อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 21/4 วันที่ 6 ก.พ. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 21/4 วันที่ 6 ก.พ. 58

สไบมองเฟื่องที่ยิ้มให้กำลังใจ
"หัวใจรักใช่บังคับด้วยเหตุด้วยผล รักก็คือรัก พี่ใจเองก็รู้ข้อนี้ดี"
"แต่บุญคุณแผ่นดินสำคัญกว่ารัก ชาตินี้เราไม่อาจเคียงคู่กันได้ ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้เราได้เกิดมาเป็นคนไท เกิดมาร่วมแผ่นดิน ได้รักกันอีกสักครั้งเถอะ"

เฟื่องปลอบและมองสงสาร สไบมองไปไกล กลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจไว้อย่างที่สุด
ใจที่แต่งตัวเช่นทหารคนอื่นๆ ก้าวออกมาจากที่พัก มองไปรอบค่าย เห็นทหารกำลังคุมเชลยไทยทำงานสร้างค่ายอย่างหนัก



เชลยไทยหลายคนถูกทุบตี หลายคนถูกเจาะตรวนไว้ที่เอ็นร้อยหวาย เดินลากขาด้วยความเจ็บปวด เชลยไทย ชายแก่คนหนึ่งแบกไม้ไม่ไหว ทหาร 2 คนเข้าไปรุมทุบตี
ใจเห็นก็รีบวิ่งเข้าไปห้าม
"หยุด"
ทหารมองใจแล้วถอย ใจมองเชลยที่ล้มพับไปกับพื้น แล้วดึงแขนขึ้นมา เชลยไทยชายแก่มองใจ แล้วเดินเลี่ยงไปทางที่เชลยไทยรวมกันอยู่ เชลยพอเห็นใจที่เป็นทหารมองมา ก็พากันเดินหนี ใจสีหน้าอึดอัด ทหารอังวะมองมาที่ใจด้วยสายตาแปลกประหลาดที่ใจช่วยเชลย แล้วพากันเดินไป
ใจที่ยืนอยู่ท่ามกลางความอึดอัด สับสน

แฟงเปิดหม้อนึ่งขนมใส่ไส้ที่กำลังสุก มีลำดวนกับเด็กๆที่อยากกินเต็มแก่
"หลีกไปไกลๆร้อนนะ...ไปนั่งตรงโน้นแล้วพี่แฟงจะยอมให้กิน ใครดื้อ..อด"
เด็กๆพากันรีบวิ่งไปนั่งรอที่แคร่ แฟงยกขนมใส่ไส้มาให้ แกะป้อนอย่างมีความสุข
ทัพตักน้ำมาเทใส่ตุ่ม มองอย่างมีความสุข แฟงหันมามอง ทำหน้าดุใส่ ทัพทำท่าว่าเขาอยากมีลูกแบบนี้ 3คน แฟงส่ายหัว ทำท่าคนเดียว ทัพต่อลองเหลือสอง แฟงส่ายหน้า ยืนยันคนเดียว
เด็กๆเห็นแฟงช้า จึงแย่งห่อขนมในมือไป แฟงทำท่าให้ทัพดูว่า...เห็นมั้ย เด็กซนอย่างนี้เลี้ยงไม่ไหวหรอก ทัพหัวเราะชอบใจ

