อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 11/2 วันที่ 13 มื.ย. 58

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 11/2 วันที่ 13 มื.ย. 58

“ดิฉัน..ปวดหัวน่ะค่ะ..ขอโทษนะคะ..ดิฉันขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ..ขอโทษจริงค่ะ วันหลังดิฉันจะมาชดเชยให้นะคะ สวัสดีค่ะ”
“อ้าว..เหรอครับ งั้นผมไปส่ง..”
“อย่าเลยค่ะ ดิฉันขอกลับเองนะคะ” หทัยรัตน์รวบรวมแรงที่เหลืออยู่รีบเดินออกจากร้านหนังสือโดยเร็ว หทัยรัตน์เดินชนเก้าอี้แถวนั้นเกือบล้ม แล้วฝืนใจเดินต่อไป
คุณชายประสาทพรงง ดูกล่องแหวนอย่างเสียดาย

หทัยรัตน์เดินมาหยุดที่หน้าร้านหนังสือ คำพูดของส่องแสงวนเวียนดังก้องไปมา ภาพที่ส่องแสงกับอนวัชหวานแหวว เหมือนกับยืนยันคำพูดของส่องแสง
“พี่หนึ่งก็ยังเคยบอกอีกว่า ชีวิตเค้าคงจะไม่มีความสุขแน่ ถ้าไม่มีฉัน..”


“อ้าว..แล้วทำไมเค้าถึงไปหมั้นกับเด็กกำพร้าน่าอนาถคนนั้นหล่ะ นี่แล้วเค้าจะแต่งงานกันหรือเปล่าน่ะส่อง”
“ถึงจะแต่งก็ไม่เห็นเป็นไรนี่..ในเมื่อพี่หนึ่งบอกฉันว่า ผู้ชายน่ะแต่งงานสักสองสามครั้งก็ไม่แปลก....พี่หนึ่งบอกว่าแต่งเพราะเห็นแก่ผู้ใหญ่ เค้าขอเวลาฉันสักปี ครึ่งปี ไปแต่งกับเด็กนั่น....แต่ฉันก็ให้เวลาเค้าแค่ 3 เดือนเท่านั้น พอแต่งครบกำหนดต้องหย่าทันที”
หทัยรัตน์กัดฟันพูดด้วยความโกรธ “ฉันไม่มีวันแต่งงานกับคุณเป็นอันขาดคุณอนวัช “ หทัยรัตน์ยืนยันกับตัวเองด้วยความหนักแน่น

ส่องแสงกับชุลีหัวเราะกันสนุกสนานด้วยความสะใจ
“ฉันล่ะสะใจจริงๆ มันต้องแบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่า “เพื่อนรัก” เล่นละครรับส่งกันได้ดีไม่มีตกหล่น ขอบใจมากนะจ๊ะ”
“ด้วยความยินดีจ้ะ ฉันถนัดเล่นละครอยู่แล้ว สบายมาก เออส่อง! ฉันมีนัดกินข้าวกับ “คุณรวย” จะไปด้วยกันมั้ย”
ส่องแสงงง “คนอะไรชื่อ “รวย””
“ก็คน “รวย” ไงจ้ะ ถึงได้ชื่อ “รวย” คุณรวยเนี่ยเป็นเพื่อนเพื่อนของเพื่อนฉันอีกที เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน” ชุลีปรายตาไปเห็นพอดี “นั่นไงๆ มาแล้ว” หญิงสาวชูมือเรียก “คุณรวยคะ ทางนี้ค่ะ”
“รวย” ชายร่างท้วม ผิวขาว ทองฟรึ่บฟรั่บ หันมายิ้มกว้าง ส่องแสงหันมาตามสายตาของชุลี รวยเห็นส่องแสงค่อยๆหันมาอย่างช้าๆ สวยเลอค่ามากๆ รวยชะงักกึก...อึ้งตะลึงในความสวย
ชุลีต้องรีบเดินเข้ามาหาและส่งเสียงเรียกสติ “คุณรวยคะ “
รวยสะดุ้งหันมาทางชุดลี “อ้อ ครับคุณชุลีครับ สวัสดีครับ” แต่ตามองส่องแสง
ชุลีเห็นรวยมองส่องแสง เลยจำใจที่ต้องแนะนำ “สวัสดีค่ะ คุณรวยคะ นี่ส่องแสงเพื่อนชุลีเองค่ะ ส่องจ้ะ นี่คุณรวยจ้ะ”
ส่องแสงยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ“
รวยยิ้มรับไหว้ “สวัสดีครับ .. คุณส่องแสง .. รูปก็งาม นามก็ไพเราะ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ชุลีมองค้อนๆหมั่นไส้
ส่องแสงยิ้มพอใจ “ขอบคุณค่ะ ชุลีจ๊ะ ขอบใจมากสำหรับวันนี้ ฉันขอตัวกลับบ้านก่อนนะ คงไม่ได้ไปกินข้าวด้วย”
“อ้าว คุณส่องแสงไม่ไปด้วยกันเหรอครับ”
“ไม่ค่ะ วันนี้เหนื่อยมาตั้งแต่เช้า ขอเป็นโอกาสหน้านะคะ กลับก่อนนะจ๊ะชุลี” ชุลียิ้มรับ พยักหน้าส่งๆ รีบๆไปเลย ส่องแสงหันมายกมือไหว้ลารวย “สวัสดีค่ะคุณรวย”
ส่องแสงไหว้อย่างอ่อนน้อม รวยรับไหว้ตาเยิ้ม เคลิ้มสุดๆ ส่องแสงค่อยๆหันหลังอย่างมีจริตและเดินกลับไปพร้อมกับยิ้มอย่างผู้ชนะ รวยมองตามไม่วางตา .. ชุลีค้อน “หมั่นไส้”

