อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 5 วันที่ 31 พ.ค. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 5 วันที่ 31 พ.ค. 58

พระยาบริรักษ์วิตกกังวลยิ่งถามว่าจะทำอย่างไรดี ทางใดที่จะช่วยบ้านเมืองได้ให้บอกมาเถิดตนไม่เกรงความตายหากได้ตายเพื่อแผ่นดิน

พระยาปลัดอ้างว่า “คนเป็นขุนนางนั้น มิเพียงแต่ต้องไม่กระทำบาปหยาบช้าแก่บ้านเมืองแต่ยังต้องอุทิศตนเพื่อแผ่นดินด้วย หากพี่ยอมสารภาพว่าเป็นคนฆ่า เรื่องวิลาศบีบคั้นพวกเราก็จะจบไปเช่นกัน” เห็นพระยาบริรักษ์คิดหนัก พระยาปลัดหว่านล้อมหน้าเศร้าว่า “ฉันรู้ว่าพี่ต้องเสียศักดิ์ศรีนัก แต่หากพี่กระทำได้ก็จะนับเป็นขุนนางประเสริฐแท้ เพราะจะช่วยบ้านเมืองรอดจากความวิบัติฉิบหายจากพวกวินาศได้ ส่วนเรื่องลูกเมียของพี่ ฉันสาบานว่าจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน หากฉันตระบัตรสัตย์ก็ขอให้ฉันมีอันเป็นไปด้วยคมหอกคมดาบเถิด”

ทั้งพระยาพระคลัง พระยาราชสุภาวดีและคุณชายช่วงต่างตกใจไม่เชื่อเมื่อพระยาบริรักษ์สารภาพว่าตนเป็นคนฆ่าวิลาศหัวหายเอง หันแตรไม่พอใจหาว่าทั้งสามจะช่วยพวกเดียวกัน พระยาราชสุภาวดีจึงจำต้องยึดตามคำสารภาพนั้นให้ทหารนำคำสารภาพที่จดมาให้พระยาบริรักษ์อ่านและปิดผนึกหยิกเล็บคือจิกเล็บลงบนดินเหนียวที่หุ้มปลายเชือกที่ร้อยมัดคำสารภาพนั้นไว้ เพื่อส่งให้พระอัยการพิจารณาโทษต่อไป


เหมและคุณหญิงชมร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดกับคำสารภาพของพระยาบริรักษ์ แต่ท่านก็ชี้แจงว่า

“จะให้ฉันดิ้นรนหาทางพ้นผิดของตนแล้วเปิดช่องให้วิลาศมาทำลายบ้านเมืองให้ฉิบหายกระนั้นหรือ ฉันยอมรับผิดเรื่องนี้ให้จบสิ้นไปเสีย ดีกว่ายอมให้วิลาศเอาข้อความนี้มาบีบคั้นบ้านเมืองของเรา”

หลวงสรอรรถสมใจ สะใจนัก เห็นพระยาปลัดทำเสมือนหนึ่งละอายต่อการหักหลังเพื่อน หลวงสรอรรถก็เอาผลประโยชน์มาล่อว่า สิ้นพระยาบริรักษ์ไป การค้าฝิ่นของเราก็จะสะดวกขึ้น พวกเรามิรู้จะร่ำรวยขึ้นกว่าเดิมอีกสักเท่าใด พระยาปลัดจึงจะเอ่ยขออะไรสักอย่าง หลวงสรอรรถดักคออย่างรู้ทันว่า

“ถ้าท่านเจ้าคุณจะขอชีวิตอ้ายเหม ดีฉันคงรับปากไม่ได้ดอกขอรับ เพราะดีฉันถือคติ ตัดหวายอย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก”

ooooooo

ลำดวนตกใจมากกับข่าวที่พระยาบริรักษ์สารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าเจเมสัน เมื่อถามขุนนาฏก็ได้รับคำยืนยันเช่นนั้น แต่ชี้แจงถึงโทษที่จะได้รับว่า

“ฉันแอบถามท่านเจ้าพระยาพี่ชายแม่ปิ่นแล้ว อย่างไรเสียท่านเจ้าคุณบริรักษ์ก็ทำความชอบเอาไว้มาก คงไม่ถึงขั้นฟันคอดอก แต่คงต้องถูกริบเรือน แล้วจับตระเวนบกตระเวนน้ำประจานก่อนจะถูกปลดเป็นทาสต่อไป”

