อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 1 วันที่ 22 พ.ค. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 1 วันที่ 22 พ.ค. 58

หลังจากโผล่จากน้ำไปเห็นบัวบนเรือในวันนั้นแล้ว เหมก็เฝ้าคะนึงถึงเธอ พลันก็สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเด็กหญิงแว่วมา

เหมมองไปเห็นลำดวนเกาะกิ่งไม้อยู่บนต้นไม้ เพราะซนปีนขึ้นไปแล้วลงไม่ได้ เหมหัวเราะพูดขำๆ ว่าลิงลมตัวนี้พูดได้ด้วย ลำดวนฉุนที่ถูกหาว่าเป็นลิงลมเผลอปล่อยมือจากต้นไม้ตกลงมา เหมก้าวเข้าไปรับไว้ในอ้อมแขนแล้วรีบวางลง

เหมถามว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้

“ฉันอยู่เรือนติดกันนี่เอง แม่กับพี่สาวฉันมากราบคุณหญิงเรือนนี้ ฉันเลยแอบตามมา”



“ไป...พี่จะพาเจ้าไปหาแม่กับพี่สาวเจ้าเอง” เหมจูงลำดวนไป ลำดวนแอบมองยิ้มชอบใจเพราะอยากได้พี่ชายอยู่แล้ว

ที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง คุณปิ่นกับบัวกำลังคุยกับคุณหญิงชมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส คุณหญิงชมติงคุณปิ่นว่าไม่ต้องเคารพนบไหว้ตนดอก ท่านเจ้าพระยาพระคลังเกริ่นกับตนไว้แล้วว่าน้องสาวท่านจะมาอยู่ที่เรือนใกล้ๆนี้ ขาดเหลืออะไรก็มาหาได้เสมอ

“เป็นพระคุณเจ้าค่ะคุณหญิง แต่ถึงอย่างไรเสีย อีฉันก็เป็นผู้น้อยควรแล้วที่จะต้องฝากเนื้อฝากตัวกับคุณหญิงเจ้าค่ะ”

คุณปิ่นยกมือไหว้ คุณหญิงยิ้มรับ แม้ว่าคุณปิ่นจะเป็นเพียงภรรยาขุน แต่ก็เป็นน้องสาวเจ้าพระยาพระคลัง เจ้านายของสามีตน แต่กลับไม่ถือตัวทำให้คุณหญิงชื่นชมมาก

ขณะนั้นเอง เหมจูงมือลำดวนเข้ามา คุณปิ่นรีบบอกคุณหญิงว่าลูกสาวตนเองชื่อแม่ลำดวน แล้วเรียกลำดวนให้ไปกราบคุณหญิง ลำดวนคลานต้วมเตี้ยมเข้าไปกราบคุณหญิงอย่างน่ารักน่าเอ็นดู และคุณหญิงก็แนะนำว่าเหมเป็นลูกชายคนเดียวของตน ทั้งแนะนำเหมให้รู้จักกับคุณปิ่นภรรยาของท่านขุนนาฏยโกศล และบัวบุตรสาวคนรองของท่านด้วย

เหมรับไหว้บัวด้วยสายตากรุ้มกริ่ม บัวเองก็เขินไม่กล้าสบตากรุ้มกริ่มนั้น และก็ไม่พ้นสายตาผู้ใหญ่ทั้งสองที่มองหนุ่มสาวแล้วมองกันเองอย่างรู้กัน

เมื่อนางปิ่นมาเล่าให้ขุนนาฏฟังเรื่องเหมจ้องมองบัวไม่วางตา ก็หัวเราะร่าว่าบุตรีขุนนาฏงามเป็นที่เลื่องลืออยู่แล้ว ถูกทับทิมลูกสาวคนโตคนติงว่าพ่อท่านยกยอลูกตัวเองเช่นนี้ หากผู้อื่นมาได้ยินเข้าคงอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว

“ยกยอกระไรกัน ถ้าลูกพ่อไม่งาม หมื่นพิพิธลูกชายเจ้าขรัวจะมาสู่ขอไปเป็นศรีเรือนรึ” แล้วหันถามคุณปิ่น “แล้วพ่อเหมกระไรนี่เป็นอย่างไรบ้างเล่าแม่ปิ่น ถ้าดีแต่ชาติตระกูล แต่ไม่จับมีดจับพร้าเอาการเอางาน ฉันก็ไม่ยกแม่บัวให้ดอกนะ”

