อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 10 วันที่ 14 มิ.ย. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 10 วันที่ 14 มิ.ย. 58

พออินทร์ผละไป เทียนก็เข้ามาบอกบัวว่า ท่านขุนนาฏกับคุณปิ่นพ่อกับแม่ของบัวจะได้กลับจากพัตบองแล้ว บัวดีใจบอกว่าหลายเดือนมานี่ตนเป็นห่วงพ่อแม่กับน้องนัก เสร็จศึกเสียทีตนดีใจเหลือเกิน แต่พอเทียนบอกว่าศึกยังไม่เสร็จแต่ทัพของเจ้าพระยาจะทำศึกสำคัญจึงให้คณะละครมาพักที่นครราชสีมาก่อน รอผลศึกแล้วจะมีคำสั่งอีกที

ข่าวนี้ทำให้บัวหน้าเจื่อนอดไม่ได้ที่จะแอบเป็นห่วงเหมขึ้นมาเหมือนกัน

เมื่ออินทร์คุยกับหม่อมดวงแขเสร็จลงมาบอกบัวว่าคดีความของเสด็จยังตอบยากแต่ตนกับหม่อมมั่นใจว่าโทษมาไม่ถึงลูกเมียเป็นแน่ อย่างร้ายที่สุดก็คือหม่อมกลับไปอยู่ลำปางกับตนตามที่คุยกันไว้



บัวดีใจที่จะได้ไปอยู่ลำปางดังที่อินทร์เคยปรารภไว้ แต่อินทร์บอกว่าหม่อมเห็นว่าเรื่องที่บัวจะตามไปรับใช้นั้นไม่ควรเพราะบัวเป็นลูกชาติลูกตระกูล หม่อมท่านเกรงบัวจะเสื่อมเสีย จึงให้ตนหมั้นหมายบัวไว้ก่อนจึงจะยอมให้บัวไปด้วย

“เรื่องเช่นนี้คุยกันสองคนไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ” บัวใจชื้นขึ้น

“ฉันรู้ ฉะนั้นเสร็จศึกเมื่อใด ฉันจะขอให้หม่อมพูดคุยกับพ่อแม่ของแม่บัวเอง”

บัวยิ้มเขินอาย แอบโล่งใจกับสิ่งที่ตนรอคอยและกำลังจะเป็นจริงแล้ว

ooooooo

ใกล้จะเปิดศึกใหญ่แล้ว แต่ทัพหนุนของพระยาปลัดก็ยังมาไม่ถึง สมิงสอดน้อยเรียนท่านเจ้าพระยาว่า พระศรีสิทธิสงครามจัดคนไปเร่งหลายครั้งแล้ว อย่างไรเสียก็คงมาทันฤกษ์ตีเมืองโจฎกแน่

หลวงสรอรรถตกอยู่ในภาวะต้องหลบซ่อนเมื่อมีหมายจับปิดประกาศไปทั่ว จะไปไหนมาไหนก็ต้องปิดบังอำพรางใบหน้า เรืองที่พาหลบซ่อนแนะหลวงสรอรรถว่าถ้าคุณหลวงไม่รู้จะทำประการใดก็ไปพึ่งพาจีนเชียงทองดีกว่า แต่หลวงสรอรรถประกาศว่าคนอย่างตนไม่มีวันอยู่ใต้ใครเด็ดขาด

หลวงสรอรรถคุยโวว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดไปเป็นเพียงส่วนน้อย ตนยังมีที่ซ่อนอยู่อีกมากนัก เรืองเสนอให้เอาออกมาใช้เสียจะได้ไม่ต้องลำบากอย่างนี้ หลวงสรอรรถระแวงว่าเรืองจะแย่งสมบัติ โต้เถียงขัดแย้งกันจนเรืองประกาศว่าถ้าไม่ไว้ใจกันเยี่ยงนี้ก็เชิญคุณหลวงหาทางรอดเอาเองเถิด ว่าแล้วเดินหนีไปเลย หลวงสรอรรถมองตามอย่างแค้นใจ ด่าตามหลัง

