อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 12 วันที่ 19 มิ.ย. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 12 วันที่ 19 มิ.ย. 58

3–4 วันต่อมา เจ้าพระยาพระคลังคุยกับสมิงสอดน้อยที่เรือนอย่างแค้นใจ

“แต่เกิดมา ฉันยังไม่เคยเห็นโจรใดเหิมเกริมเท่านี้มาก่อน กล้าทำได้แม้แต่ยกพวกเข้าปล้นกลางวันแสกๆ แลยังฆ่าเจ้าเมืองเสียอีก เห็นทีจะอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันไม่ได้แล้ว”

สมิงสอดน้อยรายงานว่ากำลังของตนพร้อมแล้วหากท่านเจ้าคุณจะปราบพวกโจรก็เคลื่อนทัพได้ทันที

“ฉันก็อยากทำเสียตอนนี้ ติดแต่ทัพหนุนของท่านเจ้าคุณบดินทร์เดชายังมาไม่ถึง ถ้ากำลังของเราฝ่ายเดียวเกรงจะรบติดพันนานสิ้นเปลืองชีวิตไพร่พล ฉันจึงต้องอดทนให้พวกมันกระทำหยาบหยามอยู่นี่อย่างไร”


สมิงสอดน้อยติงว่าหากนานเกินไปอาณาประชาราษฎร์ก็จะยิ่งขวัญเสีย ขณะนั้นเองคุณชายช่วงก็หน้าเครียดเข้ามา

“ถึงพวกโจรค้าฝิ่นจะเหิมเกริมอย่างไร เราก็ต้องทนไว้ก่อน เพราะเพลานี้มีเหตุอื่นที่สำคัญกว่ายิ่งนัก แล้วคุณชายช่วงก็รายงานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้คือนายห้างหันแตรนำเรือกลไฟมาจอดที่ท่าเรือ

ชาวบ้านพากันแตกตื่นไปดูเรือเหล็กใหญ่โตลอยน้ำได้ เหมและบุษย์ก็มาดูด้วย เหมปรารภกับบุษย์หน้าเครียดว่า

“นี่คือวิชาความรู้ของพวกวิลาศ มิน่าเล่า พม่าถึงได้พ่ายแพ้ แม้กระทั่งเมืองใหญ่อย่างจีนก็ยังสู้ไม่ได้”

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวท่านจะทรงซื้อเรือวิเศษนี้ไว้ใช้หรือไม่ขอรับ ดีแท้ นับแต่นี้เราก็ไม่ต้องกลัวเรือของบ้านเมืองใดมารุกรานแล้ว”

“นี่ล่ะที่ข้ากังวล มีรึที่พ่อค้าชาววิลาศจะขายเรือดีให้เรา แลหากคนอย่างนายห้างหันแตรยังมีเรือเช่นนี้ได้ แล้วกองทัพเรือของวิลาศจะน่ากลัวสักเพียงใด” เหมสีหน้ากังวลใจ

ooooooo

การที่นายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ หรือนายห้างหันแตร นำเรือกลไฟชื่อ “เอกสเปรส” เข้ามาในประเทศไทย ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับคนไทยในสมัยนั้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เห็น “เหล็กลอยน้ำได้” แต่นายห้างหันแตรกลับคิดจะขายเรือพร้อมกับปืนใหญ่ 200 กระบอก ในราคาถึง 1,200 ชั่ง ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่มหาศาลมากในสมัยนั้น ทำให้สยามไม่สามารถซื้อเรือลำนี้เอาไว้ได้

นายห้างหันแตรไม่พอใจมาก ระเบิดระบายอารมณ์ใส่เจ้าพระยาพระคลังอย่างเหิมเกริม

“ทำไมคนไทถึงเป็นเช่นนี้ ท่านบอกว่าจะซื้อเรือกลไฟ กระผมก็สู้อุตส่าห์จัดหามาให้ แต่พอนำเรือลำใหญ่สง่างามมาขนาดนี้ กลับไม่พอใจ ติติงหาว่าเรือเก่าขึ้นสนิมเขรอะ แล้วเอามาเป็นข้ออ้างไม่รับซื้อ ตกลงจะผิดคำพูดหรืออย่างไร”

