อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[2] วันที่ 12 พ.ค. 58

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[2] วันที่ 12 พ.ค. 58

ปวริศเดินไปไขกุญแจที่คล้องประตูเข้าบ้าน ยงยุทธค่อยๆ ลงจากรถอย่างอ่อนเพลีย ระพีพรรณหยิบกระเป๋าเดินทางของยงยุทธออกมาจากรถ
ยงยุทธมองตัวบ้านที่จากไปนานอย่างอดใจหายและสะเทือนใจไม่ได้ ยงยุทธค่อยๆ เดินเข้าบ้าน ปวริศรับกระเป๋าจากระพีพรรณไปหิ้วเอง เดินตามยงยุทธเข้าบ้าน
ยงยุทธเดินเข้ามาในความมืด คุ้นชินจนไม่คิดที่จะขยับไปเปิดไฟ

ระพีพรรณบ่น “สวิชท์ไฟอยู่ตรงไหนเนี่ยตัวเอง”
ปวริศขยับไปเปิดไฟในบ้านสว่างขึ้น ยงยุทธยืนนิ่ง ปวริศถามด้วยความเป็นห่วง “นายอยู่คนเดียวได้แน่นะยงยุทธ จะให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนไหม”
ยงยุทธส่ายหน้าไม่พูด ระพีพรรณ ปวริศ มองหน้ากัน หนักใจแต่ก็ต้องทำตามใจเขา ยงยุทธเดินขึ้นข้างบนไป



ในความมืดสลัว นาฬิกาปลุกบนโต๊ะหัวเตียงไม่ขยับเดินเพราะถ่านหมดไปนานแล้ว ยงยุทธนอนตะแคงเอามือซุกหัวเข่าตัวเองเหมือนท่านอนตอนเด็กๆ เขายังลืมตา ไม่สามารถข่มตาข่มใจให้หลับลงได้
ยงยุทธหวนนึกถึงตอนที่มีปากเสียงกับธนาอย่างรุนแรงเรื่องหทัยรัตน์
เหตุการณ์ที่ยงยุทธเข้าไปเยี่ยมแย้ม แต่ระงับอารมณ์ไม่ได้ ระเบิดอารมณ์ใส่กันด้วยความรักและเกลียดซัง ความทรงจำนั้น เหมือนภาพหลอนอันแสนทรมาน
ยงยุทธขยับลุกขึ้นนั่ง ในความมืดสลัว มุมนึง รองเท้าหนังสีดำคู่เล็กๆ ในวัยเด็กของเขาถูกวางทิ้งเอาไว้ ยงยุทธขยับไปหยิบรองเท้าคู่นั้นขึ้นมา แล้วน้ำตาร่วงด้วยสำนึกผิดและคิดถึงผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูตัวเองมาแต่อ้อนแต่ออก

ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาในความมืดสลัว ยงยุทธค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้องแย้ม ข้าวของหลายอย่างยังอยู่ที่เดิม ก่อนแย้มจะป่วยวิกฤต ยาแก้ปวดมากมายวางอบู่บนโต๊ะ ข้างเตียงมีไม้เท้าช่วยพยุงการเดิน ฯลฯ
ยงยุทธมองสิ่งเหล่านั้นแล้วยิ่งเจ็บปวดในหัวใจ ในเวลาที่ย่าเจ็บปวดที่สุด เขากลับเป็นคนที่ทอดทิ้งย่า ไม่เคยอยู่ดูแล เขานึกถึงก่อนที่อัมพรจะสิ้นลม อัมพรสั่งเสียให้ยงยุทธรักย่าให้มากๆ ยงยุทธเพิ่งเข้าใจความหมายของมันในนาทีนี้เอง
ยงยุทธปล่อยโฮออกมาอย่างไม่เก็บกลั้น จนชำระล้างจิตใจตัวเอง อคติหลุดพ้นไปแล้ว “คุณย่าครับ ยังไม่สายเกินไปใช่ไหมครับ คุณย่ารอผมก่อนนะครับ”

