อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[จบ] วันที่ 12 พ.ค. 58

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[จบ] วันที่ 12 พ.ค. 58

“ธนาว่าธนาเข้มแข็งพอที่จะอยู่อย่างไม่มีรัตน์ แต่ยงยุทธเขาต้องมีใครสักคน”
“ทำไมพูดอย่างนี้”
“ธนาเป็นฝ่ายมาทีหลัง แถมยังเป็นคนทำให้รัตน์ไขว้เขว มันเป็นความผิด เป็นความเห็นแก่ตัวของธนาคนเดียว”
“ถ้าจะพูดว่าใครผิด รัตน์เองต่างหาก รัตน์ผิดทิ่จิตใจไม่มั่นคง”

“ยงยุทธเข้าอุตส่าห์ฟื้นกลับมานะรัตน์ กำลังใจของเขาอยู่ที่รัตน์คนเดียว เราจะทำร้ายเขาอีกไม่ได้หรอกนะรัตน์ ยังไงเขาก็เป็นพี่ชายของธนา เท่าที่ผ่านมา ธนาทำให้แม่เสียใจมามากเกินไปแล้ว ธนาไม่อยากผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า…ลืมธนาซะเถอะนะรัตน์ แล้วกลับไปเริ่มต้นกับยงยุทธใหม่ ธนาขอร้อง ยงยุทธเขารักรัตน์ไม่น้อยไปกว่าธนาหรอก…” ธนาเดินจากไปอย่างเจ็บปวด
หทัยรัตน์เจ็บปวดไม่แพ้กัน



ยงยุทธหันมาเห็นอ่ำ อุไร …ยกมือไหว้
อ่ำเอื้อมมือมารับมือยงยุทธไว้ “พระคุ้มครอง บุญรักษาเถอะลูก”
“ผมทำให้ทุกคนลำบาก ผมเสียใจ”
“ไม่มีใครลำบากหรอกลูก เพราะทุกคนไม่ได้เห็นลูกเป็นคนอื่น แต่เป็นพี่เป็นน้องเป็นลูกเป็นหลาน เป็นสายเลือดเดียวกัน จะทุกข์จะยากยังไง ก็ต้องประคับประคองกันไปให้ถึงที่สุด”
อุไรปลอบ “อย่าคิดทำอะไรอย่างนี้อีกเลยนะลูก ถ้าแม่เขารู้ เขาคงเสียใจ”
ยงยุทธรู้ซึ้งดีเพราะได้สัมผัสมาแล้ว
อ่ำสั่งสอน “ชีวิตมันเป็นของยากนะลูก ยากตั้งแต่กว่าจะได้เกิดเป็นคน ภาระหน้าที่คือสั่งสมบุญ การคิดพรากชีวิตตัวเองถึงเป็นบาปนักหนา ความสุขบางอย่างบนโลกนี้มันเป็นเรื่องไม่จีรัง สุขก็มีวันจาง ทุกข์ก็มีวันจางเหมือนกัน… เราจะพบความทุกข์เสมอ ถ้าเราใช้แต่อารมณ์นำทาง” ยงยุทธน้ำตาไหล ซาบซึ้งกับทุกคำพูดของอ่ำ เพราะมันจริงแสนจริง “เส้นทางชีวิตมันไม่ได้มีทางเดียวให้เราเดินไปหรอกนะลูก ในเมื่อทางที่ลูกเดินอยู่มันลำบากนัก ก็ลองเปลี่ยนเส้นทางดู บางที มันอาจทำให้เราพบความสุขอันแท้จริงได้”