“นึกว่าคนอย่างข้า จะต้องง้องอนเอ็งรึ สันดานโจรเลี้ยงไม่เชื่อง”

ฝ่ายพระยาปลัด เมื่อทหารที่สมิงสอดน้อยมาเร่งก็ไล่ให้กลับไปเสีย รับรองตนตามไปสมทบที่เมืองโจฎกทันแน่ ขอท่านเจ้าพระยาอย่าได้กังวลเลย

แต่คืนนี้เอง พอพระยาปลัดเข้ากระโจมก็เจอหลวงสรอรรถนั่งกินอาหารแลผลไม้อยู่อย่างตะกรุมตะกรามเพราะหิวโซมาหลายวัน พระยาปลัดโมโหถามว่ามาที่นี่ทำไม เกิดถูกจับได้ตนมิต้องรับเคราะห์ไปด้วยรึ

แต่พระยาปลัดเหมือนลูกไก่ในกำมือของหลวงสรอรรถที่กุมความลับทุกอย่างไว้ได้ หลวงสรอรรถขู่ว่าถ้าไม่ช่วยตน หากตนโดนจับคิดหรือว่าพระยาปลัดจะรอด โดยเฉพาะเหมรู้สิ้นแล้วว่าพ่อตัวเองตายเพราะเหตุใด คิดหรือว่าเหมจะไม่คิดล้างแค้น แล้วบอกให้พระยาปลัด คุ้มกันตนไปที่หนึ่งไม่ไกลนักเดินทางแค่สามวันก็ถึง

หลวงสรอรรถขู่จนพระยาปลัดอึ้ง แล้วพูดอย่างถือไพ่เหนือกว่าว่า

“ช่วยดีฉันเถิดขอรับ เพราะก็เหมือนช่วยตัวท่านเจ้าคุณเอง ถ้าดีฉันถูกจับได้ไม่เป็นคุณแก่ท่านเจ้าคุณแน่นะขอรับ”

พระยาปลัดขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ ตกอยู่ในภาวะตกกระไดพลอยโจน

ooooooo

โอกาสที่หมื่นวิชิตจะแก้แค้นเหมมาถึง เมื่อมีทัพญวนสองพันยกมาทางค่ายแล้วเจ้าพระยาบดินทร์เดชาให้เหมออกไปต้าน หมื่นวิชิตอาสาไปด้วยทันทีอ้างว่านับแต่มีศึกตนยังไม่เคยออกรบเลย ครั้งนี้ขอทำความดีความชอบด้วยเถิด

“ถ้ามีใจเช่นนั้นก็ตามใจ” เจ้าพระยาบดินทร์เดชาอนุญาต หมื่นวิชิตดีใจมากแอบเหล่ไปทางเหมอย่างหมายมาด

เมื่อเหมนำกำลังสองพันออกไปสู้ศึก จนพวกข้าศึกล่าถอย หมื่นวิชิตสั่งทหารให้ตามไป เหมสั่งห้าม

“อย่า! เราแค่มาหยั่งเชิง แลหากผลีผลามตามไปอาจจะถูกซุ่มโจมตีได้”

“ได้ทีแล้วไม่ตามซ้ำจะมาออกรบทำไมวะ ถ้าไม่มีใครตามพวกมันไปข้าไปคนเดียวก็ได้” หมื่นวิชิตวิ่งออกไปคนเดียว เหมเป็นห่วงจึงวิ่งตาม

มันเป็นแผนลวงเหมไปติดกับดัก โดยหมื่นวิชิตวิ่งไปทำทีนอนตาย พอเหมวิ่งไปหาจึงติดกับดักทันที!!

