อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 9/4 วันที่ 15 ม.ค. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 9/4 วันที่ 15 ม.ค. 58

"พี่ดอกรักยืนเหม่ออะไร ไม่ช่วยเขาทำงานล่ะ" ช่วงถาม
ดอกรักสีหน้าเบื่อหน่าย ไม่อยากอยู่ที่นี่ ลุกขึ้นจะออกไป
"จะไปไหน พี่ดอกรัก" เอิบถาม
"นายแท่นสั่งให้พี่ทำงานที่นี่ หรือพี่จะขัดคำสั่ง" ช่วงบอก

ดอกรักมองเอิบกับช่วงที่มาขวางอย่างขัดใจ เอิบกับช่วงมองดอกรักอย่างระแวงว่าดอกรักจะหาเรื่องก่อกวนอีก

ผู้ใหญ่ทองเหม็นกับพวกซุ่มอยู่ด้านหลังพงหญ้าในป่านอกค่ายบางระจัน ใจอยู่ข้างหลัง ทองเหม็นเอาหูแนบดิน
"ข้าได้ยินเหมือนเสียงม้า"


ใจก้มลงเอาหูแนบพื้นหญ้า ฟังเสียงสั่นสะเทือนบนพื้น
"มากันไม่มาก"
ใจลุกขึ้นนั่งแล้วบอก
"ฉันไปดูให้เองว่าพวกไหน"
ทองเหม็นมองใจที่วิ่งเร็วลัดเลาะไปทันที

ใจลัดเลาะมาใกล้ ใจมองเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ขี่ม้ากันมาเป็นกลุ่ม มีปืนสะพายกันทุกคน บางคนมีหลายกระบอก อุปกรณ์ดินปืนครบ เขามองสงสัย ด้วยความอยากรู้ ก็โผล่ออกมา
ชายฉกรรจ์กลุ่มหน้าพอเห็นใจก็ชักปืนยิง กระสุนเฉียดใจไปนิดเดียว ชายอื่นๆควบม้ามาล้อมใจไว้ทันที ใจตกอยู่ในวงล้อมของชายฉกรรจ์
"ที่นี่ไม่มีอะไรให้พวกแกปล้น"
ชายฉกรรจ์มองจ้อง ใจเริ่มมองระวัง เอาปืนจ้องไว้ ทองเหม็นได้ยินเสียงปืนวิ่งตามมา
"พวกมึงจะทำอะไรคนของกู"
ใจหันไปมองทองเหม็นล้อมพวกชายฉกรรจ์ไว้อีกชั้น ต่างคนต่างมองกัน พร้อมจะแลกชีวิตกัน
ด้านหลังกลุ่มชายฉกรรจ์ ชายคนหนึ่งท่าทางภูมิฐานแววตามีอำนาจ ขี่ม้าก้าวออกมา
"ฉันขุนสรรค์ กรมการเมืองสรรค์บุรี"
ขุนสรรค์ที่ถือปืนยาวขี่ม้า อยู่หน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่คอยระวังภัยให้
ชายฉกรรจ์ที่ล้อมใจค่อยๆถอยออก ให้ขุนสรรค์เข้ามาเผชิญหน้าใจ กับทองเหม็น
"ฉันไม่ได้มาร้าย ไม่ใช่พวกปล้น"
"แล้วยกพวกมาทำไมมากมาย"
"ฉันกับคนของฉัน .. จะมาขอสมทบสู้ศึก ร่วมกับพวกบ้านระจัน"
ทองเหม็นมองขุนสรรค์อย่างประเมิน

