อ่านใต้เงาจันทร์ ตอนที่ 1 วันที่ 2 ก.ค. 58

อ่านใต้เงาจันทร์ ตอนที่ 1 วันที่ 2 ก.ค. 58

ตึกสูงระฟ้า ผู้คนในเมืองขวักไขว่ รถสปอร์ตหรูแล่นมาติดไฟแดง พบูหญิงสาวสวยแต่งตัวทันสมัย เพียบด้วยของแบรนด์เนมทั้งตัว กำลังแต่งหน้าทาปากไปพร้อมกับการโยกตัวตามจังหวะเพลง ดูเป็นสาวสุขนิยมอารมณ์ดี

ทันใดมีคุณยายหกล้มขณะเดินข้ามถนน พบูตกใจรีบลงจากรถไปพยุงคุณยายข้ามถนน พอดีสัญญาณไฟเขียว รถข้างหลังบีบแตรไล่ เธอหันมาจิกตาใส่ทำนองเห็นบ้างไหมว่าพาคนแก่ข้ามถนนอยู่...ส่งคุณยายเสร็จ พบูกลับมาขึ้นรถมองคันหลังอย่างหัวเสียเหยียบคันเร่งออกรถอย่างแรงผ่านสะพานลอยที่มีข้อความว่า



“สะพานนี้สร้างเพื่อสาธารณประโยชน์โดยบริษัทศศิวงศ์”

บนถนนย่านธุรกิจ อาคารศศิวงศ์ตั้งตระหง่านตึกหรูดีไซน์ทันสมัย...ในโถงอาคาร ศตายุ หนุ่มหล่อ มาดสุขุมลุ่มลึก บุคลิกดีดูเด็ดขาดจริงจังเจ้าระเบียบ ทำให้พนักงานในบริษัทหวั่นเกรง เดินออกมาโดยมีพิมพ์พรรณ เลขาสาวถือไอแพดบอกตารางงานด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ในขณะที่พนักงานอีกคนเดินขนาบข้างคอยส่งเอกสารให้เขาเซ็น บรรยากาศดูวุ่นวาย

ศตายุถามเลขาถึงของขวัญที่เจมี่อยากได้ พิมพ์พรรณ รายงานว่าของเข้าวันนี้พอดี เขาจึงเอ่ยจะจัดการต่อเอง... คนรถขับรถมาจอดหน้าตึกแล้วเปิดประตูด้านคนขับ ศตายุขึ้นขับออกไปเอง ทันทีที่รถแล่นไปพิมพ์พรรณและพนักงานก็ถอนหายใจพรวด คลายความอึดอัดตามๆกัน

ในห้างสรรพสินค้าหรู พบู...เดินช็อปปิ้งอย่างมีความสุข เลือกซื้อของรูดการ์ดอย่างเมามัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง เสื้อผ้า รองเท้า ทุกอย่างเป็นแบนด์ดัง จนถุงช็อปปิ้งเต็มมือ...มาถึงร้านกระเป๋าแบรนด์เนมชื่อดัง เห็นกระเป๋าลิมิเต็ดที่ตัวเองรอมานานก็ถลาเข้าไปจับ มองอีกใบก็อยากได้จึงเอื้อมมือไปคว้า ทว่าไม่คาดคิดกลับมีมือหนึ่งมาจับใบเดียวกัน เธอเงยหน้ามองพอเห็นว่าเป็นผู้ชาย ก็เข้าใจว่าเขาคงเป็นเกย์ จึงยื้อไม่ยอมปล่อย

“ขอโทษนะคะ ฉันหยิบใบนี้ก่อน” พบูฝืนยิ้มให้ตามมารยาท

ศตายุมองสักพัก ยอมปล่อยพร้อมบอกว่าตนยกให้ พบูเคืองจะมายกให้ได้อย่างไรในเมื่อตนหยิบก่อน เขาขำๆไม่อยากเถียงจึงถาม ตกลงจะเอาใบไหนกันแน่ พบูมองทั้งสองใบในมือ

