อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 14 วันที่ 23 มิ.ย. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 14 วันที่ 23 มิ.ย. 58

คนที่ลำบากใจที่สุดคือลำดวน และขอให้เหมคิดเสียว่า ตอบแทนน้ำใจบัวที่เคยเตือนเหมว่าถูกหลวงสรอรรถซุ่มคนลอบยิง เหมติงว่าเพลานั้นกำลังคับขัน ถึงบัวจะเตือนหรือไม่ตนกับหลวงกำแหงก็เตรียมการไว้แล้ว แม้บัวจะไม่เตือน ตนก็ไม่ได้รับอันตรายดอก

“แม่รู้ แต่น้ำใจที่แม่บัวมีก็ไม่ควรมองข้าม ยามคับขันทุกข์ยากใครมีน้ำใจต่อเราแม้เพียงเล็กน้อยและจะมีน้ำใจด้วยเหตุใด เราก็ต้องจดจำนะพ่อเหม”



เหมทอดถอนใจ แต่ก็รับปากคุณหญิงแม่ว่าจะอดทน แต่ก็อดบ่นไม่ได้ว่า

“ไม่ควรให้แม่บัวมาแต่ต้นเลย ถ้าต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องเห็นหน้ากันอีกก็คงจะดีไม่น้อย”

บัวแอบฟังอยู่ เสียใจจนน้ำตาคลอเมื่อรู้ว่าคนที่ตนหลงรัก รังเกียจตนถึงเพียงนี้

ooooooo

เหมไปเยี่ยมเรือนขุนศรีไชยทิตยที่ปลูกเรือนกว้างขวางใหญ่โต ถามว่าจะไม่กลับไปพระมหานครแล้วหรือ

“ก็คงไปๆ มาๆ เพราะฉันยกเรือนให้ลูกชายไปแล้ว เขาไม่สมัครใจจะเป็นควาญช้าง แต่ชอบที่จะรับราชการอยู่ในพระมหานคร ฉันจึงยกให้เขาไป”

ทั้งสองเดินคุยกันมาเจอบรรดาควาญช้างล้อมวงกินหล้ากันอยู่มุมหนึ่ง ขุนศรีไชยทิตยบ่นอย่างเบื่อหน่ายว่าพวกนี้พอไม่ถือกรรมก็เมาเช้าเมาเย็น

มากับส่งกินเหล้าจนเมาแล้ว พอเห็นเหมก็เรียกให้มากินเหล้ากัน ส่งหยิบถ้วยใส่เหล้าเดินมาหาเหม คะยั้นคะยอให้เหมกินถือว่าฉลองที่เราได้มาเจอกันที่กรุงเก่า

เหมบอกว่าตนกินเหล้าไม่เป็น ขุนศรีก็ปรามว่าอย่าบังคับคุณหลวงท่านเลย ส่งคะยั้นคะยอจนเหมเกรงใจรับถ้วยเหล้าไปบอกว่า “ฉันกินก็ได้ แต่ถ้วยเดียวนะ

ฉันคอไม่แข็ง” แล้วยกดื่ม พอเหล้าลงคอก็ทำหน้าเหยเก เพราะเหล้าแรงมากแต่ก็กลั้นใจดื่มหมดถ้วย

จนถึงกลางคืน เหมถูกหิ้วปีกกลับเรือนในสภาพเมามาก หัวเราะทั้งที่ไม่มีอะไรน่าขำ พอถึงเรือนก็เรียกหาลำดวนให้มาคุยกัน ลำดวนเห็นสภาพของเหมแล้วส่ายหน้า บอกทาสที่พามาส่งว่าให้พาคุณหลวงไปนั่งพักก่อนเดี๋ยวตนจะดูแลเอง

เหมเมามากเมื่อเห็นลำดวนมาดูแลก็มือไม้ไม่อยู่สุข ลำดวนมองขำๆ ปลดมือเหมออก บอกว่าตนจะไปชงชาให้จะได้สร่างเมา ลำดวนเดินบ่นงึมงำออกไปว่า