เจ้าพระยาพระคลังชี้แจงว่าไม่ได้ผิดคำพูดแต่เรือขึ้นสนิมทั้งลำจริงๆ แล้วจะให้ซื้อในราคา 1,200 ชั่งได้อย่างไร คุณชายช่วงช่วยเจรจาว่า ถึงเราไม่ซื้อทั้งหมดแต่ก็จะซื้อปืนใหญ่ไว้ 100 กระบอกก็แล้วกัน แต่นายห้างหันแตรยืนกรานว่าจะซื้อเรือทั้งลำหรือจะซื้อปืน

บางส่วนหรือซื้อทั้งหมด ทางเจ้าพระยาพระคลังก็ต้องจ่าย 1,200 ชั่งให้ตน

“ข่มกันเกินไปแล้วกระมังนายห้าง” เหมโพล่งขึ้นอย่างสุดทน ลุกพรวดขึ้นจะเอาเรื่อง จนคุณชายช่วงต้องรั้งไว้

“เกินไปอันใด นี่เป็นการค้าขาย ข้านำเรือมาจากเกาะบริเตนใหญ่ ล่องมานานเดือน ถ้าไม่จ่ายเงินให้ก็เท่ากับสยามผิดสัญญา แลเรื่องนี้ อาจจะกลายเป็นเรื่องพิพาทลุกลามใหญ่โตระหว่างสยามกับวิลาศก็เป็นได้” หันแตรกำเริบเสิบสาน จนเจ้าพระยาพระคลังทนไม่ไหว ตอบโต้ทันควัน

“ถ้าข่มขู่กันเช่นนี้ มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเถิด แลเอาเรือผุพังของท่านไปด้วย สยามไม่ต้องการ”

นายห้างหันแตรโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ชี้หน้าเจ้าพระยาพระคลังตวาดขู่

“แล้วสักวัน ท่านเจ้าคุณจะต้องกลืนคำพูดเหล่านี้ เพราะกระผมจะเอาเรือลำนี้ไปขายให้ญวน ถึงตอนนั้น กระผมอยากรู้ว่าท่านเจ้าคุณจะทำสีหน้าเช่นไร เมื่อญวนเอาเรือกลไฟลำนี้มาจ่อยิงใส่พระมหานคร”

ขาดคำนายห้างหันแตรเดินปึงปังลงเรือนไป สร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าพระยาพระคลังและคุณชายช่วงอย่างมาก

เหมมองตามนายห้างหันแตรไปด้วยความแค้นจับใจ แต่จำต้องอดทนกลืนเลือดไว้ก่อน

ooooooo

ลำดวนได้ออกจากวังกลับมาอยู่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง เย็นนี้จึงออกไปเดินซื้อของกับเหมที่ตลาด สังเกตเห็นเหมเงียบขรึม ลำดวนถามว่ายังเคืองนายห้างหันแตรอยู่หรือ แสดงว่าเรื่องนายห้างหันแตรคงหนักหนานัก เหมพยักหน้าเครียด

“มิเพียงหยาบหยามท่านเจ้าคุณพระคลัง มันยังกล้ามาขู่สยาม ถือดีว่ากองทัพวิลาศเกรียงไกร แม้แต่เมืองจีนที่กองทัพยิ่งใหญ่กว่าสยามมากนักยังพ่ายแพ้ จึงกล้าข่มเหงเราถึงเพียงนี้”

ลำดวนไม่สบายใจถามว่าตนจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เหมขอเพียงแค่ลำดวนอยู่เคียงข้างตนเช่นนี้ก็ดี

เป็นที่สุดแล้ว ตัดบทว่าอย่าคุยเรื่องนี้อีกเลย ถามว่าครานี้ลำดวนกลับมาอยู่เรือนเจ้าคุณพระคลังกี่วัน พอลำดวน บอกสามวัน เหมก็พูดออกตัวว่า