ในความเงียบสงัดและดึกมากแล้ว ยงยุทธวิ่งมาที่โรงพยาบาล ยงยุทธผลักประตูเข้ามาในห้อง หอบโยนเพราะวิ่งมาไกล เขาหยุดที่ปลายเตียง มองแย้ม
แย้มนอนทรุดโทรม อุปกรณ์ช่วยชีวิตมากมาย แม้เวลาหลับก็เห็นได้บนสีหน้าว่ามีแต่ความเจ็บปวด ร้องครางเบาๆตลอดเวลา นาทีนี้ ยงยุทธสงสารย่าสุดหัวใจ ขยับเข้ามาข้างเตียง ห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลไม่ได้ เอื้อมมือไปจับที่แขนแย้ม “คุณย่าครับ คุณย่า”
ย่าค่อยๆ ลืมตาขึ้นมางุนงงอยู่นาน ภาพยงยุทธเหมือนเบลอไร้โฟกัส
“คุณย่าครับ” ยงยุทธพยายามเช็ดน้ำตาทิ้ง
“ยงยุทธเหรอลูก ยงยุทธใช่ไหม”
“ครับคุณย่า ผมเอง”
“ย่าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม” แย้มยกมือขึ้นเหมือนไขว่คว้า
ยงยุทธคว้ามือนั้นกุมไว้ทันที “ไม่ครับ ผมมาหาคุณย่าจริงๆ”
แย้มฝืนยิ้มออกมา ปิติล้นหัวอกพร้อมกับน้ำตา สุดาที่นอนเฝ้าไข้อยู่มุมนึงตื่นขึ้นงัวเงียเพราะได้ยินเสียง ขยับลุกขึ้นนั่งมองในมุมมืด
ยงยุทธโถมตัว ลงกอดกลางอกแย้ม “คุณย่าครับ ผมขอโทษ ผมขอโทษ ผมขอโทษ” ยงยุทธพรั่งพรูออกมาได้แต่คำนี้
“ขอโทษย่าเรื่องอะไร”
“ผมทำไม่ดีกับคุณย่า ทำให้คุณย่าต้องเสียใจ ผมมันเลว ผมมันคนอกตัญญู” ยงยุทธปล่อยโฮ “ยกโทษให้ผมนะครับคุณย่า”
แย้มก็ปล่อยโฮออกมาทั้งหมดเหมือนกัน ทั้งคู่เหมือนหลุดพ้นทิฐิทั้งหมด “อย่าโทษตัวเองลูก ย่าเป็นคนผิดคนเดียว ผิดมาตั้งแต่ต้น ย่าต่างหากต้องเป็นฝ่ายขอโทษ ให้อภัยย่าด้วยนะลูกนะ”
สองย่าหลานกอดกันร้องไห้เห็นหัวใจกันและกัน

ยงยุทธกลับออกจากตึกด้วยอารมณ์แตกต่างไปจากขามา เขาสบายใจขึ้น ราวได้ปลดเปลื้องบาปหนาออกไปจากจิตวิญญาณ เช็ดน้ำตาที่ตอนนี้มันเป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันปิติ ยงยุทธเดินกลับมาที่รถ

ก่อนหน้านี้ ในห้องผู้ป่วยวิกฤต ยงยุทธกับแย้มเปิดใจคุยกัน
“ผมกลับมาอยู่ที่บ้านเราแล้วนะครับ คุณย่า”
“ดีแล้วลูก ไม่มีที่ไหนดีกว่าบ้านเรา”
“ฝุ่นเต็มบ้านเลย ผมจะรีบกวาดถู คุณย่าจะได้กลับไปอยู่บ้านเราด้วยกันนะครับ” แย้มยิ้ม “คุณย่าต้องหายเร็วๆนะครับ”
“ย่าจะไม่ยอมเป็นอะไรไปง่ายๆหรอก ยังไงก็ต้องอยู่ให้ได้เห็นงานแต่งงานของยงยุทธกับหมอรัตน์ก่อน”
ยงยุทธตอบรับทั้งที่รู้ว่าอาจเป็นไปไม่ได้ “ครับคุณย่า”
แย้มลูบหน้ายงยุทธด้วยหัวใจแสนรัก

