อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[3] วันที่ 12 พ.ค. 58

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[3] วันที่ 12 พ.ค. 58

“ตกลงนายจะเอายังไง จะกลับมาทำงานธนาคารอย่างเดิมหรือจะกลับไปที่รีสอร์ต” ยงยุทธนิ่งเหมือนไม่ได้ยิน ปวริศเรียกซ้ำ “ยงยุทธ”
“ยังไม่รู้ ฉันยังไม่ได้คิด”
ปวริศ-ลลดา มองหน้ากัน ลลดาเสนอ “ไปอยู่กรุงเทพกับลดาซักอาทิตย์นึงเอาไหมคะ พักผ่อนเปิดสมองบ้าง”
“พี่ไม่อยากไปไหนทั้งนั้น”

“นายจะมามัวจมปลักอยู่อย่างนี้ไม่ได้นะ ยังไงชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ขืนนายมัวแต่นั่งเฉยไม่คิดทำอะไรให้ตัวเองเลยยังงี้ คนที่จะเสียใจก็คือคุณย่าน่ะแหละ”
ยงยุทธเหมือนไม่รับฟังแต่จริงๆ แล้วทุกคำกระทบใจ


ลลดาเปลี่ยนเรื่อง “นี่กินข้าวรึยังคะ ออกไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันไหม เปลี่ยนบรรยากาศ
“ไม่ไป… พี่ไม่หิว” ยงยุทธลุกขึ้น เดินขึ้นชั้นบนไปเงียบๆ
ปวริศ ลลดาจนปัญญา พูดไม่ออก ความหวังดีไม่มีค่าอะไรเลย

ที่ห้องพักแพทย์ ระพีพรรณ หทัยรัตน์ กำลังตรวจบันทึกอาการคนไข้ของใครของมันกันอยู่
“คุณลุงห้อง 612 น่าจะกลับบ้านได้พรุ่งนี้แล้วนะรัตน์”
“อืม ดีแล้วล่ะ ลูกหลานมาเยี่ยมเยอะ แกคงได้กำลังใจดี”
“แกว่ายังไงก็ขอให้ได้เห็นหลานแต่งงาน มีเหลนให้แกอุ้มก่อน” ระพีกรรณหัวเราะ แล้วก็ต้องชะงักเพราะ…ยงยุทธเปิดประตูเข้ามา
หทัยรัตน์หันไปมองตามสายตาระพีพรรณ “ยุทธ…”
“รัตน์พอมีเวลาคุยกับยุทธไหม”
“ก็…”
เป็นความลับอะไร”
“จะคุยเรื่องอะไร”
“เรื่องงานแต่งของเรา” หทัยรัตน์ปั้นหน้าไม่ถูก ยงยุทธพูดต่อ “ก่อนคุณย่าสิ้นลม คุณย่าสั่งเสียเรื่องงานแต่งงานของเรา ยุทธอยากให้คุณย่าหมดห่วงเรื่องของเรา” หทัยรัตน์ไม่คิดว่ายงยุทธจะมาไม้นี้ ยงยุทธหยิบกล่องใส่พลอยออกมาเปิดต่อหน้าหทัยรัตน์ “ยุทธได้พลอยเก้าเม็ดนี้มาจากพม่า ยุทธตั้งใจแต่แรกว่าจะซื้อมาให้รัตน์เป็นของหมั้น มันอาจจะไม่ได้มีค่ามากมายอะไร ถ้าเทียบกับเพชร แต่ยุทธอยากให้รัตน์รู้ว่า ยุทธได้มันมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของยุทธเองจริงๆ ยุทธภูมิใจกับมันมากนะ”
เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้นขัดจังหวะพอดิบพอดี ทุกคนตกอยู่ในความนิ่งงัน ก่อนระพีพรรณจะเป็นคนขยับมารับสาย “ฮัลโหล ระพีพรรณค่ะ ค่ะ อยู่ค่ะ รัตน์…ของรัตน์”
หทัยรัตน์ขยับมารับโทรศัพท์ “หทัยรัตน์ค่ะ ค่ะ ห้องไหนนะคะ ค่ะ จะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” หญิงสาววางสาย “รัตน์ต้องไปดูคนไข้ เอาไว้คุยกันทีหลังนะยุทธ” หทัยรัตน์รีบออกไปทันที
ระพีพรรณเห็นใจทั้งสองฝ่ายกับสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนนี้
ยงยุทธนิ่งเก้อค้างอยู่อย่างนั้น ยิ่งกว่าการถูกปฏิเสธ

