อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 9/2 วันที่ 15 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 9/2 วันที่ 15 ม.ค. 58

"อนาถแท้... เวลานี้หัวเมืองฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ เสียแก่ข้าศึกไปหมดสิ้นแล้ว ป้อมรอบกรุงก็เอาปืนใหญ่ขึ้นประจำ พร้อมยิง"
ทหาร 2 บอก
"ด่านทางอุทัยละเอียดไปด้วยทัพข้าศึกสิ้นแล้ว มันยกเข้ามาไม่ขาดสาย"

"งั้นเราก็ต้องเร่งหลบไปให้ถึงกรุงศรีโดยเร็ว"
ทหาร 1บอก
"ไม่ได้ ประตูเมืองปิดแล้ว เร่งปิดก่อนกำหนด 3 วัน พวกแม่ทัพกรุงศรีเกรงข้าศึกบุกเข้าไปในพระนครได้"
"แต่คุณพระนายสั่งให้ข้าพาครัวบ้านคำหยาดตามไปอยู่นะ" สังข์บอก


"คุณพระนายก็เข้าไปในกำแพงพระนครแล้ว พวกข้ายังไปไม่ทัน จึงมาบอกกองทหารทุกกองที่เหลือให้รู้กัน เราคงต้องหาทางรอดกันเองแล้ว"
ขาบบอก
"ไอ้พวกเห็นแก่ตัว เป็นนายทหารใหญ่ แต่หนีหัวหดเยี่ยงไพร่"
ทหาร 1 ชักดาบขึ้นไม่ให้ขาบดูหมิ่นนาย ขาบมองไม่กลัว สังข์ดึงขาบห้ามไว้
"แล้วที่นี้เราจะทำยังไงต่อ"
ทหาร 2 บอก
"ข้าจะหาที่ตั้งหลัก หนีขึ้นเหนือ แต่พวกเอ็งจะไปทางไหนก็หาเอาเอง"
"ข้าก็ได้ยินจากชาวบ้านว่ามีหลายหมู่บ้านหอบลูกจูงหลานหนีภัยศึกไปรวมกันอยู่ที่นั่น เค้าพูดกันว่าชาวบ้านที่นั่นจะรวมตัวกันสู้โดยไม่เกรงข้าศึกอังวะ"
ทุกคนมองทัพ ด้วยสายตาอยากรู้
"ชาวบ้านเรียกชุมนุมนี้ว่า ค่ายบ้านระจัน"

วันใหม่ แนวระเนียดประตูค่ายบางระจันที่เป็นไม้สร้างไว้สูงตระหง่าน แต่ละช่วงเหนือประตู
มีป้อมเล็กๆไว้เป็นเวรยามเฝ้ามองข้าศึก ชาวบ้านฝึกอาวุธ และเฝ้ายามมากมาย
บริเวณทุ่งหน้าค่าย กลุ่มอพยพของสไบเดินมาหยุดมองภาพแนวรั้วค่ายบางระจันด้วยสายตาดีใจ
ยาม 2 คนบนป้อมมองลงมา หมู่เคลิ้ม ฟัก เอิบ ช่วงบนหลังม้าก้าวออกมานำหน้าทุกคน
"ข้าหมู่เคลิ้ม เคยเป็นทหารกรุงศรี พาชาวบ้านหนีภัยศึกมา จะขอมาพึ่งบ้านระจันเป็นที่หลบภัย"
ยามฟังที่หมู่เคลิ้มบอกแล้วมองขบวนอพยพ ก่อนจะชี้ไปอีกทาง... ประตูเล็กๆด้านข้างเปิดออก
สไบกับใจนำขบวนชาวบ้านรีบเดินผ่านประตูเล็กๆ
หมู่เคลิ้ม ฟัก เอิบ ช่วง ลงจากหลังม้า จูงม้าตามเข้าไป