ยงยุทธที่กลับเข้ามานั่งในรถ เหมือนมีกำลังใจมีเป้าหมายที่จะหายใจต่อไปในโลกนี้ เขามองกลับขึ้นไปบนตึกอีกครั้ง อย่างส่งกำลังใจออกไปก่อนจะขับรถออก

แย้มดูสบายใจขึ้น แววตากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
สุดาขยับจัดผ้าห่มให้ “แหม ...ยาอะไรก็สู้ยาขนานหลานชายสุดที่รักไม่ได้นะคะคุณแม่” แย้มมองเฉยๆไม่โต้ตอบอะไร “ก็ดีเหมือนกัน มีคนมาสลับเฝ้าบ้าง สุดาไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว”
แย้มไม่สนใจ ค่อยๆหลับตาลง สุดามองอย่างเย็นชา
พยาบาลเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมถุงน้ำเกลือถุงใหม่ “ขออนุญาต ตรวจคุณย่านะคะ”
สุดาขยับถอยกลับออกมาที่ที่นอนตัวเอง ใช้ความคิดอย่างหนัก พยาบาลตรวจเช็คหลายสิ่งอย่างพร้อมจดบันทึก และสุดท้ายเปลี่ยนถุงน้ำเกลือ เพราะครบเวลาน้ำเกลือหมดพอดี สุดามองนิ่งจนพยาบาลจะกลับออกไป
“เรียบร้อยแล้วค่ะ มีอะไรเรียกดิฉันได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”
“คุณพยาบาล ไอ้ถุงน้ำเกลือนั่นน่ะ ทำไมบางทีมันก็หยดช้า หยดเร็วล่ะ”
“เราต้องควบคุมการให้น้ำเกลือตามอาการคนไข้ค่ะ”
“ตั้งหลายชั่วโมงนะกว่าจะหมดถุง”
“ให้เร็วเกินไป คนไข้อาจจะช็อคได้ค่ะ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
“ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
สุดาพยักหน้า ยิ้มให้ จนพยาบาลออกไป รอยยิ้มนั้นค่อยๆจางหายไป สุดามองไปที่แย้มที่นอนนิ่งบนเตียง

ยงยุทธรื้อกระเป๋าเดินทางที่หลายอย่างยังคาอยู่ในนั้น จนพบสิ่งที่ต้องการ เขาเปิดกล่องทับทิมออกมาดู ความมั่นใจในตัวเองค่อยกลับมาพร้อมความหวัง

แย้มนอนหลับสีหน้าเป็นปกติ สุดายืนมองอยู่ข้างเตียง น้ำเกลือที่หยดลงเป็นจังหวะ เนิบช้าสม่ำเสมอเปลี่ยนเป็นหยดลงเร็วขึ้นอย่างผิดปกติ

บ้านแย้ม ยงยุทธอยู่ในห้อง เขานึกถึงแม่อัมพร “ขอบคุณครับแม่ ผมเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่แม่สั่งเสียผมไว้ก่อนตาย หมายถึงอะไร ขอบคุณครับที่ช่วยให้ผมไม่ต้องกลายเป็นคนบาปอย่างไม่น่าให้อภัย”

