อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[4] วันที่ 12 พ.ค. 58

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[4] วันที่ 12 พ.ค. 58

“ดิฉันไม่ได้มาสายใช่ไหมคะ”
ยงยุทธค่อยๆ หันมามองงงๆ
สุดารีบตอบ “ไม่หรอกจ้ะ คุณทนายเพิ่งอ่านพินัยกรรมฉบับก่อนหน้านี้เสร็จพอดี”
ประยูรงง “หมายความว่ายังไง ฉบับก่อนหน้านี้”
“ก็หมายความว่า มีฉบับล่าสุดกว่าฉบับเมื่อกี้ไง ใช่ไหมคะ หมอรัตน์”
“ก่อนคุณย่าจะเสีย คุณย่าเรียกดิฉันเข้าไปช่วยเขียนพินัยกรรมฉบับนี้ค่ะ” หทัยรัตน์ยื่นซองพินัยกรรมให้ทนายความ

สุดาเร่ง “อ่านเลยค่ะ คุณทนาย อ่านเลย”
ท่ามกลางความงงงันของทุกคน ทนายเปิดซองออกและเริ่มอ่าน สุดาปรายตาไปทางยงยุทธอย่างเย้ยหยัน


“เขียนที่ห้อง 612 โรงพยาบาล…… ข้าพเจ้า นางแย้ม หมั่นกิจ อายุ 72 ปี ขณะนี้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าขณะที่บันทึกข้อความในพินัยกรรมฉบับนี้ ข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดีทุกประการ ใจความในพินัยกรรมฉบับก่อนนี้ ขอให้คงข้อ 1 ข้อ 2 และข้อ 3 ไว้ดังเดิม ส่วนข้อ 4 ขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขดังนี้… ที่เดินที่นาจำนวน 65 ไร่ ให้ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ นายยงยุทธ หมั่นกิจ แต่เพียงผู้เดียว” สุดาตาค้าง “ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้ ให้อยู่ในการดูแลของนายยงยุทธ หมั่นกิจ จะแบ่งปันให้ใครสุดแท้แต่เห็นสมควร”
สุดาผิดหวัง รับไม่ได้ “ไม่จริง ทำไมเป็นยังงี้”
“ข้อความในหนังสือยังไม่หมดนะครับ ผมขออนุญาตอ่านต่อ…”
สุดาหันไปโวยหทัยรัตน์ “ก็ไหนว่าเปลี่ยนแล้วไงหมอ ทำไมมันถึงออกมาเป็นยังงี้”
“ดิฉันไม่ทราบนะคะว่าอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง ดิฉันทำตามคำขอร้องของคุณย่าเท่านั้น”
“ของปลอมชัดๆ หมอต้องรู้เห็นเป็นใจกับมัน หมอก็อยากได้ใช่ไหมล่ะ ไอ้ที่ดิน 65 ไร่ นั่นน่ะ”
“ดิฉันไม่ได้ลงชื่อคนเดียว พยานรู้เห็นก็มี…”
สุดาแค้นใจ “คุณย่าลำเอียง คนป้อนข้าวป้อนน้ำตอนจะตาย ไม่ให้อะไรเลยซักอย่าง ยังงี้มันใช้ได้ที่ไหน”
ยงยุทธค่อยๆ ลุกขึ้นเดินกลับขึ้นข้างบนไปเงียบๆ
ประยูรห้าม “พอได้แล้วสุดา”
“ฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”
หทัยรัตน์ตามยงยุทธออกไปทันที
ประยูรตวาด “หุบปาก บอกให้พอได้แล้ว ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง”
“ทีไอ้คนอกตัญญูนั่น ยกให้มันทุกอย่าง มันไม่ควรได้อะไรเลยด้วยซ้ำ” สุดาปราดไปที่รูปแย้ม ปัดรูปปัดถาดอาหารกระเจิงด้วยความโกรธ
ท่ามกลางความตกใจของทุกคน ประยูรพุ่งเข้ามาเงื้อง่าเหมือนจะตบสุดา แต่ปวริศฉุดดึงห้ามไว้ ลลดา- พะยอม ยื้อห้ามสุดาไม่ให้บ้าเลือดไปกว่านี้ สุดาไม่ยอม พยายามจะกระทืบรูปให้ได้