“ข้อนั้นยังไม่รู้ดอกเจ้าค่ะ เพราะยังอีกยาวไกลนะ ด้วยพ่อเหมก็รุ่นราวคราวเดียวกับแม่บัว ยังต้องศึกษาหาวิชาแลบวชเรียนก่อน แต่เรื่องรับราชการในภายหน้า ท่านเจ้าคุณบริรักษ์คงเป็นหลักให้ลูกได้ มิน่าห่วงดอกเจ้าค่ะ”

ขุนนาฏหัวเราะชอบใจว่ามาเมืองปากน้ำคราวนี้ไม่เพียงแต่มาจัดงานแต่งให้ลูกสาวคนโตยังทำท่าจะได้ลูกเขยคนรองด้วย ลำดวนที่นั่งฟังอยู่ถามว่าใครคือลูกเขยคนรองหรือจ๊ะพ่อท่าน ก็ถูกคุณปิ่นปรามว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก ลำดวนถามว่าสงสัยถามไม่ได้หรือจ๊ะ คุณปิ่นเลยหันไปบ่นขุนนาฏว่า

“เพราะท่านขุนแท้ๆเชียว เหล้าเข้าปากแล้วพูดจาไม่ระวัง”

“อ้าว...มาโทษฉันเสียได้แม่ปิ่น เวรกรรมจริงๆ” ขุนนาฏบ่นไปตามประสา ทับทิมดึงลำดวนเข้าไปกอดอย่างเอ็นดู

ooooooo

พระยาบริรักษ์นำเหมไปฝากพระครูโพแล้ว พระครูมองลักษณะของเหมแล้วพยักหน้ายิ้มๆ

“ลูกชายของโยมเจ้าคุณ กิริยามารยาทเรียบร้อย ลักษณะงามพร้อม ภายหน้าเห็นทีจะได้ทำคุณให้แก่แผ่นดินเป็นแน่”

ถามเหมว่าอยากเรียนอะไร พระยาบริรักษ์ชิงตอบแทนลูกชายว่า พวกโคลงฉันกาพย์กลอน กฎบัตรกฎหมายและวิชาคำนวณทำบัญชี พระครูถามว่า “แล้ววิชาอาวุธแลตำรับพิชัยสงครามเล่า ไม่อยากเรียนหรือ”

เหมทำท่าจะตอบแต่ไม่ทัน ถูกเจ้าคุณพ่อชิงตอบตามเคยว่า “ไม่ขอรับ นับแต่เมืองพม่ารามัญแพ้ศึกแก่พวกวิลาศ ก็คงยากจะมีสงครามใหญ่อีก กระผมอยากให้เจ้าเหมได้ร่ำเรียนวิชา ที่จะนำไปใช้ทำการทำงานได้ขอรับ”

พระครูพยักหน้ารับทราบ ในขณะที่เหมมองเจ้าคุณพ่ออย่างอ่อนใจ ที่ตนชอบอะไรเจ้าคุณพ่อไม่เคยชอบด้วยเลย

บุษย์ใจไม่อยู่กับวัด ถามท่านเจ้าคุณว่าตนกับเหมต้องอยู่วัดกี่วันถึงจะกลับไปเรือนได้

“เอ๊ะ...อ้ายนี่ ยังไม่ทันเรียนก็คิดจะกลับเรือนแล้วรึ ตั้งใจเล่าเรียนให้ดีพระครูท่านก็จะให้กลับเอง ไม่ต้องรุ่มร้อนไปดอกวะ” แล้วหันไปทางเหม “พ่อเหมก็เช่นกัน ขยันหมั่นเพียรอย่าเกียจคร้าน ภายหน้าจะได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลต่อไป”

“ขอรับเจ้าคุณพ่อ ลูกจะขยันขันแข็ง มิให้เจ้าคุณพ่อผิดหวังขอรับ”