ที่บ้านพนัสพงษ์ พรรณีแต่งตัวแล้วยืนสำรวจตรวจความเรียบร้อยที่หน้ากระจก นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่สัทธาชวน
“หนังโปรแกรมใหม่กำลังจะเข้าแล้ว เราไปดูกันนะณี”
พรรณียิ้มนิดๆ มีความสุข สำรวจตัวเองอีกครั้งด้วยความพอใจ

พรรณีเดินมองซ้ายมองขวาระแวดระวังนิดๆ พรรณีเดินผ่านห้องนั่งเล่น เสียงนวลเรียกดังขึ้น “ยัยณีจะไปไหน ? “
พรรณีชะงักเท้าหันมา หลบตาตอบ “ไปดูหนังกับพี่หนึ่งค่ะ”
นวลลุกพรวด ตวาดเสียงดัง “เมื่อไหร่จะเลิกโกหกแม่สักที!! หรือจะรอให้แม่ต้องตรอมใจตายตามพินิจไปอีกคนถึงจะยอมเปิดปากพูดความจริง”
พรรณีตกใจ ละล่ำละลัก พูดเสียงสั่น “ค...ความจริงอะไรคะ ? “
“ความจริงที่แกไม่ได้ไปกับคุณอนวัช แต่ไปกับไอ้สัทธา!! และคุณอนวัชก็หมั้นกับนังเด็กปุ้มไปตั้งนานแล้ว!! แต่แกโกหก ปิดบัง และ สร้างเรื่องหลอกลวงฉัน ! นี่ถ้าฉันไม่ได้ยินชาวบ้านนินทาว่าร้ายลับหลัง ฉันก็คงจะหูหนวกตาบอด ถูกแกหลอกต่อไปเรื่อยๆ” นวลยิ่งพูดยิ่งอารมณ์ขึ้น พรรณีปากสั่น ใจสั่น ทำอะไรไม่ถูก นวลรุกไล่เดินเข้ามาหาพร้อมกับพูดใส่อารมณ์ “แกรู้มั้ยว่าฉันอายเค้าขนาดไหน ตอนที่มันมาพูดใส่หน้าว่าแกไม่ได้ไปกับคุณอนวัชแต่ควงร่อนอยู่กับไอ้สัทธา ฉันเหมือนอีโง่ ที่แสดงความโง่ ออกมาแบบโง่ๆ !! แกจะทำอะไรเคยคิดถึงฉันบ้างมั้ยห๊ะ? แกยังเห็นฉันเป็นแม่แกหรือเปล่าหะ นังณี !!หรือแกเห็นฉันเป็นแค่อีแก่โลกแคบ วันๆนั่งเฝ้าสมบัติอยู่ในบ้าน”
นวลอารมณ์น้อยใจ เสียใจเริ่มมาน้ำตาปริ่มไหล
พรรณีร้องไห้ “ไม่ใช่นะคะแม่...ณีไม่ได้คิดแบบนั้น”
“ไม่คิด แต่แกก็ทำ!!” นวลร้องไห้ด้วยความแค้น เสียใจ “ตั้งแต่เล็กจนโตฉันดูแลแกสองคนพี่น้องมาอย่างดี..หาแต่สิ่งที่ดีมาให้ กิน..ก็กินแต่ของดี ใช้แต่ของดี พอโตขึ้น ฉันก็อยากให้พวกแกได้กับคนดีๆ คนที่คู่ควร ฉันทำผิดอะไร .. ทำไมพวกแกต้องตอบแทนฉันแบบนี้”
“แม่ ....” พรรณีพูดไม่ออก เห็นแล้วก็สงสาร
