อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 23/4 วันที่ 16 ก.พ. 58

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 23/4 วันที่ 16 ก.พ. 58

"อย่าทำแฟง แฟงท้อง"
ใจสีหน้าตกใจ สไบขยับตัวพุ่งออกไป แฟง จวง ได้ยินเสียงด้านหลังก็หันกลับไปมองตามเสียง
"พี่สไบ"
สไบยืนเก้อ ทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าบอกว่ามีใจอยู่

"พี่สไบ พี่มาทำอะไรที่นี่"
ใจมองดูแล้วเห็นว่าท่าไม่ดีกลัวว่าสไบจะร้องให้ช่วย เลยรีบผลุบหายไปในพุ่มไม้ทันที
แฟง จวง เห็นอะไรแวบๆรีบเดินไปค้นดูในพุ่มไม้ด้วยความสงสัย แต่ไม่เห็นใครแล้ว แฟงกลับออกมา สไบสีหน้าไม่ค่อยดี
"พี่ใจใช่มั้ย"


สไบร้องไห้บอก "จ๊ะ"
"เขากลับมาที่นี่ทำไม"
"แฟง เค้าจะมาพาพี่หนี แต่พี่ไม่ไป"
แฟงจะวิ่งตาม จวงดึงไว้
"อย่าไปแฟง อาจมีพวกทหารอังวะรออยู่"
"ฉันไม่กลัว"
สไบห้าม
"อย่าแฟง อย่าตามไป แฟงกำลังท้องกำลังไส้ห่วงตัวเองก่อน กลับไปบอกพวกผู้ชายให้มาคอยระวังแถวนี้ไว้ดีกว่า พี่ใจเค้าคงหนีไปไกลแล้ว"

สไบห้ามแฟงไว้ ทั้งๆที่ก็ห่วงว่าใจอาจจะยังไม่ไปไหนไกล
บริเวณป่านอกค่ายบางระจัน

ใจวิ่งมาอย่างเร็ว พอถึงมุมหนึ่งที่มีใต้ต้นไม้ใหญ่ มีพุ่มไม้ใบหนา ใจพุ่งไปด้านหลัง เห็นเนินดินที่ถูกปิดไว้ ใจยกซากกิ่งไม้แห้งออก เปิดฝาที่ปิดไว้ เห็นโพรงที่ถูกขุดลึกลงไป ใจมุดลงไปในโพรงแล้วเอากิ่งไม้แห้งปิดบังไว้เหมือนเดิม
ในอุโมงค์มืด ใจคลานมาด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งใจคลานมาถึงปากหลุม

ใจกระทุ้งแผงปิดออก เห็นแสงแดดส่องเข้ามาเป็นลำ
ใจโผล่ขึ้นมาสูดลมหายใจ เหมือนคนจะหมดลม ก่อนพยายามพยุงร่างตัวเองเดินต่อจนเห็นกองม้าลาดตระเวนของสุกี้นายกองขี่ผ่านไป ใจหมอบ แล้วออกจากที่ซ่อน ใจปัดเนื้อตัวที่เลอะเศษดินเพื่อไม่ให้ใครผิดสังเกต

แฟง เฟื่อง จวงสีหน้าวิตก สไบยืนอยู่ตรงกลางลาน ทัพ สังข์ ขาบเดินเร็วเข้ามา
"หาจนทั่วแล้ว ไม่เจอร่องรอยไอ้ใจเลย" ขาบบอก
"เสียดายแท้ๆ ถ้าเจอฉันจะบั่นคอมันเอง" สังข์ว่า
"มันคงกลับมาดูลาดเลา" แฟงบอก
สไบสีหน้าไม่ดี ทุกคนมอง
"มันพูดบอกอะไรบ้างหรือเปล่า สไบ" ขาบถาม
"เค้าบอกว่า ค่ายระจันมิมีวันรอด อังวะจะเอาปืนใหญ่ยิงถล่มจนแหลก และกรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกลบชื่อไปด้วย"
"ชาติชั่ว หากเป็นอย่างมันว่า ศึกนี้เหี้ยมโหดกว่าคราวบุเรงนองยกมาเสียอีก" สังข์ว่า
"เค้ายังบอกอีกว่าถึงน้ำหลากท่วม ทัพอังวะก็จะไม่ถอย"
จวงบอก
"นี่พวกมันจะอยู่กันจนเลยหน้าน้ำหลากเชียวหรือ"
"มันรู้เรื่องเรากำลังหล่อปืนใหญ่มั้ย" ทัพว่า
"น่าจะรู้"
"มันคงคิดว่าเราไม่มีทางสู้" สังข์บอก
เฟื่องบอก
"เค้ารู้ว่าเราต้องสู้ เค้าถึงเสี่ยงเข้ามาเอาตัวสไบ"
ทุกคนมองเฟื่องที่เห็นต่าง เฟื่องมองไปที่สไบ
"เค้าคงรักสไบจริงๆ"
สไบส่ายหน้าไม่ยอมรับ กลัวทุกคนระแวง
"ฉันจะไม่มีวันหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว ยังไงฉันก็จะสู้กับทุกคนอยู่ในค่ายนี้"
"เรากำลังจะมีปืนใหญ่ไว้ยิงพวกมัน.....ให้มันรู้ว่าคนระจันนั้นสู้ขาดใจ"