ลำดวนฟังแล้วร้องไห้โฮ บัวหน้าเครียด ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ตัดสินใจเรียก

“ลำดวน...พี่จะไปเยี่ยมคุณเหมในคุก เจ้าจัดการให้พี่ด้วย”

ลำดวนทั้งตกใจและดีใจ คิดไม่ถึงว่าในเวลาแบบนี้บัวจะไปหาเหม ในขณะที่บัวสีหน้าเรียบเฉยอย่างใช้ความคิด

วันนี้ พระยาบริรักษ์และคุณหญิงถูกแยกไปที่อื่น เหลือเพียงเหมคนเดียวอยู่ในห้องขัง เหมเป็นห่วงทั้งพ่อและแม่

พลันเหมก็ดีใจเมื่อบัวมาเยี่ยม แต่แล้วก็ต้องชอกช้ำสาหัสเมื่อบัวมาบอกเลิกเพื่อเลี่ยงคำครหาว่าหม้ายขันหมากและคืนสร้อยข้อมือเส้นที่เหมฝากลำดวนไปให้ เมื่อเหมไม่รับก็โยนทิ้งให้ก่อนผละไปอย่างไร้เยื่อใย

เหมรู้สึกประหนึ่งหัวใจแหลกสลายกับชีวิตที่ต้องเผชิญกับความผิดหวังเสียใจที่โหมกระหน่ำเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า

ผู้ที่ผิดหวังเสียใจไม่น้อยกว่าเหมคือลำดวน ทั้งต่อว่าบัวและตำหนิตัวเองว่าไม่น่าพาบัวมาซ้ำเติมเหมเลย กลับถึงเรือนแล้วก็ร้องไห้พร่ำขอโทษเหมไม่ขาดปาก

สองสามวันต่อมา ทั้งพระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหมถูกนำตัวไปฟังคำพิพากษา ทหารอ่านคำพิพากษาว่า เพราะพระยาบริรักษ์มีอุตสาหะวิริยะในการรับราชการตลอดมา จึงมิให้เอาโทษถึงแก่ชีวิต โดยให้ทวนหวายห้าสิบที ริบราชบาตรและนำลงหญ้าช้างทั้งครัว

จากนั้นทั้งสามถูกใส่ตรวนทั้งห้า คือตรวนมือสองข้าง ตรวนเท้าสองข้างและคออีกหนึ่ง คุณหลวงถูกนำไปลงหวาย ส่วนคุณหญิงกับเหมถูกนำลงเรือตระเวนประจาน ระหว่างนั้นถูกลูกน้องหลวงสรอรรถตะโกนด่าประณามและขว้างปาก้อนหินใส่ถูกหัวเหมเลือดออก แต่เหมก็เอาตัวปกป้องแม่ คุณหญิงเองก็ปกป้องเหม แม่ลูกต่างปกป้องกันด้วยความห่วงใย

หลวงสรอรรถปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านดูอย่างสะใจที่วันนี้ได้ล้างแค้นสมใจ

เมื่อคุณหญิงและเหมถูกนำขึ้นบกตระเวนประจานท่ามกลางแดดร้อนจัด คุณหญิงหิวน้ำอ่อนแรง เหมอ้อนวอนขอความเมตตาจากชาวบ้านขอน้ำให้แม่ แต่ไม่มีใครกล้าข้องเกี่ยว คุณปิ่นและบัวเห็นก็พากันหลบไป ลำดวนทนไม่ได้เอาถุงเงินไปให้แม่ค้าขอซื้อแตงกวานำมาให้เคี้ยวแก้กระหาย ประกาศแก่ชาวบ้านว่า

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของฉันแต่เพียงผู้เดียว หาได้เกี่ยวข้องกับผู้อื่นไม่” พลางเหลือบมองแม่กับบัวที่หลบอยู่ข้างหลัง

ooooooo

ที่หน้ากุฏิขรัวปู่ยม สมิงสอดน้อยเตะพุ่มล้มคว่ำโกรธที่ไม่บอกเล่าเรื่องเหมให้ฟัง เพราะหากรู้ อย่างน้อยตนก็จะรวบรวมสมัครพรรคพวกบุกคุกชิงตัวเหมออกมาได้ ขรัวปู่ไอโขลกๆ อยู่ในกุฏิ พูดเตือนสติออกมาว่า