น้ำเกลือที่หยดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ แย้มที่นอนหลับตาอยู่ เกิดอาการช็อคลืมตาพรึ่บขึ้นทันที สุดายืนนิ่งอยู่ข้างเตียงจ้องเขม็ง เฮือกสุดท้ายของแย้ม มือแย้มคว้ามือสุดาจิกกำเอาไว้แน่น สุดาไม่สะทกสะท้าน จ้องมองอย่างใจเย็น ตาไม่กระพริบจนแย้มหมดลมหายใจ ค่อยๆสงบนิ่งลงไป
สุดาค่อยๆปลดแกะมือแย้มที่กำเกร็งแขนตนจนแน่นออกอย่างใจเย็น จัดท่านอนของแย้มให้เป็นปกติ ห่มผ้าคลุมตัวให้อย่างเรียบร้อย ตาแย้มยังเบิกค้างเหมือนจ้องมองสุดา
“คุณแม่บังคับให้สุดาต้องทำอย่างนี้เองนะคะ ไปๆซะเถอะค่ะจะได้เลิกทรมานตัวเอง ทรมานคนอื่นซะที” สุดาเอื้อมมือลูบหน้าเพื่อปิดเปลือกตาแย้ม หันไปปรับการหยดของน้ำเกลือให้เป็นปกติ เสร็จแล้วเดินกลับมานอนที่เดิมของตัวเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ยงยุทธสะดุ้งตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต๊ะหัวนอน มือเปะปะมาหยิบโทรศัพท์ ไปกดรับสายทั้งที่ยังไม่อยากลืมตา หลังจากฟังข้อมูล ยงยุทธทะลึ่งพรวดขึ้นทันที

พะยอมกราบแทบเท้าแย้มด้วยน้ำตา “แม่ ไปสบายแล้วนะ ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วนะแม่”
ประยูรยืนอยู่ข้างเตียง อุปกรณ์ต่างๆ ถูกเคลียร์ออกไปจากแย้มหมดแล้ว คนอื่นๆ รวมกันอยู่มุมนึง
สุดาเอาแต่ซับน้ำตา “เมื่อคืนก่อนนอน ยังคุยกันอยู่ดีๆ คุณแม่บ่นว่าอยากกินโจ๊ก สุดายังนึกดีใจ ตั้งใจว่าตอนเช้าจะออกไปหาซื้อให้ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นอย่างนี้”
ประตูถูกผลักเข้ามา ทุกคนหันมามอง ยงยุทธนิ่งค้างอยู่ที่ประตู เหมือนยังบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่ความจริง ทุกคนเปิดทางให้ยงยุทธเห็นร่างแย้มที่นอนสงบนิ่ง ยงยุทธค่อยๆ เดินเข้าไปหา น้ำตาค่อยๆ เอ่อจนกลบตาจนพร่ามัว ยงยุทธกราบลงแทบเท้าแย้มแล้วกอดเท้านั้นเอาไว้
ยงยุทธไม่ฟูมฟาย แต่ชาไปทั้งตัวมากกว่า “คุณย่าครับ คุณย่าทิ้งผมไปอย่างนี้ แล้วผมจะอยู่กับใคร”
ระพีพรรณมองอย่างเห็นใจ
สุดาฉวยโอกาสต่อว่าเหมือนอัดอั้นตันใจ เจ็บปวด “ก็แล้วใครล่ะ ที่เป็นคนทำให้คุณย่าต้องมาเป็นแบบนี้”
ปวริศปราม “คุณแม่ครับ”
“คุณย่าคงไม่ต้องมานอนเจ็บทรมาน อยู่ยังงี้หรอก ถ้าแกไม่หนีออกจากบ้าน ไม่ทำให้คุณย่าเสียใจจนตรอมใจขนาดนี้”
ลลดาห้ามอีกคน “คุณแม่พอได้แล้วค่ะ”
สุดายังไม่หยุด “เสียแรง คุณย่าเลี้ยงแกมาแต่อ้อนแต่ออก แกตอบแทนคุณย่าด้วยวิธีนี้งั้นเหรอ หาความเจริญไม่ได้หรอก คนอกตัญญูอย่างแกน่ะ”
ประยูรตวาด “ยังไม่หุบปากอีก พูดอะไรออกมา”
สุดาร้องไห้เหมือนเจ็บปวดนักหนา
ยงยุทธกลับเป็นฝ่ายนิ่ง ไม่โกรธ ไม่ฟูมฟาย เขาค่อยๆลุกขึ้นแล้วเดินจากมาเงียบๆ ชีวิตเหมือนเสียศูนย์ สิ่งที่คิดวางแผนไว้ว่าจะทำ พังทลายหายไปหมด มืดมน