“น้อยนัก พี่มีราชการมาก มิรู้จะไปหาเจ้าได้หรือไม่ แต่หากพี่มาได้พี่จะรีบมา เพียงได้เห็นแค่ชายสไบเจ้าก็ยังดี”

เหมหวานเสียจนลำดวนเขิน ทั้งสองหารู้ไม่ว่าตลอดเวลานั้นมีหญิงชาวบ้านที่บัวจ้างมาติดตามเหมกับลำดวนมองอยู่ไม่วางตา หญิงคนนั้นกลับไปรายงานบัวว่า เหมพาลำดวนไปส่งที่เรือนเจ้าคุณพระคลังแล้วกลับไป บัวจึงให้ถุงเงินบอกให้กลับไปได้แล้ว หากจะเรียกใช้จะไปตาม

รุ่งขึ้น บัวไปส่งคุณดวงแขที่ต้องย้ายออกจากวังไปลำปาง คุณดวงแขเสียดายที่บัวไม่ได้ไปอยู่ด้วยเพราะตนตั้งใจจะสร้างวัดที่ลำปาง หากบัวร่วมด้วยก็จะมีเราสามคนคือตน เทียนและบัว บัวบอกว่าแล้วตนจะไปเยี่ยม คุณดวงแขบอกว่าจะรอ

บัวมองตามคุณดวงแขลงเรือไป ก่อนที่หน้าจะนิ่งขรึมลงไปอย่างใช้ความคิด

ooooooo

บัวยังวางแผนที่จะทำให้เหมกับลำดวนแตกแยกกันให้จงได้ ระหว่างอยู่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง บัวเห็นลายมือเหมที่เขียนรายงานส่งมาให้คุณชายช่วง จึงฝึกหัดลายมือเหมจนเหมือน แล้วแผนต่อไปก็เริ่มทันที

บัวแกล้งเขียนจดหมายลายมือเหมวางไว้ที่โต๊ะห้องตัวเอง พอลำดวนไปช่วยทำความสะอาดโต๊ะก็รีบหยิบจดหมายออกอย่างมีพิรุธ แล้วแกล้งวางไว้หมิ่นเหม่ก่อนออกไป จดหมายตกจากโต๊ะลำดวนหยิบจะเอาไปให้ เห็นลายมือคุ้นตาจึงเปิดดูด้วยความสงสัย จดหมายเขียนสั้นๆว่า

“ฉันรู้ว่าแม่บัวออกจากวังแล้ว จึงอยากพบแม่บัวนัก แต่จะไปพบที่เรือนท่านเจ้าคุณก็เกรงใจลำดวน ขอแม่บัวมาพบฉันให้หายคิดถึงสักหน่อย หากแม่บัวเมตตา...”

“คุณพี่เหม...” ลำดวนครางออกมาหน้าซีดเผือด

ทำอุบายให้ลำดวนได้อ่านจดหมายแล้ว บัวให้หญิงชาวบ้านคนนั้นไปนัดแนะเหมมาพบกัน เหมให้กลับไปบอกว่าตนติดราชการไปไม่ได้ หญิงคนนั้นพูดอย่างที่บัวเสี้ยมสอนมาว่า เรื่องนี้เกี่ยวพันกับลำดวนหากไม่ไปอาจสายเกินไป เหมจึงตัดสินใจไป เมื่อเจอบัวเหมเร่งว่ามีอะไรให้รีบพูดเพราะตนต้องรีบกลับไปเข้าเวร บัวถามว่า

“หากวันนั้น ฉันไม่ทิ้งคุณเหมไป ยอมรอคุณเหมที่ไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง คุณเหมจะมีใจให้ลำดวนหรือไม่เจ้าคะ” เหมขอว่าเรื่องผ่านมานานแล้วอย่ารื้อฟื้นอีกเลย “ตอบมาเถิดเจ้าค่ะ เรื่องนี้มีความสำคัญกับฉันนัก”

“เพลานั้นเรากำลังจะหมั้นกันอยู่แล้ว ฉันจะมีใจให้ใครได้อีก แลในตอนนั้นฉันเองก็รักลำดวนเสมอด้วยน้องเท่านั้น”