“หากเอ็งทำเช่นนั้น ทั้งเอ็งทั้งอ้ายเหมก็ต้องหลบซ่อนไปชั่วชีวิต ไม่ต่างจากตายอยู่ดี”

สมิงสอดน้อยสงบลงแต่สงสารเหมไม่คิดว่าตนไปราชการไม่นาน ชีวิตของเหมจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้

“เอ็งอย่าได้ห่วงมันเลย มันเป็นชะตาของอ้ายเหม ดั่งเหล็กที่ต้องตีจึงจะแกร่งขึ้น” พุ่มถามว่าเหมตกเป็นตะพุ่มหญ้าช้างแล้วจะแกร่งขึ้นมาได้อย่างไร

“ทุกอย่างเป็นสังสารวัฏแห่งอนิจจัง ตราบเท่าที่อ้ายเหมยังไม่ตาย เอ็งจะคิดว่ามันมิอาจหยัดยืนขึ้นมาอีกได้อย่างไร” สมิงสอดน้อยถามว่าเช่นนี้หมายความว่าเหมยังมีโอกาสได้รับราชการอีกใช่หรือไม่ “ผู้ที่ทำคุณกับบ้านเมือง หาใช่จะต้องรับราชการเป็นเกียรติยศรุ่งเรืองสืบไปไม่ ไพร่ที่ไร้ชื่อเสียงเกียรติยศก็อาจทำคุณแก่บ้านเมืองเช่นกัน”

สมิงสอดน้อยถามอีกว่าตกลงชะตาเหมจะได้กลับมารับราชการหรือไม่ ขรัวปู่ไม่ตอบ ทิ้งให้ทั้งสองสงสัยกันต่อไป

ooooooo

คุณหญิงชมเป็นห่วงพระยาบริรักษ์ที่ต้องโทษโดนทวนหวายถึงห้าสิบที เหมปลอบใจคุณหญิงแม่ว่าเจ้าคุณพ่อต้องปลอดภัย เพราะเจ้าคุณพ่อสอนตนเสมอว่า “ผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีจักไม่มีวันได้รับอันตราย”

คุณหญิงเอ่ยกับเหมว่าหากคำสอนนี้เป็นจริง เจ้าคุณพ่อของเขาเป็นคนซื่อมาทั้งชีวิต จะมีวันนี้ได้อย่างไร แล้วบอกเหมให้นอนเสีย แม่ไม่อยากให้เหมต้องลำบากใจอีกแล้ว

คืนนี้เอง หลวงสรอรรถก็ให้ลูกน้องไปยิงหน้าไม้ปักอกเหมที่นอนอยู่ พวกทหารวิ่งออกไปดู ลูกน้องหลวงสรอรรถจึงเข้าไปหมายฆ่าเหมกับคุณหญิงในที่พักริมคลอง แต่ถูกเหมใช้ตรวนรับดาบพวกมันได้อีกทั้งเหมอาบน้ำว่านเรียนวิชาคงกระพันจากตำราที่ขรัวปู่ยมให้มา พวกลูกน้องหลวงสรอรรถสู้ไม่ได้จึงล่าถอยไป ถูกหลวงสรอรรถด่าว่าไร้ฝีมือ แต่ถึงฆ่าเหมกับคุณหญิงไม่ได้ตนก็ยังมีทางหยามได้

ดังนั้น หลวงสรอรรถจึงยกหีบสมบัติมากมายเพื่อไปสู่ขอบัว แต่ถูกบัวปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้าว่าตนตั้งใจแล้วว่าจะถวายตัวเข้าทำงานฝ่ายในและหากวาสนาได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามก็จะตอบแทนน้ำใจหลวงสรอรรถด้วยการมิต้องกราบเท้าตนในยามพบกัน หลวงสรอรรถจึงกลับไปอย่างเสียหน้า แค้นใจ

บัวยังเจ็บแค้นหลวงสรอรรถที่ทำการหักหาญกันเช่นนี้ บอกลำดวนว่า “ที่หลวงสรอรรถทำเช่นนี้ได้ ก็เพราะดูถูกว่าพี่ไม่มีทางไปแล้ว แต่อย่าหวังเลย พี่ต้องเป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามกลับมาเย้ยหลวงสรอรรถให้จงได้” ลำดวนถามว่าบัวจะไปจริงหรือ “คุณท้าวท่านมาทาบทามพี่ไปเป็นนางละครในวัง ถ้าพี่ตกปากรับคำก็ไม่มีใครครหาได้ว่าพี่หนีเข้าวังเพราะเรื่องคุณเหม”