แฟงยิ้มกับทุกคนด้วยความเชื่อมั่น
ทางด้านลานวิหารหลวงพ่อธรรมโชติ เวลาเช้า พระศักดิ์สงครามและคณะเดินตรวจพิมพ์ปืนใหญ่ทั้งสองกระบอก รอเวลาถอดพิมพ์ ทุกคนนั่งมองอย่างใจจดจ่อ

หลวงพ่อธรรมโชติกำลังนั่งวิปัสสนาอยู่ในวิหาร ปรากฏเป็นภาพในนิมิตร เห็นแสงไฟลุกวาบขึ้นเบื้องหน้า
บ้านเรือนน้อยใหญ่ในค่ายถูกระเบิด ไฟเผาผลาญไปจนหมด ชาวบ้านในค่ายวิ่งหนีการสังหารจากพวกอังวะอย่างน่าเวทนา เสียงหวีดร้องโหยหวนของชาวค่ายร้องดังระงม
หลวงพ่อลืมตาขึ้นมอง ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเหมือนในนิมิต พระยารัตนาธเบศร์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆหันไปมองอย่างแปลกใจ หลวงพ่อธรรมโชติสีหน้าวิตกกับลางร้ายบอกเหตุหลายอย่างที่เกิดขึ้น
"เห็นทีคงหนีชะตาแผ่นดินไม่พ้นเสียแล้ว"
หลวงพ่อธรรมโชติมองไปที่องค์พระพุทธรูปประธาน ขยับลุกขึ้นกราบ
พระยารัตนาธิเบศร์ขยับเข้าใกล้
"พระคุณเจ้าเกิดนิมิตอันใดหรือ"
พระอาจารย์ธรรมโชติเดินไปที่หน้าต่าง มองไปยังศาลาการเปรียญที่ชาวค่ายกำลังนั่งรอแกะพิมพ์ปืนใหญ่อยู่ พระอาจารย์เพ่งมองไปที่ลานค่ายอย่างผู้มองเห็นอนาคต
"โยมเจ้าคุณจงพาคณะกลับกรุงศรีอยุธยาเถิด โยมเจ้าคุณทำดีที่สุดแล้ว"
"แต่กระผมอยากจะอยู่รอแกะพิมพ์ก่อนพระคุณเจ้า"
"โยมไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว รีบกลับไปป้องกันกรุงศรีเถิด ค่ายบางระจันนี้เป็นหน้าที่ของชาวค่ายเอง"
"นี่คือนิมิตรที่พระคุณเจ้าได้เห็นหรือ"
"ชะตาชีวิตของคนเกิดแต่กรรม...สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นไปตามกรรม กลับไปเถิด เราต่างมีกรรมต่างวาระกัน"
"แล้ว...ชาวค่ายจะรู้สึกอย่างไร เขาจะเสียขวัญ"
"ก็..อย่าบอก พาคณะออกไปทางหลังค่ายเงียบๆ"

พระยารัตนาธิเบศร์นิ่งเงียบ ก่อนจะคุกเข่าพนมมืออย่างยอมจำนน...
พระยารัตนาธิเบศร์นิ่งเงียบ ก่อนจะคุกเข่าพนมมืออย่างยอมจำนน...