สุกี้นายกองกำลังวางแผนอยู่กับนายกองคนอื่นๆ จอกยีโบมองสุกี้นายกองด้วยสายตาเห็นด้วย
ใจก้าวเข้ามา ทุกคนหันไปมอง ใจมองหน้าสุกี้ จอกยีโบมองวัดใจ
ในอดีต ใจกับชินอ่องเมื่อตอนอยู่สำนักดาบอังวะ ชินอ่องร่ายทวนดูน่ากลัว ใจ - เจิด - ชินอ่อง อาบน้ำว่านด้วยกัน เจิดบอกให้ใจอย่าใจอ่อน เนเมียวสีหบดีให้ทหารคนสนิทมารับตัวชินอ่องไปจากสำนักดาบอังวะ
ชินอ่องปลอมตัวมาพบใจอยู่เสมอ แต่เป็นมุมด้านหน้า เพราะก่อนนั้นเห็นแต่ด้านหลังกับรอยสัก
ใจเดินตรงเข้ามามองค่ายบางระจันจำลองที่อยู่บนกระดานแผนการรบ ใจตัดสินใจเข้านั่งประจำที่ สุกี้มองใจนิ่ง
"หอปืนใหญ่เราเดินหน้าเข้าใกล้ระยะยิงเต็มทีแล้ว ใกล้เวลาที่เราจะได้เห็นค่ายบางระจันมันย่อยยับลงต่อหน้าต่อตาเสียที ข้าจะเอาปืนใหญ่ยิงทำลายขวัญมันให้กระเจิง แล้วเอากองทหารบุกล้อมเข้าไปพร้อมกันทุกทิศทุกทาง ทีนี้ก็คอยดู...แม้แต่หนูสักตัวก็ไม่มีวันเล็ดลอดออกมาได้"
ใจมองทุกคนแล้ว นิ่งอยู่อึดใจ แล้วก้มมองแผนผังจำลองบนกระดาน
"ไม่ต้องใช้กำลังล้อมค่ายขนาดนั้น เข้าตีแค่เพียงด้านหน้าทางเดียว พวกระจันก็รักษาค่ายไม่ได้แล้ว"
ใจเลื่อนที่เป็นปืนใหญ่อ้อมมาวางด้านหน้าระเนียดจำลอง จอกยีโบแย้งขึ้นทันที
"แต่เจ้าเคยแจ้งว่ามันมีทางเข้าออกหลายทาง รอบค่าย"
สุกี้มองใจอย่างระแวงใจ ใจยังสีหน้าปกติ ไม่มีพิรุธ
"พวกค่ายบ้านระจันทำทางเข้าออกหลายทางไว้หลอกพวกเรา" ใจขยับทัพสุกี้ใหม่ "ทำลายจากทางด้านหน้า ตรงเข้าใจกลางค่าย เป็นวิธีที่รวดเร็วและง่ายที่สุด ไม่ต้องเปลืองแรงทหาร ค่ายบางระจันไม่มีปืนใหญ่ พวกเราสามารถล้อมจับมันมาเป็นเชลยได้ไม่ยาก"
"ทำอย่างเจ้าว่า พวกที่ไม่คิดสู้ก็หนีออกทางด้านหลังได้"
"เขาไม่สู้ก็ปล่อยให้เขาหนีไปซิ"
สุกี้นายกองบอก
"ข้าไม่ปล่อย ไม่ต้องการเชลย"
ใจตกใจ มองสุกี้ตาวาวทันที
"ศึกนี้..เนเมียวไม่ต้องการให้คนในบางระจันรอดไปได้แม้แต่ชีวิตเดียว เราจะไม่เก็บใครไว้เป็นเชลย"
ใจรู้ทันทีว่าจอกยีโบ และสุกี้ทำได้จริงๆ
"ข้าอยู่ในกรุงศรีมาหลายปี ข้ารู้จักพวกมันดี คนไทรักอิสระ พวกมันจะสู้จนตัวตาย แต่จะไม่ยอมเป็นทาสใคร"
ใจมองสุกี้ที่ประเมินทุกอย่างไว้แล้ว
"เราไม่ควรเอามันไว้ ข้าจะถล่มค่ายบ้านระจันให้แหลก...ฆ่ามันให้หมดทั้งค่าย แม้เด็กกินนมก็จะไม่ให้เหลือ...ด้วยปืนใหญ่นี้"

สุกี้ขยับปืนใหญ่กลับมาล้อมค่ายบางระจันด้านข้างไว้เหมือนเดิม
ในเรือนค่าย แท่นนอนสงบนิ่ง ศพตั้งอยู่กลางห้อง ทุกคนนั่งซึมล้อมรอบ คนที่ตำแหน่งน้อยก็จะนั่งอยู่นอกห้อง บางคนยังร้องไห้ไม่หยุด