เมื่อพระยาบริรักษ์กลับไปแล้ว เหมเดินเศร้าๆ เซ็งๆไป บุษย์เดินตามพูดไปตามประสาว่า “เสียดายล่ะซีคุณเหม คุณหนูบัวคนสวยมาอยู่ข้างเรือนแต่กลับไม่ได้เห็นหน้าต้องมาอยู่วัดแทน คุณเหมอย่าเศร้าไปเลยขอรับ”

เวลาเดียวกันนั้น สมิงสอดน้อยเดินนำลูกน้องเข้ามาในวัด เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังแล้วหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องที่ช่วยกันหอบอาวุธทั้งดาบ กระบี่ หอก ง้าว ฯลฯ จำนวนมากตามสมิงสอดน้อยเข้าไป

ooooooo

ที่ศาลาใหญ่ในวัด บรรดาชายหนุ่มที่มาฝากตัวเรียนหนังสือรวมทั้งเหมและบุษย์ กำลังอ่านกลอนแบบเรียนจินดามณีจากใบลานพร้อมกันให้พระครูโพฟัง

จากนั้นเหมคลานเอากระดานชนวนมาให้พระครูตรวจการทำบัญชี พระครูยิ้มพอใจที่เหมทำได้ถูกต้อง บุษย์เอาบ้างแต่พอพระครูตรวจก็ทำหน้าบึ้งเพราะบุษย์ทำผิดเละเทะ เหมเเรียนได้สักพักก็เริ่มรู้สึกสนุกกับการเรียน

แต่ใจเหมก็ยังคะนึงถึงบัว แม้เพียงเห็นดอกบัวที่ชาวบ้านนำมาถวายพระก็ยังพาให้คิดถึงบัวจับใจ

ขณะเหมนั่งที่บันไดท่าน้ำเอาขาแช่น้ำแกว่งเล่นนั้น มีศพเด็กผู้หญิงลอยอืดขึ้นจากคลองโผล่มาตรงหน้าพอดี!

เหมตกใจสุดขีดลุกพรวดวิ่งขึ้นศาลาไป ไม่นานชาวบ้านก็มามุงดูศพเด็กกันเนืองแน่น มีพระครูและสัปเหร่ออยู่ด้วย พระยาปลัดสมุทรปราการแหวกฝูงชนเข้ามาถามพระครูโพว่า “เหตุเป็นเช่นใดหรือขอรับท่านพระครูโพ”

“เจ้าเหมมันพบศพเด็กลอยขึ้นมา อาตมาก็เลยให้ตาจาบสัปเหร่อเอาขึ้นจากคลองแลใช้ผ้าห่อไว้ตามที่โยมเจ้าคุณเห็นนี่แหละ” พระยาปลัดถามสัปเหร่อว่าตรวจตราศพดูแล้วหรือยัง สัปเหร่อบอกว่าตรวจแล้วคาดว่าคงโดนกระทำชำเราจนตาย

“อ้ายชิงหมาเกิด เด็กตัวเท่าเมี่ยงมึงยังชำเราได้ หมามันยังไม่ทำเลย” บุษย์โกรธแค้นแทน พวกชาวบ้านก็พากันสาปแช่งด้วยความโกรธแค้น พระยาปลัดปรามพวกชาวบ้านเสียงดังทำหน้าหนักใจว่า

“เบาๆ ก่อน เรื่องนี้เป็นคดีร้ายกาจ อย่างไรข้าก็ต้องเอาอ้ายฆาตกรมารับอาญาให้จงได้ พวกเอ็งมิต้องกลัว”

ไม่นาน พระยาปลัดก็เดินออกไปยังเกี้ยวใหญ่ที่มาตั้งรออยู่หน้าวัด เป็นเกี้ยวขนาดนั่งได้สองคน มีม่านปิดมิดชิด พระยาปลัดแหวกม่านเข้าไปนั่งคู่กับหลวงสรอรรถที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว หลวงสรอรรถทักว่าทำไมทำหน้าบอกบุญไม่รับเช่นนั้นเล่า เพียงแค่ทาสตายไปคนเดียว หาควรต้องใส่ใจไม่

ที่แท้แล้วศพเด็กหญิงคนนั้นคือเด็กกำพร้าที่หลวงสรอรรถซื้อมาเป็นทาสเพื่อนำมาบำเรอพระยาปลัดนั่นเอง!

