อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 10 วันที่ 12 มื.ย. 58

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 10 วันที่ 12 มื.ย. 58

หทัยรัตน์กับสุดาหันมามองหน้ากัน
“จากน้ำเสียงของคุณชายเมื่อเช้า...ปุ้มคิดว่าคุณส่องคงไม่ได้ส่งจดหมายฉบับนั้นแน่ๆเลยค่ะ”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ คุณชายก็น่าเห็นใจมากๆ ... ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง “
สุดาฟังแล้วก็คิด เป็นห่วงคุณชายประสาทพร ..

ที่บ้านกนกพร คุณชายประสาทพรงงหนัก “งานหมั้นของหทัยรัตน์กับหนึ่งเป็นเพียงแค่การจัดฉากเล่นละครเหรอครับ ?”
สีสุกจีบปากจีบคอใส่ไฟ “ใช่ค่ะ..นี่คุณชายไม่ทราบเหรอคะเนี่ย ? “


“ผมทราบแค่ว่าทั้งสองคนหมั้นกันแต่ไม่ทราบเหตุผล”
สีสุกทำเป็นรู้สึกผิด “เอ๊ะ..นี่เราสองคนปากโป้งหรือเปล่าคะ ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าให้คุณชายฟัง.. “
“ผมไม่คิดแบบนั้นหรอกครับ ไม่ต้องกังวล. ผมคิดว่าทั้งสองคนหมั้นกันเพราะความรักซะอีก”
“ความร้ง ความรักอะไรกันคะ..สองคนนี้เค้าถูกลุงวิทย์ ลุงสุทธิ์ และป้าทิพย์ บังคับให้หมั้นกันค่ะ ปุ้มกับพี่หนึ่งก็น้ำท่วมปากปฏิเสธไม่ได้เลยต้องหมั้นกันทั้งที่พี่หนึ่งไม่ได้รักปุ้ม และปุ้มก็ไม่ได้รักพี่หนึ่ง” ส่องแสงเน้น
“น้าไปงานหมั้นสองคนนั้นมา เขาก็จัดกันแบบส่งๆ แขกเหรื่อมีไม่กี่คน ข่าวก็ไม่ลง คนนอกครอบครัวไม่มีใครรู้เรื่องเลยนะคะ”
“จริงเหรอครับ”
“จริงสิคะ .. งานหมั้นครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ปุ้มพ้นจากคำครหาของชาวบ้าน พอข่าวซาๆก็คงจะถอนหมั้น มันก็เท่านั้นเองค่ะ!!!” ส่องแสงยุอย่างแยบยล สองแม่ลูกมองหน้ากันสาแก่ใจ..
คุณชายประสาทพรคิด.....ยังข้องใจ แต่ก็เบาใจขึ้น