อ่ำเดินยิ้มออกมา เมื่อเห็นปวริศเข้ามากับระพีพรรณ
“ปวริศขอมากินข้าวเย็นด้วยคนค่ะยาย”
“เอาสิลูก วันนี้ยายหลนเต้าเจี้ยวไว้”
“น้ำลายไหลแล้วละครับ คุณยาย”
อุไรขัดคอ “ขอโทษนะ ไม่ได้หุงข้าวเผื่อใคร”
ปวริศรอยยิ้มกลายเป็นเจื่อนไปทันที
อ่ำปรามลูกสาว “อุไร”
อุไรย้ำ “ถ้ายังฟังภาษาไทยพอรู้เรื่อง ก็น่าจะเข้าใจนะว่าเจ้าของบ้านเขาไล่แล้ว”
“คุณน้าครับ… คุณน้าเคยพูดเองว่าให้คุณย่าสิ้นบุญซะก่อน คุณน้าจะอนุญาตให้ผมกับระพีแต่งงานกัน”
“ฉันพูดคำไหนคำนั้น… อยากจะแต่งกับลูกสาวฉัน ก็ไปบอกพ่อแม่เธอให้มาสู่ขอให้ถูกต้องตามประเพณีสิ ฉันอาจจะยกให้”
ปวริศดีใจ “เร็วๆ นี้ละครับ”
“เรื่องสินสอดทองหมั้น ถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่จำเป็นหรอก ฉันมีเงื่อนไขเดียว”
“ครับ อะไรครับ”
“ไปปรึกษาพ่อแม่เธอซะ ว่ามันพร้อมจะให้เธอเปลี่ยนนามสกุลมาใช้นามสกุลชื่นศรีของฉันรึเปล่า ถ้ามันรับได้ ฉันก็ไม่มีปัญหา” อุไรมองอย่างเยาะเย้ยก่อนจะเดินออกไป
อ่ำถอนใจ ระพีพรรณหน้าชาแทนปวริศ ปวริศพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ยิ่งกว่าถูกด่าว่าไอ้หน้าตัวเมีย

สุดาเปิดประตูเข้ามาในบ้าน เห็นยงยุทธนอนอยู่บนโซฟา “เห็นปิดบ้านเงียบ นึกว่าไม่มีคนอยู่”
ยงยุทธค่อยๆ ขยับลุกขึ้นนั่ง มึน เบลอๆ
“ไม่สบายรึเปล่า ยงยุทธ”
“เปล่าครับ สบายดี”
“ตกลงเธอจะกลับมาทำงานธนาคารรึเปล่า แต่อาว่างานธนาคารมันไม่เหมาะกับเธอเท่าไหร่หรอกนะ ไต่ไปถึงตำแหน่งผู้จัดการก็ตันแล้ว เห็นยัยลดาบอกว่า เธออาจจะไปลงทุนกับเพื่อนค้าขายฝั่งพม่า อาว่าก็ดีนะ ค้าขายจังหวะดีๆ ก็รวยเร็ว จะได้ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ซะที”
“ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ”
“จะทำอะไรก็รีบๆ ทำเข้า เพราะอากะว่าบ้านนี้จะปล่อยให้คนเช่า เธอน่าจะรีบขยับขยายย้ายออกไปได้แล้ว ก่อนสิ้นเดือนได้จะยิ่งดี”
“อาพูดอะไร ผมไม่เข้าใจ”
“ตายจริง นี่อายังไม่ได้บอกเธอใช่ไหมเนี่ยว่าตั้งแต่เธอทะเลาะกับคุณย่าแล้วออกจากบ้านนี้ไปน่ะ คุณย่าทั้งโกรธทั้งเกลียดเธอ ก็เลยเขียนแก้พินัยกรรมใหม่ ตอนนั้นอาก็อยู่ด้วย ถ้าอาจำไม่ผิด คุณย่าไม่ได้ให้อะไรเธอเลยนะ บ้านหลังนี้ก็ยกให้อา เพราะอาดูแลท่านอย่างใกล้ชิด อายังบอกเลยว่าสงสารหลานนะถ้าไม่ได้อะไรเลย แต่คุณย่าก็ว่าให้มันมาเยอะเกินไปแล้วด้วยซ้ำ อาก็เลยพูดไม่ออก” ยงยุทธชาไปทั้งตัว “อาว่าถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงแล้วละนะ ทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องได้รับยังงั้น จะให้ดีก็รีบขยับขยาย ย้ายออกไปซะเถอะ จะมาอยู่ที่นี่ให้ทรมานวิญญาณคุณย่าทำไม” ยงยุทธยังอึ้ง “เธอจะโกรธตอบคุณย่าไม่ได้หรอกนะ เพราะเธอน่ะแหละทำกับคุณย่าก่อน นี่คุณย่าตรอมใจจนเจ็บไข้ก็เพราะหลานอกตัญญูอย่างเธอ ตามจริงมันก็ตั้งแต่เธอเกิดแล้วล่ะ เธอมันตัวปัญหา คุณย่าต้องขายไร่ขายนาทนอยู่หนองนมวัวไม่ได้ เพราะชาวบ้านมันนินทา ก็เพราะเธอ แม่เธอเองเป็นโรคหัวใจตายก็เพราะเธอ เธอนี่มันเกิดมาเป็นตัวซวยจริงๆ บาปหนา ฆ่าแม่ฆ่าย่าตัวเองได้อย่างเลือดเย็น… ถ้าจะย้ายออกไปก็เอาไปแต่เสื้อผ้านะ อย่างอื่นอาคงให้ไม่ได้ เพราะมันสมบัติคุณย่าทั้งนั้น” สุดาเดินออกไปสำรวจทุกซอกทุกมุมของบ้าน บ่นไม่หยุดปาก