ทันใดนั้นบัวโผกอดเหมไว้แนบแน่น เหมไม่ทันตั้งตัวหันไปเห็นลำดวนยืนน้ำตาไหลพรากอยู่ ลำดวนหันหลังวิ่งหนีไปทันที

“ลำดวน...ลำดวน ฟังพี่ก่อนลำดวน” เหมผละจากบัววิ่งไล่ตามไปด้วยความตกใจ ตามไปทันรีบคว้ามือลำดวนไว้ขอร้องให้ฟังตนก่อน ลำดวนร้องไห้หนักถามอย่างผิดหวังว่ายังจะให้ตนฟังคำโป้ปดอีกเท่าใดเล่า ยังมีอะไรจะหลอกตนอีกหรือ “พี่ไม่เคยหลอกลวงเจ้าเลยนะ แม่บัวให้พี่มาพบพี่ก็มาพบ แต่พี่ไม่คิดเลยว่าแม่บัวจะทำเช่นนี้”

ลำดวนเจ็บปวดเกินกว่าจะฟังคำชี้แจงใดๆ บอกว่าเห็นจดหมายที่เหมเขียนนัดบัวออกมาพบ เหมบอกว่าตนไม่เคยเขียนและไม่เคยนอกใจลำดวนเลย

ขณะทั้งสองกำลังตึงเครียดกันนั้น เสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้น เหมรวบตัวลำดวนไปกอดไว้อย่างปกป้อง ขอร้องให้ฟังตนก่อน ลำดวนสะบัดอย่างแรงจนหลุดแล้ววิ่งหนีไปท่ามกลางเสียงระเบิดที่ยังกึกก้องครั้งแล้วครั้งเล่า เหมวิ่งตามลำดวนไปด้วยความเป็นห่วง

ลำดวนวิ่งเข้าไปในโบสถ์ เหมวิ่งตามเข้าไปบอกว่าถ้าลำดวนไม่เชื่อตนจะสาบานต่อหน้าพระประธาน แต่พอเหมเริ่มเอ่ยคำสาบาน ลำดวนก็รีบปิดปากเขาไว้เตือนสติว่าสบถสาบานไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่นได้ และถึงเหมจะสาบานตนก็ยังไม่เชื่อสนิทใจอยู่ดี

“ถ้ากระนั้น พี่ขอพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่า นับแต่พี่ผูกสมัครรักใคร่เจ้าแล้ว พี่ก็มิเคยมีใจเป็นสองอีกเลย เจ้าจะให้โอกาสพี่ได้หรือไม่” เหมจ้องลำดวนแววตามุ่งมั่นจริงจัง ในขณะที่ลำดวนมองหน้าเหมอย่างชั่งใจ

ooooooo

เจ้าพระยาพระคลังได้ยินเสียงระเบิดตึงตังก็ร้อนใจ จนเมื่อคุณชายช่วงกลับมาจึงรู้ว่าเป็นเสียงยิงสลุตของนายห้างหันแตรฉลองวันเกิดให้กัปตันเรือเอกสเปรสของพวกเขา แต่เราเอาความผิดไม่ได้เพราะไม่เกิดความเสียหายอะไร

เจ้าพระยาพระคลังเจ็บใจมาก บอกคุณชายช่วงให้ไปดูแลชาวบ้านเพราะไม่คุ้นชินกันเสียงปืนใหญ่คงวุ่นวายกันไปทั่วพระมหานครแน่ เมื่อคุณชายช่วงไปแล้ว เจ้าพระยาพระคลังคำรามอย่างแค้นใจ

“อ้ายหันแตร!”

