อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 5 วันที่ 1 มิ.ย. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 5 วันที่ 1 มิ.ย. 58

“อ้ายเหม มันเป็นบุตรพระยาชั่วชีวิตมันมีแต่คนยกย่อง มิเคยตกระกำลำบาก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดคราวนี้ มันคงท้อแท้ทอดอาลัย หากเอ็งเจอมัน จงจำคำของข้าไปบอกอ้ายเหมด้วย...อ้ายเหมมันเหมือนคนใกล้ตาย หากมันปล่อยชีวิตให้ท้อแท้ทอดอาลัย ก็ไม่ต่างจากตายแล้ว แต่หากมันอดทนสู้ ก็จักมีหวังที่จะรอด และมีสองสิ่งที่มันจะต้องยึดถือไว้ช่วยตัวมันเองได้”

“สิ่งใดขอรับ” พุ่มตื่นเต้น

“หนึ่ง คือวิชาความรู้ มิว่าวิชาใดที่มันเล่าเรียนมา จงหมั่นทบทวนศึกษาให้แตกฉาน...สอง คือหัวใจที่ยึดถือในทางถูกควร คนที่รู้ดีชั่วถูกผิด แลเลือกทำในสิ่งที่ถูกควร แม้ตกอับอย่างไรก็จะรอดปลอดภัยในบั้นปลาย”



เหมทบทวนสิ่งที่ขรัวปู่ยมฝากพุ่มมาถึงตนที่ว่า... “วิชาความรู้และหัวใจที่ยึดถือในทางถูกควร” พุ่มพยักหน้ายืนยัน ทั้งยังให้เงินเหมไว้ บอกว่ามิใช่เงินทองมากมายกระไร ตนทำบุญช่วยค่ายาสมุนไพรของคุณพ่อเขา เหมยกมือไหว้

“ขอบพระคุณพี่พุ่มนัก ยามนี้ อย่าว่าแต่เงินเลย ต่อให้เป็นข้าวเม็ดเดียว น้ำหยดเดียว ฉันก็ขอจำบุญคุณจนวันตาย”

“ข้าเชื่อว่า สักวันคนอย่างเอ็งต้องกลับมายืนในที่ที่เอ็งเคยยืนได้แน่ ข้าไปล่ะ” พุ่มสะพายห่อผ้าเดินจากไป เหมมองตามสีหน้าเศร้า นึกในใจแต่ไม่กล้าพูดต่อหน้าพุ่มว่า “แต่ที่ที่ฉันเคยยืน มีทั้งพระยาปลัดแลหลวงสรอรรถยืนขวาง อยู่ ฉันจะกลับไปได้หรือพี่พุ่ม” คิดแล้วก็มีแต่ความท้อแท้...

ooooooo

ขุนนาฏยโกศลและคุณปิ่น นำตัวบัวไปกราบหม่อมดวงแขเป็นนางเอกในคณะละครของหม่อม

“งามจริงอย่างที่คุณท้าวว่า คณะละครของฉันได้แม่บัวมาเป็นนางเอก ต้องมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นแน่” หม่อมดวงแขชม บัวฟังแล้วปลื้มมาก ยิ่งมั่นใจในเป้าหมายของตน หม่อมดวงแขพูดให้ขุนนาฏและคุณปิ่นวางใจว่ามิต้องห่วง ตนจะดูแลลูกสาวท่านขุนเหมือนญาติเลยทีเดียว

ครู่หนึ่งเสด็จเดินยิ้มแย้มออกมาถามหม่อมว่าได้นางละครมาแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้างเล่า หม่อมดวงแขขอให้ทอดเนตรเองเถิด