ที่ร้านอาหาร หทัยรัตน์บ่นกับธนา “รัตน์เกลียดตัวเองขึ้นทุกทีแล้วนะธนา นอกจากใจร้ายใจดำแล้วยังเลือดเย็นอีกด้วย”
“ธนาจะไปคุยกับเขาให้รู้เรื่องเอง”
“รัตน์ว่ามันจะยิ่งแย่ลงไปใหญ่มากกว่า”
“แล้วจะให้ทำยังไง ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆ ยังงี้มันเท่ากับทรมานทุกคนเปล่าๆ นะรัตน์ ธนาไม่ใช่ว่าจะมีความสุขนะรัตน์ ควรจะมีใครซักคนช่วยให้มันไปถึงจุดจบได้แล้ว”

ยงยุทธนั่งนิ่งซังกะตายอยู่มุมนึงในบ้าน ระพีพรรณ ปวริศ เข้ามาเห็นสภาพแล้วได้แต่มองหน้ากัน
ปวริศเรียก “ยงยุทธ…”
ยงยุทธนิ่งเฉยเหมือนไม่รับรู้
ระพีพรรณบอกปวริศ “ตัวเองเก็บจานชามพวกนั้นเข้าไปไว้ในครัวนะ จะได้ล้าง เค้าจะขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าลงมาซัก”
ยงยุทธห้าม “ไม่ต้องมาพยายามทำอะไรทั้งนั้น”
“นายจะมามัวปล่อยเนื้อปล่อยตัวปล่อยเวลาให้ผ่านไปวันๆ ยังงี้ฉันว่าไม่เข้าท่านะยงยุทธ”
ระพีพรรณปรามปวริศด้วยสายตาว่าระวังคำพูดที่อาจจะแรงไป “ออกไปหาอะไรกินกันไหมยงยุทธ”
ยงยุทธเอ่ยปากไล่ “กลับกันไปเถอะ เราอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ”
ระพีพรรณหว่านล้อม “ยุทธอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้หรอกนะ อย่าลืมความจริงอย่างนึงยุทธยังมีญาติพี่น้อง มีเพื่อน”
“แต่เรามันคนบาปหนา…เกิดมาก็สร้างแต่ปัญหาให้ทุกคนไม่จบไม่สิ้น”
ปวริศด่า “คิดอะไรอย่างนั้นวะ”
“ฉันมันคนน่ารังเกียจ อกตัญญู อยู่ใกล้ใครก็เป็นมารความสุข อย่างนี้แล้ว ฉันไม่ควรอยู่คนเดียวในโลกนี้รึไง”
“ตอนนี้ยังไงยุทธก็อยู่คนเดียวไม่ได้หรอกนะ ต้องมีเพื่อน อย่างน้อยก็ได้พูด ได้คุยกันก็ยังดี”
“แล้วเพื่อนคนนั้นควรเป็นใครล่ะ…ระพี”
ระพีพรรณ ปวริศ พูดไม่ออก ได้แต่มองหน้ากัน รู้ดีว่ายงยุทธหมายถึงหทัยรัตน์ ยงยุทธยิ้มเหมือนเย้ยหยันชีวิตตัวเอง