ทวีปลอบใจลูกชาย “ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่ต้องเสียใจนะลูก”
“ครับคุณพ่อ…ผมจะพยายามบอกตัวเอง ว่าผมต้องทำเพื่อคุณแม่ให้ได้ คุณแม่สั่งเสียไว้ผมไม่เคยลืม พี่น้องต้องรักกัน พี่ยงยุทธเขาน่าสงสารนะครับ เขาไม่เคยได้กอดจากคุณแม่ ไม่เคยได้นอนหนุนตักคุณแม่…อะไรที่ผมจะชดเชยให้พี่เขาได้ ผมก็ควรจะเสียสละยอมเป็นฝ่ายแพ้บ้าง ใช่ไหมครับพ่อ”
“ไม่มีใครเป็นฝ่ายแพ้ทั้งนั้นลูก ยังไงลูกก็ชนะ ชนะใจตัวเอง ทำเพื่อคนอื่นไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง พ่อภูมิใจในตัวลูกนะ” ทวีดึงธนาเข้ามากอดปลอบใจและให้กำลังใจ
ประยูรเดินออกมามองปวริศที่นั่งเคลียร์งานที่ขนมาทำที่บ้าน
“วันนี้ไม่ออกไปหาแฟนรึไง”
“ห่างๆ กันบ้างก็ดีครับคุณพ่อ”
“ทะเลาะกันรึไง”
“เปล่าครับ…” ปวริศไม่อยากเล่าอะไรมากไปกว่านี้ พ่อจะเสียใจเปล่าๆ
ประยูรรู้สึกได้ถึงความทุกข์ของลูก “จะให้พ่อไปสู่ขอให้เลยไหมล่ะ”
“ผมกับระพีคุยกันแล้วครับคุณพ่อ ก็อยู่กันไปแบบนี้เรื่อยๆ ก็มีความสุขดีครับ” ประยูรนิ่งงัน “ความรักคงไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการแต่งงานเสมอไปใช่ไหมครับพ่อ”
ประยูรทั้งที่เห็นด้วยแต่ก็อดสงสารลูกไม่ได้
“ผมอยากรู้อย่างเดียวครับคุณพ่อ น้าอุไรเขาโกรธเกลียดคุณย่ามากจนพาลมาถึงผมขนาดนี้เลยเหรอครับ”
ประยูรตัดสินใจ “ย่าเราแค่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น…ทั้งอาพะยอมทั้งพ่อเอง ก็มีส่วนทำลายชีวิตน้าอุไรเขา”
ปวริศประหลาดใจไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน “มันเป็นเรื่องน่าละอาย พ่อเองก็ไม่เข้าใจว่าตอนนั้นทำเข้าไปลงได้ยัง ถึงวันนี้ ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว พ่อเสียใจนะที่บาปกรรมมันต้องตกมาถึงลูกด้วย”

ระพีพรรณดูแลการทำกายภาพบำบัดให้ลือพงษ์ในการฝึกเดินด้วยตัวเอง “อีกนิดนึงค่ะพ่อ แข็งใจอีกนิดค่ะ”
ลือพงษ์กัดฟันเหมือนทนลากของหนักเพราะขาทั้งสองข้างแทบไม่มีความรู้สึก ระพีพรรณเอื้อมมือมาเพื่อให้คว้าจับ ลือพงษ์กัดฟัน ต่อสู้กับความพยายามของตัวเอง มือลือพงษ์ที่ยื่นออกไปสุดแขน คว้าถึงมือระพีพรรณ…
“เก่งมากเลยค่ะพ่อ”
“ขอบใจนะลูก ขอบใจมาก”
“ชัย”
“ครับพี่ระพี”
“ชัยต้องบังคับพ่อให้ฝึกอย่างนี้ทุกวันให้ได้นะ” ระพีพรรณส่งต่อมือลือพงษ์ให้ชัย
“ครับพี่”
“ชัยมันบังคับพ่อไม่ได้หรอก”
“อ้าว”
“พ่อจะพยายามบังคับตัวเอง พ่อจะไม่ยอมแพ้ให้ลูกต้องเหนื่อยเปล่าหรอก…ยังไงก็ต้องเดินให้ได้”
ระพีพรรณยิ้มสบายใจ แล้วเดินออกมาหาพะยอมที่ยืนดูอยู่มุมนึงเงียบๆ “ระพีว่า เราไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์หรอกนะคะ น้าพะยอม พ่อใจสู้ขนาดนี้ อีกไม่นานต้องเดินได้คล่องแน่ค่ะ”
พะยอมยิ้มตอบอย่างตื้นตันใจ
อ้อยซึ่งท้องใหญ่ขึ้นแล้ว ออกมาบอก “กับข้าวเสร็จแล้วนะคะแม่”
“อีกสักพักค่อยยกออกมาก็ได้”
ระพีพรรณถามไถ่ “ตกลงผู้หญิงหรือผู้ชายจ้ะอ้อย”
“คุณชัยกับหนูตกลงกันแล้วว่าเราจะไม่ตรวจอัลตร้าซาวด์ค่ะหมอ เอาไว้ลุ้นทีเดียวดีกว่า คุณชัยบอกว่าลูกชายหรือลูกสาวก็รักทั้งนั้นค่ะ”
“ดีแล้วอ้อย ดีแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ นะ ลูกจะได้แข็งแรง”
“ค่ะ หมอ” อ้อยขยับออกไปช่วยลือชัย
พะยอมมองระพีพรรณตื้นตันใจ “ขอบใจนะระพี” สิ่งที่อยากพูดมีมากมายแต่มันเต็มตื้นจนถ่ายทอดออกมาได้เท่านี้
“ระพีไม่เคยคิดอย่างอื่น นอกจากนี่คือพ่อ นี่คือน้อง เราไม่ใช่คนอื่นค่ะน้าพะยอม เราคือครอบครัวเดียวกัน”
พะยอมเอื้อมมือมาจับกุมมือระพีเอาไว้…กำลังใจมากมายอบอวล