บัวลอบมองเสด็จที่นั่งอยู่ข้างหม่อมดวงแข เห็นเป็นคนหล่อเหลาแม้จะอายุพอสมควร แต่ดูดีมีสง่าราศีตามวัยและมียศศักดิ์ บัวบอกตัวเองในทันทีว่าไม่รู้สึกลำบากใจอะไรถ้าต้องเป็นหม่อมของเสด็จจริง เสด็จมองบัวอย่างพึงใจเอ่ยกับหม่อม

“งามนัก ราวกับจินตหราก็ไม่ปาน ช่างเป็นโชคของเราโดยแท้หม่อม”

บัวก้มหน้าเขินแต่แอบมีความหวังที่จะได้เป็นหม่อมต้องห้ามในอนาคต เทียนนางข้าหลวงวัยเดียวกันพาบัวไปห้องพัก บัวชมกับเทียนว่าเสด็จกับหม่อมดวงแขท่านพระทัยดีมาก แล้วเลียบเคียงถามว่าเสด็จมีหม่อมกี่คนตนจะได้ไปฝากเนื้อฝากตัว พอเทียนบอกว่ามีหม่อมดวงแขท่านเดียว บัวก็ทำเสียงแปลกใจว่า

“ท่านเดียว?? เสด็จท่านมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ถึงเพียงนี้ จะมีหม่อมท่านเดียวได้อย่างไรกันจ๊ะ”

เป็นคำถามที่ทำเอาเทียนตอบไม่ออก เลยตัดบทให้บัวพักก่อนตนไม่รบกวนแล้ว พอเทียนออกไป บัวก็คิดแปลกใจไม่อยากเชื่อเลยว่าเสด็จที่ทั้งหล่อ เท่ มียศศักดิ์เช่นนี้ จะมีหม่อมดวงแขท่านเดียว??

ลำดวนกับหุ่นกลับไปถึงอัมพวาก่อน ช่วยกันเร่งทำความสะอาดบ้านเพราะบ่ายนี้ขุนนาฏกับคุณปิ่นก็จะมาถึงแล้ว ขณะกำลังวุ่นวายกันนั่นเอง หมื่นวิชิตก็เอะอะอวดเบ่งอยู่ข้างล่างเมื่อถูกบ่าวไพร่กันไม่ให้ขึ้นเรือน หุ่นได้ยินเดาว่าต้องเป็นพันวิชิตแน่ พอโผล่ดูก็ใช่จริงๆ

พอขึ้นเรือน หมื่นวิชิตก็ยิ้มร่าปรี่เข้าทักทายลำดวน พล่ามว่าพอรู้ว่าลำดวนมาก็ดีใจนัก ตัดพ้อว่าทำไมจะมาถึงไม่แจ้งตนก่อนต้องให้ตนรู้จากคนอื่นเช่นนี้

“พันวิชิต” ลำดวนพึมพำเซ็งๆ

“หมื่นวิชิตจ้ะ พี่ได้เลื่อนยศแล้ว” หมื่นวิชิตคุยโวเสียงดังหน้าบาน ลำดวนไม่ได้แสดงความยินดีด้วยแต่กลับบอกว่า

“หมื่นวิชิต ฉันมีงานการอีกมากต้องทำ กลับไปก่อนเถิด”

“แม่ลำดวน...” หมื่นวิชิตคราง “ทำไมพูดเช่นนั้นล่ะจ๊ะ” แล้วเดินตามติดแจ ไม่ว่าลำดวนจะไปทำอะไรก็ตามไปจนลำดวนรำคาญมาก หุ่นเห็นเช่นนั้นก็เดินตามติดลำดวนไปคอยขวางด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

เหมมุมานะทำงานเพื่อหาเงินมาซื้อยารักษาเจ้าคุณพ่อ งานหนักก็เอางานเบาก็สู้ แม้แต่แบกกระสอบข้าวก็ทำ เมื่อได้เงินก็รวบรวมไว้ซื้อยา จนคุณหญิงสงสารจับใจ