อ่ำอธิบายให้ระพีพรรณฟัง “ลูกเข้าใจความรักผิดแล้วลูกเอ๊ย… รักอย่างที่ลูกรักมันมีแต่ความทุกข์ ความทรมาน”
“ระพีไม่รู้จะช่วยเขายังไงแล้วนะคะยาย”
อุไรแทรกขึ้น “พูดไปพูดมามันก็ไม่พ้นบาปที่บางคนมันก่อเอาไว้หรอก… ขนาดตายไปแล้วยังทำให้คนอื่นเดือดร้อนลงนรกไปด้วย”
อ่ำปราม “จะไปพูดถึงเขาทำไม อุไร”
“ก็รึมันไม่จริงแม่ มันอยู่ที่อีแย้มน่ะแหละ เลี้ยงดูสั่งสอนอะไรยงยุทธมันมา มันถึงได้เป็นยังงี้”
อ่ำตัดบท “แล้วก็ให้มันแล้วไปเถอะ คนที่ยังอยู่ต้องช่วยกันประคับประคองให้ตลอดรอดฝั่งต่างหาก”

ยงยุทธ ยังนั่งอยู่ที่เดิม อารมณ์เดิม
หทัยรัตน์หิ้วถุงของกินเข้ามา “ยุทธ…” ยงยุทธนิ่ง “รัตน์ซื้อก๋วยเตี๋ยวมาให้…”
ยงยุทธค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง “ทำยังงี้ต้องการอะไร”
“กินให้อิ่มก่อน มีแรง อารมณ์ดีๆ แล้วค่อยคุยกัน” หทัยรัตน์จะเดินเข้าไปในครัว
“เอากลับไปเถอะ ยุทธไม่หิว”
“ยุทธจะทำร้ายตัวเองอย่างนี้ไม่ได้นะ”
“รัตน์ห่วงยุทธด้วยเหรอ… รัตน์หมดรักในตัวยุทธแล้วไม่ใช่เหรอ”
“แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้นี่”
“ยุทธไม่ต้องการเพื่อน ยุทธต้องการให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม ยุทธมีอะไรไม่ดีตรงไหน รัตน์บอกยุทธมาสิ ยุทธจะได้ปรับปรุงตัวเอง ยุทธจะทำให้ได้ ให้รัตน์พอใจ… บอกมาสิรัตน์ ให้โอกาสยุทธอีกสักครั้ง”
“ตอนนี้ รัตน์ให้ยุทธได้แค่ความเป็นเพื่อน”
“ยุทธไม่ต้องการเพื่อน ยุทธต้องการรัตน์คนเดิมกลับคืนมา”
“ยุทธ…”
“ถ้าไม่ได้อย่างเดิม รัตน์ก็กลับไป อย่ามายุ่งกับยุทธอีก” ยงยุทธเดินหนีขึ้นข้างบนไป

ยงยุทธกลับเข้ามาในห้อง ซุกตัวคุดคู้ลงมุมนึง เจ็บปวดทรมานไม่สามารถเอาตัวเองออกมาจากหล่มตมแห่งความต้องการความรักได้ คนที่เขารักที่สุดในชีวิตสองคน หลุดลอยออกไปจากชีวิตเขาทั้งหมด คนนึงจากตาย อีกคนจากเป็น …

