อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 11 วันที่ 17 มิ.ย. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 11 วันที่ 17 มิ.ย. 58

“เล็กน้อยสำหรับคนอื่น แต่เป็นน้ำใจใหญ่หลวงนักสำหรับฉัน” คุณหญิงติงแล้วหันไปพูดกับลำดวนต่อ “เรื่องที่สองคือ ป้าได้ยินจากพ่อเหมว่าตอนรอนแรมอยู่ในป่า แม่ลำดวนเคยถอดสร้อยพระให้พ่อเหมไว้คุ้มกาย ป้าจึงอยากตอบแทนแม่ลำดวน...” คุณหญิงหยิบสร้อยพระที่คอของตนยกมือไหว้จบแล้วถอดออก “สร้อยทองนี้ป้าเพิ่งซื้อใหม่ แต่องค์พระเป็นของเก่า ป้าใส่ติดตัวมาหลายสิบปี ป้าขอมอบให้แม่ลำดวนนะลูกนะ” แล้วคุณหญิงก็คล้องสร้อยให้ลำดวนด้วยตัวเอง

ขุนนาฏกับคุณปิ่นมองหน้าอย่างรู้กันว่า คุณหญิงชมทำเหมือนให้ของหมั้นลำดวนกลายๆ แต่ต่างนิ่งมองเงียบๆ


ลำดวนก้มกราบขอบพระคุณ คุณหญิงแสดงความเมตตาชื่นชมลำดวนอย่างมาก จนบัวที่พยายามจะทำตัวเด่นต้องนิ่งเงียบหน้าบึ้งไม่พอใจ

เมื่อคุณหญิงกลับถึงเรือน เหมดีใจมากถามคุณหญิงแม่ว่าท่านขุนกับคุณปิ่นว่าอย่างไรบ้าง

“ท่านขุนไม่ว่ากระไรดอก ส่วนคุณปิ่นแม้ดูไม่เต็มใจนักแต่ก็อ่อนลงมาก แม่บอกพ่อเหมแล้วว่ารอให้เราได้ยศศักดิ์คืนมาก่อน ข้อรังเกียจของคุณปิ่นก็จะเบาบางลงเอง” เหมถามว่าแล้วคุณหญิงแม่เห็นควรไปสู่ขอลำดวนให้ตนได้เมื่อใด “ใจร้อนนักลูกคนนี้ รออีกสักพักเถิด แม่ลำดวนมีใจให้พ่อเหมแล้วจะกลัวกระไร พ่อเหมตั้งใจรับราชการให้ดี การที่พ่อเหมมาสังกัดท่านจมื่นไววรนาถถือเป็นเรื่องดี แม้ต้องออกศึกบ้างแต่ก็ไม่บ่อยนัก คุณปิ่นคงคลายความกลัวไปได้บ้าง”

ขณะนั้นเองบุษย์หน้าตาตื่นมาบอกเหมว่าพ่อตาตนป่วยหนักได้ยินว่ามีหมอชาววิลาศเก่งกาจนัก แต่พวกตนพูดภาษาวิลาศไม่ได้ ขอให้เหมช่วยไปพูดให้ด้วย แม้เหมจะไม่ชอบพวกวิลาศนัก แต่เมื่อพ่อตาของบุษย์เสี่ยงกับความเป็นความตาย เหมจึงไปช่วยแปลให้

พ่อตาบุษย์มีฝีขนาดใหญ่ขึ้นที่ศีรษะ ร้องอย่างเจ็บปวดอยู่บนเปล บุษย์กับครอบครัวยืนรอฟังข่าวอยู่หน้าเรือน จนเหมเดินลงมา บุษย์ตรงไปถามว่าหมอว่าอย่างไรบ้าง

เหมบอกว่ามิสเตอร์ปีเตอร์ไม่ใช่หมอแต่เป็นมิชชันนารี คือหมอสอนศาสนา แต่เขามียาดีมีคนกินแล้วหายเจ็บป่วยจึงร่ำลือกันว่าเป็นหมอรักษาคน แต่มิสเตอร์ ปีเตอร์ก็บอกว่า มีหมอชาวมะริกันชื่อด็อกเตอร์แบรดลีย์ ถ้าให้ไปรักษาก็อาจหาย