หทัยรัตน์เดินเข้ามาอย่างค่อนข้างรีบเร่ง ต้องค่อยๆลดฝีเท้าลงเพราะเห็นยงยุทธนั่งพิงกำแพงเหมือนไร้วิญญาณ อยู่มุมนึง หทัยรัตน์ตรงเข้ามาหา ยงยุทธยังนิ่งเหมือนไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
“ยุทธ รัตน์เสียใจด้วยนะ”
ยงยุทธนิ่ง เขาคาดหวังจะได้สัมผัสของการปลอบใจด้วยการกอด หรือจับมือก็ยังดี แต่เขาก็ไม่ได้รับ หทัยรัตน์เดินจากไปเงียบๆ เหมือนเป็นแค่คนเคยรู้จัก ยงยุทธรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวในโลกนี้อีกครั้ง

อ่ำอดใจหายไม่ได้ “หมดเวรหมดกรรม กันซะทีนะแม่แย้ม นึกแล้วก็อดใจหายไม่ได้ สุดท้ายก็ต่างคนต่างไปอยู่ดี”
“สวดเจ็ดคืน แล้วเผาเลยนะคะยาย”
“ไม่เก็บร้อยวันก่อนเรอะ”
อุไรเย้ย “ควรจะสวดคืนเดียว แล้วเผาไปเลยด้วยซ้ำ คนอย่างมันจะมีคนไปร่วมงานศพซักกี่คนกัน พระสวดให้คอแหบ คอแห้งยังไง ก็ไม่มีทางพ้นนรกไปได้หรอก อีนี่”
อ่ำปราม “ไหนๆ เขาก็ตายไปแล้วนะอุไร ยกอโหสิกรรมให้กันได้ก็ยกซะเถอะ ลูกเอ๊ย จะติดค้างกันไปทำไม”
อุไรไม่ตอบเดินหนีออกไป
ระพีพรรณให้กำลังใจผู้เป็นยาย “ซักวัน แม่เขาก็คงได้คิดเองละค่ะยาย”
อ่ำเป็นห่วงลูกสาวที่ยังกอดทิฐิเอาไว้ แม้อีกฝ่ายตายจากไปแล้ว “รู้ทั้งรู้ว่าต้นเหตุของความทุกข์ มันคืออะไร แล้วยังจะทนแบกมันต่อไปอีกทำไม ลูกเอ๊ย”