สุดาวางถ้วยของคาวของหวานลงหน้ารูปแย้ม “คุณแม่คะ…กินข้าวค่ะ วันนี้ลูกหลานมากันพร้อมหน้าพร้อมตาเลย คุณแม่ดีใจไหมคะ วันนี้เปิดพินัยกรรมคุณแม่แล้วนะคะ ลูกหลานทุกคนปลื้มใจ ยังไงคำสั่งเสียของคุณแม่ ทุกคนก็เคารพและเชื่อฟังค่ะ เพราะคุณแม่ยุติธรรมที่สุด…” สุดาพูดกับรูปแย้มเสียงดังชัดเจนเหมือนต้องการให้ทุกคนได้ยิน
พะยอม ประยูร กระอักกระอ่วนกับการแสดงของสุดา
สุดาหันไปหาทนาย “เอาเลยไหมคะ คุณทนาย”
“ยังมากันไม่ครบนี่ครับ”
ลลดาเอ่ย “พี่ยงยุทธยังไม่ลงมาเลยค่ะ”
สุดาทำท่ารำคาญ “โอยตายแล้ว ถ่วงความเจริญคนอื่นเขาจริงๆ เลย”
ประยูรสั่งลูกชาย “ปวริศ ขึ้นไปดูยงยุทธเขาหน่อยไป”
“ลดาไปให้เองก็ได้ค่ะ”
ยงยุทธนั่งซึมเหมือนวิญญาณไม่อยู่ในร่าง เสียงเคาะประตูก็ไม่ทำให้เขาขยับตัว
“พี่ยงยุทธคะ…ลดาเข้าไปนะคะ” ลลดาเปิดประตูเข้ามา “พี่ยงยุทธ ทุกคนรอพี่อยู่นะคะ”
“รอทำไม”
“พี่ยงยุทธ พี่ก็รู้”
“พี่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย”
“พี่เป็นพี่ของลดา เป็นหลานคนนึงของคุณย่านะคะ”

ทนายความอ่านใจความในพินัยกรรม “ข้าพเจ้านางแย้ม หมั่นกิจ อายุเจ็ดสิบสองปี ขอยืนยันว่าขณะที่ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้น ข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะดีครบถ้วนทุกประการ” ทุกคนนั่งฟังอย่างสงบ “หากข้าพเจ้าถึงแก่กรรมลง ข้าพเจ้าขอให้จัดการกับทรัพย์สินของข้าพเจ้าดังนี้ 1. เงินสดในธนาคารทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้แบ่งออกเป็นสามส่วนเท่าๆ กัน แบ่งให้ นายดาบตำรวจประยูร หมั่นกิจ นางพะยอม ชูวงศ์ และนายยงยุทธ หมั่นกิจ”
ยงยุทธเหมือนปล่อยให้เสียงทนายผ่านหูไป ไม่ยินดียินร้าย สุดาปรายตามองยงยุทธอย่างหมั่นไส้ เดี๋ยวมึงเจอไม้เด็ดแน่
“2. บ้านและที่ดิน ซึ่งข้าพเจ้าอาศัยอยู่ ยกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ นายยงยุทธ หมั่นกิจ
3. ทองคำที่เก็บไว้ในเซฟธนาคารรวมถึงเครื่องประดับเพชพลอยทั้งหมด ยกให้นางพะยอม ชูวงศ์”
สุดาเริ่มขยับตัวกระวนกระวาย
“4. ที่ดินที่นาจำนวน 65 ไร่ ให้แบ่งออกเป็นสามส่วน ยกให้แก่นายดาบตำรวจประยูร หมั่นกิจ นางพะยอม ชูวงศ์ และนายยงยุทธ หมั่นกิจ คนละเท่าๆ กัน”
สุดาจิกเล็บตัวเองข่มอารมณ์ ยงยุทธเหมือนไม่ยินดียินร้าย
“5. ทรัพย์สินอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้…”
หทัยรัตน์กับนางพยาบาลเดินเข้ามาพอดี ทำให้ทุกคนชะงัก หันไปมอง
สุดาโล่งอก “หมอรัตน์มาพอดี”
“ดิฉันไม่ได้มาสายใช่ไหมคะ”
ยงยุทธค่อยๆ หันมามองงงๆ

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[3] วันที่ 12 พ.ค. 58

ละครสุดแค้นแสนรัก บทประพันธ์โดย จุฬามณี หรือ นิพนธ์ เที่ยงธรรม
ละครสุดแค้นแสนรัก บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครสุดแค้นแสนรัก กำกับการแสดงโดย กฤษณ์ ศุกระมงคล และ อดุลย์ ประยันโต
ละครสุดแค้นแสนรัก ผลิตโดย บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัด
ละครสุดแค้นแสนรัก ออกอากาศทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครสุดแค้นแสนรัก เริ่มออกอากาศตอนแรกในวัน 18 เมษายน 2558
ติดตามชมละครสุดแค้นแสนรักทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