“ฉันกำลังตัดสินใจว่าจะเอาใบไหนดี คุณรอแป๊บนะ”

ศตายุหันมาถามพนักงานว่ามีใบอื่นไหม พนักงานตอบว่ามีอย่างละใบเพราะเป็นลิมิเต็ด เขาจึงจำต้องยืนรอให้พบูเลือก...ผ่านไปสักพัก พบูตัดสินใจเลือกไม่ได้ ศตายุเบื่อรอจึงช่วยเลือก

“ใบนี้ก็สีสดใสดีเหมาะสำหรับไปเที่ยว แต่ถ้าคุณ ชอบเรียบๆก็ใบนี้ สีเรียบร้อยแต่ใช้ได้บ่อย ไปได้ทุกงาน เข้ากับทุกชุด”

พบูเห็นจริง ศตายุเร่งให้เลือกเสียทีตนรอนานแล้ว เธอออกอาการหงุดหงิด “แล้วใครใช้ให้คุณรอล่ะ รอไม่ได้ก็ไม่ต้องรอ”

“เรื่องแค่นี้ยังตัดสินใจไม่ได้ ถ้าเจอเรื่องใหญ่กว่านี้ จะทำได้ยังไง” ศตายุแกล้งเปรย

พบูหมั่นไส้จึงบอกว่าไม่เลือกแล้ว ตนเอาทั้งสองใบ และยื่นบัตรเครดิตให้ ศตายุส่ายหน้าไม่ค่อยพอใจ ไม่นานพนักงานกลับมาบอกว่าบัตรรูดไม่ผ่านต้องติดต่อธนาคาร พบูโวย

“เป็นไปไม่ได้ กะอีแค่เงินไม่กี่หมื่น ทำไมจะรูดไม่ได้ เครื่องคุณเสียรึเปล่า”

พนักงานยืนยันว่าเครื่องไม่เสีย พบูแปลกใจเมื่อครู่ยังรูดได้อยู่เลย แต่ด้วยในตัวไม่มีเงินสดกลัวเสียฟอร์ม ทำหงุดหงิดยกเลิกการซื้อ ศตายุแทรก “งั้นผมขอซื้อทั้งสองใบเลยครับ”

พบูมองศตายุยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานอย่างเจ็บใจ เดินฉับๆออกจากร้านครุ่นคิดใครนะมาระงับบัตรเครดิตตน

ooooooo

หน้าบ้าน การเกดกำลังสั่งคนงานเอาต้นโป๊ย-เซียนลงริมรั้ว ท่าทางเธอจู้จี้จุกจิก พบูขับรถเข้ามาอย่างเร็วเห็นแม่เลี้ยงยืนอยู่พอดี ข้างๆมีแอ่งน้ำนองอยู่ ก็นึกถึงคำที่เธอชอบถากถาง

“แกเป็นกาฝากของบ้านแล้วยังไม่รู้ตัวอีกเรอะ แม่แท้ๆยังไม่เอา”

พบูยิ้มเจ้าเล่ห์จะแกล้งขับรถทับน้ำให้กระเซ็นใส่ แต่การเกดหันมาเห็นเสียก่อนโดดหลบไปล้มทับต้นโป๊ยเซียนหนามตำก้น อ้าปากร้อง รถพบูก็ทับน้ำสาดใส่อย่างหมดสภาพ...พบูเลี้ยวรถเข้าจอดในบ้านด้วยความสะใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพียงมโนของเธอเท่านั้น พบูได้แต่ลงจากรถเดินเข้าไปหาการเกดอย่างจะเอาเรื่อง ชูบัตรเครดิตที่หน้าเธอทำนองทำอะไรกับบัตรตน

