อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนที่ 13/3 วันที่ 10 พ.ค. 58

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนที่ 13/3 วันที่ 10 พ.ค. 58

“แม่อย่าทำยังงั้น” สุดาทำเป็นห้ามเพราะรู้ดีว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
แย้มเขวี้ยงไข่ไม่ยั้ง แม่ค้าเลือดขึ้นหน้า กระโจนออกมาเผชิญหน้าแย้ม “อีแย้ม...อี..เหี้ย”
แย้มชิงตบก่อน ....แม่ค้าทุกแผงกรูกันมามุง
แม่ค้าถลกผ้าถุง กระโจนเข้าถีบแย้ม ซัดกันนัวเนีย จิกหัวกบาลแลกตบกัน ไม่มีใครยอมใคร แม่ค้าที่มามุง เชียร์กันสนั่น ไม่รู้ใครเป็นใคร สุดาแอบสะใจ ทำทีเป็นเข้าไปช่วยไม่ได้...

กระเป๋าถือแย้มหูขาด เพราะบู๊กันหนัก ร่วงลงพื้น แม่ค้าสู้ยิบตา บีบคอแย้มตาเหลือก แย้มถีบคืน สร้อยคอแย้มขาดร่วงลงพื้น อย่างไม่มีใครสังเกตเห็น สุดารีบเก็บสร้อยที่ขาดบนพื้นนั้นขึ้นมาซ่อน
แผงผักวินาศสันตโร คู่ต่อสู้ ยับเยินกันทั้งสองฝ่าย



ประยูรได้แต่ยืนมองสภาพแม่ .. พูดไม่ออก บอกไม่ถูก
แย้มโวยวาย “มึงทางเบาๆสิโว้ย กูแสบ เอาอะไรมาทาให้กูเนี้ย”
สุดาเช็ดแผลเลือดซิบทั่วตัว ให้แย้มด้วยแอลกฮอล์ “แอลกอฮอล์ไงแม่ ยังไงก็ต้องล้างแผลก่อน”
แย้มสะบัดออก ลูบหน้าลูบหัวที่เยินเหมือนผ่านสงครามมา “กูจะแจ้งความเอามันเข้าคุก ฐานพยายามฆ่า ไอ้ยูรมึงต้องจัดการให้กู”
“จะทำยังงั้นได้ยังไงแม่ ก็แม่ไปตบเขาก่อน ทำลายข้าวของเขาอีกด้วย”
“ใครบอกมึง”
“สุดามันบอกฉันเมื่อกี้”
“มึงเป็นลูกสะใภ้กูประสาอะไร แทนที่จะอยู่ข้างกู” สุดาหน้าจ๋อย “ยังไงกูก็จะเอาเรื่องมันให้ได้”
“แต่แม่..ต้นเหตุของเรื่องมันมาจากเงินกู้นอกระบบของแม่ ที่ตอนนี้ทางการเขากำลังกวาดล้างอยู่นะ”
“กูไม่สน ยังไงมึงก็ต้องลากคอมันเข้าคุกให้กู”
ประยูรอธิบาย “อย่างมากก็ได้แค่คดีทำร้ายร่างกาย ประนีประนอมกันอยู่ดี”
แย้มคลำคอเพราะเพิ่งนึกขึ้นมาได้ “สร้อยกู สร้อยกู มันต้องฉวยโอกาสกระชากสร้อยกูไปด้วยแหงๆ ทองตั้งห้าบาท พระเลี่ยมทองด้วย อีสารเลว มึงเห็นไหมยัดไปเลยข้อหาชิงทรัพย์”
“แม่...ให้มันแล้วกันไปเถอะน่า”
แย้มฟูมฟาย “มึงไม่ได้รักกูเลยใช่ไหม ไอ้ยูร ... แค่นี้มึงก็ทำให้กูไม่ได้”
“แม่ใจเย็นสิ แม่พลอยทำให้ผมเดือนร้อนไปด้วย แม่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ผมเพิกเฉยก็เท่ากับผมรู้เห็นเป็นใจไปด้วย มันผิดวินัย แม่เข้าใจไหม หยวนๆไปเถอะน่า”
แย้มฟูมฟายด้วยความเจ็บใจ สุดาสงบปากคำไว้ รอส้มหล่น
“พวกมึงรู้จักกูน้อยไป.. คนอย่างกู..ไม่มีวันยอมให้อีหน้าไหนมันมาหักหน้าเอาได้หรอกโว้ย”
สุดาออกจากห้องน้ำมาแล้วต้องชะงัก เพราะลลดากำลังดูทองที่ขาด รื้อกระเป๋าสุดาอย่างอยากรู้อยากเห็น
“แกทำอะไรน่ะ”
“ลดาว่า ลดาคุ้นๆกับสร้อยเส้นนี้จัง สร้อยคุณย่าไม่ใช่เหรอคะ”
“สร้อยมันขาด คุณย่าวานให้ฉันเอาไปส่งซ่อมที่ร้าน” สุดาดึงสร้อยมาจากมือลลดา เก็บกระเป๋าไป
“แต่ที่ลลดาได้ยินมา มันไม่ได้เป็นยังงั้นนี่คะ”
“แกได้ยินอะไรมา”
“คุณย่าไปมีเรื่องกับแม่ค้าในตลาด ลงไม้ลงมือกันจนสร้อยขาด ไม่รู้หายไปไหน”
“ใครพูดให้แกฟัง”
“คุณพ่อ”
“งั้นก็หุบปากแกไว้ให้ดีๆนะ”
“คุณแม่ หมายความว่า..”
“ของพวกนี้อีกหน่อยมันก็จะกลายเป็นของแกน่ะแหละ จะเร็วจะช้าเท่านั้นเอง” ลลดาอึ้ง สุดาพูดต่อ “ใครจะไปรู้ ยงยุทธมันอาจจะกลับมาเมื่อไรก็ได้ ไอ้คนอ่อนแอพรรค์นั้นนะมันจองหองได้ไม่นานหรอก แค่มันกลับมาอ้อนย่าแกพักเดียว ก็มีหวังยกทุกอย่างให้มันเหมือนเดิม โกยอะไรมาได้ก็ต้องรีบโกยมาก่อน ...นี่ฉันทำเพื่อพวกแกนะ”
“ลดาไม่เห็นอยากจะได้ของพวกนี้เลย ยิ่งได้มาด้วยวิธีที่คุณแม่ทำ ลดาว่ามันน่าละอายมากนะคะคุณแม่” ลลดาออกไปจากห้องทันที
สุดารู้สึกแสบที่ถูกลูกด่า “โง่เง่ากันทั้งนั้น”