ที่บ้านเดือนประดับ หทัยรัตน์พูดเสียงนิ่ง “คุณส่องแสงเธอพูดแบบนั้นเหรอคะ? “
“ครับ แต่ผมไม่ปักใจเชื่อ ขอมาถามคุณด้วยตัวเอง ตกลงว่า...คุณสองคนหมั้นกันเพราะความจำเป็นใช่หรือเปล่าครับ”
“ค่ะ..ดิฉันกับคุณอนวัชไม่ได้หมั้นกันด้วยความรัก “
คุณชายประสาทพรยิ้มดีใจ มีความสุข “ถ้าอย่างนั้นผมก็สามารถพูดคุยและติดต่อกับคุณได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเกรงใจเพราะกลัวว่าหนึ่งจะเข้าใจผิด “
หทัยรัตน์กำลังจะตอบ แต่เสียงอนวัชก็ดังขึ้น “คุณชายมาถึงนานแล้วเหรอครับ !! “
คุณชายประสาทพรกับหทัยรัตน์หันไปตามเสียง อนวัชยืนอยู่พยายามยิ้มเหมือนปกติทั้งที่ในใจร้อนรนด้วยความหึงสุดๆ
“อ้าวหนึ่ง..ผมกำลังพูดถึงหนึ่งอยู่พอดีเลย “
อนวัชมองหน้าหทัยรัตน์ หทัยรัตน์นั่งนิ่ง อนวัชหันมาทางประสาทพรและถามยิ้มๆ “พูดถึงผมเรื่องอะไรเหรอครับ.. “
“เรื่องการหมั้นของคุณสองคนน่ะครับ” อนวัชชะงัก...คุณชายประสาทพรเดินมาหาอนวัช “ผมเพิ่งทราบเหตุผลของการหมั้นในครั้งนี้..และผมก็เพิ่งเข้าใจคำพูดของหนึ่งที่สนามบินที่พูดว่า “ถ้าผมกลับมาเร็วกว่านี้ก็คงดี” มันหมายความว่ายังไง”
“หมายความว่ายังไงครับ ?” อนวัชงงเอง
“ก็ถ้าตอนนั้นผมอยู่ที่นี่..ผมจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ผมยินดีที่จะหมั้นกับหทัยรัตน์แทนหนึ่ง” อนวัชสะอึก..เจ็บ
“เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ได้ฝืนใจที่จะต้องหมั้นกับเธอ” คุณชายประสาทพรมองหทัยรัตน์ด้วยแววตาอ่อนโยน
อนวัชหึงสุดๆ รีบเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง “หทัยรัตน์..ฉันซื้อเป็ดพะโล้เจ้าดังมาฝากคุณลุงคุณป้า เธอช่วยเข้าไปดูที่ครัวหน่อยว่าเด็กอุ่นได้ถูกต้องหรือเปล่า” หทัยรัตน์ขมวดคิ้ว เอะใจ อนวัชย้ำ “รบกวนเวลาไม่นาน คุณชายคงไม่ว่านะครับ”
“เชิญตามสบายเลยครับ ผมรอได้ “
หทัยรัตน์คลางแคลงใจนิดๆ “เดี๋ยวดิฉันกลับมานะคะ” หทัยรัตน์เดินออกไป
ที่หน้าห้อง..หทัยรัตน์ชะงักคิด รู้สึกแปลกๆ แต่ก็เดินต่อไป
อนวัชรอจังหวะสักพักไม่ให้ผิดสังเกตมาก จึงพูดขึ้น “คุณชายครับ..ผมขอตัวไปห้องน้ำสักครู่นะครับ “
“เชิญครับ“ คุณชายประสาทพรยิ้ม ไม่เอะใจ
อนวัชเดินตามหทัยรัตน์ออกไป .. อนวัชตาแข็งเอาแต่ใจหาเรื่องทันที

หทัยรัตน์ยืนอยู่ในครัว..มีถุงเป็ดวางอยู่..หทัยรัตน์หันซ้ายหันขวาหาหม้อมาใส่เตรียมอุ่น
อนวัชเดินเข้ามา..หาเรื่อง เสียงแข็ง “เธอร้อนตัวมากนักหรือไง ถึงต้องรีบบอกคุณชายเรื่องการหมั้นของเรา”
หทัยรัตน์หันขวับมา..เห็นอนวัชยืนอยู่ ก็รู้ทันทีว่ากำลังมีเรื่อง “ดิฉันไม่ได้เป็นคนบอก แต่คงจะเป็นผู้ที่หวังดีกับคุณมั้งคะ ถึงได้บอกให้คุณชายทราบเพราะต้องการให้คุณเป็นอิสระ”
“นี่เธออย่ามาพาลใส่ฉัน คนของฉันที่ไหน ไม่มีสักหน่อย เธอต่างหากที่ต้องการเป็นอิสระโดยหลอกใช้คุณชายเป็นเครื่องมือ..”
“ฉันไม่ได้หลอกใช้ !! อย่ามาดูถูกกันแบบนี้ “
“ฉันไม่ได้ดูถูก..ฉันแค่รู้ทัน !! แต่ฉันจะบอกให้นะ ถึงคุณชายรู้เค้าก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ เธอยังต้องเป็นคู่หมั้นของฉัน !! จนกว่าฉันจะพอใจและเป็นฝ่ายปล่อยเธอไป แต่ถ้าฉันไม่ต้องการปล่อย..เธอจะเปลี่ยนสถานะไม่ได้ !!”
หทัยรัตน์ไม่พอใจ ไม่ยอม สวนกลับ “ก็คอยดูแล้วกัน ว่าคุณชายจะช่วยฉันได้หรือเปล่า? ไหนๆคุณก็เดินมาถึงที่นี่แล้ว...อุ่นเป็ดเองก็แล้วกัน !!!” หทัยรัตน์กระแทกหม้อใส่เป็ดไว้ตรงหน้าอนวัช แล้วก็เดินออกไปไม่แคร์
อนวัชทั้งโกรธทั้งหึง