ที่ตลาดสด สุดายัดเงินลงกระเป๋า เดินจดรายการหนี้มาจนถึงแผงซักแม่ค้า “ยัยหวี…ยัยหวี” แม่ค้าหลับเพลิน สุดาหัวเสีย คว้ากำผักบุ้งโยนใส่แม่ค้า จนต้องงัวเงียตื่นขึ้นมา “ดอก...ดอก”
“เก็บรวมพรุ่งนี้ได้ไหมคุณนาย ฉันเพิ่งพาลูกไปหาหมอ ไม่เหลือเลยวันนี้”
“ก็มัวแต่นอน ขี้เกียจสันหลังยาว แล้วมันจะเหลืออะไรล่ะ”
“อ้าว ไหงพูดยังงี้ล่ะคุณนาย”
แม่ค้าอื่นๆ เริ่มมามุง
“วันนี้ไม่จ่ายก็เอาดอกไปทบต้น”
“มันจะไม่โหดไปหน่อยเหรอ”
“ไม่มีปัญญาแล้วหน้าด้านมากู้กูทำไม”
แม่ค้าอีกคนสมทบ “ดอกโหดๆ ยังงี้ นอนหลับสบายดีเรอะคุณนาย คนเขาสาปแช่งกันทั้งตลาด ไม่สะดุ้งบ้างรึไง”
“อย่าแส่” สุดาชี้หน้า “มากันเยอะๆก็ดี จะได้พูดทีเดียว เดือนหน้าดอกขึ้นอีกสิบเปอร์เซ็นต์”
“คุกตะรางนี่ไม่ต้องกลัวเลยใช่ไหม อีคุณนายหน้าเลือด”
“ผัวกู ลูกกู เป็นตำรวจ หน้าไหน กูก็ไม่กลัวทั้งนั้นแหละโว้ย”
“งั้นลองศาลเตี้ยดูไหม” ผักทั้งกำถูกเขวี้ยงใส่หน้าสุดา
ฝูงแม่ค้าไม่พูดพล่ามทำเพลง กรูเข้ารุมตบตีกินโต๊ะสุดากันอย่างเมามัน
สุดาที่เยินไปทั้งตัว หัวจรดตีน เพราะถูกยำเละ รองเท้าก็ยังเหลือข้างเดียว กลับมาที่รถด้วยความโกรธ ตอนนี้สุดารวยจนเปลี่ยนรถป้ายแดงใหม่เอี่ยมแล้ว สุดาเปิดประตูรถมือไม้สั่น แต่ไม่วายหันกลับไปชี้ด่ากราด “พวกมึงระวังตัวกันเอาไว้ให้ดี กูเอาคืนแน่ ไม่ว่าอีหน้าไหน ผัวกูลูกกูไม่เอาพวกมึงไว้แน่ ศพก็หาไม่เจอ พวกมึงคอยดู” สุดาหนีขึ้นรถไปทันที

สุดาขับรถไปโทรศัพท์ไปอย่างเกรี้ยวกราด “แกต้องจัดการเรื่องนี้ ถ้าแกยังมีสำนึกว่าฉันเป็นแม่ของแกอยู่” สุดากดวางสายและเหวี่ยงโยนโทรศัพท์ทิ้งไปเบาะข้างๆ
ชายชุดดำซ้อนมอเตอร์ไซด์กันมา 2 คน เหมือนจะขี่แซงขึ้นไปแต่กลับตีขนานสุดา สุดาเลิ่กลั่ก เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติและไม่ปลอดภัย ชายชุดดำที่ซ้อนท้าย ชักปืนออกมาจากเอว เล็งขยับเข้ามาที่สุดา
“กรี๊ดด” สุดาหูตาเหลือก