ศาลาตั้งศพ ประยูร พะยอม ปวริศยืนต้อนรับแขกที่ทยอยมาร่วมฟังสวด ธนาเดินเข้ามากับอ่ำ มยุรีย์ ระพีพรรณ ตามหลังเข้ามา
ประยูร พะยอม เห็นอ่ำ รู้สึกได้ถึงความเมตตา อารมณ์ที่ตามมาคือความละอายใจต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต
ประยูรไหว้ “ขอบคุณมากครับ อาอ่ำ”
อ่ำรับไหว้ “สบายดีนะ ยูร พะยอม”
พะยอมรับคำ “จ้ะอา”
อ่ำเอื้อมมือมาจับแขนพะยอม ปลอบใจ “คนเรามันก็เท่านี้แหละนะลูก มาพบกันเพื่อจะต้องจากกันระหว่าง ที่เห็นหน้ากัน น่าจะทำดีต่อกันให้มากๆ เข้าไว้ จริงไหมลูก”
พะยอมยิ่งสะอื้น เพราะสิ่งที่อ่ำพูดกระแทกเข้าไปทิ่มใจอย่างแรง ประยูรก็สลดได้แต่ก้มหน้า
“อาไปไหว้ศพก่อนนะ”
ธนา มยุรีย์ ระพีพรรณ พาอ่ำไปที่ตั้งพระ ตั้งศพ ปวริศ ลลดาช่วยกันจุดธูป แจกแขก ไหว้อ่ำ
ระหว่างที่อ่ำ หลานๆกราบพระพุทธรูป สุดาถือถาดใส่น้ำโอเลี้ยงเข้ามาข้างโลง วางน้ำโอเลี้ยงข้างโลง “คุณแม่คะ น้ำกับโอเลี้ยงคะ” สุดานำเสนอตัวเองว่ารักและดูแลแม่ผัวอย่างดีเยี่ยม
อ่ำไหว้ กราบพระเสร็จพอดี ทันได้หันมาเห็น ไม่พูดอะไร แต่ในใจนึกปลง ตายเป็นผีแล้วจะกินเข้าไปได้ยังไง สุดา ไหว้อ่ำอย่างเสียไม่ได้ แล้วขยับออกไป
ปวริศส่งธูปให้อ่ำ ลลดาแจกธูปให้ธนา มยุรีย์ ระพีพรรณ
อ่ำไหว้ศพแย้ม “แม่แย้ม กรรมใดก็ตามที่เราได้ล่วงต่อกัน ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ฉันขอให้เราเลิกแล้วต่อกัน ฉันขอยกอโหสิกรรมให้แม่แย้ม บุญกุศลใดที่พึงมีขอส่งให้ดวงวิญญาณของแม่แย้มไปสู่สุคติ ไปสู่ภพภูมิที่เหมาะที่ควรเถอะนะ” อ่ำปักธูปลงกระถาง แล้วก้มลงกราบศพ แล้วมองไปที่รูปแย้ม

อุไรนั่งดูทีวีอยู่คนเดียวแต่เหมือนภาพและเสียงจากทีวี ไม่ได้กระทบโสตประสาทใดๆ อุไรกดรีโมท เปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ตัดสินใจกดรีโมทปิดทีวีและนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ลึกๆแล้ว สัจจธรรมที่ได้เห็นก็ทำให้ได้คิดและสงบลงมาก เพียงแต่ทิฐิบางอย่างยังคาค้างอยู่ในใจไม่ได้ถูกปลดเปลื้องออกไปทั้งหมด

แขกเหรื่อ ทะยอยกลับหลังจากพระสวดเสร็จ ยงยุทธนั่งซุกตัวอยู่มุมนึงถัดไปจากด้านหลังที่ตั้งศพ เขาเหมือนไม่ต้องการเจอใคร อยู่แต่กับตัวเอง
อ่ำเดินเข้ามาหา “ยงยุทธ” ยงยุทธค่อยๆหันมามอง ยกมือไหว้อ่ำ “พระคุ้มครอง บุญรักษาเถอะลูก อย่ามัวเศร้าหมองอยู่เลย คิดซะว่าย่าเขาไปสบายแล้ว ไม่ต้องทนทรมานเจ็บปวด เหลือแต่พวกเรานี่แหละ ที่ยังดิ้นรนกันไป ว่างๆก็ไปหายายบ้างนะลูก” ยงยุทธนิ่งเหมือนไม่ได้รับฟัง “ลูกไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้นะลูก ลูกยังมียาย มีน้อง มีเพื่อน ที่ยังหวังดีเป็นหวังลูกอยู่นะ” ยงยุทธค่อยๆหันมามองอ่ำ อ่ำเอื้อมมือไปสัมผัสหลาน “พระท่านว่าความทุกข์ล้วนเกิดแต่ความยึดมั่น ถือมั่นนะลูก ทางเดียวที่จะพ้นจากความทุกข์ได้คือการยอมรับความจริงให้ได้แล้วปล่อยวางเสีย ความสุขอยู่คู่ความทุกข์เสมอ เราเลือกอยู่กับสิ่งใด ขึ้นอยู่กับตัวเองเราเองนะลูก”
อ่ำค่อยๆกลับออกไป เดินออกไปกับหลานๆ

