อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนที่ 10 วันที่ 3 พ.ค. 58

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนที่ 10 วันที่ 3 พ.ค. 58

พอตำรวจเอาลือชัยขึ้นรถไป นางแย้มก็หันมาด่าลือพงษ์ที่มาช้า ด่าพะยอมว่าเอาไม่อยู่ทั้งลูกทั้งผัว

“สุดท้ายก็เป็นความผิดของฉันคนเดียวใช่ไหม” พะยอมร้องไห้ถามอย่างเจ็บช้ำ “แล้วแม่เคยคิดบ้างไหม ว่าคนที่ผิดจริงๆ ก็แม่นั่นแหละ แม่ผิดตั้งแต่ต้น เขาไม่ได้รักฉันแม่ก็ไปบังคับให้เขาต้องมาแต่ง ลูกเต้าออกมามันจะได้ความรักอะไรจากเขาล่ะ แม่จัดการทุกอย่างเพราะแม่ แค่ต้องการเอาชนะคนอื่นเท่านั้นเอง วันนี้ผลของมันเป็นยังไง แม่ก็ได้เห็นกับตาตัวเองแล้วนี่” พูดแล้วพะยอมเดินออกไป

นางแย้มอึ้ง นิ่ง นั่งอยู่ที่เดิม และที่หัวบันได ยงยุทธ นั่งกอดเข่าอยู่เงียบๆในความมืด...

ooooooo

ที่บ้านอัมพร...นางอ่ำรำพึงว่าน่าสงสารพะยอมเหมือนกัน อุไรโพล่งขึ้นทันทีว่าสงสารมันทำไมอีคนทรยศได้แม้กระทั่งเพื่อนตัวเองพรรค์นี้ สมควรแล้วที่ได้รับกรรม


“เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างเถอะลูกเอ๊ย...ลูกเต้าถ้าทำผิดพลาดรุนแรงไป คนที่เหมือนตกนรกทั้งเป็นก็ไม่พ้นคนที่เป็นพ่อแม่หรอก แม่ว่าพะยอมมันน่าเห็นใจนะ” นางอ่ำรำพึง

“เด็กน่ะ เลี้ยงให้เขาโตขึ้นมาไม่ยากหรอก แต่เลี้ยงยังไงให้มีสำนึกที่ดี ที่ถูกต้อง ไม่เป็นปัญหากับคนอื่น มันยากยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น มันอยู่ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ ทำสิ่งดีๆ ให้ลูกได้เห็นเป็นแบบอย่างรึเปล่ามากกว่า พ่อแม่ เดี๋ยวนี้ชอบอ้างว่าต้องทำมาหากินไม่มีเวลาให้ลูก ก็เลยโยนภาระให้โรงเรียน หารู้ไม่ว่าครูที่โรงเรียนก็สู้ครูที่เป็นพ่อแม่ที่บ้านไม่ได้” ทวีเอ่ยขึ้น

“อยากรู้เหมือนกัน แล้วคนอย่างอีแย้มมันเป็นครูชนิดไหนให้ยงยุทธมัน” อุไรเปรย อัมพรฟังแล้วใจสะท้านคิดถึงลูก

ระพีพรรณมาติวให้ธนาเตรียมสอบโควตา อัมพรขอบใจที่อุตส่าห์มาติวให้น้อง ระพีพรรณบอกว่าไม่เป็นไรเพราะตนก็ได้ทบทวนของตัวเองด้วยเหมือนกัน

“คุณแม่ครับ ธนาสัญญาว่าจะสอบโควตาให้ได้ครับ คุณพ่อคุณแม่จะได้ดีใจ” เลยถูกมยุรีย์แขวะว่าสัญญาทั้งปี

“ถ้าจะสอบได้ขึ้นมาก็เพื่อตัวลูกเอง ไม่ใช่เพื่อพ่อกับแม่ ลูกมีอนาคตที่ดีที่มั่นคงพ่อกับแม่ก็ดีใจที่สุดแล้วลูก”