“เพียงแต่...” เหมหยุดแค่นั้น บุษย์ร้อนใจถามว่าเพียงแต่กระไรหรือ “เพียงแต่อาการของพ่อตาเอ็งต้องรักษาด้วยการใช้มีดผ่าฝีที่หัวออกจึงจะหาย แต่ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีการรักษาแบบนี้”

บุษย์กับญาติตกใจเพราะไม่เคยได้ยินเช่นกันหันปรึกษากันเคร่งเครียด ญาติคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างหวาดวิตกว่า

“เอามีดผ่าหัวก็ตายเท่านั้นเอง ใครทำก็บ้าแล้ว”

ทำให้ทุกคนยิ่งเครียดหนัก

ooooooo

จู่ๆค่ำวันนี้ก็มีหญิงคนหนึ่งมาแจ้งข่าวแก่ ขุนนาฏว่าเรือนท่านขุนที่อัมพวาถูกไฟไหม้ คนของท่านวานให้ตนมาแจ้งงข่าว แต่พอลำดวนถามถึงความเสียหาย หญิงคนนั้นอึกอักบอกไม่ได้ อ้างว่าตนไม่เห็นกับตาแต่มีคนบอกเช่นนั้น

ขุนนาฏร้อนใจ บอกคุณปิ่นและลำดวนให้เก็บของพรุ่งนี้พอฟ้าสางก็จะรีบเดินทางไปอัมพวาทันที

ที่แท้เป็นแผนการของบัวที่จ้างหญิงคนนั้นมา

กุข่าวเพื่อให้ขุนนาฏรีบกลับอัมพวา เพื่อกันลำดวนให้ออกห่างจากเหมนั่นเอง!

รุ่งขึ้น เมื่อเหมได้ข่าวนี้จากคุณหญิงชม เหมตกใจมากรีบลงจากเรือนไปทันที

“อ้าว...พ่อเหม ประเดี๋ยวสิ พ่อเหม...พ่อเหม...” คุณหญิงร้องเรียกแต่เหมไม่ฟังเสียง วิ่งอ้าวไปที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง ทาสที่นั่นบอกว่าท่านขุนออกไปแต่รุ่งสางแล้ว

ขณะเหมกำลังตกใจอยู่นั่นเอง ลำดวนก็มาร้องทักจากข้างหลัง เหมดีใจมากบอกว่า นึกว่าลำดวนกลับอัมพวาไปแล้วเสียอีก

“ก็ควรเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ แต่เมื่อคืนเจ้าคุณลุงมาบอกว่าให้พ่อท่านเล่นละครที่งานพระเมรุ พ่อท่านเลยต้องอยู่ต่อ แล้วใช้คนอื่นกลับไปดูเรือนที่อัมพวาแทนเจ้าค่ะ”

“บุญของพี่แท้ๆ นึกว่าพี่จะมาไม่ทันลาเจ้าเสียแล้ว แต่กลับยังได้อยู่เห็นหน้าอีกนาน เอ่อ...แล้วเรือนเจ้าที่อัมพวาถูกไฟไหม้เสียหายเป็นอย่างไรบ้าง”

“ข้อนี้ดูแปลกๆพิกลเจ้าค่ะ เรื่องสำคัญแบบนี้ เหตุใดบ่าวไพร่ที่อัมพวาไม่มาแจ้งข่าวด้วยตัวเอง แต่กลับไหว้วานคนอื่นมาบอก แลไต่ถามก็ไม่ได้ความกระไร เพราะไม่ได้เห็นกับตาเสียอีก น่าประหลาดนัก” ลำดวนตั้งข้อสังเกตอย่างติดใจสงสัย

ooooooo

บัวหงุดหงิดใส่พวกข้าหลวงที่ทำอาหารไม่ได้รสดั่งใจ สั่งว่าถ้าใครถามอย่าได้บอกเชียวว่าตนเป็นคนสอน เสียชื่อมาถึงตนด้วย พวกข้าหลวงพากันขอโทษเสียงอ่อย

ขณะนั้นเองเทียนเข้ามาบอกบัวว่าคุณดวงแขให้มาตาม ลดเสียงลงกระซิบบอกว่า

“ท่านอยากรู้ว่าเหตุใดแม่บัวบอกปัดคุณอินทร์”

แม้บัวจะเตรียมคำตอบไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆก็อดเครียดไม่ได้ แต่บัวก็เอาตัวรอดได้ เมื่อชี้แจงกับหม่อมว่า

“บัวก็มิรู้จะว่าอย่างไร อาจเป็นเพราะบัวเห็นว่าคุณอินทร์เป็นน้องชายของคุณก็เลยสนิทสนมจนเป็นเหตุให้เข้าใจผิดกระมังคะ บัวต้องขออภัยคุณดวงแขด้วยนะเจ้าคะ” บัวยกมือไหว้หน้าซื่อตาใส จนหม่อมเชื่อเพราะอินทร์เองก็ถือว่าเป็นผู้เพียบพร้อมเมื่อบัวไม่ชอบก็แสดงว่าไม่มีใจให้จริงๆ

ooooooo

เมื่อหมอสอนศาสนาไม่สามารถรักษาพ่อตาบุษย์ได้ หมอฝรั่งก็ต้องผ่าหัว บรรดาญาติของพ่อตาบุษย์จึงให้หมอผีมารักษา หมอผีเอาน้ำมนต์ราดใส่คนป่วยที่นอนไข้สูงอยู่กลางแจ้ง ปากก็ร้องขับไล่ผีให้ออกไปประเดี๋ยวนี้

พ่อตาบุษย์ตัวสั่นหนักกว่าเดิม หมอผีตวาด “ดื้อด้านไม่ยอมออกไปรึ ได้!” หมอผีหันไปหยิบหวายอาคมขึ้นเฆี่ยนไม่ยั้ง “มึงจะออกไปหรือไม่ออก ออกไป! ออกไป!!”

พ่อตาบุษย์ที่กำลังไข้สูงถูกสาดน้ำมนต์และถูกหวายเฆี่ยนทั้งเจ็บทั้งหนาวจนตัวสั่นอ้อนวอนอย่า...อย่า... เหมกับบุษย์ยืนดูอยู่อย่างไม่สบายใจ แต่ก็ไม่อาจยับยั้งอะไรได้ จนบ่ายแก่ๆ เหมปรารภขณะเดินกับบุษย์ว่า วิธีนี้ดูจะไม่เข้าทีเพราะนอกจากพ่อตาบุษย์จะไม่ดีขึ้นแล้วยังกลับทรุดลงไปอีก บอกบุษย์ว่า

“ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ข้าว่าเอ็งไปคุยกับญาติของเมียเอ็งเถิดวะ”

“คุยว่ากระไรวะ” บุษย์ถามไม่ทันขาดคำ ก็มีมีดสั้นขว้างปักเข้ากลางอกเหมจนทรุดลง พริบตานั้นก็มีนักเลง 3-4 คนกรูกันออกมาพร้อมอาวุธครบมือทั้งดาบ กระบอง กระบี่ ขวาน หนึ่งในนั้นมีถุงงูเห่าคาดเอวมาด้วย

เหมถูกรุมไม่ทันตั้งตัว ก็ดึงมีดที่ปักอกออกมาปาสวนไปถูกนักเลงคนหนึ่ง พวกมันเริ่มแตกไม่เป็นขบวน เหมบอกให้บุษย์รีบหนีไปแล้วตัวเองก็ต่อสู้กับพวกนักเลงด้วยมือเปล่า แม้จะถูกปามีดปักอกแต่เพราะเหมมีวิชาคงกระพันเลยปักไม่ลึก พวกนักเลงทำอะไรเหมไม่ได้ง่ายนัก

เสียงต่อสู้อึกทึกครึกโครมจนลูกน้องของหมอบรัดเลย์ชายวัยกลางคนชาวอเมริกันร้องบอกว่าระวัง มีคนสู้กัน หมอบรัดเลย์จึงชักปืนออกมาเตรียมพร้อม

นักเลงคนที่มีถุงงูเห่าคาดเอวเห็นพรรคพวกสู้เหมไม่ได้จึงปล่อยงูเห่าโยนใส่เหม เหมตกใจผงะถอยออกมาแต่ก็ถูกงูกัดที่ขาเต็มเขี้ยว เหมกระชากงูเหวี่ยงไปแต่ตัวเองก็ทรุดลงทันที พิษเข้าร่างจนเคลื่อนไหว

