อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนที่ 13 วันที่ 9 พ.ค. 58

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนที่ 13 วันที่ 9 พ.ค. 58

“แกมันก็เสียอยู่เรื่องนี้เรื่องเดียวน่ะแหละ”
“มันอาจจะถึงเวลาที่ผมต้องกลับมาคิดใคร่ครวญใหม่แล้วก็ได้ครับ” ปวริศเดินขึ้นข้างบนไป
สุดายังบ่นไม่เลิก “กว่าจะคิดได้ ปรนเปรอมันจนหมดเงินหมดทองไปเท่าไรแล้วก็ไม่รู้” สุดาหันไปเห็นประยูรจะเดินออกไปนอกบ้าน “อ้าว แล้วนั่นจะไปไหน”
“หากินก๋วยเตี๋ยวปากซอยเอาก็ได้”

ระพีพรรณเข้ามาในบ้าน จะขึ้นไปล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้า
อ่ำยกกับข้าวออกมาพอดี จะตั้งโต๊ะ “อ้าวไหนว่าเย็นนี้จะกินข้าวข้างนอกไงลูก”


“จ้ะยาย เดี๋ยวผู้กองเขาจะมารับ หนูขึ้นไปล้างหน้าก่อน ถ้าผู้กองเขาเข้ามา ฝากยายบอกเขาด้วยให้รอแป๊ปนึง”
อุไรยกกับข้าวตามออกมา ”ไม่ต้องไปรอเขาหรอก เขามาแล้วไปแล้วด้วย แล้วก็คงจะไม่เข้ามาที่นี่อีก”
“ทำไม แม่ไปพูดอะไรกับเขา”
“ฉันก็พูดไปอย่างที่เขาควรจะเข้าใจมาตั้งนานแล้ว”
“อะไร...แม่พูดอะไร”
”ก็แค่บอกเขาไปว่า เขาจะแต่งงานกับแกได้ ก็ต่อเมื่ออีแย้มมันตายแล้วเท่านั้นแหละ”
“แม่”
อ่ำอุทาน “อุไร..ทำไมทำอย่างนั้น”
“ฉันไม่ได้ขัดขวางความรักของแก แค่ถ้าเขาอยากแต่งงานกับแกเร็วๆ เขาก็คงหาหนทางเอาเอง”
“ทำไมแม่ใจร้ายยังงี้”
“เท่านี้มันยังน้อยกว่า ที่อีแย้มมันทำกับฉัน กับป้าแก”
“เรื่องมันนานมาแล้วนะแม่”
“นานแค่ไหนฉันก็ไม่ลืม แล้วก็ไม่มีวันลืมด้วย ถ้าฉันทำแค่นี้แล้วแก รู้สึกว่าแกเจ็บปวดหายใจหายคอไม่ออก ฉันบอกแกได้เลย ทีอีแย้มมันทำกับฉันกับป้าแก มันหนักหนากว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า เพราะฉะนั้น แกต้องเข้าใจ แล้วก็เห็นใจฉันบ้าง มันเป็นเวลาของการเอาคืน”
ระพีพรรณเสียใจ วิ่งขึ้นข้างบนไป อ่ำท้อใจกับทิฐิของอุไร

โทรศัพท์ปวริศดังขึ้น ปวริศหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นเบอร์ระพีพรรณโชว์หน้าจอ ปวริศวางโทรศัพท์ลง ไม่ยอมกดรับสาย ไม่ยอมกดทิ้ง เขาถอยออกไปห่างจากโทรศัพท์ ปวดใจกับอุปสรรคที่เกิดขึ้น
ระพีพรรณรอจนหมดสัญญาณเรียกสาย จึงกดเรียกใหม่ น้ำตาพาลไหลออกมาเพราะรู้เต็มอกว่าเขาตั้งใจที่จะไม่รับสายเธอ เขาปิดโอกาสที่เธอจะได้พูด หรือปรับความเข้าใจกัน