ทั้งสองเข้ามาในบ้าน การเกดลอยหน้าลอยตาบอกว่าตนเป็นคนสั่งระงับบัตรเอง พบูโวยเธอไม่มีสิทธิ์ การเกดสวน “ก็สิทธิ์ที่ฉันเป็นแม่เลี้ยงเธอไง เธอเล่นรูดไม่ยั้งจนธนาคารโทร.มาถามว่าบัตรถูกขโมยรึเปล่า...เดือนที่แล้วก็รูดไปตั้งกี่แสน คิดว่าพ่อเธอพิมพ์แบงก์เองได้รึไงยะ”

พบูเหยียดปากไม่สำนึก ยกกระเป๋าอยากจะปาใส่แต่ยั้งไว้เพราะเสียดายราคาแพง จึงโวย “แล้วเธอเกี่ยวอะไรด้วย เงินก็เงินพ่อฉัน พ่อยังไม่ว่าแล้วเธอจะมาเจ๋ออะไรด้วย ทีเธอทั้งโบทอกซ์ทั้งร้อยไหมแต่หน้าก็ยังเหี่ยวเหมือนเดิม ก็ผลาญเงินพ่อฉันเหมือนกัน ฉันยังไม่ว่าอะไรเธอเลย”

การเกดเดือดกำหมัดแน่นแต่พยายามข่มอารมณ์ สรุปความว่าจากนี้ตนจะจ่ายเงินให้รายเดือนเท่ากับบูรพาคือเดือนละหนึ่งหมื่นบาท พบูโวยจะไปพออะไรแค่ซื้อของซุปเปอร์หน้าปากซอยก็หมดแล้ว การเกดยักไหล่ บอกถ้าอยากได้เงินเพิ่มก็ให้ไปฝึกงานที่โชว์รูมหรืออยากเป็นเซลส์ขายรถก็ได้ สวยๆแบบนี้ปะเหลาะลูกค้าได้ไม่ยาก พบูยืดตัวอย่างหยิ่งทะนง

“ฉันเป็นลูกเจ้าของบริษัท จะให้ไปเป็นเซลส์ขายรถเนี่ยนะ โบทอกซ์ขึ้นสมองรึเปล่า ถึงคิดได้แค่เนี้ย”

“เฟลอร์! พอได้แล้ว...หยุดพูดจาแบบนี้กับน้าเกดซะทีเถอะ” เสียงมนูขัดขึ้น...มนูเพิ่งกลับจากทำงาน เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ส่วนเรื่องทำงานเป็นความคิดของพ่อเอง คิดดู เราไปเรียนเมืองนอกตั้งเจ็ดแปดปี แต่ก็ไม่จบอะไรสักอย่าง พอกลับมาก็ผลาญเงินเล่นไปวันๆ พ่ออยากให้ลูกสบายแต่ไม่ใช่ชีวิตที่หลักลอยฟุ้งเฟ้อ งานการไม่ยอมทำแบบนี้”

พบูเถียงแล้วพ่อเรียกตนกลับมาทำไม ไม่รอให้เรียนจบก่อน มนูถอนใจ เพราะตนรอมา 8 ปี จนเธออายุ 25 ปีแล้ว พบูชะงักเล็กน้อย มนูเผลอเปรียบเทียบ

“ดูอย่างน้องสิ เลือกเรียนบัญชีเพื่อมาช่วยงานพ่อ แล้วค่าใช้จ่ายน้องก็น้อยกว่าหนูตั้งหลายเท่า ทำไมไม่ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้น้องบ้าง”

“พ่อก็ดีแต่เปรียบหนูกับคนนั้นคนนี้ ถ้าหนูเอาพ่อไปเปรียบเทียบกับพ่อคนอื่นบ้าง พ่อจะรู้สึกยังไง” พบูคับแค้นใจน้ำตาคลอ มนูใจอ่อนลง แต่เธอยังต่อว่า “ที่หนูทำตัวแบบนี้ก็เพราะหนูไม่มีแม่ แล้วที่หนูไม่มีแม่ชีวิตต้องมีปมด้อยมันก็เพราะพ่อนั่นแหละ”