ไม่ถนัด บุษย์จึงหยิบไม้บุกเข้าไปไล่ตีพวกนักเลง เหมเข้าไปช่วยบุษย์แต่พิษงูทำให้เหมแย่ลงเรื่อยๆ กระนั้นเหมก็ยังสู้ไม่ถอย

“ปัง!” เสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง พวกนักเลงชะงักเห็นหมอบรัดเลย์ถือปืนก็ลังเล เหมฉวยโอกาสนั้นแย่งดาบจากพวกมันแล้วไล่ฟันจนพวกมันแตกกระเจิง พอพวกนักเลงตั้งหลักได้จะเล่นงานเหมอีก หมอบรัดเลย์จึงยิงปืนอีกห้านัดพวกมันจึงพากันวิ่งหนีไป พอเหมเห็นนักเลงหนีไปแล้วก็ทรุดลงกับพื้น ตาพร่ามึนหัวไปหมด บุษย์กับหมอบรัดเลย์รีบเข้ามาดู

ที่แท้หมื่นวิชิตเป็นคนจ้างพวกนักเลงมาเล่นงานเหม พอรู้ว่าเล่นงานเหมไม่สำเร็จก็ด่ากราด จนลูกน้องโต้ว่าถ้าไม่มีฝรั่งตาน้ำข้าวมาช่วยไว้ป่านนี้เหมตายไปแล้ว แต่เหมก็ถูกงูเห่ากัดเชื่อว่าคงไม่รอดอยู่ดี อีกคนคุยโวว่า ตอนสู้กันพิษงูกำลังกำเริบถ้าไม่มีคนมาช่วย ป่านนี้คงตัดหัวมันมาให้ท่านหมื่นได้แล้ว ทำให้หมื่นวิชิตมีความหวังว่าเหมอาจตายเพราะพิษงูก็ได้

ooooooo

เหมถูกนำตัวไปที่ริมทางเปลี่ยว แล้วหมอ บรัดเลย์ก็เอาเชือกมารัดเหนือบาดแผลป้องกันไม่ให้พิษงูแล่นเข้าสู่หัวใจ เหมโวยวายว่าทำอะไรตน ตะโกนให้ปล่อย บุษย์ก็คิดว่าเหมถูกทำร้ายร่ำๆจะเข้าไปช่วย

ลูกน้องหมอบรัดเลย์อธิบายว่าที่ต้องเอาเชือกมัดไว้เหนือบาดแผลเพื่อป้องกันพิษงูแล่นเข้าสู่หัวใจ หมอบรัดเลย์ก็พูดภาษาไทยอย่างชัดเจนว่า ที่ต้องมัดเหนือบาดแผลเพื่อป้องกันไม่ให้พิษงูกระจายมิได้คิดร้ายเลย

เหมหยิบว่านยาออกจากชายพกสองอัน ยื่นให้บุษย์อันหนึ่งบอกให้เคี้ยวละเอียดแล้วเอาพอกแผล ส่วนตัวเองเคี้ยวอีกอันพลางบอกหมอบรัดเลย์ว่า

“เลิกยุ่งกับข้าเสียทีเถิด ข้าเป็นควาญเดินป่ามานานปี มิใช่เพิ่งเคยถูกงูพิษกัดครั้งแรก กินว่านยาและพอกทาเสียหน่อยก็หายแล้ว” หมอบรัดเลย์ไม่สนใจถามลูกน้องว่าเซรุ่มได้แล้วหรือยัง ลูกน้องยื่นเข็มฉีดยาที่ดูดเซรุ่มไว้แล้วให้ เหมตกใจถามว่าจะทำอะไรตนอีก หมอบรัดเลย์จะฉีดเซรุ่มให้ ปรากฏว่าแทงเข็มไม่เข้าเพราะเหมอาบน้ำว่านให้หนังเหนียวไว้ หมอบรัดเลย์แปลกใจ จนเมื่อลูกน้องอธิบายว่าเหมคงมีวิชาอาคมฟันแทงไม่เข้า หมอบรัดเลย์ฟังแล้วอุทานทึ่ง

“โอ้...มายก๊อด เข็มแทงไม่เข้า แต่งูกัดเข้า อะไรกันนี่” พอเห็นบุษย์คายว่านสมุนไพรที่เคี้ยวละเอียดจะพอกแผล หมอตกใจ “ทำกระไร เอาของสกปรกมาพอกแผลได้อย่างไรกัน” บุษย์ไม่ฟังเสียงพยายามพอกยาหมอบรัดเลย์ก็พยายามขวาง

เหมที่เป็นคนถูกกระทำ ถอนหายใจเซ็งๆกับการแย่งกันรักษาคนละทางจนนึกในใจว่า ตนจะรอดไหมเนี่ย?