“บอกว่าไปเยี่ยมเยียนท่านขุนศรีไชยทิตย แต่กลับเมาเหล้ากลับมา ร้อยวันพันปีเคยกินเหล้าเสียที่ไหนนี่ถ้าคุณหญิงแม่รู้เข้า โดนเอ็ดเปิงแน่คุณพี่”

ระหว่างนั้นบัวเดินผ่านมาเห็นเหมเมาหลับอยู่จึงเดินเข้าไปดู เหมรู้สึกตัวก็คว้าบัวไปกอดคิดว่าเป็นลำดวน บัวตกใจพยายามบอกว่าตนไม่ใช่ลำดวน แต่เหมก็เอาแต่ระดมหอมแก้ม ลำดวนเดินกลับมาเห็นเต็มตา บัวตกใจ เหมเห็นลำดวนก็ตกใจแทบหายเมา ผลักบัวออกไปอย่างเร็ว

เมื่อเข้าห้องนอน เหมขอโทษลำดวนบอกว่าตนเมามากคิดว่าบัวคือลำดวนจึงได้กระทำหยาบหยามลงไปแต่ตนไม่ได้นอกใจลำดวน

ลำดวนบอกว่าตนไม่โกรธ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเหมไม่ได้ตั้งใจแต่ก็มิได้หมายความว่าเหมไม่ได้ทำผิด

“เจ้าจะให้พี่ทำกระไรเป็นการไถ่โทษได้บ้างเล่า”

“ถามลำดวนไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ คุณพี่เหมต้องไปถามพี่บัวถึงจะถูก”

เหมขรึมไปถนัด คิดหนักไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

ooooooo

เมื่อเหมถามบัวว่าจะให้ตนทำอย่างไรเพื่อไถ่โทษที่ล่วงเกิน บัวบอกว่าเพียงแต่เหมขอโทษก็พอแล้ว

เหมขอร้องบัวว่าให้ตนได้กระทำอะไรมากกว่าคำขอโทษเถิด หาไม่ตนคงไม่สบายใจไปตลอด เมื่อบัวยืนยันว่าไม่มีอะไรจะให้เหมทำ แต่อดเหน็บไม่ได้ว่าแค่เหมเมตตาให้ตนมาพักเพื่อหลบโรคภัยก็เป็นพระคุณที่สุดแล้ว

“ถ้ากระนั้นให้ฉันพายเรือไปส่งแม่บัวที่วัดเป็นอย่างไร” บัวถามว่าเหตุใดตนต้องไปวัดด้วย “ก็วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของนายเก่า เอ่อ...ของเสด็จที่แม่บัวเคยรับใช้ ฉันเลยคิดว่าแม่บัวอาจจะอยากไปทำบุญที่วัด”

บัวหน้าเสียเพราะตนลืมไปแล้ว แต่พอเหมพูดขึ้นมาก็จำได้และอยากไปทำบุญขึ้นมา

ooooooo

เหมพายเรือพาบัวไปวัด บัวมีดอกไม้ธูปเทียนและสำรับอาหารไปถวายพระด้วย ระหว่างนั้นบัวถามว่าเหมรู้หรือว่าวัดอยู่ที่ใด เหมบอกว่าไม่รู้ บัวถามขำๆว่าแล้วจะพาตนไปทำบุญได้หรือ

“ได้สิ พายเรือไปตามคลองนี่ล่ะ เจอวัดใดก็ทำบุญวัดนั้นไม่ยากดอก”

“พิกลนัก” บัวยิ้มขำๆ เหมเองพลอยหัวเราะชอบใจไปด้วย พลันบัวก็ขรึมลงเมื่อนึกถึงเมื่อครั้งที่รักกันกับเหม เอ่ยขึ้นว่า “คุณเหมจำได้หรือไม่เจ้าคะ ว่าแต่ก่อนคุณเหมก็ชอบพายเรือให้บัวนั่งเช่นนี้”

เหมขรึมไปทันทีแม้จะจำได้แต่ก็ไม่ต้องการรื้อฟื้นความหลัง เลยต่างคนต่างเงียบ บัวรู้ว่าเหมคิดอย่างไร เลยหันมองทิวทัศน์ริมตลิ่งไปเศร้าๆ