รถสุดาทิ่มเข้าจอดข้างทาง มอเตอร์ไซด์จอดตาม และปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว สุดาสติแตกอยู่ในรถ
ชายชุดดำตบกระจกหน้าต่างอย่างแรง “เปิดรถ…กูบอกให้เปิดรถ”
สุดาลนลานเปิดประตูรถ “อย่าทำอะไรฉันนะ อย่าทำฉัน”
สุดาถูกจิกหัวกระชากตัวออกมาจากรถ สุดาเซล้มลงกับพื้น
“รวยนักก็แบ่งกันหน่อยนะอีคุณนาย” ชายชุดดำยังจี้บังคับเอาแหวน สร้อย ต่างหู “มีอะไร ถอดมาให้หมด ไวๆ”
สุดาลนลานปลดถอดของมีค่าในตัวออกให้จนหมด ชายชุดดำขึ้นรถสุดา และขับออกไปทันที ชายที่ขี่มอเตอร์ไซด์ชักปืนออกมาจากเอว เล็งมาที่สุดา
“กรี๊ดๆๆๆๆ…”
มือปืนยิงไม่เลี้ยง ก่อนขี่มอเตอร์ไซด์ตามรถเก๋งออกไป สุดาช็อคแล้วช็อคอีก สติแตก ได้แต่ตีอกชกหัว ที่จริงแล้วโจรยิ่งขู่เฉยๆ

พะยอมนั่งลงตรงข้ามประยูรที่เหมือนมึนตึ้บกับสิ่งที่เกิดขึ้น “รถที่มันปล้นไป มีสิทธิ์จะตามคืนได้ไหม”
ประยูรไม่คาดหวัง “พี่ไม่อยากหวังอะไรทั้งนั้น บอกก็แล้ว เตือนก็แล้ว ขู่ก็แล้ว เรื่องแย่ๆ ที่แม่แกเจอมา ไม่ได้ช่วยเป็นบทเรียนเลย พี่รู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้ว่ะพะยอม ผิดที่ได้ผู้หญิงคนนี้มาเป็นเมีย เป็นแม่ของลูก พี่สงสารลูกว่ะ”
“ฉันรู้สึกมากไปกว่านั้นอีกพี่ บาปกรรมมันมีจริง ต่อให้โกหกหลอกลวงตัวเองยังไง มันก็ไม่พ้นเพราะมันอยู่ในใจเราตลอดเวลา”
อ่ำเดินออกมาหน้าบ้าน ซึ่งระพีพรรณยืนมองงงๆอยู่ “ใครมาล่ะลูก”
พะยอมลงจากรถตามด้วยประยูร ระพีพรรณไหว้ในขณะที่อ่ำรับไหว้งงๆ