จนกระทั่งผ่านไป 1 เดือน เหมรวบรวมเงินจะไปซื้อยา คุณหญิงติงว่าเจ้าคุณอาการดีขึ้นมากแล้วคงไม่ต้องซื้อยาอีก แต่เหมยังไม่วางใจ บอกคุณหญิงแม่ว่าไม่ต้องห่วง เพราะยังมีสร้อยข้อมือเส้นเล็กที่จะขายเอาเงินไปซื้อยาได้

คุณหญิงตกใจถามว่าเป็นสร้อยที่เหมให้บัวไว้ไม่ใช่หรือแล้วจะขายได้อย่างไร เหมตอบหน้าเศร้าว่าเมื่อสิ้นรักแล้วเก็บไว้ก็หาประโยชน์อันใดไม่ สู้ขายทองมาซื้อยาให้พ่อท่านดีกว่า คุณหญิงเศร้านักที่ยามนี้ มิเพียงต้องสิ้นลาภยศสรรเสริญ หากแม้แต่ความรักก็ยังรักษาไว้ไม่ได้

พระยาบริรักษ์ที่นอนลืมตาอยู่ได้ยินทุกถ้อยคำ ทั้งสงสารลูกและรู้สึกผิดอย่างที่สุดที่ตนทำให้ลูกต้องตกในสภาพนี้

เหมนำสร้อยข้อมือไปขายได้เงินใส่ถุงจะกลับ ก็ได้ยินชาวบ้านสองคนคุยกันว่าในวังซื้อของมากมายนักขนคนเดียวคงไม่ไหว เห็นทีต้องหาคนมาช่วยขนของ แต่ป่านนี้แล้วจะไปหาได้ที่ไหน นัดหลังเพลค่อยมาหาพวกจับกังอาจจะได้บ้าง

เหมได้ยินจึงรับจ้างขนของเข้าวัง เทียนรับของแล้วบอกให้เหมรอตรงนี้เดี๋ยวตนจะไปเอาค่าจ้างมาให้ ไม่ถึงอึดใจเหมก็ได้ยินเทียนทักบัวที่เดินสวนมาว่า

“มีกระไรหรือจ๊ะแม่บัว มาถึงในครัวเชียว”

เหมเย็นวาบไปทั้งตัวเหลือบเห็นบัวก็รีบเบือนหน้าหนี ตัดสินใจจะให้บัวเห็นตนในสภาพนี้ไม่ได้ ใช้ผ้าขาวม้าโพกหน้าเดินเลี่ยงออกไป เทียนร้องถามว่าจะไปไหน ไม่เอาค่าจ้างรึ บัวถามเทียนว่าใครหรือ

“คนรับจ้างขนของน่ะจ้ะ จู่ๆก็หนีไป พิกลนัก” เทียนบ่น บัวหันมองรู้สึกคุ้นๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร

ooooooo

เหมซื้อยากลับมา คุณหญิงให้ดูแลเจ้าคุณพ่อสักครู่ตนจะไปต้มยา พระยาบริรักษ์พยายามลุกขึ้น เหมรีบประคอง

“ระวังขอรับ”

“พูดเหมือนเดิมเถิดเจ้าเหม เจ้าคะเจ้าขา ลูกอย่างนั้นลูกอย่างนี้ พ่อคุ้นหูมากกว่า”

“ลูกไม่อยากให้ผู้คนแถวนี้เยาะหยันเอาว่าเป็นผู้ดีตกยากน่ะเจ้าค่ะ ก็เลยมิได้พูดตามที่เคยชิน”

เจ้าคุณแค่ยิ้มบางๆ บอกเหมว่าอยากออกไปเดินข้างนอก เหมจึงประคองเจ้าคุณพ่อออกไปนอกกระท่อม