ยงยุทธก้าวเข้ามาในห้องแย้ม กลิ่นเดิมสภาพเดิมของห้อง ยิ่งทำให้ตอกย้ำสำนึกจากหัวใจ
หทัยรัตน์ตามเข้ามา “ยุทธ…”
“คนอกตัญญูอย่างยุทธ ไม่สมควรได้รับอะไรจากคุณย่าเลยซักอย่างเดียว”
“ยุทธควรฟังข้อความท้ายพินัยกรรมให้จบ คุณย่าสั่งเสียยุทธโดยตรงคนเดียว”

หทัยรัตน์เล่าให้ยงยุทธฟังถึงคำสั่งเสียของแย้ม
“ย่าแน่ใจว่าจะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งค้านพินัยกรรมฉบับนี้ แต่ย่าอยากบอกกับลูกหลานทุกคนว่าอย่าน้อยใจ ไม่ได้อะไรจากย่า ก็ไม่ได้หมายความว่าย่าไม่รัก ย่าภูมิใจในตัวลูกหลานทุกคน ภูมิใจที่ได้เห็นว่าทุกคนเอาตัวรอดกันได้หมดแล้ว ไม่มีใครที่ทำให้ย่าต้องเป็นห่วง ยกเว้นยงยุทธคนเดียว… ถึงย่าจะจากไปแล้ว ย่าก็ยังรักและเป็นห่วงหลานของย่าเสมอ ถึงแม้ความรักของย่ามันจะเริ่มต้นด้วยความเกลียดชังแม่ของหลาน แต่ย่าอยากจะบอกว่าย่าสู้ทนเลี้ยงยุงยทธมาด้วยความเต็มใจ และไม่เคยคิดว่ายงยุทธเป็นภาระที่ทำให้ย่าต้องเหนื่อยยากเลย ถึงแม้ว่าก่อนจะตาย ยงยุทธจะไม่ให้อภัยย่า ก็อยากบอกยงยุทธว่า ย่าไม่โกรธไม่เกลียดยงยุทธ แต่ย่าสำนึกแล้ว บาปกรรมทั้งหมดที่ย่าได้รับ มันสาสมกับความผิดที่ย่าได้ทำลงไป”
ตอนนั้นหทัยรัตน์จดข้อความไปน้ำตาร่วงไป แย้มฝืนยิ้มทั้งน้ำตา

ยงยุทธที่น้ำตาร่วงพรูอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่ต้องอายใคร หทัยรัตน์สะเทือนใจกับภาพที่เห็น