อุไรหิ้วถุงข้าวของกลับเข้ามา “ยังมีอีกสองถุงในรถแน่ะระพี ไปช่วยแม่หิ้วเข้ามาที”
ระพีพรรณ อ่ำ ยืนนิ่งไม่ขยับจนน่าแปลกใจ “เอาไว้ก่อนก็ได้…อุไร…”
อุไรหันไปเห็นพะยอม, ประยูร นั่งคอยอยู่
พะยอมเรียก “อุไร…”
“มาทำไมกัน บ้านนี้ไม่ชอบรับแขกไม่รู้รึไง”
อ่ำเรียกลูกสาว “มานั่งนี่ก่อนเถอะอุไร”
“หนูมีงานต้องทำนะแม่”
“แม่ขอร้อง…”
อุไรจำใจเข้าไปนั่งเผชิญหน้ากับประยูร-พะยอม อ่ำนั่งลงมุมนึง ระพีพาตัวเองออกห่างๆ เรื่องผู้ใหญ่จะเคลียร์กัน
อุไรพูดอย่างห่างเหิน “มีธุระอะไรก็ว่ามา”
พะยอมเริ่ม “อุไร”
อุไรแดกดัน “แปลกนะ ไอ้คนบ้านนี้ จะมาขอลูกสาวเขา แทนที่พ่อแม่มันจะเป็นคนพูด กลับให้อามันออกหน้าแทน ฉันฝากบอกไปแล้วไง แต่งน่ะแต่งกันได้ ฉันยินดียกให้ ถ้าแก” อุไรเจาะจงที่ประยูร “ยินดีให้ลูกชายแกเปลี่ยนนามสกุลมาใช้นามสกุลฉัน”
“อุไร…ฉันรู้ว่าร่วมสามสิบปีมานี่ พวกฉันทำให้อาอ่ำ พี่อัมพร แล้วก็อุไรเองต้องเจ็บปวด ทุกข์ยากขนาดไหน แต่ฉันบอกได้เลยว่าพวกฉันทุกคน ก็ไม่เคยมีความสุขแม้แต่วันเดียว” อุไรนิ่งงัน จุดแรกของการเปิดใจเข้าหากัน “ฉันยอมรับว่าฉันไม่เคยเชื่อเรื่องเวรกรรม จนกระทั่งเป็นพ่อของลูกสองคนแล้วนั่นแหละ ความทุกข์ทุกอย่างที่เคยทำไว้กับคนอื่นมันย้อนกลับมาหาตัวฉันเองทั้งหมด ฉันถามตัวเองเสมอนะ อุไรว่าฉันจะปลดเปลื้องไอ้ความทุกข์ที่แบกเอาไว้นี่ออกไปได้ยังไง”
อุไรนิ่ง เมินสายตาออกไปจากประยูรและพะยอม
พะยอมพูดบ้าง “ฉันเองก็ไม่ต่างไปจากพี่ยูรหรอกนะอุไร ฉันแย่งของรักของเธอมา คิดแต่เข้าข้างตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วฉันก็ยื้อความสุขที่คิดว่าเป็นสมบัติของฉันเอาไว้ไม่ได้ ฉันคิดเสมอ ฉันถามตัวเองทุกวันว่ามันเพราะอะไร เธอทำบุญด้วยอะไรถึงมีลูกที่ดีหัวใจประเสริฐได้ขนาดนี้ ฉันเคยคิดว่าฉันชนะเธอ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลยอุไร ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายแพ้ยับเยิน เพราะบาปที่ทำไว้มันฝังอยู่ในใจฉันทุกนาที…”
อุไรนิ่ง “สิ่งที่ผ่านไปแล้ว เราเอาคืนหรือกลับไปแก้ไขมันไม่ได้ก็จริง…แต่เรากลับไปมีความรู้สึกเหมือนแต่ก่อนกันได้ไหมอุไร กลับไปเป็นเพื่อนที่รักกัน มีน้ำใจต่อกัน สุขหรือทุกข์ก็แบ่งปันกัน” พะยอมน้ำตาร่วง
อุไรกัดฟันแน่น จะไม่ยอมเสียน้ำตา
ประยูรหันไปพูดกับอ่ำ “แม่แกก็จากไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าถึงวันนี้ แม่ก็อยากทำสิ่งนี้เหมือนกันครับ อาอ่ำ” ประยูรคุกเข่าลง ขยับคลานเข้ามาหาอ่ำ หันไปเอื้อมหยิบพานดอกไม้ธูปเทียนแพขึ้นมาจบเหนือหัว “บาปอันใดที่ลูกได้ก่อขึ้นทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ลูกขอให้อาอ่ำยกอโหสิกรรมให้ลูกด้วยเถิดครับ”
อ่ำรับพานไป “อายกอโหสิกรรมให้ทุกคนลูก ไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว” ประยูรกราบลงแทบเท้าอ่ำ อ่ำลูบหลัง ลูบหัวประยูร แล้วดึงตัวขึ้นมากอด
อุไรน้ำตาร่วง พะยอมขยับเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าอุไร หันไปหยิบพานดอกไม้ธูปเทียนแพออกมา “อุไร…บาปอันใดที่ฉันได้ก่อให้อุไรได้รับความทุกข์ ฉันขอให้อุไรยกอโหสิกรรมให้เพื่อนด้วย”
อุไรมองพะยอมเต็มตา น้ำตาไหลพรากๆ มือที่สั่นสะท้านของอุไร เอื้อมมารับพานจากมือพะยอม อุไรกลั้นสะอื้นจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่พยักหน้า พะยอมจะกราบอุไร แต่อุไรรั้งตัวพะยอมไว้ แล้วดึงขึ้นมา อุไรทรุดลงไปหาพะยอมแล้วดึงตัวเข้ากอดแน่น “ฉันยกอโหสิกรรมให้เธอทุกอย่างพะยอม”
พะยอม อุไร กอดกันแน่น นองน้ำตาทั้งสองฝ่าย มิตรภาพกลับคืนมาดังเดิม ระพีพรรณมองภาพความประทับใจตรงหน้าด้วยน้ำตาแห้งความปิติเช่นกัน