อุไรยกถาดข้าวต้ม –กับข้าว เข้ามาให้อ่ำ
“ทนกินข้าวต้มไปอีกซักวันสองวันนะแม่”
“กินข้าวต้มก็คล่องคอดี พงษ์มันเป็นยังไงบ้างล่ะ”
อุไรชะงักนิดนึงเหมือนกัน “ไม่รู้ฉันไม่ได้สนใจ”
“คนเราได้มาเจอกัน ได้รู้จักกันผูกพันกันในชาตินี้ มันเป็นเรื่องของบุญของกรรมที่ทำร่วมกันมาแต่ชาติที่แล้วนะลูก”
“ฉันรู้แม่จะพูดอะไร ไม่พ้นทำทานด้วยอโหสิกรรม”
“ทุกคนเกิดมาแล้ว เหมือนกันหมดลูกเอ๊ยต้องแก่ ต้องเจ็บต้องตายทั้งนั้น จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง ทำซะในตอนที่ยังมีโอกาส จะได้ไม่ต้องติดค้างกันไป ถึงชาติไหน” อุไรนิ่ง “เอ็งเป็นคนมีบุญนะอุไร เอ็งมีลูกที่ดีสร้างแต่ความภูมิใจให้พ่อแม่ เอ็งอาจจะนึกเถียงแม่ก็ได้ว่าเพราะเอ็งเลี้ยงระพีมันมาดี แต่เอ็งอย่าลืมนะ ถ้าไม่มีพงษ์มัน ระพีก็คงไม่ไว้มาเกิดเป็นลูกเอ็งหรอก เอ็งอย่ามัวจมปลักความโกรธความแค้นอยู่เลย คิดซะว่าเอ็งกับพงษ์มีวาสนาต่อกันเท่านี้ แม่ว่าเอ็งจะสบายใจขึ้น”
ระพีพรรณเพิ่งกลับมาถึงบ้าน ถอดรองเท้าเก็บที่ชั้น
อุไรถาม “กลับมาซะมืดค่ำ วันนี้ไม่ได้เข้าเวรไม่ใช่เหรอ ..กินข้าวกินปลามารึยัง”
“กินมาแล้วจ้ะ”
“เขาเป็นยังไงบ้าง...ฟื้นรึยัง”
“รู้สึกตัวแล้วจ้ะ พูดคุยได้นิดหน่อย”
“ก็ดี...ฟาดเคราะห์ไป คงอยู่ในโรงพยาบาลอีกไม่นานมั้ง”
“กระดูกสันหลังหัก ทับเส้นประสาทจ้ะแม่” อุไรอึ้ง “พ่อคงพิการไปตลอดชีวิต”
อุไรเงียบงันไปเลย ไม่เหลือความรู้สึกชิงชังหรือสมน้ำหน้า