ลูกน้องหมื่นวิชิตในชุดทหารญวนที่ซุ่มอยู่วิ่งออกมาดู คาดว่าเหมยังไม่ตาย หมื่นวิชิตสั่งให้ฆ่าเลย แต่พอมันเดินไปจะพุ่งมีดลงไปฆ่าเหม ก็ถูกเหมพุ่งมีดขึ้นมาปักอกตายคาปากหลุม

ที่แท้พอเหมตกลงไปก็เอามีดสั้นปักกับผนังหลุมไม่ให้ตัวเองตกถึงก้นหลุมจากนั้นค่อยๆปีนขึ้นมา พอเหมขึ้นมาได้พวกลูกน้องหมื่นวิชิตก็กรูกันไปรุม เหมดึงดาบของทหารที่ตายสู้กับพวกมันจนตายเกือบหมด หมื่นวิชิตตกใจกลัวบังคับทหารนายหนึ่งที่เหลือให้เข้าไปสู้กับเหม ทหารนายนั้นไปยืนเผชิญหน้าเหมไม่กล้าเข้าไป เลยถูกหมื่นวิชิตแทงข้างหลังตายคาที่ เหมถามว่าฆ่าทำไมตนต้องการเอาไว้เป็นพยานหลักฐาน หมื่นวิชิตอ้างว่าเป็นทหารญวนที่วางแผนหลอกเรามาฆ่า แล้วเร่งเหมให้รีบกลับ

หมื่นวิชิตวิ่งอ้าวไปทันที เหมมองตามด้วยความสงสัยแต่ตอนนี้ก็ไม่มีพยานหลักฐานเหลือแล้ว

ooooooo

พระยาปลัดไปส่งหลวงสรอรรถยังที่หนึ่ง บอกว่าส่งแค่นี้พอเพราะหากตนนำทัพหนุนไปไม่ทันฤกษ์ศึก ก็ต้องรับโทษไปด้วย

หลวงสรอรรถขู่ว่าที่พระยาปลัดเดินทัพช้าเพราะมัวแต่หาความสำราญกับเด็กหญิงเชลยศึกแลปล้นสะดมชาวบ้านต่างหาก และพอหลวงสรอรรถเอาผลประโยชน์มาล่อ พระยาปลัดก็โอนอ่อนตาม

3-4 วันผ่านไป เมื่อทัพพระยาปลัดยังไม่มา เจ้าพระยาบดินทร์เดชาจึงจัดทัพประกาศอย่างดุดัน

“ข้าเฝ้ารออยู่นานวัน ทัพหนุนของพระยาปลัดก็ไม่มาตามฤกษ์ แต่พวกเอ็งอย่าได้ห่วงไปเลย แม้เราจะมีพลน้อยกว่า เราก็จะสู้จนเหลือคนสุดท้าย หากศึกนี้ไม่ได้ชัย ข้า... เจ้าพระยาบดินทร์เดชาก็ขอเอาดินเมืองโจฎกกลบหน้ามิขอกลับไปพระนครให้อายอาณา ประชา ราษฎร์เป็นอันขาด”

พระศรีไชยทิตยชักดาบประกาศให้ตั้งทัพเป็นรูปปีกกา หมื่นเผด็จเป็นปีกซ้าย หลวงกำแหงเป็นปีกขวา ตนจะคุมกองกลางบุกเข้าไปพร้อมกัน

“ช้าก่อนขอรับ กระผมขออาสาเป็นกองทะลวงฟัน ขอเป็นคนแรกที่เข้าประดาบกับข้าศึกขอรับ” เหมอาสา

“เอ็งเป็นทหารคุ้มครองข้าแต่ยังอาสาเป็นกองทะลวงฟันไปเสี่ยงตายอีก น้ำใจเช่นนี้ จึงคู่ควรเป็นทหารใต้ร่มธงของข้านัก” เจ้าพระยาชื่นชมแล้วสั่งทุกคน “มีคำสั่งลงไป เราจะบุกเข้าตีเมืองโจฎกพร้อมกับทัพของเจ้าพระยาพระคลังประเดี๋ยวนี้!”

ooooooo

เหมนำกองหน้าทะลวงฟันบุกเข้าสู้กับกองทัพญวน เสียงทหารโห่ร้องอย่างฮึกห้าวเหิมหาญ ทัพไทยและทัพญวนประจัญบานกันดุเดือด แม้ทหารไทยจะมีกำลังน้อยกว่าแต่ก็รุกไล่จนองเดดกสั่งทหารญวนถอยร่น

ทหารไทยเห็นทหารญวนถอยร่นก็ยิ่งฮึกหาญ

ตะลุยเข้าไป องเดดกกระหยิ่มยิ้มที่เป็นไปตามแผน ตะโกนสั่ง

“ยิงปืนใหญ่!!”