พระยาปลัดตัดบทถามหลวงสรอรรถว่า “คุณหลวงมีกระไรจะขอฉันก็ว่ามาเถิด”

ooooooo

หลวงสรอรรถขอให้พระยาปลัดไปเจรจากับพระยาบริรักษ์ว่า พวกวิลาศไม่พอใจที่เราเก็บค่าขนอนปากเรือสูงกว่าพวกจีนแลพวกพุทธเกศ พระยาปลัดเสนอว่าเพื่อความเป็นธรรมก็อยากจะขอให้ท่านเจ้าคุณทบทวนดูอีกที

พระยาบริรักษ์ซึ่งเป็นคนตรงยอมหักไม่ยอมงอบอกว่าเกรงจะไม่ได้เพราะพวกจีนกับพวกพุทธเกศค้าขายกับสยามมานานและมีกำปั่นสำเภาเข้าเทียบท่าทุกวัน แต่เรือพวกวิลาศมีน้อยกว่ามาก จะให้เก็บภาษีเท่ากันได้อย่างไร

“แต่วิลาศกำลังมีอำนาจมากนัก ฉันเกรงว่าหากผิดใจกันจะไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง” พระยาปลัดท้วงติง

“แต่ถ้าเรายอมพวกวิลาศครั้งหนึ่ง ก็ต้องมีครั้งต่อไป แลจะเป็นเหตุให้พวกอื่นทำตามอย่างได้อีก ฉันเห็นควรว่าเราต้องไม่อ่อนข้อให้พวกมัน เว้นแต่...จะมีพระบรมราชโองการลงมาเท่านั้น ฉันถึงจะยอม”

เมื่อพระยาปลัดนำคำตอบไปแจ้งแก่หลวงสรอรรถที่ตลาด หลวงสรอรรถโมโหมากถามว่าเพียงแค่ลดค่าโกดังให้เท่านั้นก็เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย พระยาปลัดหน้าเครียดอย่างไม่แยแสบอกว่าตนก็ช่วยได้เท่านี้ เพราะถึงตนจะเป็นเกลอเก่าพระยาบริรักษ์ก็ไม่ยอมลงให้

หลวงสรอรรถอ้างว่า เยี่ยงนี้แล้วพวกวิลาศเอาสินค้าไปขายต่อจะได้กำไรสักเท่าไหร่กันเชียว พระยาปลัดถามอย่างรู้ทันว่า “พวกวิลาศหรือตัวคุณหลวงเองกันแน่” หลวงสรอรรถหน้าเจื่อนที่พระยาปลัดรู้ทันซ้ำยังติงว่า “คุณหลวงเองก็มั่งมีอยู่แล้ว ได้กำไรน้อยลงบ้างก็หาเป็นกระไรไม่ อย่าโลภมากจนลาภหายเลย” พูดแล้วเดินเลี่ยงไป หลวงสรอรรถมองขบกราม

“ทำมาเป็นยกตนสั่งสอนกู แล้วทีเรียกสินบาท คาดสินบนจากกูเล่า ไม่เรียกว่าโลภมากเลยรึอ้ายพระยาวิตถาร! กลับเรือน” หลวงสรอรรถสั่งลูกน้อง พลันก็ชะงักเมื่อเห็นทับทิมกับบัวพาลำดวนมาเดินเลือกซื้อของกันอยู่อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

หลวงสรอรรถมองบัวอย่างถูกใจ ลูกน้องพูดอย่างรู้ใจว่า

“ไว้ผมยาวแลเนื้อตัวผิวพรรณผ่องเช่นนี้ คงเป็นนางรำของตำหนักใดตำหนักหนึ่งเป็นแน่ขอรับ”

“ถ้ากระนั้น เอ็งก็ไปสืบมาสิวะ ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เรือนอยู่ที่ใด แลถ้าจะให้ดี ก็สืบสาวไปถึงเครือญาติด้วย ข้าจะได้ตีราคาถูก” หลวงสรอรรถยิ้มเจ้าเล่ห์กระสันระริกในแววตา

ooooooo

เพียงบ่ายวันต่อมา หลวงสรอรรถก็นำของมีค่าทั้งเครื่องลายคราม เครื่องหอม เป็นต้น มาฝากขุนนาฏยโกศลถึงเรือน ขุนนาฎอึดอัดใจที่จะรับเพราะเพิ่งรู้จักกันก็กำนัลด้วยของมีค่าเช่นนี้