"ขอกระผมได้พบกับไอ้ทัพสักคนได้มั้ย"
"อาตมาจะให้มันตามไปพบที่ป่าหลังค่าย"
พระยารัตนาธิเบศร์ก้มลงกราบสามหน พระอาจารย์ธรรมโชติยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างนิ่ง ไม่มองพระยารัตนาธิเบศร์แม้แต่นิดเดียว
เวลาต่อมา ทัพควบอ้ายเลามาอย่างรวดเร็วจนมาถึงกลุ่มพระยารัตนาธิเบศร์ที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้กับกองทหารม้า ทัพหยุดม้ามองเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ลงม้ามากราบพระยารัตนาธิเบศร์อย่างสำนึกในบุญคุณ
พระยารัตนาธิเบศร์มองอย่างเมตตา
"พระคุณเจ้าธรรมโชติคงบอกเหตุผลเอ็งแล้วนะว่าทำไมข้าต้องรีบกลับกรุงศรี"
"ขอรับ"
"ข้าไม่อาจกลับกรุงศรีโดยไม่ลาเอ็ง อยากขออภัยเอ็ง...ที่ช่วยได้เท่านี้จริงๆ"
"แค่นี้ก็เป็นพระคุณแก่เกล้ากระผมอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว อย่าร่ำไรอาลัยเกล้ากระผมเลย หนทางเข้ากรุงศรีอยุธยาคงแคบลงกว่าเดิม ท่านเจ้าคุณและคณะจะมิปลอดภัย"
"เอ็ง..และชาวค่ายระจันนี้ หัวใจมันกล้าเกินคน เป็นบุญข้านัก..ที่ได้มีโอกาสมาเห็นหน้าพวกเอ็งทุกคน"
"เกล้ากระผมขอสาบานว่าจะขอปกป้องแผ่นดินนี้ด้วยชีวิต"
พระยารัตนาธิเบศร์ ยกมือขึ้นไหว้จบเหนือหัว
"ข้าก็จะขอให้สัตย์สาบานกับเอ็งว่า ข้าก็จะรักษาแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาด้วยชีวิตข้าเช่นกัน"
"อย่างไรเสียแผ่นดินกรุงศรีก็สำคัญกว่าชีวิตพวกเกล้ากระผมมากนัก"
"ไม่มีแผ่นดินไหนจะสำคัญกว่าแผ่นดินของเรา...เรายอมตายเพราะมันเป็นแผ่นดินของเรา"
ทัพก้มลงกราบ ไม่ยอมเงยหน้า
"เราคงต้องเร่งออกเดินทางแล้วท่านเจ้าคุณ หนทางมันอันตรายนัก"
พระยารัตนาธิเบศร์ตัดสินใจขึ้นม้าควบออกไปทันที พระศักดิ์สงครามและคณะควบตามไปอย่างรวดเร็ว

ทัพค่อยๆเงยหน้ามองตามน้ำตานองหน้า...เงียบ ไม่สะอื้น อย่างรู้ชะตาตัวเอง
พนักงานตีกลองศึก พวกพ่อค่ายวิ่งขึ้นมาบนระเนียด

ทัพควบม้ามาจากหลังค่าย สังข์ควบม้ามาจากอีกทางหนึ่ง ทั้งทัพและสังข์ วิ่งขึ้นไปหาพวกพ่อค่ายบนระเนียดมองตรงไปข้างหน้า...นอกค่าย แล้วใจหายวาบ เห็นหอปืนใหญ่ของสุกี้ และกองทหารยืนประจันหน้าอยู่เต็มทุ่ง
สุกี้นายกองควบม้าผ่านแถวทหารที่ยืนอยู่หน้าหอปืนใหญ่มาที่จอกยีโบ
"อองนายไปไหน สยา"
"คนใจอ่อน ไม่จำเป็นต้องมาอยู่หน้าทัพ"
"สยา ต่อไปนี้ข้าจะขอเป็นคนตัดสินโทษอองนายเอง คนใจอ่อนจะเป็นกองสอดแนมไม่ได้"

อ่านละคร บางระจัน ตอนทีี่ 23/4 วันที่ 16 ก.พ. 58

ละครเรื่อง บางระจัน สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บางระจัน บทประพันธ์ ไม้ เมืองเดิม
ละครเรื่อง บางระจัน บทโทรทัศน์โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น
ละครเรื่อง บางระจัน กำกับการแสดง พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด
ละครเรื่อง บางระจัน แนว แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์
ละครเรื่อง บางระจัน ออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 20.15 น ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