นวลระบายความรู้สึกออกมาอย่างไม่เข้าใจ คับแค้นใจ และน้อยใจ “แกลองคิดดู ตอนที่พี่ชายแกอยู่ พร่ำเพ้อถึงแต่นังเด็กปุ้ม รักมันเหลือเกิน..คิดถึงแต่มัน คิดถึงจนลมหายใจสุดท้าย ก่อนตายก็ยังคิดถึงมัน .. แต่พอตายไปแล้ว..นังเด็กนั่นมันเคยมานั่งคิดถึงบ้างมั้ย..มีแต่อีแก่นี่แหละ อีแก่หัวหงอกคนนี้ที่นั่งคิดถึงลูกทุกวัน..ทุกคืน .. มีแต่แม่เท่านั้นที่ไม่เคยลืม” นวลระบายออกมา น้ำตานองหน้า
พรรณีร้องไห้ตามสงสารแม่จับใจ .. พรรณีค่อยๆเข้ามากอดนวล “แม่คะ”
นวลทรุดลงนั่ง ร้องไห้ หมดแรง “พวกแกมีความรัก..มีคนที่แกรัก.. แล้วแกเคยคิดบ้างมั้ยว่าฉันก็มีความรัก .. และความรักทั้งหมดของฉันก็คือพวกแก .. แกเคยคิดถึงความรัก ความเป็นห่วงของฉันบ้างมั้ย...เคยบ้างมั้ย” นวลปล่อยโฮออกมาอย่างน้อยใจ...
พรรณีเข้ามากอดแม่และร้องไห้ไปด้วยความรู้สึกผิดมากๆ พรรณีเพิ่งจะเข้าใจความรู้สึกของแม่ก็วันนี้ พรรณียกมือไหว้ที่อกแม่ “แม่คะ....ณีขอโทษ ขอโทษที่โกหกแม่...ณีขอโทษแทนพี่นิจ ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง...ณีขอโทษค่ะแม่” พรรณีร้องไห้ที่อกนวล ...
นวลสะอื้นไห้ด้วยความเสียใจและน้อยใจ

นวลนอนหลับหมดแรง..ข้างๆเห็นพรรณีนั่งอยู่...พรรณครุ่นคิดอย่างหนัก และตัดสินใจทำบางอย่าง

สัทธายืนอยู่หน้าโรงหนังด้วยความแปลกใจ “คุณพรรณีฝากมาให้ฉัน” สัทธาถามคนขับรถของพรรณีที่ยืนอ่อนน้อมอยู่ตรงหน้า พร้อมกับกระดาษในมือ
“ครับ”
สัทธารับมาด้วยความแปลกใจ “ขอบใจ .. “ พอสัทธารับมา คนขับรถก็ยกมือไหว้กลับไปเลย สัทธายิ่งแปลกใจ “อ้าว กลับไปเลยเหรอ ? แล้ว..พรรณีอยู่ไหน” คนขับรถไม่ตอบ รีบเดินหนีไปเลย สัทธายิ่งงงๆ รีบเปิดจดหมายอ่าน
“ถึงพี่ปุ๊ ... วันนี้ณีต้องขอโทษด้วยที่ไม่สามารถมาตามนัดได้ หวังว่าพี่ปุ๊จะไม่โกรธณีนะคะ .. พรรณี”
“ทำไมสั้นๆ ห้วนๆ แบบนี้ เหตุผลก็ไม่บอก .. ไม่ลงท้ายว่ารักหรือคิดถึงสักคำ ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ” สัทธาสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี

