อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 22/4 วันที่ 10 ก.พ. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 22/4 วันที่ 10 ก.พ. 58

"เปิดประตูค่าย"
ทหารที่หลบข้างประตูหันขึ้นไปมองทองแสงใหญ่...รอคำสั่ง ทองแสงใหญ่พยายามกลั้นน้ำตา ตะโกนต่อ...
"เปิดประตูค่าย"
ยามค่ายช่วยกันเปิดประตูออก

จันหนวดเขี้ยว กับขุนสรรค์พานักรบเดินออกไปอย่างห้าวหาญ ไม่เกรงกลัวใดใด พวกพ่อค่ายที่ยืนส่งต่างน้ำตาคลอ ไม่อาจพูดใดใดได้ ประตูค่ายปิดลง



ใจเดินเข้ามาหยุดมองสุกี้ที่กำลังสั่งการอยู่อย่างไม่สบายใจ
"ข้าจะให้พวกเอ็งเข้าประชิดหลัง แล้วเอาปืนใหญ่ยิงสกัด อย่าให้ใครหลบออกมาได้ ส่วนข้าจะบุกนำเข้าทางหน้าค่าย เราจะล้อมฟันมันให้สนุกมือทั้งด้านหน้าด้านหลัง แต่แผนนี้ต้องทำเป็นการลับ อย่าให้พวกระจันรู้ตัวโดยเด็ดขาด"
สุกี้นายกองหมายจะประชิดหลังค่ายด้วยการขุดอุโมงค์มุด ใจรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
ทหารอีกคนวิ่งจากทางหน้าค่าย เข้ามารายงาน
"ไอ้พวกระจัน มันพากันมาที่หน้าค่ายแล้วพระนายกอง"
ใจหันขวับไปมองทางหน้าค่าย สุกี้พระนายกองมองไปหน้าค่าย ยิ้มอย่างเยือกเย็น

