อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนอวสาน[2] วันที่ 17 มื.ย. 58

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนอวสาน[2] วันที่ 17 มื.ย. 58

“ไม่ต้องเรียกหมอ..ฉันอยากตาย..ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว”
“ไม่ได้นะคะคุณตายไม่ได้นะคะ..คุณต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป”
“ฉันจะอยู่ต่อไปทำไม..ในเมื่อฉันมันเป็นคนไม่มีค่า..อยู่ไปก็มีแต่จะทำให้คนอื่นลำบาก ปล่อยให้ฉันตายซะดีกว่า อย่างน้อย..ถ้าฉันตายเธอก็จะได้เป็นอิสระ ไม่ต้องมาทนอยู่กับฉัน ปล่อยฉันตายไปเถอะหทัยรัตน์”
หทัยรัตน์น้ำตาซึม “ไม่ค่ะ ฉันจะไม่ให้คุณตาย..คุณตายไม่ได้นะคะ..”

“ทำไม..ทำไมเธอไม่อยากให้ฉันตายหทัยรัตน์...ทำไม..”
“เพราะฉัน..ฉัน...ร...” หทัยรัตน์กำลังจะพูดคำนั้นออกมา อนวัชลุ้นระทึก


และแล้วเสียงบุญเติมก็ดังขึ้น “คุณปุ้มครับ..หมอมาแล้วครับ..”
หะ..อนวัชอึ้งไป..อะไรวะ!!!“เฮ้ย..ทะ..ทำไมหมอมาเร็วแบบนี้หะ ????? “อนวัชฉุนสุดๆ