อ่ำตะโกนเรียกที่ตีนบันได้ “ระพีเอ๊ย...ลงมากินข้าวเถอะลูก” เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับ อ่ำรู้ดีว่าหลานกำลังเสียใจขนาดไหน
“ไม่ต้องไปสนใจมันหรอกแม่ มันหิวเดี๋ยวมันก็ลงมาหากินของมันเองโตแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ”
“อุไรเอ๊ย..”
“ฉันรู้ว่าแม่จะพูดอะไร ในเมื่อส่วนที่พี่อัมพรขอร้องฉันก็ไม่ได้ผิดคำพูด แล้วจะมาหาว่าฉันใจร้ายได้ยังไง”
“คนที่เป็นฝ่ายให้ยังไงก็อยู่ในที่สูงกว่าผู้รับนะลูก แล้วการให้อะไรก็ไม่ได้บุญยิ่งใหญ่เท่าให้อภัยหรอก”
“ทำบุญกับผีบ้านผีเปรตอย่างอีแย้มให้ตายก็ไม่มีทางได้บุญหรอกแม่”
“บุญไม่ได้เกิดที่ไหนหรอกลูกเอ๊ย มันก็เกิดในลูกเอง...อานิสงค์ก็คือความสุขของระพีมันนะลูก...ลูกไม่สงสารระพีมันบ้างรึไง”
“เชื้อยังไงมันก็ไม่ทิ้งแถวหรอกแม่ ลูกหลานอีแย้มยังไงมันก็ต้องมีเลือดชั่วอย่างโคตรเหง้านั้นน่ะแหละ”
อ่ำจนปัญญาจะคัดง้างกับทิฐิของอุไร

กลางเมืองลำปาง ยงยุทธเดินตระเวนหางานทำ เขาหยุดที่หน้าบริษัทแห่งหนึ่งที่มีป้ายติดประกาศรับสมัครงาน มีแต่ตำแหน่งเล็กๆ หรือไม่งั้นก็เป็นงานใช้แรงงาน เช่นคนขับรถ 2 ตำแหน่ง ,พนักงานส่งของ 3 ตำแหน่ง ,คนงาน 5 ตำแหน่ง ยงยุทธมองป้ายอย่างท้อใจ แล้วเดินจากไป

ยงยุทธนั่งพักเหนื่อย ดื่มน้ำอยู่ริมถนน ชายหนุ่มทั้งอดนอน ตรากตรำการเดินทาง ทำให้สุขภาพไม่ดีทรุดโทรม
ความท้อทำให้อดนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ได้
เหตุการณ์ยงยุทธทะเลาะกับแย้ม ตอนจะออกจากบ้าน แย้มด่าอย่างรุนแรง
ประโยคสุดท้ายของอัมพรก่อนตาย สั่งเสียให้รักย่าให้มากๆ
ยงยุทธสั่งลาหทัยรัตน์ จูบมือและคำพูดหทัยรัตน์ผ่านโทรศัพท์ให้เขากลับไปเริ่มต้นใหม่
แย้มวิ่งตามรถยงยุทธจนล้มลงกลางถนน
ยงยุทธท้อแท้ จะสู้ต่อไปหรือยอมแพ้..ยงยุทธขยับลุกขึ้นจะเดินข้ามถนน ภาพแทนสายตา เห็นสิ่งรอบตัวพร่ามัว ไร้โฟกัส ยงยุทธชะงักเหมือนกัน เพราะรู้ตัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่แข็งใจยังไงก็ต้องพาตัวเองกลับไปยังรถที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามให้ได้

ยงยุทธข้ามถนนมาได้ครึ่งทาง ด้วยอาการหอบ หืดกำเริบหนักขึ้นทุกที จะถอยหลังกลับก็สายเกินไปแล้ว แต่ฝั่งถนนข้างหน้า ก็เหมือนยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด
ยงยุทธพยายามก้าวต่อไป แต่ไม่รอด...เหมือนขาดอากาศหายใจ
รถคันนึงแล่นมาด้วยความเร็ว กดแตรส่งสัญญาณ ยงยุทธอาการกำเริบล้มตึงลงกลางถนน รถเหมือนจะพุ่งชน เสียงเบรค และแตรดังสนั่น