บัวมุ่งมั่นที่จะเข้าวังเพราะคนอย่างเหมมิใช่หาได้ง่าย ตนจะไม่มีคู่ต่ำกว่าเหมเด็ดขาด เหลือก็แต่เจ้าจอมหม่อมห้ามเท่านั้นจึงจะสูงกว่าเดิม ลำดวนฟังแล้วส่ายหน้ากับความทะเยอทะยานของบัว โดยไม่สนใจแม้แต่ความสุขของตัวเอง

ooooooo

คุณหญิงและเหมถูกย้ายมาอยู่รวมกับพระยาบริรักษ์ที่โรงเลี้ยงช้าง เจ้าคุณอยู่ในสภาพทุกข์ทรมานเพราะบาดแผลจากรอยหวายจนไข้สูง เหมสงสารอ้อนวอนขอยาจากทหารจะเอามารักษาเจ้าคุณพ่อ

ไม่เพียงเหมไม่ได้ยา หากแต่เหมยังถูกดูแคลนว่าแม้แต่ก่อนพวกเหมจะมียศศักดิ์สูง แต่เมื่อถูกถอดยศ

แล้วก็อย่าได้ใช้คำว่าเจ้าคุณหรือคุณหญิงอีกเลย พวกตะพุ่นจะหมั่นไส้เอา โชคดีที่เหมได้เจอขุนศรีไชยทิตยควาญช้างผู้มีเมตตาให้ยารักษาพระยาบริรักษ์ เหมซาบซึ้งบุญคุณจึงมอบตำราอยู่ยงคงกระพันให้ แต่ขุนศรีไชยทิตยดูแล้วคืนให้เหมบอกว่า

“ตำราดีเช่นนี้เป็นของหายากนัก มิใช่คนทั่วไปจะมีได้ พวกเอ็งคงเป็นขุนนางผู้ใหญ่มาก่อนแต่ต้องโทษมาเป็นตะพุ่นล่ะสิ” พระยาบริรักษ์เอ่ยแก่ขุนศรีไชยทิตยทั้งที่ไข้สูงว่า กาลก่อนมิสำคัญแต่เพลานี้พวกตนเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาท่านขุนทั้งสิ้น หากมีสิ่งใดใช้สอยก็โปรดสั่งมาเถิด ขุนศรีไชยทิตยหันมองยิ้มให้ก่อนเอ่ยว่า

“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอให้เอ็งเอาตำราของเอ็งคืนไป แลหากอยากตอบแทนข้า ก็จงตั้งอกตั้งใจดูแลช้างให้ดีเถิด”

เหมรับตำราคืน มองตามขุนศรีไชยทิตยเดินออกไปด้วยความเลื่อมใส ถูกชะตาแลชื่นชมน้ำใจท่านขุนผู้นี้นัก

ooooooo

ขุนนาฏหวั่นเกรงอำนาจของหลวงสรอรรถตัดสินใจจะย้ายกลับไปอยู่อัมพวาเพื่อความปลอดภัย บอกลำดวนว่าพาบัวเข้าวังเมื่อใดก็จะกลับอัมพวากันเลย

วันนี้ระหว่างที่ลำดวนกับหุ่นไปซื้อของที่ตลาดนั่นเอง เจอขอทานที่มือเท้ายังดีถูกผู้คนบ้างเมตตาให้ทานแต่บ้างก็ด่าทอ ลำดวนคลับคล้ายคลับคลาขอทานผู้นี้ ครั้นเพ่งมองจึงจำได้ว่าคือบุษย์ลูกชายนายไปล่นั่นเอง

บุษย์จำต้องมาขอทานเพื่อเลี้ยงไปล่ที่ถูกตีหัวจนเป็นอัมพาตขยับไม่ได้แต่รับรู้ทุกอย่างได้กระจ่างชัด ลำดวนพาไปล่กับบุษย์ไปอยู่เรือนทาสที่บ้านและให้หมอมาดู หมอตรวจแล้วแจ้งว่านายไปล่ถูกตีหัวอย่างแรงไม่อาจรักษาได้คงต้องพิการไปเช่นนี้ ลำดวนบอกไปล่กับบุษย์ว่าให้พักอยู่ที่นี่ก่อน และก่อนที่พวกตนจะย้ายไปอัมพวาก็จะหาเรือนใหม่ให้อยู่กัน