สุดายังโวยวายไม่เลิก “อีหมอรัตน์นั่นแหละตัวดี มันต้องไม่ได้เขียนตามที่คุณแม่บอกแน่ๆ”
ปวริศปลอบ “คุณแม่ครับ อย่าปรักปรำคนอื่นแบบนี้ ไม่อย่างนั้นคุณแม่อาจเจอข้อหาหมิ่นประมาทได้นะครับ”
สุดาเจ็บแค้น “มันก็คงอยากได้นาหกสิบห้าไร่นั่นจนตัวสั่นเหมือนกัน อีกหน่อยมันก็แต่งงานเป็นเมียไอ้ยงยุทธ ยังไงมันก็ได้เป็นเจ้าของ อีเวร อีงูพิษ กูจะแฉมันให้หมดเปลือกเลย”
ลลดาพยายามเตือนสติ “คุณแม่ ตั้งสติหน่อยเถอะค่ะ”
สุดาโมโหที่ลูกๆ ไม่ได้ดังใจ “พวกแกมันหน้าโง่ทั้งนั้น ย่าพวกแกไม่ให้อะไรพวกแกซักอย่าง ยังจะทำเฉยอยู่อีก”
“เมื่อก่อนลดาอาจจะเคยคิด เคยหวังจะได้เพชร ได้ทองจากคุณย่าบ้าง แต่ถึงตอนนี้ลดาเลิกคิดไปนานแล้ว ลดาหาเลี้ยงตัวเองได้ไม่เห็นจำเป็นจะต้องหวังได้สมบัติคุณย่า”
“โง่เง่ากันทั้งนั้น แล้วไอ้ที่ลงทุนไปล่ะ ไม่คิดจะถอนคืนกันเลยรึไง”
ลลดาเดือดจนสั่น ผิดหวังและโกรธจนพูดไม่ออก
ปวริศผิดหวัง “คุณแม่ครับ นั่นคุณย่าของพวกเรานะครับ ถ้าคุณแม่คิดว่าหน้าที่ของลูกหลานที่ควรทำต่อบุพการีเป็นการลงทุนอย่างนึง คุณแม่ก็เข้าใจผิดแล้วละครับ”
“คิดอย่างพวกแกถึงได้จมปลักอยู่ยังงี้ตาปีตาชาติน่ะแหละ”
“ผมจะไม่คุยกับคุณแม่เรื่องนี้อีกแล้ว ไป ลดา” ปวริศดึงลลดาออกไปด้วยความผิดหวังและโกรธ
สุดาหลุดปาก “รู้อย่างนี้กูส่งไปลงนรกซะตั้งนานแล้ว อีแก่”
ประยูรเอะใจ “หมายความว่ายังไง”
“ก็แล้วแต่จะคิด”
ประยูรกัดฟันแน่น จะให้ตีความเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร สุดาสะบัดหน้าออกไป ประยูรทั้งโกรธ ทั้งผิดหวัง เสียความรู้สึก เกลียดชังและเหมือนตัวเองเป็นคนโง่มาทั้งชีวิตที่เอาผู้หญิงคนนี้มาทำเมีย

ระพีพรรณเล่าให้อ่ำฟัง “รัตน์บอกว่า ยงยุทธเขาน่าจะรู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยเรื่องคาใจกับย่าแย้ม ก็น่าจะเคลียร์แล้วล่ะค่ะ”
“สาธุ…พ้นบ่วงบาปบ่วงกรรมกันซะที”
ทวีเห็นด้วย “อโหสิกรรมให้กันซะตั้งแต่ยังหายใจกันอยู่ ยังไงก็แน่นอนกว่าตายจากกันแล้วทำบุญไปให้นะครับคุณแม่”
อุไรลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร ทนฟังไม่ไหว มันแทงใจดำ “หนูจะไปตักแกงเพิ่ม”
“ระพีตักให้ก็ได้ค่ะแม่”
อุไรไม่ฟัง เดินถือถ้วยแกงออกไปที่ครัว
มยุรีย์เปรย “วิญญาณคุณแม่คงสบายใจได้ซะทีนะคะ”
ไม่มีใครตอบ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าปัญหากับธนายังไม่จบลงง่ายๆ ธนาทำเป็นก้มหน้าก้มตากิน ทั้งที่ใจไม่เป็นสุข

หทัยรัตน์ยกชามกับที่กินกับข้าวต้มออกมาวางที่โต๊ะ ยงยุทธนั่งซึมอยู่มุมนึง “ยุทธ กินข้าวซะหน่อยนะ เดี๋ยวรัตน์เข้าไปตักข้าวต้มให้”
ยงยุทธค่อยๆ หันกลับมามอง หทัยรัตน์กลับเข้าไปในครัว สาละวนกับการเลือกชามตักข้าวต้มเปล่าบนเตา เตรียมน้ำดื่มออกมา ยงยุทธมองภาพนั้นอย่างเจ็บปวด มันเป็นภาพฝันของการเป็นครอบครัว การใช้ชีวิตร่วมกัน
หทัยรัตน์ชามข้าวต้มออกมา แต่ก็พบว่ายงยุทธกำลังเดินขึ้นชั้นบนไป “ยุทธ…” ยงยุทธไม่ตอบ ไม่หันกลับมา
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าหทัยรัตน์ดังขึ้น หทัยรัตน์วางถาดแล้วรีบมารับโทรศัพท์ “ฮัลโหล ธนา อยู่บ้านย่าแย้ม ต้มข้าวต้มให้เขาหน่อย อีกสักพักก็จะกลับแล้วล่ะ อืม…สงสารเขา”
ยงยุทธยืนนิ่งอยู่กลางบันได ได้ยินทุกคำทุกประโยค สิ่งที่เธอทำมันเป็นแค่ความสงสาร
ยงยุทธทรุดตัวลงกองกับพื้นในห้องตัวเอง ฟุบหน้าลงกับเข่าตัวเอง เขาเริ่มมองเห็นทางออกของปัญหาทั้งหมด