ฟังอัมพรแล้วธนากอดแม่อ้อน “ผมรู้ครับว่าคุณพ่อ คุณแม่ต้องเหนื่อยกับผมมาขนาดไหน ผมจะหารางวัลที่ดีที่สุดมาให้คุณพ่อคุณแม่”

“ผมสัญญา” มยุรีย์ดักคอพร้อมกับที่ธนาพูด เลยถูกพี่ชายกระตุกผมและเขกหัว มยุรีย์ทำหน้างอนคลำหัว ป้อยๆ อัมพรกับทวีและลูกๆหัวเราะกันอย่างมีความสุข

ผิดกับบ้านนางแย้ม พะยอมเอาแต่นั่งเศร้าอมทุกข์ จนนางแย้มบอกให้กินข้าวกินปลาเสียบ้างจะได้มีแรงทำงาน พะยอมพูดอย่างซังกะตายว่าไม่รู้จะทำงานไปทำไม นางแย้มถามว่าลือพงษ์ไปเยี่ยมลูกบ้างหรือเปล่า พอพะยอมบอกว่าไปนางก็ถามอีกว่า

“แล้วลูกกับอีอุไรนั่นล่ะ” พะยอมบอกไม่รู้ไม่อยากสนใจอะไรทั้งนั้น “ได้ยินมาว่ามันสอบติดหมอ ไอ้พงษ์มันคงดีใจจนเนื้อเต้น ชิ...กูว่ามันลูกฟลุกมากกว่ามึงอย่าวางใจเชียวนะ”

พะยอมถามว่าเรื่องอะไรอีกล่ะ นางแย้มสาธยายเป็นคุ้งเป็นแควว่า พะยอมกับลือพงษ์ไม่ได้จดทะเบียนกัน สมบัติพัสถานก็ต้องเป็นของใครของมัน ระวังให้ดีเถอะ ลือพงษ์จะยักย้ายถ่ายเทไปให้ลูกอุไรหมด ดูให้ดี ตามให้ดีด้วย

“ถ้าเขาจะทำอย่างนั้นจริง แล้วฉันจะไปห้ามอะไร เขาได้ล่ะแม่”

“ยังไงมึงก็ต้องสู้เพื่อลูกมึง มันออกจากตะรางมามันจะได้มีกินมีใช้ ไม่ใช่ออกมาแล้วอดตาย มึงเชื่อกูเหอะ อีอุไรมันทำเงียบๆยังงี้ มันตบตาให้มึงตายใจ กูว่าป่านนี้มันใช้ลูกสาวมันสูบเอาสมบัติไอ้พงษ์ไปไม่ใช่น้อยแล้ว อีนี่มันร้าย กูรู้สันดานมันดี”

พะยอมฟังอย่างเบื่อหน่าย แต่นางแย้มไม่สนใจยังคงพล่ามไม่หยุด

“อีอัมพรอีกคน ทุกวันนี้มันยังอยากได้ลูกมันคืน หน็อย...พอลูกโตเป็นหนุ่ม มันคงอยากเอาไปอวดใครๆ ว่าลูกมันเก่ง มันเลี้ยงมากับมือ อีอ่ำก็ตัวดี ดัดจริตเข้าวัด ธรรมะธัมโม ถุย! ทำไมกูจะไม่รู้ อีนี่มันเสี้ยมลูกหลานมันให้อาฆาตจองเวรพวกเรา”

นี่คือบรรยากาศบ้านนางแย้มที่ทุกเวลานาที นางแย้มเอาแต่คอยเสี้ยม พล่ามก่นด่าคนโน้นคนนี้ โดยเฉพาะบ้านนางอ่ำ จะถูกขุดโคตรมาก่นด่าเรียงตัวเป็นประจำ ทั้งบ้านจึงมีแต่ความรุ่นร้อนริษยาของนาง จนไม่มีใครมีความสุขเลย

ooooooo

วันนี้ประยูรจะพานางแย้มไปเยี่ยมลือชัย ถามลลดาว่าจะไปด้วยไหม ถูกสุดาติงว่าชวนลูกไปที่อย่างนั้นได้ไงมีแต่คนเลว ปวริศบอกว่าสถานพินิจไม่ใช่คุกบางขวาง สุดาโต้ว่ามันไม่ต่างกันหรอก