ที่ร้านอาหาร ธนาคุยกับระพีพรรณ
“กี่วันแล้ว”
“ร่วมอาทิตย์นึงได้แล้ว”
“เฮ้ย...หายเงียบไปเลยเหรอ”
“ปกติวันๆต้องโทรมานับครั้งไม่ถ้วน นี่ไม่โทรมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
“อะไรวะ...แล้วตามไปดูเขาที่โรงพักรึเปล่า” ระพีพรรณส่ายหน้า “ทำไมล่ะ รักกันก็น่าจะปรับความเข้าใจกันสิ ตัวเองทำนิ่งเฉยยังงี้เดี๋ยวก็บรรลัยหรอก เกิดเขาไปปิ๊งคนอื่นที่ง่ายกว่าจะยุ่งนา”
“ช่างเขาเถอะ”
“ช่างได้ไงวะ ไปเหอะไปง้อซะหน่อยคาราคาซังไว้ยังดีกว่าปล่อยให้จบกันไปเลย ถ้าปวริศตัดใจจากตัวเองไปเลย ตัวเองจะทนได้เหรอ”
ระพีพรรณรู้อยู่เต็มอกว่าทนไม่ได้ “แล้วตัวเองทนหทัยรัตน์ได้ยังไง”
“มีความรักก็ต้องมีความหวัง”
“หวังว่ายงยุทธจะไม่กลับมาน่ะเหรอ”
“ถ้าเป็นยังงั้น เราก็ควรดีใจไม่ใช่เหรอ”
“เขาหนีย่าแย้มไป มันเป็นเรื่องพอเข้าใจได้ แต่ที่เขาทิ้งรัตน์ได้ลงคอนี่ ระพีไม่เข้าใจ เขาต้องการอะไรกันแน่”
“นั่นสิ ...ต้องการอะไร..รัตน์รักเขายังกะอะไรดี”
“ธนา..”
“อะไร”
“ให้ระพีเดานะ ยงยุทธอยากให้ตัวเองสมหวังกับรัตน์”
“พูดเป็นเล่น...”
“ยงยุทธอาจจะคิดว่าตัวเขาเองไม่ดีพอสำหรับรัตน์”
“อะไรจะมาเสียสละขนาดนั้น”
“แล้วถ้ามันเป็นจริงล่ะ”
“ธนาควรดีใจเหรอระพี .. ในเมื่อรู้อยู่เต็มอกว่ารัตน์รักเขามากขนาดไหน ลึกๆแล้วธนาก็อยากให้เขาแต่งงานกัน เพราะพอมานึกย้อนดู... ชีวิตยงยุทธจริงๆแล้วน่าสงสารนะ ไม่มีใครเลย นอกจากย่าคนเดียว แต่ธนามีครบทุกอย่าง พ่อ แม่ ยาย น้อง ถ้ารัตน์เป็นคนเดียวที่เข้าใจเขา ธนาก็ไม่สมควรจะไปแย่งรัตน์มาจากเขา”
“ตัวเองคิดยังงั้นจริงๆเหรอ”
“ถ้าคู่แข่งของเราไม่ใช้ยงยุทธ เราลุยเต็มที่ไปนานแล้ว”

หทัยรัตน์แต่งตัวหวีผมหน้ากระจก เสร็จก็หยิบนาฬิกาเรือนที่ยงยุทธซื้อให้ตั้งแต่สมัยจบมัธยมด้วยกันมาสวมตามความเคยชิน เธอดูหน้าปัดนาฬิกาแล้วชะงัก เพราะพบว่านาฬิกาตายตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
หทัยรัตน์ปลดนาฬิกาออกมาดูอย่างใกล้ เขย่าดูเผื่อจะเดินได้เหมือนเดิม แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น เธอตัดสินใจวางนาฬิกาไว้บนโต๊ะอย่างเดิม นาฬิกาตายจะใส่ไปทำไม
หทัยรัตน์ชะงักอีกครั้งเมื่อมองนาฬิกาเรือนนั้น นึกถึงตอนยงยุทธให้ของขวัญเธอเป็นนาฬิกาเรือนนี้ และคำพูดว่า “นาฬิกาเรือนนี้เป็นสิ่งเตือนใจ ไม่ว่าจะอยู่ไกลกันขนาดไหน ก็จะระลึกถึงกันตลอดไป”
หทัยรัตน์สะเทือนใจ เอื้อมหยิบนาฬิกาเรือนนั้นขึ้นมาสวมอีกครั้ง