“แทนที่แกจะมานั่งโทษพ่อกับแม่ ดูถูกตัวเองว่ามีปมด้อย ทำไมไม่คิดบวก ทำตัวให้มันดีขึ้นล่ะ”

“เก็บคำพูดสวยๆนี้ไว้สอนลูกรักคนใหม่ของพ่อเถอะ” พบูยิ่งเจ็บใจ

มนูโกรธพลั้งปาก “ถ้าแกคิดว่าพ่อเป็นพ่อไม่ดี สอนแกไม่ได้ ไม่พอใจสิ่งที่พ่อให้แกทุกวันนี้ ก็ไปอยู่ที่อื่นเลยไป”

พบูน้อยใจน้ำตาปริ่ม พูดอะไรไม่ออกสะบัดหน้าพรืดรวบถุงของที่ซื้อมาเดินกระแทกเท้าขึ้นข้างบน มนูรู้สึกตัวเรียกลูกสาวอยากขอโทษ แต่เธอไม่ฟังเสียง การเกดยิ้มสะใจ

ผ่านไประยะหนึ่ง พบูนอนร้องไห้ในห้อง มนูเคาะประตูเรียกก็ไม่สนใจ อึดใจมนูโทร.เข้ามือถือพบู หน้าจอขึ้นภาพพบูหอมแก้มมนูดูน่ารักอบอุ่น เธอมองแล้วกดตัดสายทิ้งด้วยยังน้อยใจ

ooooooo

บนดาดฟ้าอาคารศศิวงศ์ ถูกจัดเป็นปาร์ตี้หรูหรา ดนตรีสนุกสนานมีสาวๆเต็มงาน ศตายุเดินเข้ามามองกิจจาเต้นรำอยู่กับบรรดาสาวๆ พอเขาหันมาเจอก็ส่งยิ้มแล้วเดินนำไปนั่งที่โซฟา

“คุณปู่เรียกผมมามีอะไรเหรอครับ” ศตายุตามมานั่งเอ่ยถาม

“ได้ยินว่าอาทิตย์นี้โตประมูลโครงการได้หลายโปรเจกต์เลยเหรอ...ขอบใจมากนะ แกไม่เคยทำให้ปู่ผิดหวังเลย แล้ววันนี้งานยุ่งไหม” กิจจาตบไหล่หลานรักเบาๆอย่างเอ็นดู

ศตายุบอกยิ้มๆว่าเหมือนทุกวัน กิจจาหัวเราะก่อนกล่าว “ปู่มาคิดๆดูแล้ว ไอ้ตำแหน่งประธานบริษัทที่แขวนไว้ลอยๆ จะยกให้โตไปซะที เราว่าไง”

ศตายุตอบอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่...แล้วแต่ปู่...กิจจาต้องถามไม่ตื่นเต้นเลยเหรอที่ตนจะยกตำแหน่งประธานบริษัทให้ เขายิ้มบางๆ

“มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสำหรับผมนี่ครับ ทุกวันนี้ผมก็ทำงานแทนคุณปู่ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ผมก็ดีใจที่คุณปู่ไว้ใจผม”

“เออ...มันเข้าใจตอบ ปู่รู้ว่าโตทำงานหนัก แต่ปู่ก็พึ่งโตได้แค่คนเดียว พ่อแกไม่ต้องพูด ปู่เลิกหวังมานานแล้ว ส่วนอาแกปู่ไม่ไว้ใจขืนแบ่งกันไปไม่นานบริษัทคงเจ๊ง ให้มันเป็นส่วนกลาง บริหารดีๆจะได้มีกินมีใช้กันไปตลอด โตเข้าใจปู่ใช่ไหม” ศตายุพยักหน้ารับ “เรื่องโอนตำแหน่ง ปู่ยังไม่บอกใครตอนนี้หรอกนะ เอาไว้ให้
เอกสารมันเรียบร้อยก่อนค่อยบอก จะได้ไม่วุ่นวาย”

ศตายุเห็นด้วย กิจจานึกได้ถามถึงร้านอาหารที่เจริญรุ่งพ่อของศตายุรับผิดชอบ ได้ยินว่าแผนกธุรการเละเทะไม่เป็นท่า เพราะเขาไม่สนใจงาน ศตายุรับปากจะจัดการให้เอง กิจจาถอนใจทำนองไม่พ้นหลานรักแล้วหันไปหยอกล้อกับบรรดาสาวๆต่อ ศตายุแอบถอนใจมองปู่วัยกลับ...