ออกไปเห็นทุ่งหญ้าเขียวขจีสุดสายตา พระยา

บริรักษ์รำพึงว่านับแต่ตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้างก็ไม่ได้ช่วยเกี่ยวหญ้าเลยสักครั้ง โทษว่าเพราะตนโดยแท้ทำให้เหมกับคุณหญิงต้องตกทุกข์ได้ยากถึงเพียงนี้ เหมบอกว่าเรื่องผ่านไปแล้วอย่าได้รื้อฟื้นอีกเลย แล้วประคองให้นั่ง เจ้าคุณรำพึงว่า

“เจ้าไม่โกรธพ่อ พ่อก็ดีใจที่สุดแล้ว แต่เจ้าจงจำไว้ว่าถึงเจ้าจะกลายเป็นคนไร้ค่า เป็นเศษเสี้ยวธุลีของแผ่นดิน เจ้าจงรู้ว่า แผ่นดินให้อะไรกับเจ้าและตัวเจ้าเองมีความหมายต่อแผ่นดินเพียงใด จงทำตัวเป็นเศษธุลีที่มีค่าของแผ่นดินเถิดเจ้าเหม”

“เจ้าค่ะ ลูกจะจดจำไว้ ลูกจะเป็นเศษเสี้ยวที่มีค่าของแผ่นดินเจ้าค่ะ”

“ดีแล้ว เจ้าจงดูพ่อไว้เป็นเยี่ยง แต่อย่าเอาอย่างเสียทั้งหมด ชีวิตพ่อรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่ก็โง่เขลางมงายเกินไป จึงต้องลงเอยเช่นนี้”

“เจ้าคุณพ่อหลงกลเพราะไว้ใจเพื่อน หาใช่โง่เขลาไม่เจ้าค่ะ” เหมเอ่ยอย่างเจ็บใจ ประคองเจ้าคุณพ่อจะพากลับเรือน

“ขอพ่อหลับตาสักพักเถิด กว่าแม่เจ้าจะต้มยาเสร็จก็อีกนาน ไม่ต้องรีบดอก” แล้วท่านก็หลับตายิ้มบางๆ เอ่ยอย่างมีความสุข “พ่อได้กลิ่นใบหญ้า หอมเหลือเกิน เหมือนวันที่พ่อถวายสัตย์สาบานแห่งน้ำพระพัฒน์สัจจาไม่มีผิด วันนั้น...เป็นเพลาศึก จึงทำพิธีกันกลางทุ่งหญ้า พ่อก็ได้กลิ่นใบหญ้าเช่นนี้”

“เจ้าคุณพ่อไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังเลยนะเจ้าคะ”

“วันนั้น...” พระยาบริรักษ์หลับตาระลึกความหลัง “พราหมณ์ท่องอ่านโองการ พ่อยังจำได้จนถึงทุกวันนี้...

อย่ารู้ว่าอันตราย ขจรขจายอเนกบุญ มีศรีบุญพ่อก่อเสกเหง้า ใครซื่อฟ้าสองย้าวเร่งยิน...ผู้ซื่อสัตย์จะไม่ได้รับอันตราย เทพยดาฟ้าดิน จะรับรู้ในความ...”

เหมฟังอย่างตั้งใจ พลันก็เอะใจเมื่อเจ้าคุณพ่อเงียบไป หันมองเห็นเจ้าคุณพ่อคอพับมือตกอยู่ข้างตัว ท่านไม่หายใจแล้ว! เหมตกใจสุดขีดร้องเรียก “เจ้าคุณพ่อ! เจ้าคุณพ่อ!!” แล้วตะโกนเรียกน้ำตาอาบหน้า “ท่านแม่ ออกมาเร็วๆเข้า”

เหมซบอกร่างไร้วิญญาณของเจ้าคุณพ่อร้องไห้ตัวสั่นสะท้าน...