โรงพยาบาลลำปาง ห้องพักผู้ป่วย น้ำเกลือยังหยดออกจากถุงอย่างสม่ำเสมอ
ยงยุทธที่ดูทรุดโทรมหนวดเคราขึ้นครึ้ม เพราะหมดสติไปหลายวันค่อยลืมตาฟื้นขึ้น งุนงงกับทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว
“ฟื้นแล้วเหรอ..ยงยุทธ ..ยงยุทธ” ยงยุทธหันมองข้างเตียงเห็นวสันต์ยืนอยู่ “เราวสันต์ไง นายจำเราได้ไหม เราเรียนวิศวะมอชอด้วยกันไง จำได้เปล่า”
“วสันต์” ยงยุทธจำได้แต่เหนื่อยตนพูดได้แค่นี้
“โรคเก่ากำเริบกลางถนน ฉันเกือบขับรถชนนาย ดีนะที่เบรคทัน ทีแรกก็จำไม่ได้หรอกกว่าเป็นนาย จนพามาโรงพยาบาลที่แหละ”
“ขอบใจนะ”
“ฉันพยายามหาเบอร์ติดต่อญาติพี่น้องนาย...ทั้งตัวก็ไม่เจอเบอร์ใครเลย นายมาทำอะไรที่ลำปางนี่วะ”
“หางานทำ”
“ลำปางมันเมืองเล็กๆ งานโรงงานก็มีแต่เซรามิก ทำไมนายไม่ไปทางระยอง ทางแถบโน้นวะ”
“งานอะไรก็ได้”
“ถ้านายไม่เกี่ยงว่าต้องเป็นงานวิศวะไปทำกับฉันไหมล่ะ”

แย้มโกยเงินที่พับมัดหนังยางเป็นปึกๆ แบงก์ ปลีกแบงก์ย่อยมากมายจากการเก็บเงินกู้มาวางข้างตัว
“กูขี้เกียจพับ ทำไมมันมีแต่แบงก์ย่อยว่ะ”
“หนูนับมาให้แม่หมดแล้ว” แย้มดูเหนื่อยและเบื่อและอารมณ์ไม่ดี โกยเงินใส่กระเป๋าใบเก่ง สุดาอาสา “แม่จะให้หนูเอาใส่แบงก์ให้ก็ได้ แม่เอาสมุดบัญชีมาสิ”
“ไม่ต้องมายุ่งกะกู แล้วสมุดอยู่ไหน”
“สมุดอะไรจ๊ะ”
“ก็สมุดจดบัญชีเงินกู้น่ะสิ”
“แม่จะเอาไปทำไม เดี๋ยวหนูก็ต้องใช้อีก”
“กูบอกว่ากูจะเอา”
“พอดีมันอยู่ในรถ แม่รอแป๊บละกัน เดี๋ยวหนูลงไปเอามาให้” สุดาคล้องกระเป๋าถือตัวเอง ลุกออกมา
แย้มมองตาม ยังไงก็ไม่ไว้ใจใคร

สุดาเดินออกมาที่รถ เปิดรถแล้วทำทีเป็นหาของในรถ สุดาหยิบสมุดบัญชีเงินกู้ออกจากกระเป๋าถือตัวเองซุกซ่อนเก็บไว้ในรถ

สุดากลับเข้ามาในห้อง “หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ สงสัยหนูจะลืมวางไว้ที่บ้านแหละ”
แย้มนับเงินที่ทำเป็นปึกๆเอาไว้แล้ว “มึงมีปัญหาอะไรกันแน่”
“ปัญหาอะไร ไม่มีจ๊ะแม่”
“กูว่าเงินนี่มันไม่ครบ”
“เก็บมาได้เท่าไรหนูก็ส่งแม่หมดแหละจ้ะ”

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนที่ 13 วันที่ 9 พ.ค. 58

ละครสุดแค้นแสนรัก บทประพันธ์โดย จุฬามณี หรือ นิพนธ์ เที่ยงธรรม
ละครสุดแค้นแสนรัก บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครสุดแค้นแสนรัก กำกับการแสดงโดย กฤษณ์ ศุกระมงคล และ อดุลย์ ประยันโต
ละครสุดแค้นแสนรัก ผลิตโดย บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัด
ละครสุดแค้นแสนรัก ออกอากาศทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครสุดแค้นแสนรัก เริ่มออกอากาศตอนแรกในวัน 18 เมษายน 2558
ติดตามชมละครสุดแค้นแสนรักทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