รุ่งเช้า ศตายุเดินเข้ามาในบริษัท พนักงานต่างยกมือไหว้ เขายิ้มรับอย่างเป็นกันเอง พิมพ์พรรณเดินตามคุยงาน เขาถามเธอถึงความคืบหน้าโครงการร้านอาหารที่อนุมัติงบประมาณไปเดือนก่อน เธอตอบว่าแผนกธุรการยังไม่ส่งเอกสารอะไรมาให้เลย ตนจะตามเรื่องให้อีกที

“ไม่ต้อง เดี๋ยวผมแวะไปถามเอง”

พิมพ์พรรณออกอาการตกใจ สีหน้าเป็นกังวลรีบเดินตามศตายุไปติดๆ...ด้วยบรรยากาศแผนกธุรการมีแต่ความวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ พนักงานจับกลุ่มคุยกัน บ้างก็เล่นเกม เล่นเฟซบุ๊ก บางคนโทรศัพท์ บางโต๊ะว่างไม่มีคนมาทำงาน ศตายุยืนมองสร้อยทิพย์ หญิงกลางคนแต่งตัวเปรี้ยวกำลังแต่งหน้าเขียนคิ้วทาปาก ด้วยสายตาที่เห็นไม่ค่อยชัดเลยเลื่อนกระจกเล็กน้อย ทำให้เห็นหน้าศตายุเต็มๆในกระจก ถึงกับผงะลิปสติกปาดเลยปาก หันมาทำความเคารพ

“คุณโต! มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”

พิมพ์พรรณแอบขำหน้าเลอะเทอะของสร้อยทิพย์ ศตายุตอบนิ่งๆว่าตนมาตั้งแต่เธอเขียนคิ้วเสร็จ...สร้อยทิพย์ยิ้มแหยๆแสดงว่ามานานแล้ว พนักงานคนอื่นหันมาเห็นรีบเก็บของที่เกลื่อนกราดก้มหน้าก้มตาทำงาน ศตายุถอนใจพยายามเก็บอารมณ์แล้วเดินตรงไปยังห้องทำงานเจริญรุ่ง

ศตายุเคาะประตูก่อนจะเปิดเข้ามา เจริญรุ่งทำเป็นไม่สนใจแต่แอบปิดเกมการพนันที่กำลังเล่นในคอมพิวเตอร์อยู่ แล้วหยิบแฟ้มงานมากางบนโต๊ะ

“แผนกคุณพ่อครึกครื้นดีนะครับ ผมเดินเข้ามานึกว่าสนามเด็กเล่นดูทุกคนว่างงานกันจัง”

“แกว่างนักรึไง ถึงได้เที่ยวมากระแนะกระแหนฉัน” เจริญรุ่งเงยหน้ามาแขวะ

“ผมจะมาถามความคืบหน้าเรื่องร้านอาหาร ผมอนุมัติโครงการไปเป็นเดือน แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า” ศตายุเริ่มเข้าเรื่อง

“ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะเอายังไงดี เพราะถ้าทำไม่ดีเดี๋ยวมันก็เจ๊งอีก แกไม่ต้องซีเรียสนักหรอกน่ะ ที่ดินนั่นมันก็ของเราเอง ไม่ได้เช่าใคร แกเอาเวลาไปสนใจโครงการร้อยล้านพันล้านของแกดีกว่า อย่ามาเสียเวลากับโครงการกระจอกๆอย่างนี้เลย”