ที่บ้านเดือนประดับ วิทย์ ทิพย์ สุทธิ์ นั่งปรึกษากันอยู่ที่ห้องรับแขก
“พี่เห็นว่าปุ้มกับหนึ่งก็หมั้นกันมานานแล้ว..ถึงเวลาที่จะแต่งงานกันได้แล้ว..พี่เลยจะมาถามสุทธิ์กับทิพย์ว่ามีความเห็นยังไงบ้าง”
ทิพย์กับสุทธิ์มองหน้ากันแล้วยิ้ม
“ผมกับทิพย์ก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ เพราะถ้าปล่อยนานเกินไป ชาวบ้านจะนินทาเอาได้ แต่ยังไงก็ต้องขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้งสองคนด้วย”
“ทางหนึ่งไม่มีปัญหา แล้วทางปุ้มล่ะ ทิพย์เคยคุยกับปุ้มบ้างมั้ย เค้าจะยอมแต่งงานกับหนึ่งหรือเปล่า”
“ทิพย์คิดว่าคงไม่มีปัญหาเหมือนกันค่ะ“ ทิพย์ยิ้มมั่นใจ

สัทธาถามทิพย์ตรงๆ “คุณแม่แน่ใจเหรอครับ ?”
“แน่ใจสิ เพราะปุ้มคงจะรู้เรื่องแต่งงานตั้งแต่ยินดีรับหมั้นหนึ่งแล้ว ถ้าไม่ยินดีแต่งงานจะหมั้นทำไม”
สุดาอึ้งๆคิดเป็นห่วงคุณชายประสาทพร
“แป้นเป็นอะไรลูก? ทำไมทำหน้าเหมือนกลุ้มใจอะไรอยู่” สุทธิ์สงสัย
“อ๋อ..เปล่าค่ะ ไม่ได้กลุ้ม แค่...คิดว่าถ้าปุ้มรู้ จะตอบว่ายังไงน่ะค่ะ”
“แม่จะรอให้ปุ้มเค้ากลับจากสอนหนังสือคุณหญิงก่อน แล้วค่อยบอก เห็นบอกว่าวันนี้คุณชายชวนไปยืมหนังสือที่ร้านหนังสือ ไม่รู้จะกลับกี่โมง”
สุดานึกได้ว่าคุณชายประสาทพรบอกว่าจะขอแต่งงานที่ร้านหนังสือ
“ผมคิดมาหลายวันแล้วแต่ยังไม่กล้า แล้วก็คิดไม่ออกว่าจะทำยังไงให้ประทับใจ ก็เลยลองถามคุณสุดาดู...พูดถึงขอแต่งงานในร้านหนังสือก็น่าประทับใจดีนะครับ”
สุดาชะงักนิดๆ นึกเป็นห่วงคุณชายประสาทพร
สุทธิ์สรุปเอง “แต่พ่อว่าปุ้มเค้าไม่น่ามีปัญหานะ เพราะหมั้นกันมาตั้งนานแล้ว แต่งไปซะทีก็ดีเหมือนกัน”
สัทธาส่ายหน้าด้วยความไม่แน่ใจ ส่วนสุดาคิดถึงแต่คุณชายประสาทพร