เหมรอจนเสียงปืนใหญ่สงบจึงพาลำดวนไปส่งที่เรือนเจ้าพระยาพระคลัง บัวรีบเข้ามาหาลำดวนแสดงความเป็นห่วงเป็นใยมากมาย ลำดวนขอตัวไปนอนแล้วเดินเลี่ยงไป บัวบอกเหมว่าเรื่องเมื่อครู่นี้ตนไม่ได้ตั้งใจ แล้วทำทีถามว่าลำดวนว่ากระไรบ้างหรือไม่ ตนจะได้ชี้แจงกับน้อง

“ไม่ต้องดอก เป็นหน้าที่ฉันที่ต้องพิสูจน์ให้ลำดวนเห็น” บัวถามว่าจะพิสูจน์เรื่องกระไร “ก็เรื่องที่ฉันรักลำดวนคนเดียว แลไม่มีวันปันใจไปรักหญิงอื่นได้อีกอย่างไรเล่า” เหมจ้องหน้าบัวเหมือนจงใจบอกเธอ แล้วผละไป

บัวกำมือแน่น จิกตามองตามอย่างหมายมาดที่จะเอาชนะให้ได้

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณชายช่วง สมิงสอดน้อยและเหม ไปเจรจากับนายห้างหันแตรที่ยิงสลุตโดยไม่ประกาศให้รู้ก่อนจนชาวบ้านแตกตื่นโกลาหลกันทั้งพระมหานคร เช่นนี้เหมือนจงใจหยามกันไม่มีผิด

นายห้างหันแตรพูดอย่างยโสโอหังว่าคุณชายช่วงกล่าวเกินไป ทั้งยังเยาะเย้ยว่า “กระผมจะกล้าหยาม ได้อย่างไร ขนาดสยามรับปากว่าจะซื้อเรือแต่ตระบัดสัตย์ไม่ซื้อในภายหลัง กระผมยังไม่กล้าทำกระไรเลย”

เหมถามว่าหากเราไม่รับซื้อเรือแลปืนไว้ นายห้างก็จะข่มขู่พวกเราเช่นนี้ต่อไปหรือ นายห้างหันแตรจ้องหน้าเหมอย่างดูถูกพูดดูแคลนว่า “มีบรรดาศักดิ์แค่หมื่นไม่ใช่รึ อย่าริมาเจรจา ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ของขุนนางชั้นปลายแถว”

นายห้างหันแตรพูดดูถูกดูแคลนจนสมิงสอดน้อยสุดทนจะชักดาบออกมา ฝ่ายลูกน้องนายห้างหันแตรก็เอาทั้งปืนยาวปืนสั้นเล็งใส่พวกคุณชายช่วง คุณชายช่วงจึงสั่งให้กลับ นายห้างหันแตรพูดอย่างยโสว่า “ไม่ส่งนะขอรับ”

กลับมาถึงเรือนเจ้าพระยาพระคลัง ปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดแล้วไม่มีทางออก เพราะเจ้าพระยาพระคลังเล่าว่าในที่ประชุมขุนนางก็แตกเป็นสองพวก พวกหนึ่งต้องการสั่งสอนอ้ายหันแตร แต่อีกพวกก็เกรงจะลุกลามเป็นศึกกับวิลาศ คุณชายช่วงถามว่าแล้วพระพุทธเจ้าอยู่หัวท่านเห็นว่าอย่างไรบ้าง เจ้าพระยาพระคลังยกมือท่วมหัวก่อนแจ้งว่า

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวท่านทรงไม่อยากให้เกิดศึกสงคราม แต่หากปล่อยไว้พวกวิลาศก็ดูถูกดูแคลนว่าเราขี้ขลาดตาขาว ไม่แคล้วต้องยกทัพมารุกรานอยู่ดี”

สมิงสอดน้อยถามว่าเมื่อโน่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร เหมเสนอว่าตนมีวิธี ทุกคนหันมองอย่างสนใจ

แผนของเหมคือออกอุบายหลอกนายห้างหันแตรว่าเราจะซื้อเรือแต่เงินจำนวนมากต้องไปรับกันที่พระบรมมหาราชวัง หันแตรอยากได้เงินจึงตามไป ถูกทหารไทยจับลูกน้องหันแตรไว้และขังหันแตรไว้ในห้องจนกว่าจะเลิกบีบคั้นให้ซื้อเรือ

เจ้าพระยาพระคลังและคุณชายช่วงไม่เห็นด้วยกับวิธีของเหมนักแต่ก็ยังไม่มีวิธีอื่นใดที่จะหยุดยั้งหันแตรได้ จึงยอมให้เหมทำตามอุบายแต่ก็เล่าให้ลำดวนฟัง ลำดวนตกใจเมื่อรู้ว่าหากแผนนี้ไม่สำเร็จเหมจะต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวและโทษอาจถึงขั้นประหาร

ลำดวนห่วงใยเหมจับใจ ในขณะที่บัวซึ่งแอบฟังอยู่บ่นอย่างหงุดหงิดว่า

“บ้าแท้ งานราชการกำลังรุ่งโรจน์ จะเสี่ยงตายไปเพื่อกระไร”

ooooooo

ลำดวนเป็นห่วงเหมจนไปหาที่วัง ถามว่าทำไมถึงเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงเล่า หากนายห้างหันแตรฟ้องไปยังเมืองวิลาศ เหมอาจจะต้องรับผิดแทนทุกคน และโทษถึงประหารทีเดียว เหมหน้าขรึมลงตอบอย่างหนักแน่นว่า

“แต่ก็ยังดีกว่าที่เราต้องเปิดศึกกับเมืองวิลาศ มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายราวกับใบไม้ร่วงมิใช่รึ แลหากแพ้ศึก สยามก็อาจเป็นเพียงเมืองขึ้นเมืองออกของวิลาศเท่านั้น สละชีวิตพี่คนเดียวเพื่อแลกชีวิตนับร้อยนับพัน แลแลกศักดิ์ศรีกับการคงอยู่ของสยาม ยิ่งกว่าคุ้มอีกนะเจ้า”

ลำดวนนิ่งไป บอกว่าฟังเหมแล้วไม่รู้จะพูดอะไรอีก เหมถามว่าไม่ชอบที่ตนทำแบบนี้รึ

“ไม่ชอบเจ้าค่ะ แต่ลำดวนภูมิใจแลจะไม่ห้ามคุณพี่เหมเป็นอันขาด เพราะลำดวนรู้แล้วว่า คุณพี่เหม รักแผ่นดินนี้แลพร้อมจะเสียสละเพื่อแผ่นดินนี้ แม้ลำดวนจะทุกข์ แต่ความภูมิใจในตัวคุณพี่เหมนั้น ก็มีมากกว่าความทุกข์เจ้าค่ะ”

เหมดีใจมาก ดึงลำดวนเข้าไปกอดไว้แนบอกด้วยความรัก เข้าใจ และภูมิใจในกันและกัน

นายห้างหันแตรถูกขังอยู่ไม่กี่วัน ในที่สุดก็ยอมตามที่ทางสยามเสนอ แต่อาฆาตเหมและสยามว่า จะไม่ลืมความอัปยศนี้และต้องให้ชดใช้เรื่องในคราวนี้ให้จงได้ คำรามอย่างอาฆาตว่า “หมื่นสุรบดินทร์ ข้าจะจำชื่อนี้ไว้ ไม่มีวันลืม”

จากกรณีเรือกลไฟเอกสเปรสนี่เอง ทำให้นายห้างหันแตรถูกเนรเทศออกจากสยาม และได้เดินทางด้วยเรือกลไฟเอกสเปรสลำนี้ไปพำนักที่สิงคโปร์ ก่อนจะขายเรือลำนี้พร้อมปืนใหญ่ทั้ง 200 กระบอกให้ญวนตามที่เคยขู่ไว้ในราคา 1,200 ชั่ง เท่ากับที่เสนอขายให้สยาม เป็นการปิดตำนานพ่อค้าชาวอังกฤษคนสำคัญที่ได้เข้ามาค้าขายในสยาม

ooooooo

เมื่อบัวใช้เล่ห์เพทุบายอย่างไรก็ไม่อาจทำให้เหมกับลำดวนแตกแยกจากกันได้ จึงไปเข้าทางคุณหญิงชม ไปกราบคุณหญิงชม เอ่ยชื่นชมเหมที่ได้ขึ้นเป็นหลวงสุรบดินทร์ ข้ามจากหัวหมื่นมาโดยไม่ต้องผ่านขุน นับว่าหายากมาก