ทหารไทยถูกปืนใหญ่ของทหารญวนถล่มแตกระส่ำระสาย เจ้าพระยานั่งอยู่บนหลังม้าตะโกนสั่ง

“ยิงช่วยทัพหน้า!!”

ปืนใหญ่ฝ่ายไทยระดมยิงสวนฝ่ายญวนไปทันที แต่เพราะฝ่ายไทยอยู่บนพื้นราบจึงเสียเปรียบฝ่ายญวนที่อยู่บนกำแพง ฝ่ายไทยจึงต้องถอยมาตั้งหลักวางแผนใหม่ที่ค่าย

บุษย์เข้ามารายงานเจ้าพระยาในกระโจมว่า “ทัพเรือของท่านเจ้าคุณพระยาพระคลังบุกเข้าตีอย่างพร้อมเพรียง แต่แม่น้ำลำคลองของญวนตื้นเขิน เรือไทยลำใหญ่กินน้ำลึกไม่อาจเข้าได้ ต้องใช้เรือเล็กบุกเข้าไป ทำให้ทัพเรือของญวนตั้งรับง่าย บุกแต่เช้าถึงเพลไม่อาจรุกคืบหน้าได้แม้แต่น้อย จนต้องถอยทัพขอรับ”

พระศรีสิทธิสงครามและสมิงสอดน้อยที่ฟังอยู่ด้วยทุกคนเครียด คิดหายุทธวิธีที่จะเอาชนะพวกญวน เจ้าพระยาบดินทร์เดชาจึงเปลี่ยนแผนใหม่สั่งเหมให้จัดเตรียมช้างไว้ให้พร้อมเพื่อทำการศึกครั้งใหม่

เมื่อเจ้าพระยาบดินร์เดชา ขุนศรีไชยทิตย และเหม ไปดูช้าง ขุนศรีรายงานว่า

“ตามหลักพิชัยยุทธ์แล้ว ช้างที่มีลักษณะเป็นช้างโคตรแล่นจะต้องเอาไว้รั้งท้าย เพื่อไม่ให้อาละวาดทำร้ายกองทัพเราเอง แต่มีกลศึกหนึ่งใช้การปลุกช้างด้วยการให้กินสุราจนเมาแล้วจุดไฟที่หาง เหล่าช้างโคตรแล่นก็จะพุ่งทำลายศัตรูได้ขอรับ”

เจ้าพระยาพยักหน้า คิดว่าความเสียเปรียบในชัยภูมิครั้งนี้ทำให้เราต้องถอยทัพ แต่กลศึกคชสารนี้คงช่วยพลิกจากร้ายกลายเป็นดีได้บ้าง แต่เหมติงว่ากลศึกนี้เสี่ยงภัยมากเพราะไม่มีผู้ใดจะบังคับช้างโคตรแล่นยามบ้าคลั่งได้ เหมจึงเสนอว่า

“กระผมเห็นว่าเราควรเอาปืนใหญ่ใส่หลังช้างที่มีลักษณะดี แล้วบังคับช้างบุกเข้าไปพอได้ระยะก็ยิงปืนใหญ่สู้กับพวกมันขอรับ” ฟังแล้วเจ้าพระยาตบบ่าเหมเอ่ยอย่างพอใจว่า