“เด็กบางคนมันก็ทำผิดแค่อารมณ์ชั่ววูบ ที่นั่นเขามีไว้ช่วยขัดเกลา แล้วก็ให้โอกาสเด็กมันใหม่” ประยูรอธิบาย ลลดาบอกว่ายังไงก็น่ากลัวอยู่ดี นึกถึงหน้าลือชัยแล้วตนยังสยอง ไม่คิดเลยว่าคนใกล้ตัวเราจะเป็นฆาตกรฆ่าคน ประยูรติงว่าลือชัยก็เป็นพี่น้องเรายังไงก็ต้องให้โอกาส ปวริศบอกพ่อว่าขอไปด้วย พอสองพ่อลูกออกไป สุดาก็บ่นว่า

“นับญาติกับฆาตกรฆ่าคน รู้ไปถึงไหนอายเขาถึงนั่น” แล้วหันสั่งลลดา “ลดา...ประจบคุณย่าเอาไว้ให้ดีๆ ลือชัยมันไปติดคุกติดตะรางอย่างนี้ แม่ว่ายังไงเสียคุณย่าก็คงไม่แบ่งสมบัติให้มันมากมายหรอก คนไม่มีอนาคตอย่างมัน มีแต่จะผลาญทิ้ง เข้าใจไหม” สุดาหันไปมองลลดา ปรากฏว่าลูกไม่ได้ฟัง เพราะใส่ซาวด์อะเบาต์ฟังเพลงเคลิ้มอยู่

ลือพงษ์ไปพบระพีพรรณที่โรงเรียน บอกลูกว่า ครั้งนี้คงเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ของลือชัย ถ้าออกมาแล้วยังเอาดีไม่ได้ก็คงไม่ต้องเรียกว่าคนอีกแล้ว แต่ระพีพรรณเชื่อว่าลือชัยไม่ได้เลวโดยสันดาน เขาเพียงแต่เป็นวัยรุ่นเลือดร้อนคนหนึ่งเท่านั้น

“ขอบใจนะลูกที่คิดอย่างนั้น ถ้าพ่อเป็นอะไรไปก่อนที่ลือชัยจะออกจากคุก ลูกต้องดูแลกิจการให้พ่อ หรือถ้าลือชัยออกจากคุกมาแล้ว ลูกต้องช่วยน้องมันดูแลกิจการของพ่อ พ่อจะทำพินัยกรรมทิ้งเอาไว้ให้” ระพีพรรณติงว่าทำไมพ่อแช่งตัวเองอย่างนั้น “โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเพื่อความไม่ประมาท พ่อบอกตามตรง ถึงชีวิตจะผิดพลาดไปบ้าง แต่พ่อก็ยังดีใจที่อย่างน้อยลูกที่เป็นพี่คนโต ไม่รังเกียจน้องอย่างลือชัยมัน”

ooooooo

ที่โรงเรียนประจำจังหวัด นักเรียนที่เรียนจบและต้องแยกย้ายกันไปตามทางที่ตัวเองเลือก วันนี้จึงมีการเขียนเฟรนด์ชิปแลกกัน บรรยากาศทั้งคึกคักและอาลัย

ธนากับเพื่อนสร้างบรรยากาศงานปาร์ตี้ด้วยเสียงเพลง บนกระดานดำเขียนด้วยชอล์กสีต่างๆ ว่า “อำลาอาลัย” ที่หน้าห้องมีเพื่อนคนหนึ่งคอยดูต้นทางเผื่ออาจารย์มาจะได้ส่งสัญญาณให้เพื่อนๆรู้