หทัยรัตน์อยู่ที่ชั้นล่างเขียนข้อความลงในแผ่นกระดาษ
“ยุทธ…ใจจริงรัตน์ไม่อยากจะทำอย่างนี้ แต่รัตน์ใจไม่แข็งพอที่จะเอ่ยปากบอกลากับยุทธตรงๆ ก่อนอื่นรัตน์ต้องขอโทษด้วยที่ไม่สามารถแต่งงานกับยุทธได้ เพราะพื้นฐานของการแต่งงานก็คือความรักและความเข้าใจ…”
หทัยรัตน์วางกระดาษจดหมายไว้บนโต๊ะอาหาร

หทัยรัตน์เดินออกมาจากบ้าน
“ความเข้าใจ…รัตน์แน่ใจว่ารัตน์มีให้ยุทธ แต่ยุทธมีให้รัตน์รึเปล่า รัตน์ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ความรักที่รัตน์มีให้ยุทธมันเปลี่ยนไป ถ้ารัตน์ไม่หลอกตัวเอง รัตน์ยอมรับว่าความรู้สึกที่เหลือระหว่างกัน มันเป็นแค่ความผูกพัน ความเห็นใจ ส่วนความรักนั้นมันจางหายไปหมดแล้ว”
หทัยรัตน์เดินออกมาที่รถ หันกลับไปมองที่ตัวบ้าน เธอขึ้นรถและขับออกไป

ยงยุทธเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหาร เห็นจดหมายที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ หยิบขึ้นมาอ่าน
“แต่รัตน์ไม่ได้หมายความว่ารัตน์เกลียดยุทธ เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้ แต่รัตน์ก็หวังว่าคงเป็นซักวันนึง ถ้ายุทธทำใจได้แล้ว และค่อยๆ เดินกลับมาหารัตน์ รัตน์ก็พร้อมจะเป็นเพื่อนที่เข้าใจยุทธเหมือนที่ผ่านมา ดูแลตัวเองให้ดีๆ รักตัวเองให้มากๆ มีอะไรยังไง โทรหารัตน์ได้เสมอ …รัก…”
ยงยุทธอ่านจดหมายจบลง วางจดหมายลงที่เดิม แล้วค่อยๆ ตักข้าวต้มฝีมือหทัยรัตน์กิน พยายามกินอย่างเอร็ดอร่อย เพราะบอกกับตัวเองว่ามันเป็นอาหารมื้อแรกและมื้อเดียวที่หทัยรัตน์ทำให้เขากินกับมือตัวเอง กินไปน้ำตาร่วงไป ความสุขและความทุกข์เหมือนเป็นรสชาติเดียวกันที่แยกไม่ออก

ธนาขับรถเข้ามาจอด แล้วรีบลงจากรถ…สาวเท้าเข้ามาหารถทหัยรัตน์ที่จอดอยู่ข้างหน้า หทัยรัตน์นั่งคอยอยู่ในรถ
“รัตน์…รัตน์” หทัยรัตน์เปิดประตูรถออกมา ธนาจึงได้เห็นว่าหทัยรัตน์ร้องไห้ “เป็นอะไรรัตน์”
“รัตน์อดสงสารเขาไม่ได้นะธนา มันเหมือนเราใจร้าย ใจดำ เลือดเย็นกับเขามาก”
“มันไม่มีทางออกทางอื่นแล้วรัตน์ เขาต้องยอมรับความจริงให้ได้” ธนาดึงตัวหทัยรัตน์เข้ามากอดปลอบใจ