ที่ห้องนอนอนวัช หมอประสงค์ยิ้มหน้าแป้น คุยกับหทัยรัตน์ด้วยน้ำเสียงไม่รู้ร้อนรู้หนาว “พอดีมาทำธุระแถวนี้ ก็เลยแวะมาดูอาการคุณอนวัชน่ะครับ..ที่จริงก็มาถึงสักพักแล้ว ตะโกนเรียกอยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบตอนแรกยังคิดว่าไม่มีใคร..พอจะกลับนายบุญเติมก็วิ่งกระหืดกระหอบมาตามให้ไปดูคุณอนวัช..แหม เป็นโชคดีของคุณอนวัชจริงๆนะครับเนี่ย...” หมอประสงค์หันมาทางอนวัชที่นอนหน้าบึ้งอยู่ ก็งง
อนวัชเลยต้องตอบเป็นพิธี “ก็คงจะอย่างนั้นมั้งครับหมอ”
หทัยรัตน์ สุดา สัทธา ยืนอยู่รอบๆเตียง บุญเติมยืนอยู่ห่างออกไป “คุณหมอคะ..แล้วอาการของคุณอนวัชเป็นยังไงบ้างคะ? “
“ตอนนี้ก็เอ่อ.. เหมือนเดิมครับ..ทุกอย่างเหมือนเดิมเลยครับ..เอ่อ..ก็ไม่มีอะไรแล้ว” หมอประสงค์เห็นหน้าอนวัชแล้วอยากกลับ...รู้สึกว่าตัวเองคงมาผิดจังหวะ “ผมว่าผมกลับเลยดีกว่าครับ “
หทัยรัตน์แปลกใจ “อ้าว.. แค่นี้เองเหรอคะ ?”
“ครับ แค่นี้แหละครับ”
หทัยรัตน์สงสัย “แต่อาการของคุณอนวัชทั้งทางร่างกายแล้วก็จิตใจดูแย่มากเลยนะคะ คุณหมอจะไม่รักษาหรือให้ยาหน่อยเหรอคะ”
หมอประสงค์คิดไม่ทัน “จะมีก็แต่วิตามินน่ะครับ”
“หือ? เจ็บหนักปางตายแค่วิตามินเองเหรอคะ”
หมอประสงค์อึกอักๆ สัทธารีบช่วย “ปุ้ม..คุณหมอเค้ารู้ว่าควรจะให้อะไรน่ะ อย่าเซ้าซี้เลย “
อนวัชตัดบทและตัดพ้อ “ใช่ .. พอเถอะหทัยรัตน์ ฉันบอกแล้วว่า..อาการของฉันมันคงจะเกินเยียวยาจริงๆ..พอเถอะ อย่าพยายามอีกเลย ... ฉันอยากนอนแล้ว ขอบคุณคุณหมอมาก...และคราวหน้าคุณหมอไม่ต้องมาตรวจก็ได้นะครับ” อนวัชไล่แขก หทัยรัตน์พูดไม่ออก
หมอประสงค์ยิ้มเจื่อนๆ “เอ่อ...ถ้าอย่างนั้น ... ผมว่าผมขอตัวกลับก่อนนะครับ สวัสดีครับ “
“ปุ้มออกไปส่งค่ะ” หทัยรัตน์กับประสงค์เดินออกไป บุญเติมเดินตาม
คล้อยหลังหทัยรัตน์ สุดา สัทธา อนวัช มองหน้ากันอย่างเซ็ง
สัทธาบ่น “หมอประสงค์นี่มาไม่ดูตาม้าตาเรือเล้ย”
อนวัชผิดหวัง “อีกนิดเดียวแท้ๆ “
สุดาพึมพำ “เสียแผนหมด”
แล้วทั้งสามคนก็ถอนใจพร้อมกัน “เฮ่อ” !!
หทัยรัตน์เดินคุยมากับหมอประสงค์ “เมื่อครู่ที่คุณอนวัชบอกว่าไม่ต้องมาตรวจแล้ว คุณหมออย่าถือสาเลยนะคะ เธอคงพูดเพราะความเครียด”
“ผมเข้าใจครับ แต่คุณอนวัชก็พูดถูกนะครับ คุณหทัยรัตน์ดูแลคุณอนวัชดีขนาดนี้ หมอไม่ต้องมาก็ได้ครับ”
“แต่...ดิฉันก็ทำได้แค่ดูแล รักษาไม่ได้นะคะ “
“แค่นี้ก็พอแล้วครับ โรคที่คุณอนวัชเป็นอยู่ ไม่มีอะไรดีไปกว่า .. การดูแลจากคนที่รักกัน .. แค่นี้ก็ดีกว่ายาทุกขนานแล้วครับ” หทัยรัตน์สะอึกเบาๆ แอบเขิน หมอประสงค์ยิ้มตาหยี “ขอบคุณที่เดินมาส่งนะครับ สวัสดีครับ “หมอประสงค์เดินแยกไป
หทัยรัตน์ยังยืนอยู่ที่เดิม หทัยรัตน์นึกภาพย้อนหลัง ตอนหทัยรัตน์กอดอนวัช ร้องไม่ให้ตาย หทัยรัตน์ถอนหายใจเบาๆ ... เฮ่อ ... “รอดมาได้”

อนวัชนอนเหม่อคิดถึงตอนที่หทัยรัตน์เกือบจะบอกรัก
“ไม่ค่ะ ฉันจะไม่ให้คุณตาย..คุณตายไม่ได้นะคะ..”
“ทำไม..ทำไมเธอไม่อยากให้ฉันตายหทัยรัตน์...ทำไม..”
“เพราะฉัน..ฉัน...ร...”
อนวัชยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว แล้วก็ทำหน้าบึ้งขัดใจ “โธ่เอ๊ย! อีกแค่นิดเดียวเอง” อนวัชคิด...ค้างคาใจ