“กระจอกเหรอครับ เนื้อที่ตั้งกว้างอยู่หัวมุมถนน ทำเลดีขนาดนั้น ถ้าคนบริหารเป็นไม่มีเจ๊งหรอกครับ ถึงจะไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่ปล่อยทิ้งไว้ก็เหมือนขาดทุนอยู่ดี”

เจริญรุ่งเหลืออดโยนเอกสารลงบนโต๊ะโวยพูดเหมือนตนเป็นคนทำเจ๊ง ศตายุสวนแล้วอีกนานแค่ไหนกว่าพ่อจะคิดออก เขายักไหล่อ้างงานสุมหัวไปหมดจะเอาเวลาไหนมาคิด ศตายุแขวะอย่างสุภาพ “ถ้าคุณพ่อไม่เอาเวลางานไปเข้าบ่อนวันเว้นวันงานก็ไม่สุมขนาดนี้หรอกครับ”

เจริญรุ่งปรี๊ด ตวาดใส่ ตนเป็นพ่อหัดเกรงใจกันบ้าง ศตายุตัดบทบอกรบกวนคุณพ่อให้สร้อยทิพย์เอารายละเอียดความคืบหน้าโครงการไปให้ตนด้วย...พูดจบก็เดินออกไป เจริญรุ่งเหยียดปากหมั่นไส้ลูกชายตัวเอง เพราะใจจริงอยากเอาที่นั้นมาสร้างคอนโด

ในแผนกออกแบบ บุรีสถาปนิกหนุ่มมาดเซอร์ท่าทางขี้เล่น เดินอารมณ์ดีเข้ามา ต๋อยหน้าตื่นร้องเรียก “พี่กั๋นช่วยด้วย ระเบิดลงอีกลูกแล้ว ลูกค้ารายที่ผมปรึกษาพี่น่ะ...”

บุรีมองไปเห็นหญิงวัยห้าสิบต้นๆกำลังดูแบบบ้านหน้าตาเหวี่ยงๆ โดยมีนัทคอยเทกแคร์ ก็พอเข้าใจสถานการณ์ รับปากจะจัดการให้...บุรีเข้ามาทักทายยิ้มแย้ม พูดจายกยอทำให้ลูกค้าเคลิ้ม แล้วถามถึงสิ่งที่ไม่พอใจ พอลูกค้าบอกว่าอยากได้แบบที่ตนร่างมา แต่ทางนี้ไม่ทำตาม บุรีมองปราด ใช้ความหล่อเหลาปะเหลาะว่า แบบที่เขาเขียนมาก็สวยแต่มันจะทำให้มีปัญหาตามมาเยอะมาก ที่เห็นชัดคือบ้านจะร้อนระอุเพราะไม่ตรงทิศทางลม แถมห้องนอนใหญ่ก็รับแดดเต็มๆ

ลูกค้าสาวใหญ่คิดตามแล้วตั้งใจฟังบุรีอธิบาย และวาดแบบคร่าวๆให้อย่างพอใจ...พอส่งลูกค้ารายนี้กลับ นัทก็เข้ามาขอบอกขอบใจต้องเสน่ห์แรงแบบนี้ถึงจะเอาป้าวัยทองอยู่หมัด แล้วต๋อยก็นึกได้รีบบอกบุรีว่า เจริญรุ่งให้ไปพบที่แผนกธุรการ บุรีทำหน้าแปลกใจ

บุรีได้รับคำสั่งจากเจริญรุ่งออกแบบร้านอาหารให้เสร็จในวันพรุ่งนี้ บุรีตาเหลือกยังไม่ทราบคอนเซปต์ว่าอยากได้แบบไหนเลย เจริญรุ่งให้ดูรูปจากไอแพด เป็นร้านเก่า แถมบอกว่าจะขับรถไปดูเองก็ได้ แล้วพรุ่งนี้เอาแบบไปคุยกับศตายุด้วย บุรีหน้าเจื่อน

“แล้วถ้าผมยังนึกอะไรไม่ออกล่ะครับ”