ส่องแสงคุยโทรศัพท์กับคุณชายประสาทพร “เป็นยังไงบ้างคะคุณชาย ได้มีโอกาสคุยกับปุ้มเค้าหรือยังคะ ?” ส่องแสงคุยไปมีเด็กนั่งทำเล็บให้ไป
สีสุกนอนลุ้นอยู่ข้างๆ มีเด็กคอยบีบนวดให้
คุณชายประสาทพรคุยโทรศัพท์หน้าตาเบิกบาน “คุยแล้วครับ..คุณหทัยรัตน์เธอก็ตอบเหมือนกับที่คุณส่องแสงบอกผมครับ “
ส่องแสงยิ้มหน้าบานถูกใจ ทำปากขมุบขมิบบอกสีสุก “คุยแล้วค่ะคุณแม่..คุยแล้ว” ส่องแสงพูดกับคุณชายประสาทพร “เห็นมั้ยคะส่องบอกแล้วว่าปุ้มกับพี่หนึ่งน่ะ เค้าไม่ได้รักกัน” ส่องแสงยุต่อ สีสุกหน้าบานไม่แพ้กัน “ตอนนี้คุณชายก็สบายใจได้แล้วสิคะ..ปุ้มเค้ายอมรับกับคุณชายแบบนี้แสดงว่าเค้าก็ไม่ได้รังเกียจที่จะเป็นเพื่อนกับคุณชาย”
สีสุกพยักพเยิดสนับสนุน
“ครับ..คุณหทัยรัตน์เธออนุญาตให้ผมติดต่อได้เหมือนเดิมครับ..” ส่องแสงเบ้หน้าดูถูกหทัยรัตน์ คุณชายประสาทพรเล่าต่อ “พรุ่งนี้คุณหทัยรัตน์เธอก็รับนัดกินข้าวกับผม”
“ห๊ะ?? นัดปุ้มกินข้าว..ที่ไหนเหรอคะ ... “ ส่องแสงรีบถามด้วยความอยากรู้
วันต่อมา สัทธากับพรรณีนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันที่ร้านอาหาร สัทธาค่อยหยิบกล่องแหวนที่เลือกไว้มากำไว้..และพูดร่ายให้พรรณีฟัง กะว่าจะซึ้ง “ณี..พี่มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้ดู พี่เลือกไว้นานแล้ว ยังไม่มีโอกาสให้สักที พี่เลือกสิ่งที่สวยที่สุด เหมาะสมที่สุด และดีที่สุด ที่จะให้...” สัทธากำลังจะเอ่ยชื่อ
พรรณีโพล่งขึ้นมาก่อน “ ปุ้ม!!“
“ไม่ใช่ พี่จะให้ปุ้มทำไมล่ะ”
“ไม่ใช่ค่ะ ณีไม่ได้หมายความว่าพี่ปุ๊จะให้ปุ้ม..แต่ณีหมายถึงนั่นค่ะ”
หทัยรัตน์เดินเข้ามาในร้านกับคุณชายประสาทพร สัทธาหันไป เห็นคุณชายประสาทพรกำลังเลื่อนเก้าอี้ให้ หทัยรัตน์ยิ้มหวาน “ขอบคุณค่ะ”
สัทธา พรรณีแปลกใจ
“นั่นมันยัยปุ้มนี่ !! “
“ปุ้มมากับใครน่ะคะพี่ปุ๊”
สัทธาหน้าเสียลงเล็กน้อย “อ๋อ..คุณชายประสาทพรพี่ชายของลูกศิษย์ปุ้มน่ะ “
พรรณีอ๋อ..สัทธาแอบมองหทัยรัตน์กับคุณชายประสาทพร
คุณชายประสาทพรเดินมานั่งตรงข้ามกับหทัยรัตน์ “ผมดีใจที่คุณหทัยรัตน์ยอมมาทานข้าวกับผม ผมนึกว่าคุณจะไม่ยอมมาเพราะไม่อยากให้หนึ่งเข้าใจผิด”
“คุณชายอย่าลืมสิคะ ดิฉันกับคุณอนวัชไม่ได้เป็นอะไรกัน”
“ครับ..ผมจะไม่ลืม” คุณชายประสาทพรยิ้มให้หทัยรัตน์
พรรณีหันไปที่หน้าร้านแล้วก็แปลกใจซ้ำสองสะกิดสัทธาเบาๆ “พี่ปุ๊คะ..พี่ปุ๊..”
สัทธาหันมาแล้วก็ตกใจ “เฮ้ย..ฉิบหายแล้ว”
สัทธาเห็นอนวัชเดินเข้ามากับส่องแสง สัทธาตกใจแล้วรีบเอาเมนูปิดหน้า พรรณีงงๆแล้วก็ทำตาม อนวัชกับส่องแสงยืนอยู่อย่างเด่น