มือปวริศขยับเอื้อมมาจับกุมมือระพีพรรณ
“อะไรๆ อย่ามาทำรุ่มร่ามนะ” ระพีพรรณสะบัดมือออก
“อ้าว ก็ไหนตัวเองว่าคุณน้ายอมคืนดีกับคุณพ่อเค้า กับอาพะยอมแล้ว แถมยินดีให้เราแต่งงานกันแล้วไง”
“อนุญาตเฉยๆ ยังไม่ได้แต่งซะหน่อยมันเป็นเรื่องของอนาคต”
“โธ่…ไม่ให้ความหวังกันเลย”
ระพีพรรณแอบขำ ปวริศลักไก่คว้ามือระพีพรรณมาแล้วแถมจูบอย่างจู่โจม ระพีพรรณสะบัดออกแถมฟาดเข้าให้
ปวริศเย้า “เดี๋ยวแถมแก้มด้วย อย่าเผลอละกัน”
“ก็ลองดูสิ” ระพีพรรณท่าทางเอาเรื่อง
“เวลาคุณหมอดุนี่น่ากลัวจัง”
“ก็บอกแล้ว ให้ไปมองผู้หญิงคนอื่นบ้าง ให้โอกาสมาตั้งนานแล้วนะ”
“มองแล้ว แต่ไม่มีใครเข้าตาเลยซักคน เพราะในหัวใจมีแต่คุณหมอรพีพรรณจองไว้ทั้งสี่ห้องเลย”
“เฉิ่มจัง อย่าพูดอะไรอย่างนี้อีกได้ไหม…ขอร้อง”
ปวริศปิดตาตัวเองทั้งสองข้าง “งั้นก็ต้องปิดมันไว้ให้มิดด้วย…เดี๋ยวมันออกมาทางสายตา”
ระพีพรรณทั้งขำและเอ็นดู “บ้า”
“เค้าจะรีบเก็บตังค์ ซื้อบ้านเป็นเรือนหอของเรานะ”
“แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว”
“แต่กำลังใจเค้าเกินร้อยเลยนะ แค่คุณน้าเปิดใจรับเค้าเป็นลูกชายอีกคน ชีวิตนี้เค้าไม่ต้องการรางวัลอะไรอีกแล้ว”
“ก็อย่างที่ยายว่าน่ะแหละ การให้อะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าให้อภัยกันเพราะมันคือการละทิ้งตัวตนกับอคติของเราออกไปได้จนหมด”
ปวริศยิ้มให้ ทั้งคู่เดินออกไปด้วยกัน มือระพีพรรณขยับเอื้อมไปจับคว้ากุมมือปวริศเอาไว้ ปวริศหันมามองอย่างหัวใจพองโต ฉ่ำความสุข ระพีพรรณทำเฉไฉ อมยิ้ม ไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งคู่เดินกันไปตามถนนคดเคี้ยวในสวน

ธนาลาพ่อกลับกรุงเทพ “ผมเทคิวให้กองถ่ายสามเดือนเต็มเลยครับ ช่วงนี้คงไม่ได้กลับมาบ้าน คุณพ่อดูแลตัวเองด้วยนะครับ”
“เราน่ะแหละ หักโหมงานเกินไป ระวังสุขภาพตัวเองด้วย”
“ผมแค่อยากให้ตัวเองยุ่งๆ กับงานเข้าไว้ครับคุณพ่อ จะได้ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น”
มยุรีย์อดเป็นห่วงพี่ชายไม่ได้ “มีอะไรก็โทรกลับมาละกันพี่ธนา อย่าทำตัวหายต๋อม แล้วก็อย่าถึงขั้นเปลี่ยนเบอร์”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า”
“ขับรถดีๆ นะลูก อย่าประมาท”
“ครับคุณพ่อ” ธนาไหว้ลาทวี หันไปขยี้หัวมยุรีย์ แล้วแบกเป้ขึ้นสะพาย เดินออกมาที่รถหน้าบ้าน ทวี มยุรีย์ตามออกมาส่ง ธนาชะงักเพราะเห็น…
ยงยุทธเดินเข้ามาหา “นายจะไปไหน”
“กลับกรุงเทพ…กลับไปทำงาน”
“นายพอมีเวลาให้ฉันซักชั่วโมงนึงไหม” ธนางง “ความจริงฉันพูดไม่ถูก ฉันควรจะบอกนายว่า นายต้องไปกับฉันก่อน นายยังกลับกรุงเทพไปไม่ได้”