“รับไว้เถิดขอรับ ชื่อเสียงของคณะละครขุนนาฏยโกศลแห่งตำหนักอัมพวา เลื่องลือไปทั่ว จนดีฉันอยากเจอตัวจริงท่านขุนมานานแล้ว แลดีฉันมาอาศัยอยู่ที่เมืองปากน้ำก็เหมือนมาพึ่งใบบุญท่านเจ้าพระยาพระคลัง ควรแล้วขอรับที่จะมาฝากเนื้อฝากตัวกับเครือญาติของท่าน”

เมื่อขุนนาฏจำต้องรับไว้ หลวงสรอรรถก็มองไปรอบๆ ขุนนาฏถามว่ามองหาใครหรือ

“ดีฉันทราบมาว่าท่านขุนมีบุตรีสามคน จึงนำของ กำนัลมาฝากขอรับ” พลางหยิบขวดน้ำหอมของฝรั่งยื่นให้ “นี่คือน้ำอบน้ำปรุงของพวกฝาหรั่ง ขอฝากให้คุณหนูบัวขอรับ” หลวงสรอรรถปั้นยิ้ม

ขุนนาฏรับขวดน้ำหอมฉุกคิดว่าหลวงสรอรรถเพิ่งมาเจอตนแต่กลับรู้จักชื่อลูกสาวตน ชะรอยจะมาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ฝ่ายหลวงสรอรรถยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไร กระหยิ่มใจว่า นอกจากบัวจะสวยถูกใจแล้วยังเป็นหลานสาวเจ้าพระยาพระคลังอีกด้วย นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

พอเหมรู้เรื่องนี้ก็กระวนกระวายใจว่าหลวงสรอรรถเข้าทางขุนนาฏเพื่อเกี้ยวบัว แต่หลวงสรอรรถมีเมียเอกเป็นลูกคหบดีจีนที่คลองโอ่งอ่างแล้วจะมาเกี้ยวบัวได้อย่างไร บุษย์สาธยายว่าใช่แค่มีเมียเอกแต่ยังมีเมียน้อยแลนางบำเรออีกหลายคน พูดให้เหมประหวั่นว่า

“ว่ากันว่าในเมืองปากน้ำนี้ไม่มีผู้ใดรวยสู้หลวงสรอรรถได้ แม้แต่เจ้าคุณพ่อของคุณเหม แล้วเช่นนี้จะมีเมียเพิ่มอีกสักคนจะเป็นกระไรไปเล่าขอรับ”

เหมโมโหถามว่าบัวมีศักดิ์เป็นถึงหลานสาวท่านเจ้าพระยาพระคลังจะลดตัวลงมาเป็นเมียน้อยหลวงสรอรรถได้อย่างไร บุษย์ก็พูดให้ยิ่งเครียดว่า

“ก็ไม่แน่ดอกขอรับ หลวงสรอรรถก็รูปงามใช่หยอก คารมฝีปากก็ใช่ชั่ว แลยังไปมาหาสู่ทุกวัน คุณหนูบัวจะไม่หวั่นไหวบ้างเชียวหรือขอรับ”

ooooooo

คืนนี้ เหมคิดเครียดจนนอนไม่หลับเห็นบุษย์นอนกรนสนั่นจึงลุกเดินไปจากห้องนอน ไปถึงลานกว้างหลังวัด ได้ยินเสียงอาวุธกระทบกันจึงย่องไปแอบดู เห็นคบไฟจุดสว่างไสว

เหมเห็นผู้คนมากมายกำลังซ้อมอาวุธกันอย่างดุเดือด จึงซุ่มดูด้วยความสนใจ แต่ทันใดเหมก็หัวคะมำเพราะถูกถีบจากข้างหลัง หันกลับไปมองเห็นพุ่มกับลูกน้องพร้อมอาวุธครบมือกระจายกันล้อมตนอยู่!