หทัยรัตน์เป็นหัวเรือใหญ่จัดเที่ยววนอุทยานไปค้างที่วนอุทยานหนึ่งคืน รวมค่าเช่าเต็นท์ ค่าอาหารและค่ารถ เก็บคนละสามร้อยห้าสิบบาท มีเสียงร้องฮือของเพื่อนๆดังขึ้นพร้อมกับบ่นกันว่าแพง แต่พอหทัยรัตน์บอกว่าใครไปยกมือดีกว่า ปรากฏว่ายกมือกันทุกคน

เธอย้ำ “จ่ายก่อนไปด้วยนะ” ที่สำคัญงานนี้จัดเองโรงเรียนไม่รู้เรื่องห้ามใครแย้มด้วยไม่งั้น...อด!

พวกหนุ่มๆคึกคักกันทันที หทัยรัตน์ประกาศ ดังขึ้นอีกว่า “ขอย้ำอีกครั้ง งานนี้ไม่มีแอลกอฮอล์” มีเสียงโห่ดังขึ้นอีก

ยงยุทธกลับไปขออนุญาตย่า นางแย้มถามว่าไปกับใคร พอรู้ว่าจัดไปกันเองก็ไม่อนุญาต ประยูรติงว่ายงยุทธโตแล้ว ปล่อยให้รู้จักออกไปใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นบ้างเถอะ นางแย้มกลัวยงยุทธจะถูกคนอื่นเอาเปรียบ ประยูรบอกว่าถ้าโง่ให้เขาเอาเปรียบก็ช่างมันเถอะ ถามยงยุทธว่าอยากไปใช่ไหม

“อยากไปครับอา นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ผมจะได้อยู่กับเพื่อนๆ” นางแย้มถามว่าหทัยรัตน์ไปด้วยหรือเปล่า พอรู้ว่าไปด้วยก็อนุญาตทันที ย้ำว่าตนไม่ไว้ใจใครนอกจากหนูหทัยรัตน์คนเดียว

ถึงวันเดินทาง นางแย้มขับรถไปส่งถึงที่นัดหมาย พอเห็นเพื่อนๆของยงยุทธนางก็บ่นว่าท่าทางแต่ละคนอย่างกับกุ๊ย ฝากหทัยรัตน์ให้ช่วยดูแลยงยุทธด้วย ก่อนกลับถามยงยุทธละเอียดยิบว่าเอาเสื้อกันหนาวมาไหม กลางคืนหนาวอย่าลืมห่มผ้าด้วยถ้าหนาวมากก็ใส่ถุงเท้า อะไรที่สกปรกก็อย่ากินเดี๋ยวท้องร่วง สุดท้ายถามว่าเอายาติดไปด้วยหรือเปล่า

“เอามาครับ คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วง ผมดูแลตัวเองได้ครับ คุณย่ากลับเถอะครับ”

“เอ้า...ขึ้นรถโว้ย...ขึ้นรถ...” ธนาตะโกนบอกเพื่อนๆ

นางแย้มหอมยงยุทธกอดกันราวกับจะจากกันไปเป็นแรมปี เมื่อยงยุทธขึ้นรถแล้วนางแย้มยังยืนดูจนรถลับสายตา

หทัยรัตน์นั่งคู่มากับยงยุทธ พูดคุยหยอกล้อกันกะหนุงกะหนิงจนธนาที่เป็นผู้สร้างความบันเทิงสนุกสนานในการเดินทาง เปลี่ยนจากการร้องเพลงมาเป็นเสียงแซวจนทั้งคู่อาย

ไปถึงอุทยานแห่งชาติ ธนาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษจะช่วยกางเต็นท์ให้หทัยรัตน์ ถูกเธอปฏิเสธอย่างไร้ไมตรีจนธนาตัดพ้อว่า ในสายตาเธอตนเป็นเพียงตัวเกะกะขวางหูขวางตามากเลยใช่ไหม เธอสวนทันควันว่าแล้วแต่จะคิด