ช่วงเช้าที่ผ่านมา ส่องแสงไปชวนอนวัชที่บ้านเพชรลดา
อนวัชแปลกใจ “ส่องอยากไปรับประทานกลางวันกับพี่เหรอจ้ะ”
“ค่ะ..เราสองคนไม่ได้ไปรับประทานข้าวด้วยกันมานานมากกกกกกแล้วนะคะ ตั้งแต่พี่หนึ่งหมั้นกับปุ้ม..หรือว่า..พี่หนึ่งไม่กล้าไปกับส่อง”
“ทำไมพี่ต้องไม่กล้าด้วยล่ะ”
“พี่หนึ่งอาจจะกลัวปุ้มเข้าใจผิด และไม่พอใจน่ะสิคะ “
“ส่องก็รู้ว่าพี่ไม่เคยกลัวใคร ถ้าพี่อยากจะไปไหนมันก็เป็นเรื่องของพี่ ส่องจะไปร้านไหน เมื่อไหร่ บอกมาได้เลย”
ส่องแสงยิ้มร้ายเข้าทาง
อนวัชเดินเข้ามาในร้านกับส่องแสง ส่องแสงควงแขนอนวัชแสดงความเป็นเจ้าของ และกวาดสายตามองหาหทัยรัตน์สุดฤทธิ์
อนวัชแปลกใจ “ส่องมองหาใครคะ ?”
“อ๋อ..เปล่าค่ะ ส่องมองหาโต๊ะว่างน่ะค่ะ” ส่องแสงเหลือบไปเห็นคุณชายประสาทพรพอดี “อุ๊ย..โต๊ะโน้นดีกว่าค่ะ..”
ส่องแสงชี้ไปที่โต๊ะว่างข้างประสาทพร อนวัชมองตามเห็นประสาทพร ส่องแสงแกล้งทำเป็นเพิ่งเห็น “เอ๊ะ..นั่นคุณชายประสาทพรนี่คะ..แหมบังเอิญจริงที่มาร้านเดียวกัน..เอ๊ะ..คุณชายมากับผู้หญิงอีกคนนี่นา..ใครนะ..”
หทัยรัตน์หันข้างสั่งอาหารพอดี ส่องแสงแกล้งทำเป็นตกใจ “เอ๊ะนั่น..ปุ้มนี่คะพี่หนึ่ง.. “
อนวัชมองเพ่ง..แล้วนิ่งอึ้งไป
ส่องแสงแกล้งทำเป็นเห็นใจ “เอ่อ..พี่หนึ่งคะถ้าพี่หนึ่งไม่อยากทานที่นี่..เราเปลี่ยนร้านก็ได้นะคะ “
“ไม่ต้อง..พี่อยากกินที่นี่” อนวัชกระชับมือส่องแสงให้แน่นและเดินเข้าไปหาคุณชายประสาทพรกับหทัยรัตน์ ส่องแสงยิ้มพอใจ
พรรณีกับสัทธาเหวอไป “พี่ปุ๊ว่าบรรยากาศมันแปลกๆหรือเปล่าคะ”
สัทธาพยักหน้า “แปลกมากด้วย..”
“เราจะเข้าไปทักพวกเค้ามั้ยคะ”
สัทธารีบห้าม “ไม่ดีกว่า..พี่อยากจะดูต่อว่ามันจะเป็นยังไง“ สัทธาแอบดูหทัยรัตน์กับอนวัชต่อ