ขณะเหมกำลังตกใจนั่นเอง สมิงสอดน้อยกับพระครูยมเดินเข้ามาหา พระครูยมถามพุ่มว่าเกิดอะไรขึ้น พุ่มชี้ไปที่เหม

“อ้ายคนนี้มันแอบดูพวกเราซ้อมอาวุธขอรับ ขรัวปู่”

เหมเห็นสมิงสอดน้อยก็ตกใจ สมิงสอดน้อยทักอย่างโมโหว่า “นี่เอ็งเองรึอ้ายเหม” พระครูยมถามว่ารู้จักหรือ มันเป็นใคร สมิงสอดน้อยบอกว่าตนรู้จักแค่ว่าชื่อเหมและเคยใช้เล่ห์เอาชนะเดิมพันว่าวกับตน หันจ้องเหมบอกพระครูยมว่า

“ดูท่ามันคงเป็นพวกอ้ายสมิงจักรเพชรส่งมาสอดแนมเป็นแน่”

เหมบอกว่าตนไม่รู้จักสมิงจักรเพชรอะไรนั่น พุ่มโต้ว่าถึงไม่รู้จักแต่มาแอบดูพวกตนซ้อมเพลงอาวุธ อย่างไรก็ปล่อยไปไม่ได้ เหมชี้แจงว่าตนแค่มาเรียนวิชากับท่านพระครูโพเท่านั้น มิเคยคิดเลยว่าหลังวัดจะมีการซ้อมเพลงอาวุธ แล้วจะโทษตนได้อย่างไร สมิงสอดน้อยยิ้มเหี้ยมตวาดว่า

“เอ็งหาว่าข้าโทษรึ เช่นนั้นก็ได้ เอ็งกับข้ามาประลองดาบกัน หากเอ็งชนะก็ไปจากที่นี่ได้ แต่หากเอ็งแพ้ก็ตัดลิ้นของเอ็งทิ้งเสีย ข้าจะได้แน่ใจว่า เอ็งเอาความลับของพวกข้าไปบอกใครไม่ได้อีก”

เหมตกใจหน้าซีด ไม่คิดว่าแค่ออกมาเดินตอนดึกก็เกิดเรื่องถึงกับต้องถูกตัดลิ้น!

ooooooo

สมิงสอดน้อยเอาดาบไม้โยนให้เหมบอกว่าใช้ดาบเหล็กเหมจะถือไม่ไหวจะหาว่าตนไม่เป็นธรรม แล้วควงดาบไม้เข้าหาเหม

เพราะยังเด็กและไม่เคยฝึกเพลงดาบ เหมสู้สะเปะสะปะ จึงเปลี่ยนจากปะทะเป็นหลบเลี่ยงแทน

เหมหลบได้ทะมัดทะแมงว่องไวจนสมิงสอดน้อยทำอะไรไม่ได้ พระครูยมมองดูเหมอย่างพิจารณาเห็นแววบางอย่างในตัวเขา

จังหวะหนึ่ง เหมฉวยโอกาสเพียงชั่วพริบตาที่สมิงสอดน้อยรุกอย่างระห่ำหมายพิชิตศึกแทงดาบไม้สวนออกไปโดนสมิงสอดน้อยเข้าที่ลิ้นปี่เต็มๆจนจุก

เหมมัวดีใจที่แทงถูกสมิงสอดน้อย ถูกสมิงสอดน้อยเตะสวนออกมาเลยหลบไม่ทันซ้ำถูกเตะตัดขาจนทรุดลงไป แล้วกระโดดเตะเต็มยอดอกจนเหมร่วงลงไปกอง สมิงสอดน้อยเงื้อเท้าจะกระทืบซ้ำ

“พอได้แล้ว อ้ายสมิง การประดาบจบแล้ว” พระครูยมตวาดห้าม

พวกลูกน้องสมิงสอดน้อยพากันตะโกนให้ตัดลิ้น! ตัดลิ้น!! แต่สมิงสอดน้อยสั่งให้หยุด บอกเหมให้กลับไปได้แล้ว เหมถามว่าทำไมไม่ตัดลิ้น ตนแพ้แล้วมิใช่รึ

สมิงสอดน้อยโมโหตวาด “อยากถูกตัดลิ้นนักรึ ข้าบอกให้ไสหัวไป”