เหมพายเรือเรื่อยมาตามคลอง พลันก็ได้ยินเสียงชาวบ้านร้องให้ช่วยเด็กตกน้ำ เหมบอกบัวให้นั่งในเรือก่อน แล้วตัวเองก็พลิกตัวลงคลองดำน้ำไปช่วยเด็กทันที

เหมช่วยเด็กขึ้นมาได้ แม่เด็กรับลูกไปอุ้ม พร่ำขอบคุณเหมที่ช่วยลูกตนไว้ พ่อเด็กขอบคุณเหมถามว่ามาจากไหนหรือไม่เคยเห็นหน้าค่าตา

“ฉัน หลวงสุรบดินทร์ หลบภัยโรคป่วงมาจากพระมหานคร แล้ววันนี้ตั้งใจจะมาหาวัดเพื่อทำบุญน่ะ”

“ที่แท้ก็คุณหลวงกับแม่นายจะทำบุญ ที่นี่ก็เป็นวัดขอรับ ทำบุญที่นี่ก็ได้”

เหมหน้าเจื่อน ในขณะที่บัวยิ้มอายๆที่ชาวบ้านเข้าใจผิด ถามชาวบ้านว่า “มิทราบว่าวัดนี้ชื่อวัดกระไรหรือจ๊ะ”

“วัดพนมยงค์ขอรับ”

เหมจามเพราะตัวเปียกน้ำนาน บัวถามชาวบ้านว่าใครพอจะมีผ้าผ่อนให้คุณหลวงผลัดเปลี่ยนบ้างไหม เกรงคุณหลวงจะป่วยไข้เพราะแช่น้ำนาน

ชาวบ้านเอาทั้งเสื้อและโจงกระเบนมาให้เหมผลัด ปรากฏว่าชุดเล็กกว่าตัวมาก บัวเห็นแล้วอดขำไม่ได้

เหมดูตัวเองแล้วก็พลอยขำไปด้วย

หลังจากทำบุญแล้ว เหมชวนกลับไปเอาเสื้อผ้าของตนคาดว่าคงแห้งแล้วจะได้กลับเรือนกัน บัวเสียดายเวลาแห่งความสุขบอกเหมว่าตนยังไม่อยากกลับเรือนเลย เหมถามว่ายังจะไปที่ใดต่อรึ

“ไม่ได้ไปเจ้าค่ะ แต่...นานแล้ว ที่เราไม่ได้มาทำบุญด้วยกันนะเจ้าคะ”

เหมอึ้ง ขรึมลง แล้วหันหลังเดินออกจากโบสถ์

บัวไม่พอใจถามว่า “ทำไมเล่าเจ้าคะ ทำไมคุณเหมไม่พูดกระไรบ้าง ทำไมต้องเดินหนีบัวด้วย”

“แล้วแม่บัวจะให้ฉันพูดกระไร เรื่องมันผ่านมา นานแล้ว ถึงพูดไปก็ไม่มีกระไรดีขึ้น” เหมพูดโดยไม่หันมอง

“ที่นี่เป็นวัด แลอยู่ต่อหน้าพระ คุณเหมบอกบัวได้หรือไม่เจ้าคะ ว่าหากแม้ไม่มีลำดวน คุณเหมก็ยังไม่มีใจให้บัวอยู่ดี”

เหมกระอักกระอ่วนใจกับคำถามนี้ เดินดุ่มออกจากโบสถ์ไป

บัวมองตามด้วยสีหน้าค้างคาใจแต่ก็แอบมีความหวังว่าเหมยังตัดใจไม่ขาดจากตน

ooooooo

กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เหมจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง บัวเรียกไว้ทวงว่ายังไม่ตอบคำถามตน ถามว่ามันยากมากหรือ

“บัวจะคาดคั้นฉันให้ได้กระไรขึ้นมา ที่ฉันไม่ตอบก็เพราะฉันไม่อยากพูดปด แลไม่อยากพูดความจริงด้วย”

