอง โง่"
เฟื่องเห็นผิดสังเกต รีบวิ่งตาม

ทหารลาดตระเวนของสังข์ที่วิ่งตามกันไป
"เร็วๆ"
เฟื่องยิ่งหน้าไม่ดี วิ่งตาม
"หมู่ขาบล่ะ หมู่ขาบอยู่ไหน"
"สู้กับพวกปล้นที่ท้ายทุ่งโน้น ไม่น่ารอด"
เฟื่องยืนตลึง ทหารรีบวิ่งผ่านไป
ฝนเริ่มลงเม็ด เฟื่องตัวเปียกจากหยดฝนที่ลงบนแขน เฟื่องสีหน้าตัดสินใจ วิ่งย้อนไปทางที่ทหารเดินมา
เฟื่องวิ่งลัดเลาะ มองหา
สายฝนเริ่มกระหน่ำเม็ดแรง เฟื่องลื่นล้มลงในเลน แต่ก็รีบลุกขึ้น
"พี่ขาบ"

เฟื่องรีบวิ่งไปหาขาบต่อด้วยความเป็นห่วง
ฝนลงเม็ดหนัก สังข์ยืนฟังทหารกลุ่มเดิมรายงาน
ทหาร 1บอก
"หมู่ขาบกำลังปะทะอยู่กับพวกโจรที่ชายทุ่งฝั่งตะวันออก สั่งให้พวกเรามาแจ้งนายกองให้ส่งทหารไปช่วยด่วน"
"พวกโจรมันมีมากแค่ไหน"
"นับสิบทีเดียว จะให้นำทหารไปช่วยเลยมั้ยนายกอง"
สังข์มองฝนที่ตกลงมาหนัก แล้วตัดสินใจ

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 8/3 วันที่ 14 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