ที่หน้าค่ายอังวะที่บ้านขุนโลก จันหนวดเขี้ยวและขุนสรรค์ พานักรบบ้านระจันจำนวนไม่ถึงร้อย เดินมากลางทุ่ง หยุดที่หน้าระเนียดค่าย เห็นปืนใหญ่ตั้งอยู่ทุกป้อม
"พี่น้องและเพื่อนค่าย ข้าศึกตั้งรับเราอยู่ข้างหน้าแล้ว เรายกมาแล้วจะหยุดเพราะกลัวนั้นผิดวิสัย"
ใจ สุกี้พระนายกอง ควบม้าออกมากับนายกองคนอื่นๆ ยืนม้ามองลงไปที่กลุ่มนักรบบ้านระจัน
"นักรบเราใช่คนขลาด จะหยุดรับเอาเชิงศึกอยู่แต่ในค่ายหาใช่วิสัย จงมาพลีชีพเพื่อแผ่นดินเถิด รุกไปอย่าได้เสียดายชีวิต" ขุนสรรค์บอก
"ถึงแพ้ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นนักรบกล้าที่ชนะอยู่หน้าค่าย โห่ตามข้ามา โห่ลาค่ายและบางระจัน โห่ไว้ยศให้นักรบเรา โห่ให้คนชนะที่เขามีชีวิตช่วยฝังศพพร้อมกันเป็นสามลา"
เสียงโห่จากนักรบทุกคนดังกึกก้อง สามครั้งทันที ใจมองภาพนักรบที่กล้าตายด้วยความสะเทือนใจ ทหารอังวะกรูกันออกมา ด้านบนป้อม พลปืนเข้าประจำที่ ขุนสรรค์ และ นายจันยิ้มให้กัน นายจันชูดาบขึ้น ขุนสรรค์ สั่งพลปืนยิงสกัดอังวะทันที ทหารอังวะที่พุ่งมาถูกยิงล้ม ตายไปหลายศพ
จันหนวดเขี้ยว พาพวกนักรบบ้านระจันพุ่งเข้าฟันทหารอังวะทันที เห็นสองฝ่ายต่างฟันกันไม่ถอย
ขุนสรรค์ระดมยิงแล้ววิ่งเข้าใส่ด้วยด้ามปืน
"ลาก่อนค่ายระจัน ลาก่อนแผ่นดินที่เกิด ลาทั้งสองนี้ จงเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ของนักรบอย่างข้า...ลา ที่ต้องการให้ลูกหลานไทจงรักษาไว้"
ขุนสรรค์ใส่ลูกปืนยิงขึ้นไปบนป้อม
ทหารอังวะถูกกระสุน ร่วงตกจากป้อม
"ใครอื่นจะแย่งศักดิ์และเกียรตินี้ไปจากตัวข้ามิได้ ถึงตายแล้วขอศักดิ์ชายชาติ นักรบของข้า จงยังมีชื่อติดแผ่นดิน ติดปากคนอยู่หลัง"
จันเขี้ยวฟันไม่ยั้ง พลปืนบนป้อมเริ่มยิงลงมา ทหารบ้านระจันหลายคนโดนปืนล้มลง ใจมองภาพการรบที่บ้านระจันเสียเปรียบทุกทางด้วยความกดดัน
ขุนสรรค์เล็งปืนไปบนป้อมแล้วเหนี่ยวไก
"มิ่งไม้และฟ้าเขียวจักเป็นพยาน วันนี้นักรบลาโลกเพราะไว้ยศกองทัพระจัน"
สุกี้พระนายกองรับปืนมาจากทหาร ใจมอง สุกี้พระนายกองเล็งไปที่ขุนสรรค์ ใจมองตกตะลึง กระสุนแล่นเข้าเจาะร่างขุนสรรค์กลางอก
จันเขี้ยวมองขุนสรรค์ที่ปืนหลุดมือ เลือดทะลักจากอก ทรุดร่างลงบนพื้นดิน
ด้านหลังทหารอังวะเข้ามาโอบล้อมนักรบที่เหลืออีกมากมายนับไม่ถ้วน จันหนวดเขี้ยวหันไป ชูดาบ พุ่งเข้าหา ใจมองเห็นแล้วยิ่งสลด เมื่อทหารอังวะล้อมเข้าฟันนักรบบ้านระจันแบบ 5 ต่อ 1
จันหนวดเขี้ยวถูกรุมแทงจนทรุดร่างลง ขาดใจตายทั้งๆที่ดาบปักกลางอกหลายเล่ม
"ครบ 3 ลาสุดท้าย ข้าขอคำนับผู้ชนะเราแต่เพียงกาย หัวใจชายบางระจันขอเป็นไท มิยอมก้มหัวเป็นเชลยให้ คนชนะมันได้ก็เพียงศพเราไป"
ใจเบือนหน้าหนีด้วยความสะท้านเยือกในหัวใจ สุกี้วางปืนลงช้าๆ มองนักรบระจันนิ่ง อย่างผู้ชนะ
"พวกมันเป็นอย่างที่ข้าพูด ไอ้พวกระจัน"

ศพก่ายกองของนักรบบ้านระจันที่หน้าค่าย ไม่มีเหลือใครรอดกลับไปได้แม้เพียงชีวิตเดียว
พันเรือง ทองแสงใหญ่ วิ่งนำทั้งหมดออกมาที่ลานนอกค่ายด้วยความตกใจ เห็นกองม้าลาดตระเวน นำร่างไร้วิญญาณของจันหนวดเขี้ยว และขุนสรรค์ พาดบนหลังม้าวิ่งมาไกลๆ