บัวรบเร้าจนเหมถอนใจหนัก ถามว่า

“แม่บัวถามว่าหากไม่มีลำดวน ฉันก็ยังไม่มีใจให้แม่บัวใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะ”

“แต่ก่อน ฉันรักแม่บัวนัก รักจนไม่คิดว่าจะรักผู้ใดได้อีก ยามที่แม่บัวทิ้งฉัน ฉันถึงได้เสียใจราวกับถูกควักหัวใจมาโยนใส่กองไฟ...จากนั้นฉันก็ได้พบลำดวนอีกครั้ง จากที่ฉันรักเสมอน้อง ก็กลายมาเป็นซาบซึ้งในน้ำใจก่อนจะเป็นรักปักใจ เปรียบเหมือนน้ำที่หยดลงผืนดินที่แห้งผากอยู่ทุกวัน วันละเล็กวันละน้อย จนกลายเป็นผืนดินที่ชุ่มชื้น”

“ที่คุณหลวงพูดไม่ใช่สิ่งที่ฉันถามนะเจ้าคะ” บัวติงหน้าตึง

“ใช่สิ เพราะฉันกำลังจะบอกว่า หัวใจที่ถูกแม่บัวขยำทิ้งแล้ว ถึงแม่บัวจะเก็บมันกลับมา มันก็ไม่มีวันเหมือนเดิม ถึงแม้จะไม่มีลำดวนเข้ามาก็เถอะ”

“แล้วเหตุใด คุณหลวงถึงยังช่วยฉันไว้เล่าเจ้าคะ วันที่หลวงสรอรรถจับฉันไป จะปล่อยให้ฉันตายก็ได้นี่ เจ้าคะ” เหมบอกว่าเพราะบัวเป็นพี่สาวของคนที่ตนรัก บัวอึ้งไปนิดหนึ่งยิ้มเยาะก่อนพูดต่อ “เช่นนี้เป็นว่า ชีวิตฉันรอดได้ถึงป่านนี้เพราะลำดวนอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

เหมนิ่ง เบือนหน้าไปทางอื่นแล้วเดินนำกลับไปไม่พูดอะไรอีก บัวเดินตามห่างๆกลับไปที่ท่าน้ำ ต่างไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คำเดียว...

ooooooo

กลับถึงเรือน เหมนอนหนุนตักเล่าให้ลำดวนฟัง ลำดวนนิ่งจนเหมถามว่าเหตุใดจึงไม่พูดกระไรบ้าง ลำดวนถามว่าอยากให้ตนพูดกระไรหรือ

“กระไรก็ได้ แต่ไม่ใช่เงียบเช่นนี้”

“ลำดวนดีใจที่คุณพี่เหมเปรียบลำดวนเหมือนหยดน้ำเจ้าค่ะ”

“พี่เปรียบความรักที่พี่มีต่อเจ้าต่างหาก” เหมกรุ้มกริ่มขยับขึ้นนั่ง ลำดวนบอกว่าตนสงสารบัว เหม หน้าขรึมลงบอกว่า “พี่รู้ว่าคงทำร้ายใจแม่บัว แต่แม่บัวเป็น คนบังคับให้พี่พูดเอง แลถึงขั้นนี้แล้ว พูดตรงไปตรงมาให้เจ็บเสียทีเดียวดีกว่าปล่อยให้แม่บัวหวังเลื่อนลอยอยู่อย่างนี้”

“เหตุใดเราพี่น้องถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ไม่น่าเลยพี่บัว...” ลำดวนหน้าเศร้า ถอนใจยาว...