“เอ็งพูดเหมือนใจข้าคิด ข้ากำลังจะบอกอยู่เชียว” แล้วเจ้าพระยาก็ถามถึงช้างยักษ์เชือกนั้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง ขุนศรีไชยทิตยรายงานว่าแข็งแรงดี ถ้าท่านเจ้าคุณจะใช้งาน ตนจะให้อ้ายสังข์บุกตามเข้าไปเป็นสุดท้ายเพื่อพังกำแพงเมืองดีหรือไม่ “เหมาะนัก! ข้ารู้ว่าเหล่าควาญรักช้างเหมือนลูก แต่ศึกครั้งนี้เราแพ้ไม่ได้ หากต้องเสียสละชีวิตช้างไปบ้าง ก็ขอขมาทุกคนด้วย”

ooooooo

คณะละครของขุนนาฏไปถึงนครราชสีมาแล้ว ลำดวนนวดให้ขุนนาฏที่โถงเรือน ขุนนาฏชมว่าลูกทั้งหมดจะหาใครนวดเก่งเท่าลำดวนเป็นไม่มี รำพึงว่าถ้าลำดวนออกเรือนไปพ่อคงคิดถึงนัก

ลำดวนเอ่ยเศร้าๆว่าคงไม่มีวันนั้นดอก ขุนนาฏ มองหน้าลำดวนเอ่ยอย่างรู้ใจว่า อันที่จริงคุณปิ่นก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเหม หากเหมรับราชการเก็บภาษีค่าขนอนเหมือนพระยาบริรักษ์ แต่นี่เหมเป็นทหารไปแล้ว คุณปิ่นจึงไม่อยากให้ลำดวนทุกข์ใจ

“ลูกทราบเจ้าค่ะ แลลูกรู้แล้วว่าเป็นจริงตามที่แม่ท่านห่วงทุกประการ แลเพลานี้ลูกก็เป็นทุกข์ด้วยความเป็นห่วงคุณพี่เหมอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้น” ขุนนาฏลุกนั่ง “ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วล่ะ แต่จำเอาไว้นะ สิ่งใดที่ได้มายากและรักษาไว้ยาก สิ่งนั้นก็ยิ่งมีค่า”

ooooooo

เหมฟังจากเจ้าพระยาที่ให้เตรียมใจกับการต้องสูญเสียช้างแล้วใจหาย คืนนี้ขณะไปจุดยาไล่ยุงและแมลงให้แม่พังโต เหมคุยกับแม่พังโตและไหว้ขอโทษที่ต้องพาแม่พังโตไปเสี่ยง แต่บอกแก่แม่พังโตอย่างภูมิใจว่า

“ชัยชนะของทัพไทยขึ้นอยู่กับช้างอย่างแม่พังแล้ว” แม่พังโตมองหน้าเหมราวกับรับรู้สิ่งที่เหมพูด

ยุทธวิธีของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา นำมาซึ่งชัยชำนะแก่ทหารไทย เมื่อเสร็จศึก เหมวิ่งมาถามขุนศรีไชยทิตยและมากับส่งที่กำลังทายาให้ช้างที่บาดเจ็บว่า “พวกช้างเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

“อ้ายสังข์มันแข็งแรงแลหนังหนานัก ไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย ส่วนพวกช้างโคตรแล่น เตลิดหายไปสิบเชือก คงมิต้องตามแล้ว ส่วนช้างของเราตายไปสาม เจ็บหนักรอวันตายอีกแปด เหลือที่พอเยียวยารักษาได้ไม่เกินสิบเก้าเชือก”

“แล้วแม่พังโตเล่าขอรับ” เหมร้อนใจ ขุนศรีไชย-ทิตยหน้าเครียดเดินนำเหมไป เหมเห็นแม่พังโตนอนให้พวกควาญช้างทายาให้อยู่ ดูอาการหนักเพราะแผลลึกฉกรรจ์ เหมอุทานพลางโผเข้าหา “แม่พัง...”