หลังจากสิ้นเจ้าคุณพ่อ 7-8 วัน ก็เผาศพพระยาบริรักษ์กลางแจ้งโดยมิได้ขึ้นเมรุเนื่องจากความยากจน ทั้งเหมและคุณหญิงยืนดูศพพระยาบริรักษ์มอดไหม้ในกองไฟน้ำตาไหลพรากตลอดเวลา

เมื่อสิ้นเจ้าคุณพ่อแล้ว เหมระลึกถึงคำสั่งเสียของพระครูยมที่ไม่ให้ท้อแท้แล้วเอาดาบสองมือที่พระครูให้มาฝึกระลึกถึงคำสอนของท่านที่ฝากพุ่มมาบอก...

“มีสองสิ่งที่มันจะยึดถือไว้ช่วยมันเองได้ หนึ่งคือวิชาความรู้ สองคือหัวใจที่ยึดถือในทางถูกควร” และคิดถึงคำสั่งเสียก่อนตายของเจ้าคุณพ่อ “เจ้าจงจำไว้ว่า ถึงเจ้าจะกลายเป็นคนไร้ค่า เป็นเศษเสี้ยวของแผ่นดิน เจ้าจงรู้ว่า แผ่นดินให้อะไรกับเจ้า และตัวเจ้าเองมีความหมายต่อแผ่นดินเพียงใด จงทำตัวเป็นเศษธุลีที่มีค่าของแผ่นดินเถิด เจ้าเหม”

เหมฮึดขึ้นมา เริ่มต้นซ้อมเพลงดาบอาทมาตอีกครั้ง ด้วยลีลาที่รวดเร็ว พลิกแพลง สวยงามยิ่งนัก

ooooooo

กลับไปอยู่อัมพวา ลำดวนเล่นละครเป็นนางสีดา งดงามทั้งรูปร่างหน้าตาและท่ารำโดยมีหุ่นเป็นพระรามรำคู่กัน เป็นที่ชื่นชมปลาบปลื้มแก่ชาวบ้านที่ได้ชมละครหายากนี้

แล้วคืนหนึ่ง คุณปิ่นก็บอกลำดวนว่าจะนำตัวเข้าไปอยู่ในวัง ลำดวนตกใจมาก บอกแม่ว่าส่งตนเข้าวังก็เหมือนส่งตนไปตาย ขุนนาฏหว่านล้อมว่าบัวเข้าไปอยู่ในวังก็ได้เป็น “คุณข้างใน” มีทั้งเกียรติศักดิ์ศรีแลทรัพย์สินเงินทอง แต่ลำดวนอ้อนว่าอยากอยู่กับพ่อแม่ท่าน ไม่อยากไปที่ใดทั้งสิ้น

ขุนนาฏตัดบทว่าหากลำดวนมีคนรัก พ่อแม่ก็จะไม่บังคับ แต่นี่ไม่มีห่วงอันใด แลพ่อก็รับปากคุณท้าวของเสด็จในวังขาวท่านไว้แล้ว พรุ่งนี้คุณท้าวจะมาดูตัวให้เตรียมตัวไว้เถิด

ลำดวนคิดหาทางเอาตัวรอด เมื่อได้เวลาจึงกินใบแก้วจนตัวร้อนหาเหตุอ้างไม่ไปให้คุณท้าวดูตัว แต่ถูกคุณปิ่นจับได้ ลำดวนถูกตีก็อ้อนว่า “ถ้าตีลูกจนพอใจแล้ว ฟังลำดวนพูดสักนิดเถิดนะเจ้าคะ”

ลำดวนชี้แจงว่าตนอยู่อัมพวาเป็นนางบุษบาหนึ่งหรัดแต่ไปอยู่ในวังเสด็จในกรมคงไม่พ้นเป็นนางยอพระกลิ่นเรื่องมณีพิไชย ถามคุณปิ่นว่า “แม่ท่านทนให้คนอื่นมาเรียกลูกว่านางยอพระกลิ่นกินแมวได้หรือเจ้าคะ”