เมื่อเจอยงยุทธ ธนาถามว่าอ่านจดหมายแม่หรือยัง ถูกย้อนถามว่าจำเป็นต้องอ่านด้วยหรือ

“เสียดายว่ะ นายน่ะมีดีตั้งหลายอย่างที่ใครต่อใครเขาชื่นชม แต่ถ้าเขารู้ความจริงว่าในฐานะลูก นายมันเป็นลูกที่โคตรใจดำเลย เขาจะรู้สึกยังไงกับนาย”

“มีแม่ที่ขายลูกกิน...สู้ไม่มีจะดีกว่า” ยงยุทธกระแทกเสียงใส่แล้วเดินหนีไปเลย

หทัยรัตน์ลงเล่นน้ำ เห็นยงยุทธนั่งซึมอยู่คนเดียวจึงปีนขึ้นไปหาถามว่าคิดอะไรอยู่ เขาบอกว่าคิดเรื่อยเปื่อย ถามเธอว่าหนาวหรือพอเธอบอกว่าขึ้นมาแล้วลมมันแรง เขาถอดเสื้อตัวเองยื่นให้บอกว่าคลุมไว้จะได้หายหนาว เธอบอกไม่เป็นไร

“เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ยุทธอยากทำให้รัตน์รับไว้เถอะ เพราะอีกไม่นานเวลาเราอยู่ไกลกันยุทธคงไม่มีโอกาสทำให้”

“ขอบใจนะ เวลาหนาวๆ รัตน์จะไม่ลืมความอบอุ่นจากเสื้อตัวนี้เลย” หทัยรัตน์รับเสื้อไปใส่รู้สึกอุ่นไปถึงหัวใจ

ทั้งสองเดินกันไปตามริมน้ำตก เพื่อไปหาข้าวกิน ผ่านวงดนตรีของพวกธนาที่กำลังร้องเพลงกันอย่างครึกครื้น หทัยรัตน์เห็นมีเหล้าเธอพุ่งไปทันที ตำหนิต่อว่าที่ไม่รักษากติกาแล้วยึดเหล้าเททิ้งต่อหน้า พวกนั้นมองอย่าง แสนเสียดาย พอเธอเดินไป เพื่อนคนหนึ่งบอกธนาว่า

“ดีแล้วไอ้นา ที่เอ็งจีบมันไม่ติด ไอ้รัตน์นี่มันโคตรโหดเลย”

ooooooo

ระหว่างเดินมา หทัยรัตน์เหยียบหินลื่นจะล้มทำขวดเหล้าที่จะเอาไปทิ้งตกแตกบาดข้อมือเลือดไหลโกรก ยงยุทธเห็นเลือดถึงกับหน้าซีดใจสั่น

พริบตาเดียวธนาก็วิ่งมาถึงตัวหทัยรัตน์ เขาถอดเสื้อมาซับเลือดให้และบอกให้เพื่อนเตรียมแอลกอฮอล์ไว้ทำแผล ระหว่างนั้นยงยุทธมองดูธนาทำแผลให้หทัยรัตน์ด้วย ความรู้สึกตัวเองด้อยมาก แต่จากการที่ธนาช่วยทำแผลให้หทัยรัตน์ทำให้ความรู้สึกของเธอต่อเขาดีขึ้น แต่ก็ยังไว้ตัว

เมื่อถึงเวลาอาหารหทัยรัตน์ตักอาหารไปกินกับยงยุทธตามลำพัง ต่างคุยกันถึงวันที่ต้องแยกจากกัน แสดงความห่วงใยต่างหวังกันว่าระหว่างที่ห่างไกลกันจะไม่มีคนอื่นมา แทรก และคืนนี้ยงยุทธ์ก็ได้มอบนาฬิกาข้อมือให้หทัยรัตน์บอกว่าตนเก็บเงินค่าขนมตั้งใจซื้อให้เป็นของขวัญที่เธอสอบเข้าแพทย์ได้ แล้วขอใส่ให้ บอกขณะใส่ให้ว่า