ที่ห้องพักแพทย์ โรงพยาบาล
ระพีพรรณถามหทัยรัตน์ “ค่ำนี้ตัวเองจะไปฟังสวดศพไหม”
“คืนนี้เข้าเวร…คงไม่ได้ไปหรอก พรุ่งนี้ก็เผาแล้วใช่ไหม คงจะได้ไปงานเผาเลย”
“คุยกับยงยุทธเขาบ้างรึเปล่า”
หทัยรัตน์ส่ายหน้า “ไปมาสองคืน เขาก็นั่งอยู่ที่เดิมของเขา หันหลังให้ทุกคน แล้วจะให้รัตน์เข้าไปคุยอะไร”
“ไม่มีคุณย่าแล้ว เขาคงรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวในโลกละมั้ง”
“รัตน์เลยยิ่งกลายเป็นคนใจดำ”
“เวลากับความจริงจะเป็นเครื่องช่วยพิสูจน์เอง”
“รัตน์ห่วงเขานะระพี ไม่ใช่ไม่ห่วง”
“เอาเถอะ ให้จบงานศพก่อนอะไรๆ น่าจะดีขึ้น”

อ่ำเดินเข้ามาวางดอกไม้จันใส่พานหน้าเตาเผา ธนา หทัยรัตน์ ระพีพรรณ มยุรีย์ทยอยเข้าวางดอกไม้จัน
หทัยรัตน์เดินลงบันไดมามองหายงยุทธ ยงยุทธยืนแยกตัวเองอยู่มุมนึงไกลๆ มองมาทางหทัยรัตน์เหมือนกัน หทัยรัตน์รีรอลังเล ว่าจะเข้าไปหาไหม
ธนาชวน “ไปกันเถอะรัตน์” หทัยรัตน์เดินออกไปอีกทางกับธนา
ยงยุทธได้แต่มองตาม รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่หมาตัวนึงที่ได้แต่มองตามเจ้าของที่เดินจากไป

รูปแย้มที่ใช้ตั้งหน้าศพ ค่อยๆ ถูกยงยุทธปลดลงจากขาตั้ง…ยงยุทธกอดรูปนั้นไว้กับอก “กลับบ้านเราด้วยกันนะครับคุณย่า” ยงยุทธเดินออกไปจากที่นั่นเงียบๆ ทุกคนที่กระจายกันอยู่แถวนั้นได้แต่มอง สุดามองอย่างสมเพช

รูปแย้มถูกวางลงมุมนึงในบ้าน
“คุณย่าอย่าทิ้งผมไปไหนอีกนะครับ” ยงยุทธนั่งลงกับพื้น กอดเข่าที่ชันขึ้น ฟุบหน้าลง
วันต่อมา ปวริศกับลลดามาหายงยุทธที่บ้านด้วยความเป็นห่วง
“ตกลงนายจะเอายังไง จะกลับมาทำงานธนาคารอย่างเดิมหรือจะกลับไปที่รีสอร์ต” ยงยุทธนิ่งเหมือนไม่ได้ยิน ปวริศเรียกซ้ำ “ยงยุทธ”

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[2] วันที่ 12 พ.ค. 58

ละครสุดแค้นแสนรัก บทประพันธ์โดย จุฬามณี หรือ นิพนธ์ เที่ยงธรรม
ละครสุดแค้นแสนรัก บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครสุดแค้นแสนรัก กำกับการแสดงโดย กฤษณ์ ศุกระมงคล และ อดุลย์ ประยันโต
ละครสุดแค้นแสนรัก ผลิตโดย บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัด
ละครสุดแค้นแสนรัก ออกอากาศทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครสุดแค้นแสนรัก เริ่มออกอากาศตอนแรกในวัน 18 เมษายน 2558
ติดตามชมละครสุดแค้นแสนรักทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