พระอาจารย์ธรรมโชติ เดินเข้ามาเงียบๆ ทุกคนเห็นก้มลงกราบ พระอาจารย์เดินไปนั่งที่ตั่งมุมห้องเหนือเตียงเงียบๆ
โชติบอก
"สิ้นบุญพ่อแท่นแล้ว ขวัญชาวค่ายระจันคงฝ่อ หมดกำลังใจสู้กับพวกอังวะแล้วหลวงพ่อ"
"เราคงปลุกพ่อแท่นขึ้นมามิได้อีก คนที่อยู่นี่แหละจะต้องคิดต่อ ถ้าไม่สู้ก็หนีเข้าป่าไป" หลวงพ่อบอก
"ถ้าเข้าป่า ก็หมายว่าเรายอมยกแผ่นดินนี้ให้ไอ้พวกอังวะง่ายๆ"
"แล้วลูกหลานเราก็จะกลายเป็นเชลย กลายเป็นคนอาศัยแผ่นดินคนอื่นอยู่"
ทองแก้วบอก
"ฉันไม่มีวันยอม"
"ฉันก็ไม่ยอม ฉันจะอยู่ที่ค่ายนี้ ที่นี่คือบ้านที่ฉันเกิด ฉันไม่หนีไปไหน" ทองแสงใหญ่บอก
โชติบอก
"พ่อแท่นพาพวกฉันมาอยู่บางระจันก็เพราะจะช่วยกันรักษาแผ่นดินปู่ย่าตายายไว้ จะให้ฉันหนีเข้าป่า ก็เท่ากับฉันทรยศคำที่ให้พ่อแท่นไว้"
ดอกไม้บอก
"พวกฉันเคยหนีเข้าป่ามาแล้ว จะไม่มีวันตาขาวอย่างนั้นอีก"
หลวงพ่อธรรมโชติบอก
"แล้วพวกผู้หญิงกับเด็กๆล่ะ จะให้เขาไปอยู่ไหน จะให้เขาสู้ด้วยอย่างนั้นหรือ"
ทุกคนเงียบ
"อาตมาเป็นแค่พระ เป็นผู้อุทิศตนอยู่ใต้คำสอนของพระพุทธโคดม การจะแสดงความคิดเห็นให้คนฆ่าฟันกันนั้น...ไม่ใช่กิจของอาตมา"
พันเรือง บอก
"ขออย่าให้บาปของพวกเรา ไปเปื้อนชายจีวรของพระคุณเจ้าเลย พวกเราตั้งมั่นแต่แรกแล้วว่าเราจะไม่หนี เราสร้างค่ายรวมชีวิตกันมา...ด้วยมีจุดประสงค์ร่วมกันว่าจะพลีชีพ รักษาแผ่นดินเกิดไว้ให้ลูกหลาน"
"ขอพระคุณเจ้าอย่าข้องแวะกับกิจนี้เลย เราจะประชุมชาวค่ายทั้งหญิงและชายเองว่าใครคิดจะอยู่ หรืออยากจะไป แล้วแต่สมัครใจ ส่วนพวกข้าตรงนี้ เห็นที่จะขอตายลงทีนี่" ทองแสงใหญ่บอก
ทองแสงใหญ่ก้มลงกราบพระอาจารย์ธรรมโชติเป็นคนแรก คนอื่นๆคิดได้ แล้วก้มลงกราบทีละคนๆ
พระอาจารย์ธรรมโชติมองทุกคนนิ่ง....เหมือนกำลังบริกรรมคาถาอยู่เงียบๆ พวกทัพมองด้วยความสะเทือนใจ