“ก็พูดอะไรมั่วๆไปก็ได้ นายเป็นสถาปนิกไอเดียกระฉูดอยู่แล้ว...อย่าไปบอกเขาล่ะว่าฉันเพิ่งให้งานวันนี้ แล้วฉันจะบอกให้เจ้านายเราพิจารณาโบนัสปลายปีให้เป็นกรณีพิเศษ”

บุรีพูดไม่ออก ยิ้มแห้งๆด้วยความหนักใจ...

ooooooo

วันนี้พบูตัดสินใจจะมาขอโทษพ่อ แต่พอเดินมาถึงห้องนั่งเล่น ก็ได้ยินเสียงการเกดพูดถึงตน ว่าทนความก้าวร้าวไม่ไหวแล้ว ยิ่งโตยิ่งร้าย เสียงมนูปราม “เอาน่า คิดซะว่าสงสารเด็ก เฟลอร์น่าสงสารโตมากับย่า ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เหมือนเด็กคนอื่น พอท่านเสียเฟลอร์ก็เลยเคว้ง”

การเกดเห็นเงาพบูในกระจกก็ฉวยโอกาสถากถางว่าพบูไม่เอาไหนเพราะมีพ่อใจอ่อน มนูขอให้อดทนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แต่การเกดเหวี่ยงวีนว่าต้องทนอีกนานเท่าไหร่ หาว่าพบูเป็นตัวทำลายความสุขในบ้าน ยังไม่รู้ตัว

พบูเจ็บช้ำน้ำใจที่พ่อไม่ปกป้อง จึงกลับขึ้นห้องเก็บของลงกระเป๋า ยัดทุกอย่างลงไปด้วยความเสียดายถ้าต้องทิ้งไว้ บูรณาเข้ามาเห็นก็ตกใจ รีบถามจะไปไหน พบูบอกน้องสาวว่าตนจะไม่อยู่บ้านนี้แล้ว บูรณารีบบอกพ่อให้ช่วยห้ามพบู

มนูยอมขอโทษลูกด้วยความที่รักลูกมาก แต่พบูก็ดึงดันจะไป การเกดเข้ามาต่อว่าให้เลิกทำตัวเรียกร้องความสนใจเสียที สบประมาทจะไปได้สักกี่น้ำ เงินหมดก็ต้องวิ่งโร่กลับมา พบูโมโหประกาศกร้าวว่าตนจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ขอบคุณมนูที่เลี้ยงดูตนมาและขอรถคันที่ใช้อยู่ถือว่าเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่
ตนขอ...พบูยกมือไหว้แล้วเดินไป นึกอะไรขึ้นมาได้เดินกลับมาพนมมือตรงหน้าการเกดท่องอะไรงึมงำๆ

“ทำอะไรของเธอ” การเกดงงจะมาไม้ไหน

“ฉันแผ่เมตตาให้เธอแล้วก็หวังว่าจะไม่จองเวรกันอีกนะ...เพี้ยง...”

การเกดเอามือปัดทำนองรังเกียจน้ำลายที่กระเด็นออกมา พบูยิ้มๆหันหลังเดินไป การเกดจะโวยแต่บูรณาห้ามไว้ ในขณะที่มนูเป็นห่วงได้แต่หวังว่าลูกคงกลับมาเมื่อเงินหมด

อ่านใต้เงาจันทร์ ตอนที่ 1 วันที่ 2 ก.ค. 58

ละครใต้เงาจันทร์บทประพันธ์โดย พินธุนาถ
ละครใต้เงาจันทร์บทโทรทัศน์โดย ตฤณณา
ละครใต้เงาจันทร์กำกับการแสดงโดย กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุล
ละครใต้เงาจันทร์ผลิตโดย บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด
ละครใต้เงาจันทร์ ออกอากาศทุกวันพุธ และ วันพฤหัสบดี เวลา 20.15 น.
ละครใต้เงาจันทร์ ติดตามชมได้ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