กลับมาถึงเรือน คุณหญิงชมถามเหมว่าอาการตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เหมบอกว่าหายแล้ว นี่ถ้าไม่ได้เคี้ยวว่านยากันไว้ด้วย รอให้หมอบรัดเลย์กับบุษย์โต้เถียงกันป่านนี้ตนคงตายเพราะพิษงูไปแล้ว

คุณหญิงจำได้ว่าเคยได้ยินชื่อหมอบรัดเลย์คนนี้อยู่เหมือนกัน

“เดิมทีลูกก็ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าใด แต่เห็นในน้ำใจแลยาที่หมอบรัดเลย์ให้มากินก็ชะงัดนัก แต่ก่อนลูกกินว่านรักษาพิษงูปากแผลยังต้องบวมแลเป็นไข้อีก
สามสี่วัน แต่หลังจากลูกกินยาของหมอบรัดเลย์ก็หาเป็นเช่นเดิมไม่ บางทีเสี่ยงผ่าหัวอาจจะรักษาพ่อตาอ้ายบุษย์ให้หายก็เป็นได้เจ้าค่ะ”

“ข้อนี้แม่เห็นด้วย อย่างไรก็รักษาไม่หายต้องรอวันตายอยู่แล้ว ก็น่าจะเสี่ยงดูเผื่อจะรอด” เหมฟังแล้วเห็นด้วย

การผ่าตัดฝีให้คนไข้ชาวไทยของหมอบรัดเลย์คราวนี้ เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว เพราะไม่เคยมีใครเห็นในสยามมาก่อน จึงมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนเข้ามาดูด้วยความสนใจ ซึ่งการผ่าตัดประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี นับเป็นการเริ่มต้นของวิทยาการการแพทย์สมัยใหม่บนแผ่นดินไทย

ooooooo

4–5 วันต่อมา เหมเดินคุยกับคุณชายช่วงในตลาด คุณชายช่วงเอ่ยกับเหมว่า

“วิชาการบางอย่างของพวกฝาหรั่งต้องถือว่าวิเศษแท้ ฉันบอกแล้วว่า ถ้าไม่เรียนรู้ไว้เราก็มีแต่จะเสียเปรียบ” เหมกังวลว่าคนที่พูดภาษาวิลาศได้มีน้อยนัก เราจะหาผู้ใดไปเรียนวิชาการพวกนี้ได้เล่า “ไม่มีสิ่งใดพ้นความวิริยอุตสาหะไปได้ดอก ดูแต่ฉันเถิด ตอนที่เราพบกันคราแรกฉันยังไม่คล่องภาษาวิลาศ แต่ฉันก็มานะบากบั่นจนตอนนี้พูดได้ไม่แพ้เหมแล้ว”

คุณชายช่วงชี้แจงว่าเราจะไม่หวังจากพวกวิลาศที่เข้ามาค้าขาย แต่สักวันคนไทจะต้องได้ไปเมืองวิลาศ

“หากคนไทได้ไปเหยียบมือวิลาศจริงเราก็ไปเล่าเรียนวิชาที่วิลาศได้เช่นกัน ถึงเพลานั้น เราก็จะนำวิชาการของวิลาศกลับมาสร้างความจำเริญให้สยาม
ต่อไป จักได้มิต้องกลัวพวกวิลาศหรือชาติอื่นรุกรานอีก”

เหมฟังแล้วมองอย่างเลื่อมใสศรัทธาในวิสัยทัศน์ของคุณชายช่วง หมื่นวิชิตโมโหลูกน้องที่ให้นักเลงไปจัดการเหมไม่สำเร็จ เพราะถ้าเหมโดนงูกัดจริงทำไมป่านนี้ยัง ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ไล่พวกมันไปให้พ้นถ้าไม่เรียกก็อย่ามาให้เห็นหน้าอีก แล้วบ่ายหน้าไปยังเรือนเจ้าพระยาพระคลังเพื่อหาลำดวน