นายจันเขียวที่มีสมญาว่านายจันหนวดเขี้ยว ชายนักรบร่างกำยำ มีหนวดโง้งเหนือริมฝีปาก
มองขุนสรรค์ ที่กำลังผูกม้าอยู่แล้วเอ่ยขึ้น
"จู่ๆจะมาเข้าพวกกับเราง่ายๆไม่ได้หรอก"
ทองเหม็นเป็นคนใจร้อน ยืนอยู่ใกล้มองด้วยสายตารำคาญ
"อะไรของเอ็งวะ ไอ้จันเขียว ที่ทางในค่ายเราก็มีตั้งมากมาย เอ็งจะหวงไปไว้ให้หมามันเดินเล่นหรือวะ"
"บะ พี่ทองเหม็น ข้าไม่ได้หวงที่ ตอนนี้ค่ายบ้านระจันลือชื่อว่าเป็นที่ชุมนุมสู้ศึกของชาวบ้าน พี่คิดว่าพวกกรุงศรีจะไม่ส่งคนมาสอดแนมเอาหรือ"
"ฉันไม่ได้มาตามหลวงสั่งดอก"
"แล้วถ้าเอ็งเป็นข้าศึกมาสอดแนมล่ะ"
ใจมองจันหนวดเขี้ยวที่มีความระแวงระไว ตรงข้ามกับทองเหม็นที่หัวเราะลั่น ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โต ขุนสรรค์เอ่ยเล่าแก้ความสงสัยด้วยเสียงยืนยันหนักแน่น
"ฉันขุนสรรค์กรมการเมืองสรรค์บุรี บ้านฉันโดนข้าศึกปล้นแล้วเผา พวกฉันเป็นนักแม่นปืนเหลือกันอยู่แค่นี้ หากสู้เพียงลำพังก็จะตายเปล่า จึงอยากจะมาร่วมสู้ข้าศึกอยู่ที่นี่"
"เอ็งดู ไอ้จัน คนเขาเสียสละมาช่วย เอ็งก็ไประแวงเขา"
ทองแสงใหญ่ที่ยืนมองอยู่ตั้งแต่ต้น ก้าวออกมา
"อย่าถือสาเลยขุนสรรค์ คนที่นี่มีกันมาก ขอให้รู้ที่มาที่ไปว่าเป็นคนไทย เลือดไทยด้วยกันพอ ฉันชื่อทองแสงใหญ่ นี่จันเขียว"
"ใครๆเขาเรียกข้า...จันหนวดเขี้ยว"
ขุนสรรค์กรมการยิ้มให้ นายจันหนวดเขี้ยวบอกอย่างเป็นมิตรขึ้น
"งั้นเดี๋ยวข้าจะพาไปหาเรือนพัก"
ขุนสรรค์พยักหน้ายิ้มให้ เดินออกไปดูรอบๆค่าย ก่อนหันมาพูดกับทองแสงใหญ่
"พวกฉันปลื้มน้ำใจคนระจันทุกคนมาก พวกฉันจะขอสู้อยู่ที่นี่ ที่ค่ายบ้านระจันนี้ จะยึดเป็นที่ฝากชีวิต ให้ข้าศึกเลื่องลือเกรงขามฝีมือพี่น้องไทยเรา"

ขุนสรรค์หันไปยิ้มให้จันหนวดเขี้ยวที่ยืนลูบหนวดอย่างมีมาด ทองเหม็นกับทองแสงใหญ่มองขุนสรรค์อย่างยินดี
บริเวณท้ายค่าย เรือนหลายหลังถูกสร้างขึ้นง่ายๆ จนเสร็จเรียงรายเป็นระเบียบ เป็นที่พักของกลุ่มอพยพจากกระทุ่มด่าน กลุ่มหมู่เคลิ้ม และกลุ่มชายฉกรรจ์จากบ้านกำนันพัน