สไบ ใจ ดอกรักที่เดินนำขบวนชาวบ้านเข้ามา ผ่านต้นโพธิ์ใหญ่ ใกล้ประตูระเนียด ภาพที่ทุกคนเห็นคือเนินดินหรือโคกดินที่กั้นกำบังรอบค่าย ไว้เป็นที่กำบังต่อสู้พม่ารอบทั้ง 4 ด้าน
ภายในลานกว้าง มีไม้แดง ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นขึ้นหลายต้น มีชายฉกรรจ์เฝ้าเวรยาม บางกลุ่มซ้อมอาวุธอยู่
ถัดไปคือเรือนไม้ไผ่หลังคามุงจาก มุงหญ้าคาขนาดย่อมเรียงรายเป็นกลุ่มห่างออกไป สุดลูกหูลูกตา ชาวค่ายบ้านระจันมีทั้งเด็ก ผู้หญิง คนแก่ ที่อยู่กันตามเรือน กลุ่มหมู่เคลิ้มเดินปิดท้ายเข้ามากับม้า
ยามหน้าเรือนพ่อค่ายคนหนึ่งเดินเข้ามา
"เอาดาบของพวกเอ็งออกมาวางเสียก่อน"
กลุ่มของสไบทุกคนมอง เอิบถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ทำไมล่ะพี่ชาย"
"พวกเอ็งฝากดาบข้าไว้เสียที่นี่ พบพันเรืองพ่อค่ายแล้วจึงค่อยกลับมาเอาอาวุธ"
หมู่เคลิ้มกับพวกมองเข้าใจ ปลดดาบวางไว้ที่เรือนยาม

ยามคนหนึ่งเดินนำกลุ่มของสไบเดินผ่านเข้าไปด้านใน
พันเรือง พ่อค่ายบ้านระจัน ท่าทางสง่างาม น่าเกรงขาม นั่งมองมาที่กลุ่มของสไบที่นั่งอยู่ตรงหน้า

"พวกฉันมาจากวิเศษไชยชาญ หนีภัยศึกขึ้นมาเรื่อยๆ ได้ยินว่าบ้านระจัน เป็นที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นของทุกคน"
พันเรืองยิ้มมองขบวนอพยพทุกคน
"ที่นี่มีทั้งคนบ้านระจันมีทั้งต่างถิ่นต่างหน้า แต่เมื่ออ้างคำว่าไทย เลือดเนื้อของคนไทยกำลังทาดิน เหย้าเรือนถูกข้าศึกเข้ายึดครอง เหลือแต่ความสามัคคีของคนไทยเท่านั้นที่ยังกลมเกลียวกันอยู่"
สไบ และทุกคนมองพันเรืองด้วยสายตานับถือชื่นชม ใจเองก็มองพันเรืองอย่างสังเกต
"หัวใจหลายร้อยในค่ายบ้านระจันนี้ สนิทสนมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว พร้อมต่อสู้ สู้เพื่อรักษาแผ่นดินของปู่ย่าตายายไว้ให้ลูกหลาน"
"พวกข้าขอสู้ศึกเป็นหนึ่งเดียวกับทุกคนที่นี่"
"ให้ถือเสียว่าแต่นี้ไปคือพวกเดียวกัน"
ฟักบอก
"พวกเราคือชาวบ้านระจัน"
"เช่นนั้นข้าพันเรืองพ่อค่ายก็ขอให้ทุกคนร่วมสู้กันอยู่ที่นี่เถิด"
ทุกคนยกมือไหว้ขอบใจพันเรืองที่อนุญาตรับทุกคนเข้ามา พันเรืองยิ้มด้วยความยินดี