ทุกคนยืนมอง...เริ่มเข้าใจเหตุการณ์ บางคนทนไม่ได้ร้องไห้ออกมา
กองม้าลาดตระเวนเข้ามาใกล้ หยุด...
"พ่อจันเขียว กับพ่อขุนสรรค์สิ้นแล้ว"
ทุกคนปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร บ้างก็พนมมือไหว้ฟ้าดิน
"ขอพ่อขุนสรรค์กับพ่อจันเขียวไปรอพวกเราอยู่บนสวรรค์เถิด"
สังข์บอก
"ข้าจะขอจำวีรกรรมพ่อทั้งสองเป็นแบบ"
สไบ แฟง เฟื่อง จวง ยืนน้ำตาอาบแก้ม แต่แววตานั้นกล้าหาญมาก
พันเรืองกับทองแสงใหญ่ก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาได้
พันเรือง สั่ง
"พาพ่อทั้งสองเข้าไปในค่ายเถิด"
พันเรืองและทองแสงใหญ่เดินเข้าไปหาร่างของพ่อค่ายทั้งสอง
ทองแสงใหญ่จับมือจันหนวดเขี้ยวที่เต็มไปด้วยเลือดขึ้นพนมเหนือศีรษะ น้ำตาไหลพราก
"พ่อจันได้ทำตามสัญญาที่เราให้ไว้แก่กันแล้ว พ่อได้ปกป้องค่ายระจันไว้ด้วยชีวิต"
พันเรืองเข้าไปไหว้ขุนสรรค์
"พ่อได้เสียสละชีวิตเพื่อแผ่นดินแล้ว แต่นี้ไปลูกหลานไททั้งแผ่นดินจะเป็นหนี้บุญคุณพ่อทั้งสองตลอดไป"
สังข์ ขาบ และพวกผู้ชายเข้ามาไหว้ แล้วช่วยกันยกร่างพ่อจันเขียวกับพ่อขุนสรรค์ขึ้นบ่าแบกเข้าค่ายไป พวกสไบ แฟง เฟื่อง จวง ได้แต่เดินร้องไห้ตามขบวนไป

ภายในคุก กรุงศรีฯ ทัพถูกขึงติดกับไม้กากบาท ผู้คุมฟาดแส้เข้าเต็มหลัง ทัพสะดุ้งแต่ไม่ยอมร้อง มีแผลเต็มหลัง
"มึงจะบอกหรือไม่ไอ้ทัพ ใครส่งมึงมา"
ทัพเจ็บจนจะหมดสติ พยายามฝืน
"ข้า..มา จาก..ระจัน"
"มึงโกหก ขบถอย่างมึงหรือจะหันมาจับดาบสู้ศึก มึงมันหนีทัพไปแล้ว โบยมัน จนกว่ามันจะรับสารภาพ"
ผู้คุมฟาดแส้ลงไปอีก 2 ที ทัพก็สลบ
"ราดน้ำปลุกมันขึ้นมา ไอ้พวกไส้ศึกปากมันแข็ง อย่าใจอ่อนกับมัน"
พัศดีเอาถังน้ำสาดใส่เต็มแรง ทัพสะดุ้งตื่น...ตาลาย เห็นผู้คุมยืนถือถังน้ำมองอยู่ คุณพระนายเดินเข้ามาอยู่ข้างหลังผู้คุม
"โบยมัน จนกว่ามันจะคายความ"
ผู้คุมสะบัดแส้ เสียง “ควับ” น่ากลัว กำลังจะฟาดลงไป....
"หยุด...อย่าโบยมันอีก"
เสียงพระยาธรรมาธิกรณ์ เดินเข้ามากับนายทหารหลวงติดตาม
"ท่านเจ้าคุณรัตนาธิเบศร์ให้ข้าพเจ้ามารับตัวนักโทษไป"
"ข้าพเจ้าแจ้งท่านเจ้าคุณแล้วไงว่า ข้าพเจ้าจะเค้นความมันเอง"
"มิได้...ขุนหลวงวัดประดู่ มีรับสั่งให้ข้าพเจ้านำมันไปเข้าเฝ้า"
คุณพระนายแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
"ทำไมต้องถึงพระคุณเจ้าสมเด็จพระอนุชาด้วย"

พระยาธรรมาธิกรณ์ไม่ตอบ หันไปมองทัพ ทัพยังไม่ค่อยรู้สึกตัว เจ็บแสบไปทั้งร่าง ถูกทหารมาปลดตรวน ลากออกไป
ณ หอพระ สรรเพชญปราสาท ทัพถูกวางทรุดลงยังพื้นท้องพระโรง เห็นชายจีวรเสด็จมาหยุดอยู่ตรงหน้า ทัพร้องไห้กราบลงสามหน