เหมดึงลำดวนเข้าไปกอดปลอบประโลมอย่างเข้าใจความรู้สึก

ooooooo

เช้านี้ บัวไม่ออกจากห้องมารับสำรับอาหารเช้า ลำดวนให้ทาสหญิงไปดู ทาสหญิงออกมาบอกว่า บัวไม่อยากออกจากห้อง ให้เอาสำรับเข้าไปให้ในห้องแทน

“ช่างเถิดแม่ลำดวน แม่บัวเขาไม่ออกมาใครก็บังคับเขาไม่ได้ดอก” คุณหญิงเอ่ย ลำดวนรับคำหน้าจ๋อยๆ

ขณะนั้นเอง หลวงเผด็จเดินขึ้นเรือนมา เหมรีบเข้าไปหาพามากินข้าวด้วยกัน หลวงเผด็จบอกว่าเอาไว้ก่อนเถิด ตนมีเรื่องสำคัญมาบอก

“ถ้าฉันเดาไม่ผิด โรคป่วงที่พระมหานครคงดีขึ้น พี่หลวงจึงมาตามฉันกลับไปกระมัง”

“เดาไม่ผิดดอก แต่มีมากกว่านั้น เมืองวิลาศส่งราชทูตมาเจรจา ท่านเจ้าพระยาพระคลังจึงให้มาตามเอ็งกลับ นอกจากจะให้เป็นล่ามแล้ว ยังให้เอ็งเข้าขบวนรับราชทูต ด้วยการนั่งช้างไปรับอย่างสมเกียรติ”

เหมและลำดวนดีใจมากเพราะเป็นเกียรติสูงสุดที่ได้รับหน้าที่นี้ แต่คุณหญิงชมกลับหน้าขรึมลง

เมื่อเหมกับลำดวนคุยกับคุณหญิง ท่านไม่กลับพระมหานครด้วย เพราะเคยคิดจะอยู่อยุธยากรุงเก่าในบั้นปลายของชีวิต แลหลังจากมาอยู่ที่นี่แล้วก็ยิ่งชอบใจไม่อยากกลับไปพระมหานครอีก ลำดวนบอกว่าจะให้บ่าวไพร่อยู่รับใช้สักสี่ห้าคน

“อย่าเลยแม่หาเอาใหม่ดีกว่า พวกเจ้าสองคนกำลังจำเริญรุ่งเรือง ควรแล้วที่ต้องมีบ่าวไพร่ไว้ใช้สอย สำหรับแม่แล้ว มีบ่าวสักคนหรือสองคนก็พอ”

เหมเป็นห่วงคุณหญิงแม่มาก เข้าไปกอดบอก “แต่ลูกก็อดเป็นห่วงคุณหญิงแม่ไม่ได้อยู่ดี นับแต่ลูกจำความได้ เราก็อยู่ด้วยกันมาตลอด ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ แล้วจะให้ลูกทิ้งคุณหญิงแม่ไว้ที่นี่คนเดียวได้อย่างไรเจ้าคะ”

เหมอ้อนจนคุณหญิงขำว่าโตจนมีเมียแล้วแล้วยังไม่เลิกนิสัยอ้อนแม่เป็นลูกเล็กอีก ปลอบใจเหมว่า ไม่มีผู้ใดอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดดอก “แลแม่ตั้งใจจะสร้างวัดให้เจ้าคุณพ่อของเจ้า ให้แม่อยู่ที่นี่เถิดจะได้ทำการให้สำเร็จ”

เหมบอกว่าเช่นนี้แล้วตนก็ไม่กล้าขวางบุญคุณหญิงแม่ คุณหญิงจึงหันถามลำดวนว่า

“แม่ลำดวน จำที่แม่พูดกับเจ้าในเช้าวันที่พ่อเหมไปศึกปราบอั้งยี่ค้าฝิ่นได้หรือไม่” ลำดวนบอกว่าจำได้ คุณหญิงยิ้มพอใจย้ำว่า “ฝากพ่อเหมด้วยนะแม่ลำดวน”

ลำดวนคุกเข่าลงข้างคุณหญิง แล้วทั้งเหมและลำดวนก็กราบที่ตักคุณหญิงพร้อมกัน คุณหญิงลูบหัวทั้งคู่ด้วยความรักและเอ็นดู

ooooooo

เรืองและหลวงสรอรรถ ไปซุ่มสังเกตที่ค่ายทหารชั่วคราวของพวกวิลาศที่ตั้งอยู่กลางป่า มีทหารยืนประจำการท่าทางขึงขังมีระเบียบวินัยเข้มงวด