ขุนศรีไชยทิตยเล่าอาการสาหัสของแม่พังโตแล้วบอกเหมให้ทำใจ เหมฉุกคิดได้บอกขุนศรีน้ำตาคลอว่า

“กระผมเคยอ่านในตำราบอกว่าที่เมืองญวนมีหญ้าประหลาดชื่อหญ้าพรายน้ำ เปล่งแสงในเพลากลางคืนนับเป็นยอดแห่งยาสมานแผลสำหรับช้าง ถ้าหาได้หญ้านั้นอาจจะช่วยแม่พังได้นะขอรับ”

“ในชีวิตข้าเคยเห็นครั้งเดียวแลมันอยู่ลึกเข้าไปในฝั่งญวน ใครจะเสี่ยงตายบุกเข้าไปเพื่อช่วยช้างกันเล่า”

เหมหันไปลูบหัวแม่พังโตด้วยความรักและสงสารจับใจ แววตาเหมเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

ผ่านเพียงชั่วครู่ สมิงสอดน้อยได้รับรายงานจากขุนศรีไชยทิตยว่าเหมหนีไปในเขตญวนเพื่อหาหญ้าพรายน้ำมารักษาแม่พังโต สมิงสอดน้อยตำหนิขุนศรีว่าเหตุใดจึงไม่ห้ามเหม

“ทำไมฉันจะไม่ห้าม แต่อ้ายเสดียงมันยืนยันจะไป ใครจักห้ามมันได้ อย่าว่าแต่คุณหลวงเลย ต่อให้เป็นคำสั่งท่านเจ้าคุณแม่ทัพใหญ่ อ้ายเสดียงก็ต้องเสี่ยง
คอขาดไปจนได้”

ขุนศรีบอกเล่าถึงความรักความผูกพันของควาญกับช้างอย่างลึกซึ้งว่า

“สำหรับคนอื่นช้างอาจจะเป็นแค่สัตว์หรือเครื่องมือในการสู้รบ แต่สำหรับพวกเรา ช้างเป็นพี่เป็นน้อง เป็นกระทั่งลูกแลเพื่อนร่วมตาย เราไม่อาจทนดูมันตายโดยไม่ช่วยเหลือได้ดอก”

เหมลอบเข้าไปในเขตญวน ต่อสู้กับทหารญวนได้รับบาดเจ็บแต่ก็ได้หญ้าพรายน้ำกลับมารักษาแม่พังโตได้ทันกาล

ooooooo
หลังจากองเดดกพ่ายแพ้และทหารไทยยึดเมืองโจฎกไว้ได้ ทัพเรือของญวนก็หนีเอาตัวรอด ท่านเจ้า พระยาพระคลังตามตีและจับเชลยศึกไว้ได้จำนวนมาก
ศึกสงบแล้ว เจ้าพระยาบดินทร์เดชาให้พระศรี-สิทธิสงครามนำสาส์นไปมอบแก่องเดดก...

“ท่านแม่ทัพองเดดก ก็ได้รับมือกับทัพสยามมาอย่างหนักหน่วง มาบัดนี้ ฉันจึงใคร่ขอความเห็นจากท่านแม่ทัพว่าจะรับมือต่อหรือจะยอมรับความพ่ายแพ้เสีย แต่โดยความเห็นของฉันนั้น สยามจะมีทัพหนุนมาเพิ่มอีกหลายทัพ หากญวนยังฝืนสู้รบต่อไป ก็คงเสียทหารไปเปล่า มิสู้ยอมแพ้เสียตรงนี้โดยสยามเองก็มิได้จะหักหาญให้เป็นศึกยืดเยื้ออีกต่อไป ขอท่านแม่ทัพจงตรองดูให้ดีเถิด”

ขณะองเดดกอ่านสาส์นแล้วคิดเครียดนั้น พระศรี-ไชยทิตยก็สั่งลูกน้องให้นำเชลยศึกมามอบคืนแก่องเดดก

ศึกสงบจนส่งคืนเชลยแก่องเดดกแล้ว พระยาปลัดจึงเพิ่งจะนำทัพหนุนมาถึง พระยาปลัดเจอเหมก็ทำยิ้มแย้มทักทาย เหมตอบรับไปตามเพลงแต่ไม่ไหว้
พระยาปลัดแก้ต่างแก่ตัวเองว่าเหตุที่มาช้าเพราะไม่ชำนาญทางและระหว่างทางจับเชลยได้มากเป็นเหตุให้มาไม่ทันตามฤกษ์ ขอท่านเจ้าคุณลงโทษตามอาญาทัพด้วยเถิด