แฟงนั่งร้องไห้เสียใจอย่างหนัก คอยทัพอยู่หน้าบ้าน ทัพเดินเข้ามานั่งอยู่ใกล้ๆ ไม่พูดอะไร แฟงหันมาซบไหล่ร้องไห้ต่อ โดยไม่ได้กอดกัน
"พ่อแท่นเป็นคนพาฉันมาอยู่บางระจันนี่ ไม่มีพ่อแท่น ฉันก็จะไม่ไปไหน ฉันจะไม่หนีไปไหนแล้ว"
"แล้วแม่...แม่ของเราทั้งสองคนจะทำอย่างไร แกทั้งสองคนแก่แล้ว คงไม่มีแรงจับดาบสู้พวกมันดอก พี่อยากให้แฟงพาแกไปอยู่ที่อื่น"
แฟงขยับหน้ามามองทัพอย่างไม่แน่ใจ แต่ทัพยังคงนั่งมองไปไกลอย่างไร้จุดหมาย ไม่กล้าสบตาแฟง
"พี่พูดจริง พี่สงสารแม่ สงสารแฟง เราไม่มีทางเลือกดอกแฟง พรุ่งนี้พ่อค่ายจะเรียกประชุม แฟงต้องตัดสินใจ"

ทั้งสองต่างกอดกันร้องไห้
รุ่งกำข้าวสารก้นกระบุงขึ้นมองด้วยสายตาหนักใจที่ข้าวเหลือไม่มาก..แต่ก็ตัดสินใจโกยลงกระบอก

ชาวบ้านอีกหลายคนต่างช่วยกันเก็บข้าวของ อาหารแห้ง ถ้วยชามหม้อไหใส่ห่อผ้า
ปริก ปลวก โปรย เดินยกกระจาดข้าวสารจะมาเก็บ เห็นเงาคนตะคลุ่มๆอยู่ก็ตกใจ
"ใคร...มาทำอะไรในครัวนี่" ปริกถาม
รุ่งและทุกคนชะงัก
"ฉันเองแม่ปริก ปลวก โปรย" รุ่งบอก
"มาทำลับๆล่อๆอะไรกันนี่แม่รุ่ง" ปลวกถาม
"ฉันขอข้าวสารก้นกระบุงนี่เถอะนะ ฉันจะไม่อยู่ที่ค่ายระจันนี่ต่อไปแล้ว"
โปรยบอก
"จะออกจากค่ายไปจริงๆหรือแม่รุ่ง ข้างนอกมีแต่พวกข้าศึกอยู่ทุกหย่อมหญ้า อยู่ที่นี่ยังช่วยกันได้นะ"
"อยู่ไม่ไหวแล้ว มันยิงปืนใหญ่มาใส่ทุกวันๆ อกสั่นขวัญแขวนหมดแล้ว นี่..ข้าวปลาอาหารก็งวดลงทุกที จะออกไปเก็บไปหาอะไรนอกค่ายกินก็ไม่ได้"
ปริกบอก
"ออกไปนอกค่าย เท่ากับออกไปให้พวกมันจับเอาง่ายๆนะ"
"ออกไป อาจจะรอดหูรอดตาพวกมันได้ แต่ถ้าอยู่ในนี้ ไม่รู้จะตื่นมาโดนปืนใหญ่ตายวันไหน"
ชายแก่บอก
"อย่าโกรธพวกข้าเลยนะ พวกข้าต้องไป"
ปริก ปลวก โปรย มองอย่างเห็นใจ
ปลวกบอก
"งั้นเอาข้าวสารนี่ติดตัวไปอีกเยอะๆนะ ไว้หุงหากินกันกลางทาง"
ปลวกรีบดึงกระบอกข้าวมาเทเพิ่มให้อีก
รุ่งมองอย่างซาบซึ้งน้ำใจ รีบดึงกระบอกกลับ
"ไม่เอา พวกเอ็งเอาไว้เถิด คนในค่ายอีกตั้งมาก ข้าวยังต้องปล่อยให้แห้งคานา เก็บเกี่ยวอะไรกไม่ได้.....ข้าไปล่ะนะ"
"ข้าอยากไปกับพวกเอ็งจริงๆ แต่กลัวไปหมดแรงกลางทางเสียก่อน"
"คนเราต้องกล้าเสี่ยง อยู่ก็ตาย ไป..อาจจะรอด"

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 21/4 วันที่ 6 ก.พ. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