“ยุทธอยากให้นาฬิกาเรือนนี้ เป็นตัวแทนของยุทธ มันจะได้อยู่กับรัตน์ตลอดไป แล้วก็เมื่อไหร่ที่รัตน์คิดถึงยุทธ แค่ดูนาฬิกาก็จะได้เห็นยุทธ จะได้คิดถึงยุทธด้วย”

“ขอบใจนะ รัตน์จะสวมมันไว้ตลอดเวลาเลย”

เมื่อแยกกันไปพักผ่อน หทัยรัตน์เดินผ่านวงดนตรีรอบกองไฟ ธนาถามว่าแขนดีขึ้นไหม ทำเป็นชวนดูดาวว่าคืนนี้ดาวสวย แต่หทัยรัตน์กลับไล่ให้ไปนอนได้แล้ว ธนาตัดพ้อว่าทำไมถึงใจร้ายกับตนนัก และคืนนี้เองธนาก็เผลอใจกอดจูบหทัยรัตน์จนถูกเธอตบด่า “นายทุเรศมาก” ก็พอดีมีเพื่อนตะโกนบอกว่ายงยุทธชักให้รีบมาช่วยกันเร็ว

ธนาวิ่งออกไปทันที หทัยรัตน์ได้สติรีบวิ่งตามไป เห็นยงยุทธกำลังชัก ธนารีบค้นหายาในตัวก็ไม่มี จึง วิ่งเข้าไปในเต็นท์เทกระเป๋าหยิบยาไปประคองหัวยงยุทธไว้บนตักเอายาให้ยงยุทธพ่นคอ พร่ำบอก...

“นายจะเป็นอะไรไม่ได้นะเว้ย ได้ยินไหมไอ้ยุทธ นายจะตายไม่ได้นะ ยังมีคนที่เขาคอยนายอยู่ เขาคอยนายอยู่ทุกวันได้ยินไหมไอ้ยุทธ”

หทัยรัตน์ตกใจเอาแต่ร้องไห้ ธนาเองพยายามกลั้นน้ำตา แต่เมื่อนึกถึงว่าคนที่อยู่ในอ้อมแขนตนนี้คือพี่ชายสายเลือดเดียวกันกับตน ธนาก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้...

ooooooo

อีก 10 ปี ผ่านไป...

ธนากลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ที่มีแฟนคลับคลั่งไคล้ เปิดคอนเสิร์ตที่ไหนฮอลล์แทบแตก วันนี้เป็นคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ เพียงธนาปรากฏตัว เสียงกรี๊ดของแฟนคลับก็แทบทำให้ฮอลล์ระเบิด

พิเศษสุดวันนี้คือระพีพรรณชวนหทัยรัตน์ ซึ่งทั้งคู่เป็นหมอในโรงพยาบาลเดียวกันที่นครสวรรค์และยิ่งรักกันสนิทสนมกันมากขึ้นมาดูด้วย ระพีพรรณถามหทัยรัตน์เมื่อแฟนคลับกรี๊ดรับธนาว่า

“ทีนี้เห็นหรือยังว่าเขาดังขนาดไหน”

วันนี้หทัยรัตน์สนุกกับการแสดงของธนาอย่างมาก

พอร้องเพลงจบ ธนาวิ่งกลับไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ผู้กำกับเวทีย้ำกับเขาว่า “ที่นั่งแขกรับเชิญจำได้นะธนา”

เปิดฉากด้วยธนาขับรถเปิดประทุนออกมาและมีแดนเซอร์เต้นรอบรถ ธนาหยิบช่อดอกไม้จากในรถเดินลงจากเวทีเข้าหาคนดูเป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้แฟนเพลงยิ่งกรี๊ดอย่างหนัก