หุ่นรำพึงอย่างเศร้าใจว่า “ใจยักษ์ใจมารแท้ๆ ทำกับลุงไปล่ได้ถึงเพียงนี้”

“อ้ายพวกเนรคุณ มันเกรงว่าพ่อจะไปช่วยท่านเจ้าคุณให้พ้นผิดแล้วพวกมันจะไม่ได้แบ่งเงินทองจึงรุมทำร้ายพ่อแล้วแย่งเงินทองไป กระผมขอสาปแช่งพวกมันมิให้ตายดีกันถ้วนหน้าทุกคน”

“ลุงไปล่น่ะหรือจ๊ะ จะช่วยเจ้าคุณลุงให้พ้นผิดได้ เหตุใดพี่บุษย์มั่นใจเช่นนั่นเล่าจ๊ะ” ลำดวนสะดุดใจ

บุษย์หน้าเสียเมื่อรู้ว่าพลั้งปากไป จึงยอมเล่าความ จริงทั้งหมดให้ลำดวนฟัง

ooooooo

ลำดวนตกใจมากเมื่อรู้ว่าหลวงสรอรรถคือฆาตกรฆ่าเจเมสัน บุษย์ยืนยันว่าลุงรีเห็นกับตา แต่แกกลัวที่พ่อและตนถูกพวกทาสทำร้ายจึงหนีไปจนบัดนี้ยังไม่รู้ร่องรอยเลย

“ถ้าเช่นนั้น ฉันจะไปแจ้งเรื่องนี้ต่อท่านเจ้าคุณเอง เราจะได้รื้อฟื้นคดีช่วยคุณพี่เหมได้” ลำดวนขึงขัง

บุษย์ตกใจรีบห้ามเกรงหาลุงรีไม่เจอ เราไม่มีพยานยืนยันนอกจากจะฟื้นคดีไม่ได้แล้วยังเป็นการตีป่าให้เสือตื่นอีก หลวงสรอรรถต้องหาทางฆ่าเราปิดปากเป็นแน่ ลำดวนบอกบุษย์ว่าอยู่ปากน้ำตามหาลุงรีให้เจอแล้วส่งข่าวให้ตนที่อัมพวา

“มิว่าจะนานเท่าใด ฉันก็ต้องช่วยคุณพี่เหมให้จงได้ ไม่มีวันยอมให้คุณพี่เหมต้องรับโทษที่ตนไม่ได้ก่อเป็นอันขาด” ลำดวนมุ่งมั่นมาก

ooooooo

ครอบครัวเหมอยู่รวมกับพวกตะพุ่นหญ้าช้าง คุณหญิงกับเหมต้องไปเกี่ยวหญ้ามาเลี้ยงช้างเหนื่อยยากทุกข์เข็ญอย่างสาหัส พระยาบริรักษ์หวังให้พระยาปลัดช่วยย้ายเหมกับคุณหญิงไปอยู่ที่อื่น ด้วยหวังว่าที่ใหม่คงไม่มีใครรังแกทั้งสองอีก

เหมบอกว่าตนจะไม่ไปไหน พ่อกับแม่อยู่ที่ใดตนก็จะอยู่ด้วย ถ้าตนต้องไปพ่อกับแม่ก็ต้องไปด้วย ยืนยันเด็ดเดี่ยวว่า แม้ต้องตายก็จะตายด้วยกันที่นี่
แล้วจู่ๆก็มีผู้มาเคาะประตูร้องถามเข้ามาว่า “ที่นี่มีคนชื่อเหมหรือไม่ ฉันมาจากเมืองปากน้ำ มีข่าวจะมาแจ้ง” เจ้าคุณบริรักษ์ดีใจนึกว่าเจ้าคุณปลัดเป็นแน่ แต่พอคุณหญิงชมไปเปิดประตูกลายเป็นพุ่ม ที่ทั้งเจ้าคุณและคุณหญิงไม่รู้จัก แต่เหมถึงกับพรวดเข้าไปกอดกันด้วยความดีใจ