หทัยรัตน์ดุใส่อนวัช “ใช่อีกนิดเดียว !! ถ้าฉันกับเติมไม่ไปเจอซะก่อน ป่านนี้คุณคงได้ไปเข้าเฝ้าพระอินทร์แล้ว..ทีหลังคุณอย่าคิดสั้นแบบนี้อีกนะคะ..”
“หทัยรัตน์..ตอนอยู่ที่หน้าผาเธอยังพูดไม่จบเลย..เธอยังไม่บอกเลยว่าทำไมเธอถึงไม่อยากให้ตาย”..
หทัยรัตน์ยิ้มอาย “ฉัน..ลืมไปแล้วค่ะ..”
“อะไรกัน..เธอจะลืมไปได้ยังไง..ก็เราเพิ่งคุยกันเมื่อกี๊นี้เอง”
หทัยรัตน์เขินๆ เลยหันหน้าหนีมาทำเป็นจัดของที่หัวเตียง “ลืมก็ลืมสิคะ..ฉันว่าตอนนี้คุณอย่าเพิ่งคิดมากนะคะ..แล้วก็เอาความคิดเรื่องความตายทิ้งไปซะ..ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนคุณเอง..คุณหมอบอกว่าคุณอาจจะเครียดมากเกินไปจนคิดมาก เมื่อกี๊คุณหมอเลยให้คุณทานยาคลายเครียด มันจะทำให้คุณง่วงนอน..”
ทันใดนั้นเสียงอนวัชกรนเบาๆก็ดังขึ้น.. หทัยรัตน์ชะงักหันไปดู.. อนวัชหลับสนิท
หทัยรัตน์ขำและเดินเข้ามาหา..หทัยรัตน์มองอนวัชตอนหลับดูสงบน่ารัก หทัยรัตน์เอื้อมมือมาจับผมที่ปรกหน้าผากอนวัชให้เข้าที่เปิดให้เห็นใบหน้าที่คมเข้ม หทัยรัตน์มองดูอนวัชและยิ้มด้วยความโล่งใจและเป็นสุข

ชุลีกำลังเม้าท์อยู่กับเพื่อนๆ
เพื่อนอยากรู้ “นี่เธอรู้ข่าวการแต่งงานของส่องแสงกับคุณรวยแล้วใช่มั้ย”
ชุลีทำท่าเบื่อหน่าย “อู๊ย..รู้สิยะ..อย่างฉันเนี่ยจะไม่รู้ได้ยังไง..ยัยส่องพูดกรอกหู อวดความยิ่งใหญ่ อลังการของงานแต่งงานคุณเธอให้ฉันฟังทุกวัน..ฟังจนไม่อยากจะไปงานแต่งงานอยู่แล้วเนี่ย”
เพื่อนอีกคนสงสัย “นี่แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่าคุณรวย อะไรเนี่ย เป็นใครมาจากไหน ทำไมฉันไม่เห็นรู้จักเลย รู้แต่ว่า “รวย” อย่างเดียว”
ชุลีรีบตอบ “รู้สิ ก็ฉันนี่แหละเป็นคนแนะนำให้รู้จักกันเอง คุณรวยเค้าเป็นเศรษฐีอยู่ทางใต้..แล้วก็รวยมากก “
เพื่อนคนแรกซัก “แล้วเค้าทำอะไรรวยล่ะเธอ”
ชุลีชะงัก “นั่นสิ..ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน..เคยถาม เค้าก็ตอบแบบอ้อมๆแอ้มๆ จนถึงทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าคุณรวยเนี่ย..เค้ารวยมาจากอะไร???”
เพื่อนขาเม้าท์ และชุลี พากันขมวดคิ้วด้วยความอยากรู้..