ธนาเดินผ่านแถวที่นั่งวีไอพี ผ่านลลดาที่ลุ้นใจระทึกที่จะได้รับช่อดอกไม้ เขาหยุดร้องเพลงท่อนหนึ่งกับเธอแล้วเดินผ่านไป ทำให้ลลดาผิดหวังมาก

และแล้วธนาก็เดินมาที่ระพีพรรณกับหทัยรัตน์ แล้วเขาก็ทำให้ทั้งฮอลล์ตะลึง เมื่อเขาคุกเข่าลงตรงหน้าหทัยรัตน์ มอบช่อดอกไม้ให้เธอ เสียงกรี๊ดลั่นไปทั้งฮอลล์ ทุกคนอยากรู้ว่าใครคือผู้หญิงที่โชคดีคนนั้น ธนาร้องเพลง วิงวอนหญิงสาวตรงหน้าให้รับความรักจากตน

กล้องนับร้อยตัวกระหน่ำถ่ายภาพนั้น หทัยรัตน์ถูกกดดันจากสภาพนั้นมาก อึดอัดจนไม่รู้จะทำอย่างไรจึงตัดสินใจรับช่อดอกไม้นั้นไว้เพื่อจะได้พ้นจากสถานการณ์นั้น เมื่อร้องเพลงจบ ธนายังไม่ยอมลุกขึ้น เขาบอกเธอว่า

“รัตน์คือผู้หญิงคนเดียวในหัวใจธนาครับ”

แต่หทัยรัตน์อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี คนดู ยิ่งกรี๊ดเธอก็ยิ่งถูกกดดัน เวลาเดียวกัน ลลดาเห็นภาพนั้นเธอเจ็บจี๊ดที่หัวใจ เมื่อเพลงใหม่จังหวะสนุกสนานเริ่มขึ้น ธนาวิ่งขึ้นไปบนเวที ร้องบอกแฟนเพลง “เอ้า...ขยับแข้งขยับขากันหน่อยเร็ว” แล้วธนาก็โชว์สเต็ปแดนซ์กับแดนเซอร์อย่างคึกคักสนุกสนาน

หทัยรัตน์ยื่นช่อดอกไม้นั้นให้ระพีพรรณ บ่นว่าถ้ารู้ว่าเป็นอย่างนี้ไม่มาด้วยหรอก ระพีพรรณปลอบว่า

“เอาน่า...มันก็แค่โชว์คอนเสิร์ตเท่านั้น”

ooooooo

หลังจากคอนเสิร์ตเลิกแล้ว ธนากลับเข้าไปที่ห้องแต่งตัว ลลดาเข้าไปหาเขาที่ห้องโดยที่การ์ดกับแบ็กสเตจไม่ขัดขวางเพราะเธอคือดาราระดับนางเอกคนหนึ่ง

“ถ้าคอนเสิร์ตคราวหน้า ลดาไม่ได้ขึ้นเวทีเป็นแขกรับเชิญพิเศษ ลดาโกรธจริงๆด้วยนะพี่ธนา” เธอตัดพ้อ

“ลดาต้องไปบอกเจ๊อึ่ง บอกพี่ไม่ได้หรอก” ธนาตอบอย่างเย็นชาแล้วจะออกไป ช่างแต่งหน้าถามว่าจะไปไหน ทำไมไม่ล้างหน้าก่อน ธนาบอกรีบๆ ว่า “เดี๋ยวผมกลับมา” แล้ววิ่งพรวดออกไป ไม่ลืมสวมหมวกแก๊ปปิดบังหน้า

ลลดาเดาได้ว่าเขาจะไปไหน เธอรู้สึกเสียหน้ามากที่ดาราระดับนี้เข้ามาหาถึงห้องแต่งตัวแต่ไม่ได้รับความสนใจเลย