พุ่มบอกเหมว่าขรัวปู่มรณภาพแล้ว แต่ขรัวปู่เป็นห่วงเหมมากเพราะเหมเป็นศิษย์คนสุดท้าย ท่านจึงสั่งเสียให้ตนมาหาเหมเพื่อดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เหมยกมือไหว้สำนึกบุญคุณของขรัวปู่ ชวนพุ่มอย่าเพิ่งกลับเมืองปากน้ำจะได้คุยกันให้หายคิดถึง

“ข้าไม่กลับไปเมืองปากน้ำแล้วจะใช้วิชาโหราศาสตร์ที่ได้จากขรัวปู่หากินเลี้ยงตัวเองสืบไป” เหมถามว่าเหตุใดจึงไม่กลับไป พุ่มถามหน้าเครียดว่า

“เอ็งยังจำคดีชำเราเด็กหญิงที่โจษกันไปทั่วเมืองปากน้ำเมื่อหลายปีก่อนได้หรือไม่”

เหมจำได้ถามว่ามันเกี่ยวกระไรกันหรือ?

พุ่มเล่าเหตุการณ์ในครั้งกระโน้นให้เหมฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า ตนไปพบศพฝังอยู่ในป่าช้าปะปนกับศพอื่นเพื่อกลบเกลื่อนปิดบัง แต่ตนมิได้แพร่งพรายแก่ผู้ใด แลรีบมาแจ้งแก่พระยาปลัดทันที พระยาปลัดให้พุ่มรอที่เรือน ตนไปตามตำรวจมาก่อนค่อยไปป่าช้าด้วยกัน

ระหว่างนั่งรอ พุ่มจับยามสามตาตามตำราโหราศาสตร์แล้วตกใจหน้าซีดเผือด เมื่อพระยาปลัดกลับมาพร้อมหลวงสรอรรถและลูกน้องอาวุธครบมือ พุ่มก็หายไปแล้ว

“ไหนเล่าขอรับ อ้ายคนที่เห็นเหตุ” หลวงสรอรรถถาม พระยาปลัดสั่งอย่างฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดให้หาให้ทั่วคาดว่าพุ่มคงยังหนีไปได้ไม่ไกล หลวงสรอรรถสั่งลูกน้องกระจายกำลังค้นหาทันที พระยาปลัดตำหนิหลวงสรอรรถอย่างไม่พอใจว่า

“แต่ก่อนก็ทิ้งศพลงน้ำ พอเปลี่ยนมาฝังก็มีคนมาเจออีก คุณหลวงจะทำลายศพให้เรียบร้อยกว่านี้ไม่ได้หรืออย่างไร”

“ท่านเจ้าคุณสังวาสตายเกือบทุกวัน ดีฉันก็ต้องมีพลาดบ้างสิขอรับ” หลวงสรอรรถเสียงเข้มขึ้น ต่างหงุดหงิดแต่ก็ไม่ทะเลาะกันมากกว่านี้

พุ่มซ่อนอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆนั้น ได้ฟังความจริงจากทั้งสองที่ทะเลาะกัน พุ่มเกือบตกจากต้นไม้ ต้องกอดต้นไม้และเอามือปิดปากตัวเองไว้แน่น

“เจ้าลุงน่ะหรือเป็นฆาตกร” เหมตระหนก พุ่มบอกว่าถ้าไม่ได้ยินกับหูตนก็ไม่อยากเชื่อ เหตุนี้เองตนจึงอยู่ปากน้ำต่อไปไม่ได้ ขืนอยู่ก็ตายเปล่าเท่านั้น

พระยาบริรักษ์อยู่ในห้องได้ยินที่พุ่มเล่าทั้งหมดถึงกับช็อกล้มตึง ทำให้สิ้นหวังที่จะให้พระยาปลัดช่วยเหมและคุณหญิงออกจากที่นี่ รำพึงอย่างเจ็บปวด

“หลอกให้ฉันรับผิด เป็นอุบายจะกำจัดฉันให้พ้นทาง เจ้าคุณปลัดไม่น่าทำกันเลย”

พระยาบริรักษ์เสียใจจนหมดสติไป

ooooooo

บุษย์ได้เจอกับลำดวนอีกครั้งก่อนที่ลำดวนจะลงเรือจากปากน้ำกลับไปอัมพวา บุษย์เล่าให้ลำดวนฟังว่า