สไบเดินมากับกลุ่มผู้หญิง ใจเดินมากับกลุ่มผู้ชายที่นำด้วยหมู่เคลิ้มจูงม้าตาม
ทุกคนเดินผ่านเรือนไม้ไผ่ที่ปลูกก่อสร้างอย่างง่ายๆ มุงด้วยตับหญ้าคา ตับจาก ตับแฝก
ผู้หญิงกำลังจักตอกสานกระชุ บางกลุ่มกำลังปั่นฝ้าย เด็กๆวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างมีความสุข ชาวค่ายสีหน้าเบิกบาน มีความสุข
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังสานตะกร้าอยู่หน้าเรือนเอ่ยทักขึ้น
เอี้ยงถาม
"มาจากบ้านไหนกัน"
"วิเศษไชยชาญจ้ะ ป้า" สไบบอก
"เออ.. มาอยู่กันเสียที่หลังค่ายนี่แหละจะได้เป็นกำลังช่วยกันทำเสบียงเลี้ยงพวกผู้ชายกัน"
"ไม่ต้องห่วง พวกเราช่วยเต็มที่" ใจบอก
ดอกรักมองใจทันที
"พวกผู้ชายไม่ต้องยุ่งการครัว ไปซ้อมดาบที่ลานหน้าค่ายโน้น"
"แต่ถ้ากลัวตายก็ตำน้ำพริกอยู่ในครัวนี่ก็ได้"
"พวกข้านี่บั่นคอได้แต่หยามไม่ได้นะสไบ ว่าแต่จะให้พวกเรานอนที่ไหนกันละ"
สไบหันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านมา ดูท่าทางใจดี ก็เอ่ยถามขึ้น
"พี่จ๋า พวกฉันเพิ่งมาใหม่ พ่อค่ายพันเรืองให้ฉันมาหาเรือนว่างอยู่กันเอาเอง จะให้พวกเราอยู่หลังไหนดีจ๊ะ ชั้นชื่อสไบจ้ะ"
"ข้าชื่อรุ่ง สวยกว่าหญิงทั้งหมดในค่ายนี้" รุ่งหัวเราะ "ข้านี่แหละเป็นหัวหน้าโรงครัว"
รุ่งมองพวกใจ ดอกรัก หมู่เคลิ้มกับผู้ชาย แล้วบอกขึ้น
"พวกพี่รูปงามไปสร้างเรือนกันด้านริมค่ายโน่นนะจ๊ะ ผู้ชายเขาอยู่กันทางโน้น ยังมีที่ว่างอีกเยอะ ส่วนแม่สไบพาน้าๆ ป้าๆไปหาแถวนี้เอาแล้วกัน ยังมีว่างอีกสองสามหลังมั้ง จะได้มาช่วยกันทำครัว"
"จ๊ะ...งั้นเดี๋ยวฉันมานะ" สไบบอก
สไบหันไปทางนางเฟี้ยม นางจันทร์ เมียกำนันพันที่แยกมาใกล้
"พวกเราโชคดีจริงๆที่มาถึงค่ายบ้านระจัน"
สไบยิ้มด้วยความดีใจที่ชีวิตไม่ต้องเดินทางหลบหนีด้วยความหวาดกลัว ความอุ่นใจบังเกิดขึ้นมากมายเมื่อได้มาอยู่ในค่ายบ้านระจัน มองไปรอบๆเห็นเด็กๆวิ่งเล่นกันอย่างมีความสุข
บริเวณหลังโรงครัว เด็กๆขี่ม้าก้านกล้วยวิ่งเล่นกันอย่างมีความสุข บางคนก็ป้อนขนมลูกอย่างสบายใจขึ้น ที่โรงครัว ชาวบ้านหญิงหลายคนกำลังหุงข้าว บางกลุ่มตำข้าว ห่างออกไปปอกหอม ปอกกระเทียม