เหมขอบใจหน้านิ่งๆ พูดออกตัวว่า ลาภยศก็เหมือนน้ำค้างยามเช้า ต้องแสงแดดไม่นานก็หาย ที่ตนดีใจก็คือได้ทำคุณให้บ้านเมืองต่างหาก คุณหญิงชมชวนบัวอยู่กินสำรับเที่ยงด้วยกัน บัวไม่ปฏิเสธ แต่เหมได้จังหวะบอกว่าคุณหญิงแม่มีบัวอยู่เป็นเพื่อนแล้วตนขอไปคุยราชการกับคุณพระนายไวยก่อน บัวได้แต่ผิดหวังอยู่เงียบๆ

คุณหญิงชมแอบดีใจที่ตีกันช่วยเหมได้สำเร็จ

ระหว่างบัวนั่งเสลี่ยงกลับวังนั่นเอง ถูกหมื่นวิชิตมาดักพบ อ้างว่าตนไม่อาจเข้าไปหาบัวในวังได้จึงต้องใช้วิธีนี้

หมื่นวิชิตพูดถึงความล้มเหลวในแผนการต่างๆ ที่ผ่านมา แต่ตนก็ยังมุ่งมั่นที่จะแย่งชิงลำดวนมาให้ได้ เสนอบัวว่าเหลืออยู่ทางเดียวที่จะสำเร็จได้คือต้อง “ทำเสน่ห์”

“เอากระไรมาพูด” บัวตกใจมาก “ไม่รู้เรื่องคดีพระศรีภักดีรึ อยากหัวขาดหรืออย่างไร”

หมื่นวิชิตบอกว่าตนไม่มีทางเลือก เย้ยว่าบัวเองก็ไม่ต่างกับตนเท่าใดนัก ทุกวันนี้ก็ได้แต่มองเหมกับลำดวนสมรักกันเท่านั้น แม้บัวจะทิฐิ ถือดี แต่ก็เป็นความจริงที่เถียงหมื่นวิชิตไม่ออกเหมือนกัน

ooooooo

ความสัมพันธ์ระหว่างเหมกับลำดวนที่ลุ่มๆ ดอนๆนั้นเหมไม่ได้คิดอะไร แต่สมิงสอดน้อยและบุษย์ที่มีประสบการณ์มากกว่า เตือนเหมว่าเรื่องนี้มันพิกลอยู่ เหมถามประสาซื่อว่าพิกลอย่างไรหรือ สมิงสอดน้อยชี้ว่า

“เอ็งก็คิดเองได้ เพียงแต่ที่แล้วมา เอ็งวางแม่บัวไว้สูง แม้จะเลิกรากันไปแล้ว เอ็งไม่เคยคิดในทางร้ายกับแม่บัวมาก่อนจึงไม่เห็นพิรุธอย่างไรเล่า”

“คุณเหมไม่ใช่คนเจ้าชู้อย่างกระผมหรือพี่สมิง คุณเหมไม่รู้ดอกว่ายามที่ผู้หญิงต่อสู้แย่งชิงเพื่อให้ได้มาเป็นของตน มันน่ากลัวกว่าผู้ชายมากนักขอรับ” บุษย์เสริม สมิงสอดน้อยเพิ่มเติมว่า

“พวกข้าไม่มีพยานหลักฐาน พูดมากไปก็เหมือนกล่าวร้าย เอ็งตรองดู นับแต่วันที่เกิดเรื่องแคลงใจกันระหว่างเอ็งกับแม่ลำดวน เอ็งก็จะเข้าใจเอง”
กลับถึงห้องพักแล้ว เหมทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ระหว่างตนกับบัวและลำดวนหลายครั้งหลายครา จนครั้งสุดท้ายที่บัวปลอมลายมือตนนัดพบกันและกอดตนจนทำให้ลำดวนผิดหวังเสียใจอย่างรุนแรง เหมจึงเริ่มเห็นเล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจของบัว

ขณะนั้นเองทาสหญิงมาเคาะประตูบอกเหมว่า “มีคนชื่อพุ่มมาจากทุ่งวัวลำพองมาขอพบคุณหลวงเจ้าค่ะ”

ooooooo

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 12 วันที่ 19 มิ.ย. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