“อ้ายสมิงสอดน้อยมันเพียงแต่ขู่ มิได้คิดตัดลิ้นเอ็งแต่แรกอยู่แล้ว มานี่ซิ อ้ายหนุ่ม มาหาข้า” พระครูยมเรียก เหมเดินไปคุกเข่ากราบสามครั้ง พระครูยมยิ้มพอใจ ชมว่า “หน่วยก้านเอ็งดี ไหวพริบก็ไม่เลว รู้ว่าสู้ด้วยกำลังแลเพลงดาบมิได้ ก็หลบหลีกออกฉวยโอกาส ข้าเห็นแล้วชอบใจนัก เอ็งมาเรียนดาบกับข้าเถิด ข้าจะสอนให้”

เหมบอกว่าเจ้าคุณพ่อไม่ต้องการให้เรียนเพลงอาวุธ จึงขอท่านพระครูโพไว้ไม่ให้สอน พระครูยมจึงรู้ว่าเหมเป็นลูกพระยา ท่านตอบเลี่ยงว่า “ก็หาเป็นกระไรไม่ พ่อเอ็งขอท่านพระครู มิได้ขอข้า ฉะนั้นข้าสอนเอ็งได้”

เมื่อเหมยังอึกอักมิกล้าขัดคำสั่งเจ้าคุณพ่อ พระครูยมตัดบทว่า “หากเอ็งอยากเรียนดาบกับข้า ก่อนเพลพรุ่งนี้เอาหมากมาให้ข้าหนึ่งคำกับข้าวสวยอีกหนึ่งกำมือ แล้วมากราบเป็นศิษย์ ข้าจะสอนวิชาให้เอ็ง แต่หากเอ็งไม่อยากเรียนก็มิต้องมา”

ก่อนเพลรุ่งขึ้น เหมมากราบพระครูยมพร้อมด้วยหมากหนึ่งคำกับข้าวสวยหนึ่งกำมือใส่พานมาถวายพระครูยม เมื่อเหมก้มกราบสามครั้งแล้ว พระครูยมยิ้มเอ่ยว่า

“นับแต่นี้เอ็งเป็นศิษย์ข้า ข้าจะสอนเพลงอาวุธแลตำรับพิชัยสงครามให้ หากเอ็งมีวาสนา ข้าก็จะถ่ายทอดวิชาดาบอาทมาตให้เอ็งด้วย”

เหมถามว่าวิชาดาบอาทมาตเป็นวิชากระไรหรือเหตุใดจึงต้องเป็นผู้มีบุญวาสนาเท่านั้นถึงจะร่ำเรียนได้

“เออโว้ย...อ้ายนี่ขี้สงสัยจริง วิชาดาบอาทมาต เป็นวิชาดาบมาแต่โบราณในครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้กับเหล่าทหารเพื่อใช้ในการสู้ศึก จึงนับถือกันว่าเป็นเพลงดาบที่ใช้ในการกู้แผ่นดิน ผู้ร่ำเรียนจึงต้องนำไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร สร้างคุณงามความดีให้แก่บ้านเมือง ข้าจึงต้องดูลักษณะเอ็งก่อนว่าคู่ควรได้สืบทอดวิชานี้หรือหาไม่”

“เมื่อเอ็งกับข้าเป็นศิษย์สำนักเดียวกันแล้ว ข้าก็จะเล่าให้เอ็งฟังว่า เหตุที่ข้าต้องปกปิดเรื่องการซ้อมดาบ ก็เพราะท่านเจ้าพระยามหาโยธารามัญ ได้กำหนดการประลองดาบขึ้นในหมู่ชาวมอญ พวกข้าพ่ายแพ้ให้สมิงจักรเพชรมาหลายครา จนโดนมันข่มเหงมาตลอด ดีที่อ้ายพุ่มมาบอกข้าว่าขรัวปู่เป็นผู้ใด ข้าจึงมาขอเป็นศิษย์เพื่อหวังล้างอายอ้ายสมิงจักรเพชร” สมิงสอดน้อยเล่าให้ฟัง เหมพยักหน้ารับ พนมมือเอ่ย

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 1 วันที่ 22 พ.ค. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