ควันจากกระทะใบใหญ่ที่กำลังแกงป่าปลา ลอยกลิ่นชวนหอมฉุย สไบช่วยรุ่งอยู่ นางเฟี้ยม นางจันทร์ เมียกำนันพันกับชาวบ้านหญิงสีหน้าสดชื่น ช่วยทำครัวอีกมุมหนึ่ง
"น้าเฟี้ยม น้าจันทร์อยากทำอะไร เอาเลยนะน้า ไม่ต้องเกรงใจฉัน หรือจะนั่งกินหมากแก้เหงาประสาคนแก่คนเฒ่า ฉันก็ไม่ว่า"
"ดีจริงนะ จันทร์ ได้มาอยู่ที่นี่ ข้าวปลาอาหารไม่อดไม่อยาก"
"พวกเราช่วยกันผลัดเวรไปหาน่ะจ้ะ" รุ่งบอก
"ฉันขออยู่เวรด้วยนะ พี่รุ่ง"
"แน่นอน สไบ ท่าทางแรงดีอย่างเอ็ง คอยช่วยข้าแล้วกัน แต่ไม่ต้องมาเดินใกล้ข้ามากนะ ข้าไม่ชอบคนขี้เหร่อย่างเอ็ง"
ทุกคนหัวเราะขำ รุ่งที่ท่าทางช่างพูดช่างเจรจาไปซะทุกเรื่อง
"คิดถึงนังจวงมันนะ ถ้ามันอยู่ คงช่วยสไบได้อีกแรง" จันทร์ว่า
"นังเฟื่อง นังแฟงของฉัน ป่านนี้ก็ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง"
จันทร์กับเฟี้ยมปาดน้ำตาซึมๆเมื่อนึกถึงลูกสาวของทั้งสองคน
"มาแล้วจ้า มาแล้ว"
ทุกคนตกใจกับเสียงคุ้นๆที่ดังมาจากด้านหลัง สไบหันไปมองทันที เห็นแฟงกำลังหาบฟืนมา
สไบดีใจมาก
"แฟง"
แฟงมองสไบ เห็นแม่ เห็นนางจันทร์ แฟงถึงกับทิ้งหาบ
"แม่"
"แฟง"
แฟงวิ่งโผเข้าก้มลงแทบเท้าแม่ นางเฟี้ยมสะอื้น จันทร์กับสไบยิ้มดีใจ
"แม่ แม่จ๋า"
แฟงก้มลงกราบเท้านางเฟี้ยม แล้วกอดขาแม่แน่น
"ฉันดีใจเหลือเกิน ได้เจอแม่อีกครั้ง"
เฟี้ยมดึงแฟงขึ้นมากอดไว้ด้วยความตื้นตันยินดี
"แฟงเอ้ย แม่นึกว่าชาตินี้จะหมดวาสนาได้ลูกสาวกลับคืนมาในอกเสียแล้ว"
"ตั้งแต่ฉันระหกระเหินถูกพวกโจรมันจับ ก็ได้ไปเจอพวกพี่แท่นช่วยชีวิตไว้ หลอกพวกข้าศึกมาฆ่าเสียนับไม่ถ้วน แล้วก็พากันมาหนีมาพึ่งค่ายบ้านระจันคุ้ม ภัยกันนี่แหละจ้ะ"

แฟงกับเฟี้ยมกอดกันแน่น ทุกคนมองด้วยความดีใจ
แฟงเดินนำเฟี้ยม จันทร์ สไบมาที่เรือนขนาดเล็ก ปลูกไว้ใต้ต้นไม้ร่มรื่น

"เรือนฉันเองจ้ะแม่ พวกพี่แท่นมาปลูกไว้ให้ แม่ น้าจันทร์ สไบอยู่เสียที่นี่นะจ๊ะ ฉันจะได้กอดแม่ให้หายคิดถึง"
แฟงกอดนางเฟี้ยมอีก เฟี้ยมกับจันทร์ยิ้มมองแฟงที่ยังคงเหมือนเด็กสาวรุ่นๆขี้อ้อน ขี้งอนคนเดิม
"อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เห็นแล้วก็คิดถึง"

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 9/2 วันที่ 15 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