ยงยุทธนั่งเขียนอะไรบางอย่างต่อท้ายจดหมายที่หทัยรัตน์ทิ้งไว้ วางปากกาแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นเดินออกไปจากโต๊ะอาหาร เดินขึ้นบันไดไปชั้นบน
ข้าวต้มในชามหมด แต่กับข้าวยังพอเหลือ กระดาษจดหมายหทัยรัตน์มีข้อความด้วยลายมือยงยุทธ เขียนต่อท้ายเอาไว้ว่า “ ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นความผิดของตนเองที่ไม่อาจเปลี่ยนใจ ” ลงชื่อยงยุทธ โทรศัพท์ก็วางทิ้งไว้บนโต๊ะ

ในห้องยงยุทธ ยงยุทธมองพลอยในมืออย่างตัดใจและน้อยใจ มันก็แค่ก้อนหินที่ไม่มีค่าอะไรเลย เขาไม่ฟูมฟาย แต่นิ่งเพราะตัดสินใจทำบางสิ่งแล้ว ยงยุทธวางกล่องพลอยลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วเอื้อมมือไปหยิบกระปุกยารักษาหอบหืด

บ้านที่เงียบและมืด ผิดปกติ เสียงโทรศัพท์บ้านดังอยู่หลายครั้ง โทรศัพท์มือถือที่ถูกวางทิ้งไว้ มีสัญญาณเรียกเข้า แต่ก็ไร้วี่แววเจ้าของเครื่องจะมารับสาย

อุไรต้องวางโทรศัพท์ลงหลังจากใช้ความพยายามอยู่หลายครั้ง “อาจจะออกไปข้างนอกก็ได้แม่”
ธนาใช้มือถือตัวเองโทรก็ท้อใจเหมือนกัน “มือถือก็ไม่ยอมรับสาย” หทัยรัตน์กังวลจัด
อ่ำเรียกหลานชาย “ธนา…”
“ครับ”
“ยังไงก็พี่น้องกัน อย่าทิ้งพี่เขานะลูก”

หทัยรัตน์วิ่งตามธนาเข้ามา….ในบ้านแย้ม บ้านมืด ไม่มีแสงไฟ
ธนาตะโกนเรียก “ยงยุทธ ยงยุทธ” หทัยรัตน์คลำหาสวิชท์ไฟ เปิดไฟสว่างขึ้น “อาจจะออกไปข้างนอกก็ได้นะรัตน์”
หทัยรัตน์แย้ง “รถจอดอยู่นะธนา”
ธนาไปดูในครัวและหลังบ้าน “ยงยุทธ…ยงยุทธ”
สิ่งที่สะดุดตาหทัยรัตน์คือโต๊ะอาหาร หทัยรัตน์เดินเข้ามาดู อาหารบนโต๊ะพร่องไป ข้าวต้มในชามไม่มีเหลือ แต่ข้างๆ กันนั้น จะหมายยังวางอยู่ที่เดิม แต่..หทัยรัตน์หยิบจดหมายขึ้นมาดู เห็นข้อความที่ยงยุทธเขียนต่อท้าย แล้วใจหายวาบ “ธนา ธนา”
ธนารีบเข้ามา ดึงจดหมายแผ่นนั้นไปจากมือหทัยรัตน์แล้วอ่านอย่างกวาดสายตา
หทัยรัตน์แน่ใจว่ายงยุทธตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน มันจดหมายลาตายชัดๆ วิ่งไปที่บันไดทันที “ยุทธ…ยุทธ”
ธนาอ่านข้อความจากลายมือยงยุทธแล้วขนหัวลุก
ธนาผลักประตูเข้ามา ในห้องที่มืดสลัว หทัยรัตน์ตามเข้ามาติดๆ รีบคลำหาสวิชท์เปิดไฟสว่างขึ้น
หทัยรัตน์ตกใจสุดขีด “ยุทธ…”
เม็ดยาตกเกลื่อนใกล้กระปุกยาที่มือยงยุทธกำเอาไว้แน่น ยงยุทธกินเข้าไปไม่ใช่น้อย จงใจให้เกินขนาด