เหมร้อยมาลัยดอกลำดวนมาให้ลำดวน หยอกเย้ากันเยี่ยงคนรัก เหมจับมือทำกรุ้มกริ่ม เชยคางชมโฉม โดยไม่รู้ว่าบัวมายืนมองอยู่อย่างริษยา เวลาเดียวกัน หมื่นวิชิตที่ก็มาเห็นบัวยืนอยู่ที่บันไดแล้วจู่ๆบัวก็เดินลงบันไดมานั่งที่พื้นร้องอย่างเจ็บปวดและร้องขอความช่วยเหลือ

หมื่นวิชิตงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น จนเห็นเหมกับลำดวนวิ่งมาหาบัวและประคองพาขึ้นข้างบน จึงเดาเล่ห์เหลี่ยมของบัวออก หมื่นวิชิตยิ้มเจ้าเล่ห์เห็นลู่ทางบางอย่าง และบัวเองก็แอบมองเหมกับลำดวนขณะประคองตนขึ้นเรือนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

เมื่อประคองบัวขึ้นเรือนแล้ว ลำดวนจะไปตามหมอ บัวบอกว่าไม่ต้องให้บ่าวไพร่หาลูกประคบมาประคบสักพักก็คงหาย ลำดวนจึงรีบไป เป็นโอกาสให้บัวได้อยู่ตามลำพังกับเหม

บัวบีบน้ำตาตำหนิตัวเองที่ปฏิบัติต่อเหมไม่ดีขณะที่เหมต้องโทษตำหนิตัวเองว่าเห็นแก่ตัว หลายปีมานี้ตนเฝ้าแต่คิดถึงสิ่งที่ทำไปกับเหมทั้งที่รู้ว่าเป็นการทอดทิ้งและไร้น้ำใจแต่ตนก็ยังทำลงไป แล้วโผกอดเหมอ้อนเหมอย่าโกรธตนเลย แม้เรื่องจะผ่านไปหลายปีแล้วแต่ตนก็ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ แล้วจู่โจมถามเหมว่า

“คุณเหมรักใคร่กับลำดวนหรือเจ้าคะ”

“ใช่” เหมตอบจริงจังหลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง บัวยิ่งร้องไห้ทั้งตำหนิตัวเองและรำพันว่า ขอให้ตนได้คิดถึงเหมบ้างก็พอแล้ว ตนไม่ต้องการกระไรมากกว่านี้อีกแล้ว

เมื่อทาสหามเกี้ยวพาบัวกลับถึงวังเสด็จ ยังไม่ทันขึ้นเรือน หมื่นวิชิตก็ปรากฏตัวขึ้น แนะนำโคตรเหง้าเหล่ากอและบรรดาศักดิ์ของตัวเองแก่บัว บัวถามงงๆ ว่ามีกระไรรึ

“กระผมอยากชวนคุณหนูร่วมมือกันกับกระผม เพื่อแยกหมื่นสุรบดินทร์กับแม่ลำดวนออกจากกันขอรับ” บัวทำหน้าตึงถามว่าพูดกระไรตนไม่เข้าใจ หมื่นวิชิตหัวเราะพูดอย่างรู้ทันว่า “ไม่ต้องปิดบังดอกขอรับ เมื่อครู่กระผมอยู่ที่หน้าเรือนท่านเจ้าพระยาพระคลังเห็นหมดแล้วขอรับ ว่าคุณหนูตกบันไดอย่างไร” พูดแล้วหัวเราะขำๆ บัวหน้าเสียไม่คิดว่าจะมีคนรู้เห็น หมื่นวิชิตพูดต่อว่า “แต่อย่ากังวลเลยขอรับ กระผมไม่คิดเปิดเผยเรื่องนี้ดอก”

บัวถามว่าแล้วหมื่นต้องการกระไร? หมื่นวิชิตบอกว่าตนหลงรักลำดวนมานาน หากมิใช่เพราะหมื่นสุรบดินทร์แทรกเข้ามา ป่านนี้คงออกเรือนไปกันแล้ว แล้ววกเข้าเรื่องของบัวว่า

“คุณหนูเองก็สนใจในตัวหมื่นสุรบดินทร์ไม่ใช่หรือขอรับ แล้วเหตุใดเราถึงไม่ร่วมมือกันเล่า”