เสียงพระเจ้าอุทุมพรซึ่งบวชแล้ว มีสมัญญานามว่า "ขุนหลวงหาวัด" บอก
"ข้าได้ยินกิตติศัพท์พวกบางระจัน ขอชมว่าหัวใจกล้าพวกมันสมเป็นคนเลือดไทย"
ทั้งท้องพระโรงมีเพียงพระเจ้าอุทุมพร เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ พระยาธรรมาธิกรณ์ และ
ทหารวังเพียง ๒ คนเท่านั้น
"มึงมันเหมือนพ่อมึงแท้ สัตย์ซื่อแต่ผยองเดช มิยอมก้มหัวให้ผู้ใด หากมันผู้นั้นไม่มีศีล"
ทัพเงยหน้ามองด้วยน้ำตา
พระสังฆราชเจ้า ก้มมองด้วยสายพระเนตรที่เปี่ยมพระเมตตา
"ข้าพระพุทธเจ้ามิรู้จะพึ่งผู้ใดแล้ว หากมิได้ปืนใหญ่ไปยิงสู้ ค่ายบางระจันคงแหลกยับคงตายกันหมดทั้งค่าย"
"แล้วมึงจะเอาปืนใหญ่สักกี่กระบอกถึงจะยิงสู้มันชนะ พวกมันมีปืนเป็นพันกระบอก"
ทัพเงียบ ตอบไม่ได้
"ขนปืนใหญ่ออกนอกกรุงเพลานี้อันตรายนัก ข้ามองไม่เห็นทางว่าจะฝ่าทัพอังวะเรือนแสนไปถึงบางระจันได้อย่างไร ข้าขอเถอะ..ถึงกรุงศรีจะมีปืนใหญ่นับพันกระบอก แต่กองทหารปืนใหญ่ไม่อาจเคลื่อนออกนอกกำแพงเมืองได้ มิมีทางเป็นไปได้เลย"
ทัพเสียใจร้องไห้สะอึกสะอื้น เอื้อมมือไปรวบชายจีวรขึ้นจบหัว
"หากมิทรงเมตตา ขอโปรดฯปล่อยข้าพระพุทธเจ้าไปตายที่ค่ายระจัน ข้าพระพุทธเจ้าขอกลับไปตายกับคนระจัน"
เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ มองด้วยความสงสาร
"เรายังมีหนทางอีกวิธีหนึ่ง"
ทัพหันไปมอง ด้วยความหวังที่ริบหรี่
"พระองค์ทรงมอบหมายให้ข้านำคณะหล่อปืนใหญ่ไปหล่อให้เอ็งที่บางระจัน" เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์บอก
ทัพตื้นตัน ยิ่งร้องไห้หนัก
"เอ็งรีบนำท่านเจ้าคุณรัตนาธิเบศร์ไปบางระจันเถิด ข้าได้ข่าวว่าทัพเนเมียวสีหบดีกำลังคิดเคลื่อนพลจากปากน้ำประสบลงมาที่โพธิ์สามต้น หาไม่...เอ็งจะไม่อาจขึ้นไปถึงบางระจัน"
ทัพยังร้องไห้ไม่หยุด
"ท่านเจ้าคุณ บางระจันนี้ก็คือคนไทร่วมแผ่นดิน อาตมาทิ้งเขาไม่ลงจริงๆ ไปช่วยพี่น้องไทด้วยกันเถิด ด้านพระเจ้าอยู่หัวนี้อาตมาจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลเอง....แต่ท่านเจ้าคุณจงรีบกลับมารักษากำแพงพระนครให้ทัน ก่อนจะถูกทัพอังวะปิดเส้นทางทั้งสิ้น"
พระยารัตนาธิเบศร์ก้มกราบลาสามหน

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 22/4 วันที่ 10 ก.พ. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