คุณชายประสาทพรสั่งอาหารเสร็จ พนักงานเสิร์ฟเดินไป
เสียงอนวัชดังขึ้น ”สวัสดีครับคุณชาย “
หทัยรัตน์ชะงักคุ้นเสียง คุณชายประสาทพรหันมาเห็นอนวัช “อ้าวหนึ่ง..”
อนวัชกับส่องแสงเดินมายืนเผชิญหน้า หทัยรัตน์ปรายตามาเห็นส่องแสง และเห็นมือส่องแสงควงที่แขนอนวัชระดับสายตาพอดี หทัยรัตน์เห็นแล้วก็เมินหนี ทำทีไม่สนใจ
“สวัสดีค่ะคุณชาย สวัสดีจ้ะปุ้ม”
หทัยรัตน์ตอบตามมารยาท “สวัสดีค่ะ”
“คุณส่องแสงกับหนึ่งมารับประทานอาหารที่นี่เหมือนกันเหรอครับ“
“ครับ..บังเอิญมากๆ.. “ อนวัชเหลือบมองหทัยรัตน์
“พี่หนึ่งขา..ส่องว่าเราอย่ารบกวนคุณชายกับปุ้มเลยค่ะ คุณชายเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศคงจะมีหลายเรื่องคุยกับปุ้ม เราปล่อยให้เค้าอยู่กันสองต่อสองดีกว่านะคะ”
“จ้ะ.. “ อนวัชหันมาทางคุณชายประสาทพร “ผมฝากคุณชายดูแลคู่หมั้นผมด้วยนะครับ..”
“ด้วยความเต็มใจครับ”
อนวัชปรายตามองหทัยรัตน์อีกทีแล้วเดินไป ส่องแสงทิ้งหางตาอย่างผู้ชนะก่อนจะเดินควงอนวัชจากไป หทัยรัตน์ปรายตามองตามนิดๆ รู้สึกร้อนรุ่มในใจ หึงโดยไม่รู้ตัว
สัทธาบ่นๆ “หมั่นไส้ยัยส่องจริงๆ เชิดซะคอแทบหลุด”
พรรณีเอามือมาลูบแขนสัทธาเบาๆให้ใจเย็นๆ

ส่องแสงกับอนวัชมานั่งโต๊ะที่ไม่ห่างกันมาก ส่องแสงเริ่มยุ “ปุ้มเนี่ยเค้าใจร้ายจริงๆนะคะ ไม่ให้เกียรติพี่หนึ่งสักนิด จะทักสักคำก็ไม่มีสงสัยคงจะไม่อยากให้คุณชายเข้าใจผิดมั้งคะ” อนวัชเครียด..ครุ่นคิด และแอบปรายตามองหทัยรัตน์ด้วยความหวง “แต่พี่หนึ่งไม่ต้องห่วงนะคะ ถึงปุ้มจะไม่สนใจพี่หนึ่ง แต่ส่องสนใจพี่หนึ่งคนเดียวเท่านั้น.. ส่องสั่งอาหารโปรดของพี่หนึ่งให้นะคะ ทานของอร่อยๆ จะได้อารมณ์ดี” ส่องแสงยิ้มเอาใจ..
อนวัชมองแล้วก็ยิ้มตอบ แต่เป็นยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความไม่สบายใจ

ส่องแสงเอาใจอนวัชตักโน่นตักนี่ให้ อนวัชปรายตามองหทัยรัตน์ว่าหญิงสาวมองอยู่หรือเปล่า หทัยรัตน์ปรายตามาเห็นอนวัชกับส่องแสง ก็แกล้งเอาใจคุณชายประสาทพร ทำเป็นคุยกันสนุกสนาน ยิ้มแย้มแจ่มใส
อนวัชปรายตามาเห็นหทัยรัตน์กับประสาทพรมีความสุข ก็ไม่พอใจ เขาแกล้งทำเป็นมีความสุขเวลาอยู่กับส่องแสงบ้าง หทัยรัตน์เห็นก็ไม่พอใจหันไปทำเป็นนิ่ง ส่องแสงยิ้มพอใจ สัทธาส่ายหน้าด้วยความเครียด..

ในรถอนวัช
ส่องแสงพูดขึ้น “ส่องต้องขอโทษพี่หนึ่งด้วยนะคะ ที่ชวนพี่หนึ่งไปทานข้าวที่ร้านนั้น ส่องไม่รู้ว่าปุ้มเค้าจะมากับคุณชาย..”
“ช่างมันเถอะ..พี่ไม่ได้ใส่ใจ” อนวัชโกหก

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 10 วันที่ 12 มื.ย. 58

ละครหนึ่งในทรวง บทประพันธ์โดย บุษยมาศ
ละครหนึ่งในทรวง บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครหนึ่งในทรวง กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์
ละครหนึ่งในทรวง ควบคุมการผลิตโดย บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด ธิติมา สังขพิทักษ์
ละครหนึ่งในทรวง ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.35 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