กล่องใส่พลอยถูกเลื่อนมาวางตรงหน้าหทัยรัตน์ที่ก้มหน้านิ่ง
“พลอยนี่ยงยุทธตั้งใจจะให้รัตน์เป็นของหมั้น แต่วันนี้ยุทธเปลี่ยนใจแล้ว ยุทธขอมอบให้รัตน์กับธนาเป็นของขวัญแต่งงาน”
ธนาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

หทัยรัตน์อุทาน “ยุทธ…”
“ยงยุทธคนเดิมตายจากโลกนี้ไปแล้วตั้งแต่วันนั้นแหละรัตน์ ยงยุทธที่รัตน์เห็นอยู่ตรงนี้เป็นคนใหม่แล้ว ยุทธขอโทษที่ทำให้รัตน์เสียเวลาในชีวิตไปเสียนาน ยุทธผิดเองที่พยายามยึดยื้อรัตน์เอาไว้ ทั้งที่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่ายุทธเองไม่มีปัญญาจะปกป้องรัตน์ได้ มีแต่จะถ่วงรัตน์เอาไว้กับความทุกข์เปล่าๆ รัตน์สมควรที่ได้มีคนที่เหมาะสมกว่าดูแลรัตน์ไปตลอดชีวิต และคนคนนั้นก็คือ ธนา…”
หทัยรัตน์ได้ยินเต็มสองรูหู ได้สัมผัสความมั่นใจจากหัวใจยงยุทธ
“ธนา…นายเป็นคนที่เหมาะสมกับรัตน์ที่สุด ฉันรู้ตัวมาแต่ต้นว่านายเหนือฉันทุกอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุด ความรักของนายที่มีให้รัตน์มันยิ่งใหญ่ และเป็นความรักที่แท้จริง ฝากดูแลรัตน์ให้สมกับที่นายอุตส่าห์อดทนรอคอยมาด้วยนะ”
“ยงยุทธ…”
“ฉันยังจำคำที่แม่สั่งเสียไว้ก่อนตายได้ดี พี่น้องต้องรักกัน” ธนาน้ำตาร่วง ยงยุทธสำทับ “ขอบใจนายมากที่นายพยายามจะเสียสละเพื่อฉัน ฉันเคยรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าฉันอยู่ตัวคนเดียวในโลกนี้ ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่ นายเป็นคนนึงที่ทำให้ฉันได้สัมผัสสิ่งมีค่าสิ่งนั้น ฉันยังมีญาติมีพี่น้องมีเพื่อนที่พร้อมจะประคับประคองกันไปไม่ว่าจะมีความทุกข์ขนาดไหน ขอบใจนายมาก …ไอ้น้องชาย”
ธนา ยงยุทธ มองกันด้วยรอยยิ้มและน้ำตา สองพี่น้องกอดกันแน่นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หทัยรัตน์ตื้นตันใจจนน้ำตาไหลไม่หยุด
“ฉันคงไม่ได้อยู่ร่วมยินดีกับงานแต่งงานของนายกับรัตน์หรอกนะ”
ธนาผละออก “นายจะไปไหน”
ยงยุทธจับมือธนาไปกุมมือหทัยรัตน์ไว้ “ขอให้นายกับรัตน์มีความสุข สมหวังทุกอย่าง สมกับความดีที่ช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ”
“นายบอกฉันก่อนว่านายจะไปไหน”
“ฉันว่าฉันพบทางเดินชีวิตของฉันแล้ว และฉันแน่ใจว่ามันเป็นเส้นทางที่เหมาะกับคนอย่างฉันที่สุด”
หทัยรัตน์ ธนา ยังงงงันกับสิ่งที่ยงยุทธพูด
ยงยุทธยิ้มอย่างมีความสุข

ณ ลานวัดร่มรื่นใต้ร่มโพธิ์ ใบโพธิ์แกว่งล้อลม กรรไกรขลิบผมกลางกระหม่อมเป็นปอยแรก อ่ำวางเศษผมที่ขลิบออกลงบนใบบัวในมือยงยุทธ ทุกคนทยอยเข้ามาขลิบผมตามอาวุโส
ยงยุทธหน้าตามีความสุข หัวใจสงบนิ่ง ด้วยปิติ
รูปถ่ายของแย้มและอัมพรที่วางอยู่ข้างกัน ถูกเชิญมาเป็นสักขีพยานในวันสำคัญวันนี้ด้วย