“เชิญข้างในเถิดหัวหมื่น คุยที่นี่ไม่ค่อยสะดวกนัก” บัวเดินนำเข้าวังไป หมื่นวิชิตมองตามกระหยิ่มยิ้มย่องที่ตนมีแนวร่วมแล้วรีบเดินตามไปทันที

ooooooo

ทั้งหมื่นวิชิตและบัวร่วมมือกันวางแผนที่จะทำให้ลำดวนกับเหมต้องแยกจากกัน

บัวทำทีไข้ขึ้นสูง ให้ทาสไปรายงานขุนนาฏและคุณปิ่น ลำดวนเป็นห่วงพี่สาวจึงไปเฝ้าไข้ บัวแกล้งใส่สร้อยข้อมือให้ลำดวนเห็น ลำดวนจำได้เพราะเป็นสร้อยที่เหมฝากตนไปให้บัว ลำดวนเห็นเช่นนี้ก็นึกสงสารบัวที่ยังใส่สร้อยเส้นนั้นติดข้อมือ

ฝ่ายหมื่นวิชิตก็ไปที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง ทำทีถามอย่างเกรงใจว่า

“หมื่นสุรบดินทร์เคยสนิทสนมกับคุณหนูบัวจนเกือบจะหมั้นหมายกันจริงหรือไม่ขอรับ” คุณปิ่นชักสีหน้าที่หมื่นวิชิตมารื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแต่ก็รับว่าจริง หมื่นวิชิตตบเข่าฉาดบอกว่า “มิน่าเล่า มันถึงได้เอาไปลือกันเสียยกใหญ่ว่า หมื่นสุรบดินทร์คิดแค้นที่ถูกตัดเยื่อใยในยามที่ตกต่ำจึงคิดล้างแค้นด้วยการเทครัวทั้งคุณหนูบัวแลแม่ลำดวนมาเป็นเมียน่ะสิครับ”

หมื่นวิชิตเล่นละครสมจริงจนคุณปิ่นตกใจแล้วก็ยิ้มเจ้าเล่ห์

ฝ่ายลำดวนยังถูกบัวเล่นละครตบตาเช่นกัน ทำทีอ่อนเพลียจนกินข้าวไม่ลง พอลำดวนยกสำรับไปวางที่โต๊ะ บัวก็แกล้งถอดสร้อยข้อมือซ่อนไว้ใต้หมอนแต่จงใจทำให้ลำดวนเห็น แล้วทำเป็นหน้าเสียบอกลำดวนว่าตนดีขึ้นมากแล้วให้ลำดวนกลับเรือนไปเถิด ลำดวนตัดสินใจถามบัวว่า

“พี่บัวยังคิดถึงคุณพี่เหมอยู่หรือเจ้าคะ” บัวทำเป็นตกใจปฏิเสธว่าไม่มีกระไร ตนไม่ได้คิดอะไรแล้ว “อย่าปดลำดวนอีกเลยเจ้าค่ะ ลำดวนรู้หมดแล้วว่าพี่บัวยัง
มีใจให้คุณพี่เหมอยู่”

“พี่ขอโทษลำดวน แต่พี่สัญญาว่าจะไม่ทำให้เจ้าต้องอึดอัดใจเป็นอันขาด ไว้รอคุณดวงแขจัดการทุกอย่างเรียบร้อย พี่จะตามคุณดวงแขไปอยู่ลำปางเอง เจ้าจะได้ไม่ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้”

ลำดวนสะเทือนใจจนร้องไห้ บอกบัวไม่ต้องไปไหนทั้งสิ้นอย่าลำบากเพราะตนเลย บัวบีบน้ำตาพร่ำรำพันว่า

“ลำดวน เจ้าเป็นน้องที่พี่รักที่สุด แล้วจะให้พี่ทำให้เจ้าทุกข์ใจได้อย่างไร เชื่อพี่เถิดนะ พี่ควรเป็นฝ่ายที่ต้องไปเอง”

บัวดึงลำดวนเข้าไปกอด ลำดวนร้องไห้กับรักสามเส้าที่คิดไม่ถึง ฝ่ายบัวมือกอดน้องแต่แววตาเจ้าเล่ห์พอใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 11 วันที่ 17 มิ.ย. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