ครั้นเจ้าพระยาสั่งนำตัวไปตัดหัวแล้วเสียบประจานไว้หน้าค่าย พระยาปลัดถึงกับโวยวายว่าเพียงมาไม่ทันฤกษ์ก็ต้องโทษถึงประหารเลยหรือ

“แค่มาไม่ทันฤกษ์อย่างนั้นน่ะรึ ท่านเจ้าคุณเห็นการรบทัพจับศึกเป็นกระไร ศึกสงครามเกี่ยวพันถึงชีวิตผู้คนแลศักดิ์ศรีของบ้านเมือง ท่านเจ้าคุณคิดว่าเป็นเรื่องเล็กรึ” พระยาปลัดอ้างความดีความชอบของตน ขออย่าได้ลงโทษถึงประหารเลย “เพราะฉันเห็นแก่ความดีเก่าก่อนแลเมื่อครู่ท่านเจ้าคุณสำนึกผิดด้วยตัวเองฉันจึงลดโทษให้ไม่ต้องถึงลูกเมียแลริบทรัพย์สมบัติแล้ว ท่านเจ้าคุณยังจะขอลดหย่อนอีกรึ”

เมื่อทหารมาหิ้วปีกเอาตัวไป พระยาปลัดก็ยังพร่ำร้องขอความเมตตาไปตลอดทาง

เมื่อข่าวการศึกของเจ้าพระยาบดินทร์เดชาแพร่ไปถึงนครราชสีมาว่าได้รับชัยชนะแต่ช้างก็ตายไปหลายเชือกและควาญช้างก็พลีชีพไปไม่น้อย ลำดวนรับฟังข่าวนี้ด้วยความเป็นห่วงเหมมาก

ขณะพระยาปลัดถูกนำตัวไปตีตรวนกักขังอยู่ก็ขอพบเหม เมื่อสมิงสอดน้อยบอกเหม เหมไม่ต้องการไปพบ สมิงสอดน้อยติงว่า

“เอ็งลองไปสักคราเถิดวะ ถ้าไม่ชอบก็กลับออกมา ถือเสียว่าไปพบคนที่เคยอุ้มชูเอ็งมาครั้งยังเยาว์เป็นครั้งสุดท้าย”

เมื่อเหมไปพบ พระยาปลัดบอกว่าอยากขอขมา เหมถามว่าจะขอขมาสิ่งที่เจ้าคุณร่วมกับหลวงสรอรรถใส่ความเจ้าคุณพ่อจนทำให้ต้องโทษกันทั้งครัวและยังลวงให้เจ้าคุณพ่อรับผิดในสิ่งที่ไม่ได้ทำกระนั้นหรือ พระยาปลัดกล่าวโทษว่าถูกหลวงสรอรรถบังคับ เหมย้อนเอาว่า

“ถ้ากระผมเดาไม่ผิด ที่หลวงสรอรรถบังคับท่านเจ้าคุณได้ก็เพราะความชั่วช้าที่ท่านเจ้าคุณกระทำ”

เมื่อถูกเหมรู้เท่าทัน พระยาปลัดบอกว่าเหมไม่ต้องอโหสิก็ได้แต่ตนได้พูดที่อยากพูดให้เหมฟังก็พอใจแล้ว บอกเหมให้กลับไปเสียเถิด เหมหันหลังเดินไป แต่ครู่เดียวก็หยุดพูดโดยไม่หันมอง

“ถ้าเจ้าคุณพ่ออยู่ที่นี่ ท่านก็คงอโหสิให้เจ้าคุณอา กระผมก็ขอทำตามแบบอย่างเช่นเดียวกับเจ้าคุณพ่อก็แล้วกันขอรับ”

พระยาปลัดน้ำตาซึมซึ้งใจและดีใจที่เหมยอมอโหสิให้ตนในวันสุดท้ายของชีวิต

ooooooo

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 10 วันที่ 14 มิ.ย. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