ธนาวิ่งไปที่ลานจอดรถ พอถูกแฟนคลับไล่ตาม เขาตะโกนบอกให้ระพีพรรณเปิดประตูรถแล้วกระโดดขึ้นขับออกไปทันที

ธนาบอกสองสาวว่าจะพาไปหาข้าวกินเพราะตนหิวไส้จะขาดแล้ว เรื่องเล่นคอนเสิร์ตรอบใหม่ไม่ต้องห่วงยังมีเวลาเดี๋ยวตนจะโทร.ให้รถมารับที่นี่ พูดอารมณ์ดีว่า

“ตอนนี้ ยังไงก็ต้องรับรองแขกพิเศษให้เต็มที่ก่อน ไปๆๆ หิวข้าว” ธนาเร่งสองสาวลงจากรถเมื่อมาถึงร้านอาหารสวย สงบ ที่นอกเมือง เขาสั่งอาหารมากมายบอกว่าอยากให้ชิมทุกอย่างของที่นี่ กินกันให้อิ่มเพราะยังต้องขับรถกันอีกหลายชั่วโมง

“เค้าไปล้างมือก่อนนะ” ระพีพรรณขอตัวลุกไป

ธนาถามหทัยรัตน์ว่าเหนื่อยไหม เธอตอบเมินๆ ว่าเซ็งมากกว่า เขาถามอีกว่าคอนเสิร์ตไม่สนุกหรือ

“จะสนุกกว่านี้ถ้าไม่มีมุกบ้าๆ มุกนั้น” ธนาบอกว่านั่นไม่ใช่มุก มันเป็นเรื่องจริง “เห็นเค้าเป็นตัวตลกรึไง เลิกเซ้าซี้ เลิกใช้ความพยายามได้แล้ว ปีหน้าเค้าอาจจะแต่งงาน”

ธนาถามว่าดูดีแล้วหรือ เธอประชดว่าดีแล้วดีมากถึงมากที่สุดด้วย ธนาพูดอย่างไม่ยี่หระว่า ยังดีที่ไม่แต่งวันนี้พรุ่งนี้ ย้ำอย่างหนักแน่นว่า

“ธนาถือว่าตราบใดที่รัตน์ยังไม่ได้แต่ง ธนาก็ยังมีหวังจะบอกรักรัตน์อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่ารัตน์จะใจอ่อน ไม่เชื่อคอยดู”

หทัยรัตน์จะโกรธก็โกรธไม่ลงกับท่าทีจริงจังแต่น่ารักของธนา

ส่งสองสาวขึ้นรถ ธนาบอกว่าถ้าง่วงก็นอนนะ... อย่าไปจอดข้างทางล่ะ...ห้ามขับเกินร้อยนะ...เขาพิรี้พิไรสั่งจนระพีพรรณไล่ให้ไปได้แล้วเดี๋ยวไม่ทันคอนเสิร์ตหรอก ส่วนหทัยรัตน์ทำปั้นปึ่งไม่มองหน้า ธนาจึงจำต้องเดินไปขึ้นรถตู้ที่มารับ แต่ก็ยังตะโกน “รัตน์...” แล้วยกมือทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยูให้ จนหทัย-รัตน์ด่าเขินๆ “ตาบ้า...”

ooooooo

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนที่ 10 วันที่ 3 พ.ค. 58

ละครสุดแค้นแสนรัก บทประพันธ์โดย จุฬามณี หรือ นิพนธ์ เที่ยงธรรม
ละครสุดแค้นแสนรัก บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครสุดแค้นแสนรัก กำกับการแสดงโดย กฤษณ์ ศุกระมงคล และ อดุลย์ ประยันโต
ละครสุดแค้นแสนรัก ผลิตโดย บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัด
ละครสุดแค้นแสนรัก ออกอากาศทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครสุดแค้นแสนรัก เริ่มออกอากาศตอนแรกในวัน 18 เมษายน 2558
ติดตามชมละครสุดแค้นแสนรักทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