ลือพงษ์ยังอยู่ในอาการเพียบหนัก มีบาดแผลบนหน้า แขนขา อย่างละข้าง ที่สำคัญคือกระดูกสันหลัง อุปกรณ์ต่างๆ มากมายารอบตัว
อุไรยืนมองสภาพลือพงษ์ อย่างปลงตก ลือพงษ์ขยับกล้ามเนื้อบนหน้า ค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ปากเหมือนขยับ
“จะเอาอะไร..หิวน้ำเหรอ” อุไรหยิบแก้วน้ำมาป้อน จ่อหลอดถึงปาก
ลือพงษ์จิบน้ำได้นิดเดียว ค่อยๆลืมตาขึ้น “อุไร...”
อุไรยังมีทิฐิ “ระพีมันขอร้องให้ฉันมาเยี่ยม” ลือพงษ์พยายามจะพูดแต่ไม่มีแรง อุไรห้าม “ไม่มีแรงแล้วจะพูดทำไม พักผ่อนซะจะได้หายไวๆ”
“ยกโทษให้เค้านะ” ลือพงษ์พยายามพูดให้ชัด “เค้าเสียใจ”
อุไรนิ่งอึ้ง เกือบสามสิบปี สำนึกนี้คงค้างอยู่ในใจเขาตลอดเวลา
“จะเอาอะไรรึเปล่า เดี๋ยวจะไปตามพยาบาลมาดูแลละกัน” อุไรตัดบท ขยับออก ไม่ชินกับการให้ใครเห็นอารมณ์จริงของตัวเอง

อุไรออกมาจากห้อง พะยอมเดินมาถึงหน้าห้องพอดี..สองเมียเผชิญหน้ากัน
อุไรต้องไม่เสียฟอร์ม “ระพีมันรบเร้าให้มาดูพ่อมัน”
“พี่พงษ์เขาคงดีใจ”
“เหนื่อยหน่อยละนะที่ต้องดูแลคนพิการ”
“ทำยังไงได้ ก็ต้องดูแลกันไปอย่างดีที่สุด แต่ละคนมีกรรมเป็นของตัวเองทั้งนั้นอุไร” ความสงบนิ่งของพะยอมละลาย ความขุ่นเคืองในใจอุไรลงไปแทบหมด “แต่บุญคงพอมีอยู่บ้าง เค้าผ่านความท้อแท้ที่สุดในชีวิตมาแล้วอุไร ...หัวอกคนเป็นแม่ สุขใจที่สุดก็เรื่องลูก ทุกข์ใจที่สุดก็เรื่องลูกเหมือนกัน ตัวเองก็รู้...เค้าเคยนึกอิจฉาตัวเองมาตลอดว่าเลี้ยงลูกยังไง ถึงได้ดีอย่างนี้ ถึงวันนี้เค้าเลิก สงสัยแล้ว ระพีเป็นคนดีโดยเนื้อแท้ มันเป็นบุญวาสนาของตัวเองนะ ที่มีลูกจิตใจประเสริฐแบบนี้ เพราะสุดท้ายแล้ว เค้าก็อุตส่าห์ได้รับผลบุญนั้นมาด้วย แค่ระพีเรียกเค้าว่าอา เค้าก็รู้สึกว่าตัวเค้าเองมีวาสนาขนาดนั้นเชียวเหรอ ขอบใจนะอุไร...ถึงเรื่องบาดหมางระหว่างเราจะเลวร้ายขนาดไหน แต่วันนี้อย่างน้อยเค้าก็พอมีความสุขบ้าง เวลานึกถึงความรัก ความมีน้ำใจที่เพื่อนเคยมีให้แก่กัน”
อุไรมองพะยอมได้อย่างเต็มตา ถึงแม้จะไม่มีรอยยิ้มตอบ แต่หัวใจอุไรก็อ่อนสงบลงมาก