“แม่แสงเนยคนรักของกระผม เป็นหลานสายจีนจู๊ เจ้าของโรงสี จีนจู๊มิได้รังเกียจที่กระผมมีแต่ตัว ยอมให้กระผมแต่งงานกับแม่แสงเนย แลยังออกอุบายให้กระผมไว้เปียเหมือนพวกจีนเพื่อหนีการสักเลกด้วยขอรับ” แต่บุษย์ยืนยันขันแข็งเรื่องการตามหาลุงรีว่า “คุณหนูลำดวนไม่ต้องห่วง เว้นแต่ลุงรีจะตายเสีย มิเช่นนั้นต่อให้พลิกเมืองปากน้ำ กระผมก็ต้องหาลุงรีเจอให้จงได้ ถ้าหากได้ความคืบหน้าอย่างไร กระผมจะส่งคนไปแจ้งต่อคุณหนูที่ตำหนักอัมพวาทันทีขอรับ”

ลำดวนดีใจที่มีทางช่วยเหมได้แล้ว ยื่นถุงเงินให้บุษย์บอกว่าเอาไว้รักษาลุงไปล่ แล้วลงเรือจากไป...

ขุนศรีไชยทิตยผู้มีเมตตา ยังหายามารักษาพระยาบริรักษ์ เพราะยานี้ต้องกินนานเดือนแต่ตนต้องไปโพนช้างในป่าไม่แน่ว่าจะกลับมาเมื่อใด หากยาหมดเหมต้องไปหาซื้อเอาเอง ตนจะเขียนตำรายาไว้ให้ เหมหน้าเสียเพราะพวกตนถูกยึดเงินไปหมดแล้ว

“เอ็งมีวันหยุดมิใช่รึ วันหยุดเมื่อใดก็ไปรับจ้างคนแลกเบี้ยแลกอัฐเอาซี เพราะมหานครมีผู้คนมากนัก ขอเพียงเอ็งขยันขันแข็ง จะต้องกลัวอะไร”

เหมฟังด้วยสีหน้าเคร่งขรึมมุ่งมั่นว่าจะลำบากเหนื่อยยากเพียงใดก็ต้องหาเงินมาซื้อยารักษาเจ้าคุณพ่อให้ได้

บ่ายนี้ เหมเดินมาส่งพุ่ม ถามว่าเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไรหรือ ยอมรับว่ายามตกอับเป็นตะพุ่นเช่นนี้ ได้เจอเพื่อนเก่าตนก็ดีใจ พุ่มตบบ่าบอกว่าได้เจอแน่ ขอให้ตนลงหลักปักฐานได้เมื่อใดจะมาหาอีก เหมปรารภว่า

“พี่ได้วิชาจากขรัวปู่ติดตัว ต้องได้ดีแน่ แต่ฉันถึงจะมีวิชาก็คงไม่ได้ใช้แล้ว คงต้องเกี่ยวหญ้าช้างไปจนตาย”

พุ่มหัวเราะขำจนเหมถามว่าขำกระไรหรือ พุ่มเล่ายิ้มแย้มว่า “ที่ขรัวปู่คาดการณ์ไว้ดังตาเห็นน่ะสิ เอ็งรู้หรือไม่ว่าก่อนมรณภาพ ขรัวปู่ยมสั่งเสียให้ข้าบอกเอ็งว่าอย่างไร”

พุ่มเล่าว่า หลายวันก่อน ตนนั่งเฝ้าไข้ขรัวปู่อยู่ ท่านพูดเหนื่อยหอบว่า

“อ้ายเหม มันเป็นบุตรพระยาชั่วชีวิตมันมีแต่คนยกย่อง มิเคยตกระกำลำบาก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดคราวนี้ มันคงท้อแท้ทอดอาลัย หากเอ็งเจอมัน จงจำคำของข้าไปบอกอ้ายเหมด้วย...อ้ายเหมมันเหมือนคนใกล้ตาย หากมันปล่อยชีวิตให้ท้อแท้ทอดอาลัย ก็ไม่ต่างจากตายแล้ว แต่หากมันอดทนสู้ ก็จักมีหวังที่จะรอด และมีสองสิ่งที่มันจะต้องยึดถือไว้ช่วยตัวมันเองได้”

“สิ่งใดขอรับ” พุ่มตื่นเต้น

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 5 วันที่ 31 พ.ค. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