ไฟกระพริบบนหลังคารถพยาบาลที่กำลังพุ่งทะยานไปบนถนน เสียงไซเรนขอทางเร่งด่วนของรถพยาบาลบีบความรู้สึก
ในรถพยาบาล หทัยรัตน์ปั๊มหัวใจยงยุทธที่หยุดเต้นไปแล้วอย่างเอาเป็นเอาตาย ยังไงก็ต้องยื้อเอาชีวิตเขากลับคืนมาให้ได้ หทัยรัตน์น้ำตากลบนอง “ยุทธ…ได้ยินรัตน์ไหม ยุทธ ฟื้นขึ้นมาเดี๋ยวนี้”
ธนาพยายามสุดกำลังเหมือนกัน ตบหน้ายงยุทธเรียกสุดเสียงเหมือนเขากำลังเดินจากไปไหลออกไปทุกที โดยไม่ยอมหันกลับมามอง “ยงยุทธ นายจะตายไม่ได้นะ ได้ยินไหม ไอ้พี่ชาย กลับมานะ กลับมา ได้ยินฉันไหม กลับมา”

ในความมืดมน เหมือนล่องลอยอยู่กลางสุญญากาศ จุดสว่างเรืองๆ ที่เคลื่อนเข้าไปหาใกล้เข้าไปทุกทีเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เห็นเป็นแย้มที่ยิ้มทั้งน้ำตา “ย่าขอโทษนะลูก ย่าขอโทษ แต่กลับไปเถอะ กลับไป…อย่ามา…อย่ามา…” แย้มโบกมือเหมือนขอร้องให้กลับไป ก่อนจะหลุดออกไปอีกทางนึง
ในความมืด ปรากฏจุดสว่างขึ้นอีกจุด เมื่อเคลื่อนเข้าไปหาจนใกล้จึงเห็นเป็นอัมพร ที่ยิ้มให้อย่างเมตตา “ที่นี่มันมืดมาก หนาวมากด้วย กลับไปเถอะลูก ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะได้เจอกัน …ลูกยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปนะลูก การมีชีวิตอยู่ไม่ใช่ความทุกข์ ถ้าลูกหายใจด้วยความรัก” อัมพรเหมือนเอื้อมมือเข้ามาหา

หทัยรัตน์ ระพีพรรณ พยาบาลกำลังรุมช่วยชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจ ระพีพรรณปั๊มหัวใจจนหมดแรง ต้องขยับถอยออกให้หทัยรัตน์เข้าไปปั๊มแทน
เสียงระพีพรรณแว่วๆ ไกลๆ เหมือนอยู่กันคนละมิติ “เครื่องช็อตไฟฟ้าสแตนด์บาย ไหวมั้ยรัตน์”
หทัยรัตน์กัดฟันทั้งน้ำตา “กลับมาสิยุทธ กลับมา ได้ยินรัตน์ไหม รัตน์บอกให้กลับมา”
ยงยุทธนิ่งหน้าซีดไม่มีสัญญาณชีพ ร่างนั้นสั่นสะเทือนตามแรงปั๊มหัวใจ ยงยุทธยืนมองร่างตัวเองอย่างไร้ความรู้สึก มองระพีพรรณ หทัยรัตน์ แล้วค่อยๆ ถอยออกไป
หน้าห้อง ธนานั่งร้องไห้อยู่อย่างเจ็บปวด เจ็บใจ ปวริศ ลลดา รีบวิ่งเข้ามา วิญญาณยงยุทธหยุดมองจนปวริศ-ลลดา วิ่งผ่านเลยเขาไป ยงยุทธเดินจากมา
เสียงหนึ่งที่ค่อยๆ ดังแทรก และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือเสียงสวดมนต์ อิติปิโสของอ่ำ ยงยุทธหยุดเดินแล้วค่อยๆ หันกลับมา…เขาได้ยินเสียงสวดมนต์ชัดเจนมาก ตามด้วยเสียงเคาะกังสดาลใสกริ๊ง
ยงยุทธยังถูกปั๊มหัวใจอยู่ในห้องฉุกเฉิน ทุกคนยังทุ่มเทยื้อชีวิตเขาไว้ ที่เครื่องมือวัดสัญญาณชีพ ปรากฏสัญญาณชีพจรที่กลับคืนมา
ระพีพรรณดีใจสุดขีด “กลับมาแล้วรัตน์ กลับมาแล้ว”
หลังจากปั๊มหัวใจต่อจนสัญญาณชีพเสถียร เครื่องช่วยหายใจเข้าทำงานต่อทันที ทั้งหทัยรัตน์และระพีพรรณที่เหนื่อยกันแทบขาดใจ สวมกอดกันทั้งน้ำตา