บนศาลาวัด ยงยุทธอยู่ในชุดนาค “ความตั้งใจของผมยังเหลืออยู่อีกอย่างนึง”
อ่ำถาม “บอกมาเถอะลูก จะได้หมดห่วง หมดกังวล”
“ผมต้องการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมของคุณย่า…” ทุกคนนิ่ง “บ้านที่คุณย่าให้ผม ผมขอมอบให้เป็นเรือนหอปวริศกับระพีพรรณ” ปวริศ-ระพีพรรณ อึ้ง ช็อค “ทรัพย์สินทั้งหมด เงินทองของมีค่าทุกอย่างของคุณย่า ผมขอคืนให้อาประยูร อาพะยอม ในฐานะลูกของย่า” ประยูร-พะยอม อึ้ง
สุดาที่ก้มหน้าอยู่ เงยขึ้นมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ส่วนที่นาของย่าหกสิบห้าไร่ ผมขอคืนให้กับทุกคนได้เก็บผลประโยชน์กินด้วยกันทุกคน ที่นาแปลงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความอาฆาตพยาบาท จนทำให้คนสองตระกูล ต้องมาตกอยู่ในวิบากกรรมร่วมกัน ถ้าคุณย่ายังอยู่กับพวกเราในวันนี้ ผมเชื่อว่าคุณย่าก็คงเห็นดีไปกับผม ว่าหมดเวลาของความเกลียดชังแล้ว ตั้งแต่วันนี้ไป คนสองตระกูลจะกลับมารักใครกลมเกลียวกันเหมือนเดิม”
ทุกคนปิติ หลายคนน้ำตาไหล

ยงยุทธคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าที่ประชุมสงฆ์ในโบสถ์ และกล่าวคำขอบวชเป็นภาษาบาลี
“กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมที่ข้าพเจ้าได้เคยประมาทล่วงเกินท่านต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี ทั้งตั้งใจก็ดี มิได้ตั้งใจก็ดี ขอให้ท่านจงอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนตราบเท่านิพพานเทอญ”
ญาติโยมนั่งอยู่เบื้องหลังไกลๆ

พิธีกรรมที่จบสิ้น พระยงยุทธ ปรากฏตัวออกมาอีกครั้งอย่างเป็นพระสมบูรณ์แบบ ญาติโยมยกมือไหว้กันสลอน
พระยงยุทธเดินเข้ามาหาทุกคน มองรูปแย้ม อัมพรที่ธนากับพะยอมประคองไว้อยู่ “บุญกุศลทั้งหมด อาตมาขออุทิศให้แก่โยมแม่และโยมย่า อาตมาคงจะขอพึ่งเส้นทางพระศาสดานำทางไปตลอดชีวิต ถึงแม้การบวชจะล้างบาปที่อาตมาทำมาไม่ได้ อาตมาก็ตั้งใจว่าจะขออุทิศเวลาที่เหลือทั้งหมดในชีวิตแก่การช่วยเหลือสรรพชีวิตในโลกนี้ให้พ้นทุกข์ได้บ้าง”
“สาธุ” ทุกคนก้มลงกราบพระด้วยหัวใจปิติถ้วนหน้า
พระยงยุทธเดินตามพระอุปปัชฌาออกจากโบสถ์ไป

ตัวหนังสือที่เขียนบนแผ่นไม้ “ สุขใดจะเท่าความสงบ ไม่มี ”พระยงยุทธผูกเชือกกับไม้แผ่นนั้นแล้วผูกติดกับกิ่งไม้ใหญ่ พระยงยุทธมองป้ายนั้นอย่างพึงพอใจ เพราะรู้แจ้งเห็นจริงด้วยใจตน แล้วเดินมุ่งหน้ากลับไปที่โบสถ์ที่เห็นอยู่ไกลๆ ในความร่มรื่นของป่า

*******อวสาน********

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[จบ] วันที่ 12 พ.ค. 58

ละครสุดแค้นแสนรัก บทประพันธ์โดย จุฬามณี หรือ นิพนธ์ เที่ยงธรรม
ละครสุดแค้นแสนรัก บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครสุดแค้นแสนรัก กำกับการแสดงโดย กฤษณ์ ศุกระมงคล และ อดุลย์ ประยันโต
ละครสุดแค้นแสนรัก ผลิตโดย บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัด
ละครสุดแค้นแสนรัก ออกอากาศทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครสุดแค้นแสนรัก เริ่มออกอากาศตอนแรกในวัน 18 เมษายน 2558
ติดตามชมละครสุดแค้นแสนรักทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