เรืองถามหลวงสรอรรถว่าทหารวิลาศมากมายเช่นนี้ จะลวงตนไปให้พวกมันฆ่ารึ หลวงสรอรรถชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บอกว่าตนฝังสมบัติไว้ที่นั่น แต่ใครจะคิดว่าพวกลิลาศจะมาตั้งค่ายที่นี่ บอกเรืองว่า

“อย่างไรเราก็คงขุดไม่ได้แล้ว ข้าว่าเอ็งช่วยข้าฆ่าอ้ายเหมก่อนเถิดวะ ข้ารับปากแล้วว่าจะแบ่งสมบัติให้กึ่งหนึ่งข้าไม่ตระบัดสัตย์ดอก” เรืองถามว่าเรารอวิลาศให้ไปก่อนแล้วค่อยขุดก็ได้ไม่ใช่รึ “แล้วเอ็งจะขนสมบัติไปอย่างไรวะ ทั้งเอ็งทั้งข้าต้องโทษอยู่ สมบัติก็มากโขไม่ง่ายดอกนะโว้ย”

“โทษทัณฑ์มันมีอยู่แล้ว ต่อให้ข้าช่วยเอ็งฆ่าหลวงสุรบดินทร์ก็ไม่ทำให้โทษลดลงจนขนสมบัติไปได้ง่ายๆ ดอกวะ”

หลวงสรอรรถยิ้มเจ้าเล่ห์ ถามว่า “แล้วถ้าข้าทำให้อาญาบ้านเมืองเอื้อมไม่ถึงเราแล้วย้อนมาขนสมบัติกลับไปง่ายๆเล่า” เรืองมองหน้าหลวงสรอรรถอย่างสงสัย

ค่ำนี้เอง หลวงสรอรรถและเรืองจึงลอบเข้าไปในค่ายทหารชาววิลาศ ถูกทหารกรูมาล้อมไว้พร้อมอาวุธครบมือหลวงสรอรรถรีบยกมือขึ้นบอกว่าอย่ายิง แล้วคุกเข่าลง “กระผมมาขอพึ่งใบบุญชาววิลาศอย่ายิงกระผมเลยขอรับ”

หลวงสรอรรถปรายตามองเรืองทำให้เรืองจำต้องคุกเข่าตามด้วยท่าทางฮึดฮัดขัดใจ พวกทหารมองหน้า กันไปมาฟังไม่รู้เรื่อง หลวงสรอรรถยังคงพูดไปเรื่อย

“กระผมถูกพวกขุนนางสยามรังแกกลั่นแกล้ง จึงอยากเข้ารีตอยู่ในบังคับของเมืองวิลาศขอรับ”

ทันใดนั้น หมื่นวิชิตเดินออกมาจากข้างในถามเยาะว่า “ขุนนางที่ว่าคงชื่อหลวงสุรบดินทร์กระมังคุณหลวง”

หลวงสรอรรถตกใจเพราะจำหมื่นวิชิตได้ว่าเป็นใคร หมื่นวิชิตหัวเราะชอบใจ บอกหลวงสรอรรถว่า

“ไม่ต้องกลัวไปดอกคุณหลวง เพลานี้ กระผมก็เข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศด้วยกลัวอาญาบ้านเมืองเช่นกัน หากคุณหลวงต้องการเช่นเดียวกับกระผม กระผมก็จะช่วยพูดกับท่านทูตให้เอง”

“เราเคยเจอกันไม่กี่ครา ไม่คิดว่าหัวหมื่นจะเอื้อเฟื้อฉันเช่นนี้”

“ข้อบาดหมางของคุณหลวงกับหลวงสุรบดินทร์โจษกันไปทั่ว แลกระผมก็มีความแค้นกับหลวงสุรบดินทร์เช่นกัน ศัตรูของศัตรูคือมิตรไม่ใช่หรือ”

หลวงสรอรรถกับหมื่นวิชิตต่างยิ้มให้กันด้วยสีหน้าแววตาเจ้าเล่ห์เพทุบายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ooooooo