ทุกคนอยู่รวมกันตามเรือน บางคนก็กำลังอาบน้ำม้า พักผ่อนกันตามสบาย บางคนก็กำลังฟันไม้ไผ่ ผ่าฟืน กั้นรั้วเลี้ยงไก่ หลายคนเริ่มถักแหไว้หาปลา
แฟง สไบเดินมาสมทบกับพี่ชายที่กำลังผ่าฟืน ปาดเหงื่อที่เต็มร่าง
"พี่ฟัก พักก่อนมั้ยจ๊ะ" แฟงว่า
ฟักหันมามอง สไบเอาน้ำในกระบอกไม้ไผ่ส่งให้ ฟักดื่มแล้วส่งกระบอกคืนสไบ
"พวกฉันไปช่วยโรงครัวมา ได้แกงปลาหมอมาแบ่งพวกเรา" สไบบอก
"ดี เดี๋ยวกินข้าวพร้อมๆกัน"
แฟง สไบ ฟักหันมองไปรอบ เห็นชุมชนเล็กๆที่อยู่ร่วมกัน เรียบง่าย มีรอยยิ้มจากความรู้สึกอุ่นใจ
"เออ เห็นไอ้ใจบ้างมั้ย หายไปตั้งกะบ่ายแล้ว" ฟักถาม
"ไม่เห็นเลยจ้ะ ไม่รู้ว่าถูกพี่ดอกรักคอยหาเรื่องอีกหรือเปล่า"
สไบบอก ไม่ทันขาดคำ
"ข้านี่มันเป็นนักเลงในสายตาเอ็งเหลือเกินนะ สไบ"
ทุกคนหันไปมองเห็นดอกรักกำลังเดินมา สีหน้าไม่พอใจที่ได้ยินสไบพูดถึงในแง่ร้าย
"ยังไงก็ถือว่าคนบ้านเดียวกัน อยู่ที่นี่แล้ว อย่าทะเลาะกันให้อายคนอื่น" แฟงบอก
"ข้าจะบอกให้นะ ไอ้ใจน่ะมันคนไม่รู้หัวนอนปลายตีน คนต่างบางอย่างมันน่ะไปเชื่อง่ายๆ ระวังน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า"
"สไบไม่มีทางน้ำตาเช็ดหัวเข่า"
ทุกคนหันไปมองเห็นใจเดินมา ใจมองตรงไปที่ดอกรัก
"ข้าออกไปตระเวนดูนอกค่ายกับผู้ใหญ่ทองเหม็นมา"
ใจมายืนตรงข้ามดอกรัก สไบยิ้มออก ดอกรักเสียหน้าทันที แฟงไม่อยากให้มีเรื่องกันอีก ก็รีบถามขึ้น
"ข้างนอกเป็นยังไงบ้างพี่ใจ เจอพวกข้าศึกหรือเปล่า"
ดอกรักมองเคือง จ้องใจอย่างไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เดินออกไปอีกทางเพราะไม่อยากอยู่ตรงนั้นอีก ฟัก แฟง สไบหันมาทางใจ ใจยิ้มเอ่ยเล่า
"ยังไม่ทันเจอข้าศึกหรอก แต่เจอคนที่มาขออยู่ที่ค่ายบ้านระจัน"
"เราจะปกป้องครัวไทยของเรา ไม่ให้ข้าศึกมาเหยียบย่ำ" สไบบอก
สไบต่อให้ด้วยใบหน้าระบายยิ้ม ใจยิ้มมอง เอ่ยขึ้นช้าๆแต่เต็มไปด้วยความรู้สึก
"คนไทยยอมตาย ไม่เสียดายเลือดเนื้อชีวิต ขอแค่ได้รักษาดินทุกก้อนไว้ในชื่อไทย"
แฟง ฟัก สไบ ยิ้มภูมิใจ ใจมองไปรอบๆ ด้วยสายตาลึกล้ำที่ยังไม่มีใครสังเกตถึงความนัยของสิ่งที่ใจพูดออกมา

ลานซ้อมอาวุธ ชาวบ้านพากันเข้าเรือน นอนหลับ เหลือคบไฟจุดและชายฉกรรจ์ที่เป็นเวรยาม
ไม่กี่คน
ใจเดินมาคนเดียว มองไปรอบๆ เห็นชายฉกรรจ์เฝ้าเวรยามอยู่ด้านหน้าทางเข้าทางหนึ่งถึง 4 คน ใจแอบมอง อยากดูสิ่งต่างๆให้ชัด
ทองเหม็นเดินประคองไหเหล้าท่าทางเมามาย หน้าแดงก่ำ เดินเซไปเซมากับผู้ติดตาม 6 คน
ใจเห็นโอกาส รีบทำเป็นเดินออกมาหานายทองเหม็น
"พี่ทองเหม็น"
"เฮ้ย ไอ้ใจ ทำไมยังไม่นอนวะ"
"ฉันยังไม่ง่วง ก็เดินมาเรื่อยๆ เผื่อว่าจะพอเป็นเวรยามได้"
"วะ เอ็งนี่ มีน้ำใจ ไม่ต้องๆ คนเรามีถมเถ"
ทองเหม็นยืนไม่ตรง ใจรีบทำเข้าประคอง
"ฉันพาพี่ทองเหม็นกลับเรือนดีกว่า"
ทองเหม็นพยักหน้า เดินพาตรงไปที่ทางเข้าที่ชายฉกรรจ์เฝ้าอยู่ 4 คน ใจประคองทองเหม็นมา กำลังจะพาเดินผ่านชายฉกรรจ์ 4 คนนั้นเข้าไป
ทองเหม็นเกิดขย้อน ก้มลงอาเจียนเพราะความเมา
ชายฉกรรจ์คนที่เป็นหัวหน้าเข้ามาพยุงนายทองเหม็นทันที อีกคนกันใจออกห่าง ใจรีบพยายามบอก
"ฉันจะพาพี่ทองเหม็นกลับเรือน"
"ไม่ต้องๆ ข้าพาไปเอง พ่อทองเหม็นก็เมาอย่างงี้ทุกคืน"
ชาย 1 ประคองทองเหม็น
"ข้าเมาที่ไหน พวกเอ็งนั่นแหละ เมาเหมือนหมา ฮ่าฮ่าฮ่า"
ทองเหม็นหัวเราะร่า ชาย 1 ประคองเดินไปทางเรือนพ่อค่าย ใจขยับอยากจะตาม ชาย 2 เดินเข้ามาขวางทันที
"เอ็งมาใหม่ใช่มั้ย"
"จ้ะ"
"มิน่า...ถึงยังไม่รู้ เอ็งกลับไปเถอะ ตรงนี้เป็นส่วนของพวกพ่อค่าย ยามกลางคืน ห้ามคนไม่มีธุระเข้า"
"อ๋อ ได้....ข้าไม่รู้จริงๆ"
ใจมองตาม แล้วทำทีเป็นถอยออกมาอย่างว่าง่าย หันหลังเดินกลับออกไป ใจเดินห่างออกมาจากทางเข้า ใจไม่ทันเห็นว่า ดอกรักซุ่มมองทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น ด้วยสายตาไม่ไว้ใจ