หทัยรัตน์เดินคุยมากับระพีพรรณ
“แม่เป็นคนใจแข็งยังกะอะไรดี แต่เค้าเชื่อว่ายังไง แม่ก็ยังรักพ่ออยู่ แค่ที่ผ่านมาความรักมันกลายเป็นความโกรธความแค้นเท่านั้นเอง”
“รัตน์เอาใจช่วยละกันนะ ขอให้เรื่องต่อไปที่คุณป้าจะใจอ่อนคือเรื่องของตัวเองกับผู้กอง”
“อยู่ที่เค้าไม่ได้อยู่ที่เรา ว่าแต่ตัวเองเหอะ ไปถึงไหนแล้ว”
“ไม่มีอะไรในกอไผ่”
“น่าสงสาร”
“สงสารใคร เค้า?”
“ธนาต่างหาก เมื่อไรตัวเองจะใจอ่อนซะที รักคนที่เขารักเราไม่ดีกว่าเหรอ”

แม่ค้าขี่มอเตอร์ไซด์จากตลาดจะกลับบ้าน มอเตอร์ไซด์คันหนึ่งขี่ตามมา ตีขึ้นคู่ขนานแต่ไม่ยอมแซงขึ้นไป ชายสองคนแต่งดำ สวมหมวกกันน็อคปิดบังใบหน้า
แม่ค้าหันมามองหน้าเลิ่กลั่ก ชายที่ซ้อนมาถีบเข้ารถแม่ค้าเต็มตีน รถแม่ค้าเสียหลักทิ่มลงไปป่ารกข้างทาง ร้องวี๊ดว้าย รถมอเตอร์ไซด์จอด ชายที่ซ้อนมาลงจากรถวิ่งมาที่แม่ค้าที่พยายามลุกขึ้น ชายคนนั้นพยายามกระชากกระเป๋าแม่ค้า แต่แม่ค้าขัดขืนสุดฤทธิ์ แหกปากร้องให้ช่วย
ชายคนนั้นตบแถมต่อย จนแม่ค้าร่วง แล้วกระชากกระเป๋าทั้งที่เอวและที่คล้องมาวิ่งกลับออกไป

สิบเวรลงบันทึกประจำวัน รับแจ้งความมือเป็นระวิง แม่ค้ายับเยินไปทั้งตัว ให้ปากคำอย่างโกรธแค้นถึงพริกถึงขิง ไทยมุงพอประมาณ
“มันเอาไปหมดเลยไอ้ระยำ...”
สิบเวรซักถาม “เห็นหน้าคนร้ายไหมครับ”
“ไม่เห็นมันใส่หมวกกันน็อค แต่ฉันรู้ว่าใครจ้างมันมา”
“สงสัยใครครับ”
“ฉันจะเอาข้อหาพยายาฆ่า”
“กล่าวหาลอยๆไม่ได้หรอกนะครับ ต้องมีพยานหลักฐาน”
“ฉันมีเรื่องกับมันคนเดียว ต้องเป็นมันแน่ๆ..อีแย้ม”
ประยูรยืนฟังอยู่มุมนึง ตัวแข็ง..นรกมาถามหาแล้ว

แย้มปฏิเสธเสียงแข็ง “กูไม่ได้ทำ กูไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น อีบ้านั้นมันดวงซวยของมันเอง”
ประยูรอ่อนใจ “แม่... แม่ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด ทำไมแม่ยังทำอีก
แย้มหลุดพรวดออกมาเพราะความโกรธ “ก็มึงไม่คิดจะช่วยกูเองนะสิ รู้ยังงี้กูเอามันถึงตายก็ดี มันจะได้ไม่สาระแนไปปากมาก”
ประยูรช็อค “แม่ ..ทำไมแม่โหดเหี้ยมอย่างงี้ล่ะ”
“ไอ้ยูร..มึงด่ากู”
“แม่รู้ไหม แม่ทำยังงี้ แม่ไม่ได้เดือดร้อนคนเดียว ฉันก็เดือดร้อน ปวริศมันก็ต้องเดือดร้อน ถ้าถูกสอบทางวินัยขึ้นมา แม่คิดข้อนี้บ้างไหม”

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนที่ 13/3 วันที่ 10 พ.ค. 58

ละครสุดแค้นแสนรัก บทประพันธ์โดย จุฬามณี หรือ นิพนธ์ เที่ยงธรรม
ละครสุดแค้นแสนรัก บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครสุดแค้นแสนรัก กำกับการแสดงโดย กฤษณ์ ศุกระมงคล และ อดุลย์ ประยันโต
ละครสุดแค้นแสนรัก ผลิตโดย บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัด
ละครสุดแค้นแสนรัก ออกอากาศทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครสุดแค้นแสนรัก เริ่มออกอากาศตอนแรกในวัน 18 เมษายน 2558
ติดตามชมละครสุดแค้นแสนรักทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