หทัยรัตน์เดินครุ่นคิด กับสิ่งที่เกิดขึ้นในร้านหนังสือ คำพูดของส่องแสง แทงใจเหลือเกิน
“พี่หนึ่งบอกว่าแต่งเพราะเห็นแก่ผู้ใหญ่ พี่หนึ่งน่าสงสารมากๆ ปฎิเสธก็ไม่ได้ แต่เค้าก็พูดกับฉันตรงๆ เค้าขอเวลาฉันสักปี ครึ่งปี ไปแต่งกับเด็กนั่น พอข่าวซาๆ คนลืมๆ ก็เลิก ..... ตอนแรกก็ไม่ยอมแต่พี่หนึ่งอ้อนวอนจนฉันอ่อนใจ แต่ฉันก็ให้เวลาเค้าแค่ 3 เดือนเท่านั้น พอแต่งครบกำหนดต้องหย่าทันที ไม่เห็นเหรอ..พี่หนึ่งถึงได้จัดงานเล็กๆ เงียบๆ ไม่ให้คนอื่นรู้”
“ต๊าย สมเพชเด็กนั่นจริงๆ ถ้าคุณอนวัชขอแต่งงาน คงเข้าใจผิดคิดว่าคุณอนวัชรักตัวเอง. เออ !! ส่อง..นี่แล้วถ้าเด็กนั่นไม่ยอมหย่าหล่ะ”
“ถ้าไม่ยอมก็หน้าด้านเกินไปหล่ะ คนเราจะทนอยู่กับคนที่แต่งงานกับเราเพราะความจำเป็นได้ยังไง..คนเรามันต้องมีศักดิ์ศรีกันบ้าง จะทนอยู่ได้ยังไงในเมื่อผู้ชายไม่ได้รักตัวเองสักนิด”
หทัยรัตน์คิดแล้วทั้งทิฐิ ทั้งโทสะ ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ “ไม่มีวันที่ปุ้มจะแต่งงานกับคุณอนวัช”
ที่บ้านเดือนประดับ หทัยรัตน์ยืนยันหนักแน่น
สุดาพยายามถาม “ปุ้ม..พี่ถามหน่อยได้มั้ย ทำไมปุ้มถึงไม่อยากแต่งงานกับพี่หนึ่ง.. “
หทัยรัตน์คิดตอบดีไม่ตอบดีแล้วก็ตอบออกไป “ปุ้มไม่อยากแต่งงานแล้วก็ต้องเลิกกันค่ะ ถ้าปุ้มจะตัดสินใจแต่งงานกับใครสักคน ปุ้มอยากมั่นใจว่าเค้าจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต”
“แล้วทำไมปุ้มคิดว่าพี่หนึ่งจะทิ้งปุ้ม ทำไมคิดว่าต้องเลิกกัน”
“เพราะเค้าไม่ได้รักปุ้ม..และถ้าเราแต่งงานกันสักวันเค้าก็ต้องเลิกกับปุ้มเพื่อไปอยู่กับคนที่เค้ารัก..” สุดาชะงัก “แล้วแบบนี้ปุ้มจะแต่งงานกับเค้าทำไมคะ” หทัยรัตน์ย้ำ “การหมั้นของเราไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความรัก..การแต่งงานจะสวยงามไปได้ยังไงคะ ปุ้มไม่อยากทำร้ายคนอื่นด้วยการแต่งงานครั้งนี้..รวมทั้งตัวเอง..”
สุดาถามย้ำ “ปุ้มแน่ใจได้ยังไงว่าพี่หนึ่งไม่ได้รักปุ้ม”
“ทุกอย่างที่เค้าทำมันบอกอยู่แล้วค่ะ มันชัดที่สุด..คุณอนวัชไม่เคยรักปุ้ม!!” หทัยรัตน์ยืนยันมั่นใจ