"คนอย่างเอ็ง ไอ้ใจ อยากรู้อยากเห็นไปทั่ว .. คงไม่ได้มาดีแน่ๆ"
ใจเดินมาหยุดหน้าเรือนแฟง มองทอดสายตาเข้าไป เห็นพวกผู้หญิงนั่งคุยกันอยู่ แฟงกำลังเจียนหมากให้เฟี้ยมกับจันทร์ สไบกำลังปั่นด้ายในแสงไต้ งดงาม อยู่ที่ชานเรือน

ใจมองด้วยความความผูกพัน ใจยิ้มให้ แต่แววตานั้นเศร้านัก แล้วค่อยๆถอยออกไป สไบมองตามอย่างแปลกใจ

ฟักกำลังนั่งเป่าขลุ่ย เสียงขลุ่ยฟังเศร้าสร้อยโหยหวน ใจเดินมาหยุดฟัง ฟักหยุดเป่าหันมาทักทายใจ
"เอ็งนอนไม่หลับเหมือนกันหรือ ใจ"
"อยู่ที่นี่ สบายกว่าร่อนเร่ หนีภัยศึก"
"แต่ก็ยังหลับตาไม่สนิท" ฟักบอก
"พี่ฟักเป็นเหมือนกันหรือ" ใจบอก
"ข้าคิดถึงพี่ทัพ คิดถึงน้องสาวข้าอีกคน"
ใจมอง ฟักแววตาหม่นหมองลง
แฟงยังนั่งเจียนหมากให้นางเฟี้ยมกับนางจันทร์อยู่ สไบคงปั่นฝ้ายไปเรื่อยๆ เฟี้ยมยกมือไหว้ฟ้าดิน
"ขอคุณพระคุณเจ้าจะคุ้มครอง นังเฟื่องกับจวงด้วยเถอะ"
"พี่ทัพต้องพาพี่เฟื่องกลับมาหาเราจ้ะ"
แฟงพูดทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจ น้ำตาคลอ นางจันทร์ได้ยินแล้วซับน้ำตาคิดถึงลูกสาว
"ป่านนี้มันจะไปตกระกำลำบากถึงไหนกันก็ไม่รู้ เมื่อไหร่ศึกสงครามมันจะหมดไปจากแผ่นดินเสียทีนะ"

ในวัดร้างที่ถูกเผาแล้ว กองไฟที่ก่อไว้พอให้แสงสว่างน้อยๆ ที่ว่างด้านนอกโบสถ์ จวงกำลังซับเหงื่อที่อกสังข์ที่กำลังเพ้อด้วยพิษไข้ที่โดนฟัน
สังข์เพ้อจับมือจวงไว้แน่น
"จวง จวง อย่าทิ้งฉันไป"
"ฉันอยู่นี่ ฉันไม่ทิ้งแกไปไหนหรอก ปล่อยมือฉันก่อน"
สังข์ไม่ยอม เพ้อจับมือเปะปะ จวงพยายามดันสังข์ออกห่างด้วยความไม่ชอบหน้า ด้านหลังมีชาวบ้านที่พอเหลืออยู่ แยกย้ายกันนอนพักห่างออกไปตามมุมต่างๆ

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 9/4 วันที่ 15 ม.ค. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