ทั้งขุนนาฏและนางปิ่นจึงได้แต่ถอนใจบอกว่า “เอาเถิด ถือว่าวาสนาเจ้ามีแค่นี้ อย่านึกเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”

ขณะนั้นเอง หมื่นวิชิตหน้าตื่นมาถามว่าลำดวนจะเข้าวังจริงหรือ พลางจะจับมือ ลำดวนรีบชักมือหลบหันบอกพ่อกับแม่ว่า “ไม่มีกระไรแล้ว ลูกไปตลาด นะเจ้าคะ” แล้วลงเรือนไป หมื่นวิชิตรีบตามไป จนขุนนาฏปรารภกับคุณปิ่นว่า

“นี่เรือนฉันหรือเรือนมันกันนี่แม่ปิ่น ไปไม่ลา มาไม่ไหว้ หมื่นวิชิตผู้นี้มีดีแต่ชาติตระกูลแลฐานะ แต่อย่างอื่นใช้ไม่ได้เสียเลย”

ฝ่ายคุณปิ่นก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดไม่เข้าใจ คิดไม่ตกว่า ทำไมลำดวนไม่ยอมเข้าวัง เพราะอยู่อัมพวาได้มากที่สุดก็เท่านี้...

เมื่อหุ่นไปตลาดน้ำอัมพวากับลำดวน ก็หัวเราะคิกคักขำลำดวนว่าใจร้ายนักไม่สงสารหมื่นวิชิตบ้างเลยรึ ลำดวนบอกว่าสงสารก็ส่วนสงสารแต่จะให้มีใจให้คนเช่นนี้ตนทนไม่ได้ดอก ไม่มีกระไรดีสักอย่าง หุ่นติงว่าเกินไปหน่อยกระมังเพราะหมื่นวิชิตก็ใช่จะขี้ริ้ว แลยังมีชาติตระกูลกับทรัพย์สมบัติอีก

“พูดเช่นนี้ หุ่นก็รับหมื่นวิชิตไปเสียเลยสิ” หุ่นเขินบ่นว่าแม่ลำดวนพูดกระไรก็ไม่รู้ ลำดวนถอนใจบอกหุ่นว่า “เรื่องหน้าตาฉันไม่เถียง แต่ชาติตระกูลนั้น ฉันไม่เห็นเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยคนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ จะถือชาติตระกูลเป็นใหญ่ฉันว่าไม่ควร ส่วนทรัพย์สมบัตินั้น ต่อให้มีมากเพียงไร ก็ไม่มีใครร่ำรวยเกินผลาญ แลหากมีสติปัญญากับความขยันหมั่นเพียรก็จะไม่มีวันยากจน”

“แม่ลำดวนมีความเห็นผิดผู้คนนัก ฉันไม่รู้จะเถียงอย่างไรแล้ว” หุ่นถอดใจ

“ก็ฉันพูดจริง หากไม่ได้ดีสักครึ่งของคุณพี่เหม ฉันก็หาควรฝากชีวิตด้วยไม่”

“เกือบปีแล้ว แม่ลำดวนยังไม่ลืมคุณเหมอีกรึ ฉันเห็นพูดถึงผู้ชายที่มาเกี้ยวพาราสีทีไร แม่ลำดวนต้องเอาไปเปรียบกับคุณเหมเสียทุกทีไป”

“ชีวิตนี้...ฉันคงไม่มีวันลืมพี่เหมได้หรอกแม่หุ่น” ลำดวนสีหน้าเศร้าขรึม แล้วเดินนำไป ทิ้งให้หุ่นมองอย่างติดใจสงสัยความรู้สึกของลำดวนที่มีต่อเหม...

ooooooo

เหมยังเป็นตะพุ่นหญ้าช้างอยู่ วันนี้มีช้างตัวใหญ่ตกมันอาละวาดสร้างความโกลาหลให้ขุนศรีไชยทิตยและบรรดาควาญช้าง แม้จะช่วยกันล้อมไว้แต่ช้างก็ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ

ทันใดนั้นเหมถือหญ้าฟ่อนใหญ่วิ่งเข้ามาหลอกล่อช้าง แม้จะอันตรายแต่เหมก็ไม่กลัวแต่ไม่ประมาท ใช้หญ้าหลอกล่อช้างจนเริ่มสงบแล้วจึงยื่นฟ่อนหญ้าให้ช้างใช้งวงเกี่ยวเข้าปาก ขุนศรีไชยทิตยพอใจและชื่นชมความกล้าหาญของเหมมาก

ขุนศรีไชยทิตยพาเหมไปที่เรือนซึ่งใหญ่โตสวยงามเป็นระเบียบผิดกับตัวขุนศรีไชยทิตยที่หน้าตาถมึงทึง หนวดเคราโกนบ้างไม่โกนบ้าง ใส่เสื้อผ้าขาดๆ เก่าๆ

เหมมองเรือนที่สวยงามอย่างคาดไม่ถึง ขุนศรีไชยทิตย

ถามว่าชอบเรือนของตนรึ?

“ขอรับ เรือนงามแลโอ่โถงนักขอรับ”

“ช้างเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งยามศึกยิ่งจำเป็นจนขาดมิได้ ควาญช้างแลหมอช้างที่มีฝีมือย่อมมีค่าจ้างงดงาม แต่ถึงกระนั้นคนเป็นควาญก็มีน้อยกว่าช้างนัก เพราะคนเป็นควาญต้องอยู่อย่างยากลำบาก ยิ่งตอนเข้าป่าโพนช้างต้องถือกรรม ห้ามกระทั่งตัดผมตัดเล็บ แม้แต่คิดในทางชู้สาวก็กระทำมิได้ หากมีลูกเมีย ลูกเมียที่บ้านก็ต้องถือกรรมด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นควาญที่เข้าป่า อาจมีภัยถึงตายได้”

“ท่านขุนจะชวนกระผมมาเป็นควาญหรือขอรับ”

ขุนศรีไชยทิตยตบเข่าฉาดถูกใจนัก ชมว่าเหมฉลาดเฉลียวมาก ตนยังไม่ได้เอ่ยปากชวนก็เดาใจได้แล้ว ถามว่าแล้วเหมจะว่าอย่างไร เหมถามว่าตนต้องโทษ

เป็นตะพุ่นแล้วจะไปเป็นควาญช้างได้อย่างไร

“ได้สิวะ หากข้ากราบเรียนขึ้นไปว่าเอ็งช่วยงานการในกรมช้างนอกของข้าได้ เอ็งก็จะได้ถูกปลดจากตะพุ่น ข้าเห็นความกตัญญูที่เอ็งมีต่อพ่อแม่เอ็งแล้ว และวันนี้ยังเห็นความกล้าของเอ็งอีก แล้วเอ็งเล่าไม่เสียดายตัวเองรึ ที่จะต้องเกี่ยวหญ้าให้ช้างกินเช่นนี้ โดยมิได้ทำสิ่งอื่นที่มีประโยชน์กว่า”

เหมนิ่งไปอย่างครุ่นคิดกับข้อเสนอของขุนศรีไชยทิตย กลับมาเล่าให้คุณหญิงแม่ฟัง คุณหญิงถามว่าแล้วเหมตอบท่านขุนไปว่ากระไรรึ เหมบอกว่ายังไม่ได้ตอบเพราะหากได้เป็นควาญช้างก็จะต้องออกป่าไปโพนช้างแล้วแม่ท่านจะอยู่กับใคร คุณหญิงจึงเรียกเหมให้เข้าไปดูในห้อง ปรากฏมีเครื่องเรือนของใช้ใหม่ทั้งหมด เหมถามว่าแม่ท่านเอาเงินที่ใดไปซื้อมา

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 5 วันที่ 1 มิ.ย. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