ท้องฟ้ายามค่ำคืน .. เหงาๆ สุดายืนครุ่นคิดอยู่ที่ระเบียง...
ทิพย์เดินผ่านมาพอดี ทิพย์เดินเข้ามาหา “ยืนชมจันทร์ หรือ ยืนคิดถึงใครกันแน่ ลูกสาวแม่?”
สุดาหันมา แล้วก็ยิ้มอายๆ “ไม่ได้คิดถึงใครเลยค่ะ แค่...คิดสงสัยอะไรบางอย่าง”
ทิพย์เดินมายืนข้างๆ สองสาวคุยกันตามประสาหญิงๆ “แล้วอะไรบางอย่าง มันคืออะไร ?”
สุดาลังเลนิดๆ แล้วก็ตัดสินใจถาม “แป้นแค่สงสัยเพราะเห็นคนรอบข้าง เวลามีความรักมักจะมาพร้อมกับความทุกข์ .. ทุกข์เพราะรักเค้าแต่เค้าไม่รัก ทุกข์เพราะรักเค้าแต่บอกไม่ได้ หรือ ทุกข์เพราะรักเค้าแต่...เค้าไปรักคนอื่น. ถ้าเราอยากจะมีความรัก แต่ไม่อยากมีความทุกข์ เราต้องทำยังไงคะคุณแม่? หรือว่าเราไม่ควรมีไปเลย จะได้ไม่ต้องทุกข์”
ทิพย์หัวเราะ “เรื่องความรักมันห้ามกันไม่ได้นะลูก บางทีมันก็เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว”
“ใช่ค่ะ ไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ทั้งๆที่พยายามจะห้ามใจไม่ให้เกิด .. ก็ห้ามไม่ได้” สุดานึงถึงตอนอยู่กับคุณชายประสาทพร..ตอนคุณชายประสาทพรยิ้มน่ารัก และสุดายิ้มอาย
ทิพย์หันมาเลิกคิ้ว “หือ?“
สุดารู้ตัว รีบถอย “คือ แป้นหมายถึงคนอื่นน่ะค่ะ...ขอโทษที่ขัดจังหวะ คุณแม่พูดต่อเลยค่ะ”
“ในเมื่อเราห้ามความรักไม่ได้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะรักแบบไม่ทุกข์” สุดาตั้งใจฟัง “พระท่านสอนว่า..ถ้าเรารักด้วยเมตตา ปรารถนาให้คนที่เรารักเป็นสุข และให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ต้องการครอบครอง ถ้าเรารักแบบนี้ได้ เราก็ไม่ทุกข์” สุดาคิดตาม....ทิพย์พูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และ เข้าใจ “ฟังดูว่ายาก แต่ถ้าลูกทำได้...ลูกจะไม่กลัวความรัก และรักได้อย่างมีความสุข”
“ถ้าเรารักโดยไม่ต้องการครอบครอง..เราก็ไม่จำเป็นต้องบอกให้เค้ารู้ว่าเรารักสิคะ...ก็แอบรักไปเรื่อยๆ”
“ตกลงพูดถึงเรื่องของคนอื่น หรือเรื่องของตัวเองกันแน่?“
“เรื่องของคนอื่นสิคะ.. “ สุดาหลบตา “ไม่ใช่เรื่องของแป้นสักหน่อย “
ทิพย์ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ .... สุดาฟังแล้วก็ถอนใจเบาๆ .. “ก็แอบรักต่อไปแล้วกัน”
เช้าวันต่อมา ที่บ้านเพชรลดา อนวัชหน้าตาดีใจมาก “วันแต่งงานของผมกับปุ้ม ?!!?”
วิทย์ยิ้ม..“ใช่..พ่อเห็นหนึ่งมาถามพ่อเรื่องความรัก เรื่องการแต่งงาน .. พ่อคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว เพราะเรากับปุ้มก็หมั้นกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่งกันไป ชาวบ้านจะได้ไม่นินทา” วิทย์หันมาเห็นอนวัชยังเหวออยู่ “หรือเราไม่อยากแต่ง?”
“ไม่ใช่ครับ..คือผมไม่มีปัญหาครับ..คุณพ่อว่ายังไงผมก็ว่าตามนั้น..ที่จริงผมก็คิดถึงเรื่องนี้มาตั้งนานแล้วครับ รีบแต่งก็ดีครับ ไม่งั้น..คนอื่นจะว่าเอาได้ว่าเราไม่ให้เกียรติผู้หญิง”
อนวัชมองฤกษ์ในมือ แล้วเผลอยิ้มมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด..แล้วก็นึกขึ้นได้ “แล้วว่าที่เจ้าสาวเค้ารู้เรื่องหรือยังครับ”

ที่บ้านเดือนประดับ ทิพย์ สุทธิ์ นั่งคุยกับสัทธาในห้องนั่งเล่น .. ทิพย์วางกล่องแหวนไว้หน้าสัทธา สัทธายิ้ม
“ลูกแน่ใจเหรอปุ๊...เรื่องที่จะขอแหวนไปหมั้นหมายหนูพรรณี”
“ทำไมคุณแม่ถามแบบนี้ครับ ? หรือคุณแม่เห็นว่าผมเป็นคนโลเล”
“เปล่า แม่ไม่ได้คิดแบบนั้น” ทิพย์มองหน้าสุทธิ์ด้วยความหนักใจ “คุณ พูดอะไรบ้างสิ อย่านั่งฟังอย่างเดียว”
“อ้าว” สุทธิ์สะดุ้งนิดๆ “ทำไมโยนเผือกร้อนให้กันแบบนี้หล่ะคุณทิพย์”
สัทธาเห็นท่าทางพ่อแม่แปลกๆ ยิ่งไม่สบายใจ “คุณพ่อ คุณแม่มีอะไรพูดกับผมตรงๆได้นะครับ ผมเองก็พอจะทราบปัญหาอยู่บ้าง”

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 11/2 วันที่ 13 มื.ย. 58

ละครหนึ่งในทรวง บทประพันธ์โดย บุษยมาศ
ละครหนึ่งในทรวง บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครหนึ่งในทรวง กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์
ละครหนึ่งในทรวง ควบคุมการผลิตโดย บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด ธิติมา สังขพิทักษ์
ละครหนึ่งในทรวง ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.35 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