อุไรกระวนกระวายอยู่หน้าห้องพระเพราะข่าวร้าย อ่ำที่นั่งวิปัสสนาสงบนิ่งอยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชา ค่อยๆ ลืมตาขึ้น หลังจากออกจากสมาธิ แล้วขยับตัว กราบพระ
อุไรรีบเข้ามาหา “แม่…ธนาโทรศัพท์เข้ามาเมื่อสักพัก บอกว่ายงยุทธกินยาตายนะ หัวใจหยุดเต้นแล้วด้วย” อุไรน้ำตาพาลไหล
อ่ำไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับข่าวร้าย กราบพระเสร็จพอดี หันมา “แต่ตอนนี้ ฟื้นแล้ว ปลอดภัยแล้วนี่ลูก”
อุไรอึ้ง งงจัด เสียงโทรศัพท์อุไรดังขึ้น อุไรรีบกดรับสาย “ว่าไงระพี” อุไรฟังแล้วตะลึง “ได้ๆ…ดีแล้ว” อุไรกดวางสาย “แม่…แม่รู้ได้ยังไง”
อ่ำยิ้มและหันไปทางพระพุทธรูป อุไรนิ่งงัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ…

ยงยุทธที่ค่อยๆลืมตาขึ้นในห้องคนไข้
เสียงลลดาตื่นเต้น “ตื่นแล้วค่ะ…พี่ยงยุทธตื่นแล้ว”
ทุกคนขยับเข้ามาใกล้เตียง
หทัยรัตน์รีบถาม “ยุทธ…ยุทธ เป็นยังไงบ้าง” ยงยุทธค่อยๆ หันมามอง ยังเบลอ มึน เหมือนหลับไปนานแสนนาน หทัยรัตน์จับมือยงยุทธไว้ “พักผ่อนให้เยอะๆ นะ หิวน้ำไหม”
มยุรีย์ ลลดา กุลีกุจอช่วยกัน ธนาที่ยืนมองดูอยู่ห่างๆ ค่อยๆ ถอยออก พาตัวเองออกไปจากห้องอย่างเงียบๆ

หทัยรัตน์เดินออกมามองหาธนา และเห็นธนาอยู่มุมนึง, เดินเข้ามาหา “ยุทธเขาคงต้องพักฟื้นอีกหลายวัน”
“รัตน์จะทบทวนตัดสินใจเรื่องของเราใหม่ ธนาก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ”
“หมายความว่ายังไง”
“ธนาว่าธนาเข้มแข็งพอที่จะอยู่อย่างไม่มีรัตน์ แต่ยงยุทธเขาต้องมีใครสักคน”
“ทำไมพูดอย่างนี้”

อ่านละคร สุดแค้นแสนรัก ตอนอวสาน[4] วันที่ 12 พ.ค. 58

ละครสุดแค้นแสนรัก บทประพันธ์โดย จุฬามณี หรือ นิพนธ์ เที่ยงธรรม
ละครสุดแค้นแสนรัก บทโทรทัศน์โดย ยิ่งยศ ปัญญา
ละครสุดแค้นแสนรัก กำกับการแสดงโดย กฤษณ์ ศุกระมงคล และ อดุลย์ ประยันโต
ละครสุดแค้นแสนรัก ผลิตโดย บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัด
ละครสุดแค้นแสนรัก ออกอากาศทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครสุดแค้นแสนรัก เริ่มออกอากาศตอนแรกในวัน 18 เมษายน 2558
ติดตามชมละครสุดแค้นแสนรักทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