สองสามวันต่อมา ครอบครัวเหมก็กลับถึงบ้านที่พระมหานคร เมื่อมาถึงท่าน้ำเหมส่งมือรับลำดวนขึ้นจากเรือแล้วจึงรับบัว แต่บัวไม่รับมือเหมก้าวขึ้นจากเรือเอง

ลำดวนบอกว่าใกล้เที่ยงแล้วชวนบัวอยู่กินสำรับด้วยกันก่อน บัวไม่กินบอกว่าจะกลับเรือน แล้วเดินผละไปอย่างไม่แยแส บัวเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนเจ้าพระยาพระคลัง ระหว่างทางเจอหมื่นวิชิตตวาดไล่ชาวบ้านไม่ให้ขวางทางทหารชาววิลาศ

ทั้งบัวและหมื่นวิชิตต่างมองกันอย่างไม่คาดคิดว่าจะเจอกันอีก

หมื่นวิชิตบอกบัวว่า ตนเข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศแล้วหาต้องกลัวอาญาของสยามไม่แต่ต้องทำตามกฎหมายของวิลาศ บอกบัวว่าแม้ไม่กลัวอาญาของสยามแต่ยังแค้นเรื่องลำดวนไม่หายมิรู้จะถอนหนามนี้ออกจากอกได้อย่างไร

บัวถามว่าหมื่นวิชิตยังคิดอยากได้บัวอยู่หรือ หมื่นวิชิตพูดอย่างยโสโอหังว่าแม้แม่บัวจะมีราคีแล้วตนจะเอามาก็เพียงเป็นเมียน้อยเท่านั้น บัวอ่านใจหมื่นวิชิตออก แกล้งถามว่ามาบอกตนเช่นนี้ต้องการกระไร หมื่นวิชิตตบเข่าฉาดหัวเราะชอบใจ

“สมเป็นคุณหนูบัว ฉันพูดแค่นี้ก็เดาได้ ถามกันตามตรง คุณหนูไม่คิดแค้นหลวงสุรบดินทร์กับแม่ลำดวนบ้างรึ”

“มีรึฉันจะไม่แค้น แต่เพลานี้ฉันจะทำกระไรได้” บัวแววตาแข็งกร้าว

“ทำไมจะไม่ได้เล่า อ้ายหลวงสุรบดินทร์มันชะตาขาดแล้ว หากคุณหนูจะแก้แค้น ก็ช่วยให้ฉันได้แม่ลำดวนมาเป็นเมียน้อยสักหน่อยเป็นไร” บัวอึ้ง ถามว่า

“แล้วหัวหมื่นรู้ได้อย่างไรว่าหลวงสุรบดินทร์ชะตาขาด”

หมื่นวิชิตไม่ตอบ แต่ยิ้มร้ายสะใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเหม

ooooooo

สิ่งที่กำลังจะเกิดกับเหมคือ ทางวิลาศต้องการตัวเหมไปไต่สวนทวนความเรื่องที่หันแตรไปฟ้องไว้

คุณชายช่วงส่งสมิงสอดน้อยไปคุมตัวเหมจากเรือนขณะบุษย์กำลังสอนเหมให้นุ่งโจงกระเบน บอกบุษย์ว่า

“นายห้างหันแตรร้องเรียนไปยังกงสุลวิลาศที่สิงคโปร์ว่าถูกกลั่นแกล้งหยาบหยาม ข้าจึงต้องนำตัวนายเอ็งไปไต่สวนทวนความตามคำสั่งท่านเจ้าพระยาพระคลัง”

เหมกับลำดวนมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด เหมสีหน้าขรึมลง...เมื่อคิดว่า ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้

สมิงสอดน้อยคุมตัวเหมไปยังชายทุ่ง ที่นั่นคุณชาย ช่วงกับทหารอีกจำนวนหนึ่งมาดักรออยู่

เหมแปลกใจว่าเหตุใดคุณชายช่วงจึงมาอยู่ที่นี่

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 14 วันที่ 23 มิ.ย. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