ที่โกดังร้างแห่งหนึ่ง รวยยืนคุยกับลูกน้อง 5 คน ทุกคนแต่งตัวในชุดดำท่าทางไม่น่าไว้ใจ
“ของพร้อมนะ..เดี๋ยวพวกมึงรีบขนลงไปทางชุมพร ลูกค้ารออยู่ที่นั่นแล้ว..” รวยส่งเงินให้ลูกน้องปึกใหญ่ “เอ้า..ค่าเหนื่อย...” ลูกน้องยกมือไหว้และรับเงินไป รวยเตือน “ระวังตัวด้วยนะเว้ย..เออ..อีกอย่าง พอขนของเที่ยวนี้เสร็จแล้ว กูว่าจะหยุดสักพัก ต้องไปแต่งเมียเว้ย” ลูกน้องยิ้มตาม “พวกมึงก็เหมือนกัน พอทำงานเสร็จก็กระจายตัวกันไปสักพัก พอกูพร้อมจะทำงานใหม่ กูจะติดต่อไปอีกที”
“ครับเจ้านาย”
“รีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวลูกค้ารอ”
ลูกน้องรวยรีบเดินไปที่รถบรรทุกหกล้อคันขนาดกลาง ที่บรรทุกอ้อยเต็มคันรถ รวยเดินแยกมาที่รถตัวเองที่จอดห่างออกไป ลูกน้องรวยแยกย้ายกันขึ้นรถขนอ้อย คนขับขึ้นมานั่งบนรถ กำลังจะสตาร์ทรถก็ต้องตกใจเพราะมีปืนยื่นเข้ามาพร้อมกับขึ้นนก กริ๊ก คนขับหันมาเห็นตำรวจ
“หยุดอย่าขยับ..นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ...”
คนขับหน้าซีดและตะโกนขึ้น “เฮ้ย..ตำรวจ...”
พอสิ้นเสียงคนขับรถ เสียงปืนก็ดังขึ้นปึงปัง...ลูกน้องรวยรีบวิ่งหนีและยิงต่อสู้กันจ้าหล่ะหวั่น..
รวยกำลังจะขึ้นรถก็ตกใจหันมาเห็นตำรวจอีก 4 คน ยืนเอาปืนจ่ออยู่..
“หยุด..ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ วางอาวุธและมอบตัวซะโดยดี..”
“เอ่อ... เปล่านะครับ..ผมไม่เกี่ยวนะครับ..ผมไม่เกี่ยว...” รวยเข่าอ่อน..ค่อยๆทรุดลงกับพื้น..
กระบะรถบรรทุกอ้อยถูกตำรวจสามสี่คนเปิดท้ายรถเห็นกัญชาอัดแข็งวางเรียงเป็นตับ...
ที่บ้านพิเศษกุล ส่องแสงกำลังลองชุดแต่งงาน สีสุกกับช่างคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ
“สวยมากส่องลูกแม่..นี่แล้วคุณรวยเค้าจะมาลองชุดเมื่อไหร่ลูก”
“เย็นนี้ค่ะแม่ คุณรวยลงไปจัดการเรื่องงานที่ต่างจังหวัดอีกสักพักก็คงจะถึงกรุงเทพแล้วล่ะค่ะ “
“อ๋อ..เหรอ..เออนี่ส่อง..แล้วตกลงลูกได้ถามคุณรวยหรือยังลูก ว่าไอ้ธุรกิจที่เค้าทำอยู่น่ะ มันทำเกี่ยวกับอะไร แม่จะได้ไปคุยกับเพื่อนๆได้ถูก...”
ทันใดนั้นเสียงชุลีก็ดังขึ้น “ส่อง..ส่อง..เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
สีสุกและส่องแสงหันมาด้วยความตกใจ
“อะไร..เกิดอะไรขึ้นชุลี..”
ชุลีหอบเหนื่อย
สีสุกเหน็บ “เอ้า..ใจเย็นๆ เดี๋ยวจะตายไปซะก่อนจะรู้เรื่องมีอะไรเหรอจ้ะ”
“คุณรวย..ข่าวคุณรวยค่ะ...นี่ค่ะ” ชุลีส่งหนังสือพิมพ์ให้สีสุก ตัวเองยังหยุดหอบอยู่
สีสุกรับมา “ข่าวอะไร..”
ส่องแสงยิ้ม “สงสัยจะข่าวงานแต่งงานมั้งคะคุณแม่..”
ชุลีส่ายหน้าจะพูดแต่ยังหายใจไม่ทัน
“อาจจะใช่นะ..นี่ไง..นักธุรกิจใหญ่..ถูกรวบตัวพร้อมเฮโรอีนราคาหลายสิบล้าน..” ห๊ะ...สีสุก ส่องแสง..ตกใจ..เหวอไป
“คุณแม่ว่าอะไรนะคะ..คุณรวยทำไมนะคะ”
“เออ..คุณรวย..”
ชุลีพูดขึ้น “คุณรวยถูกตำรวจจับโทษฐานค้ายาเสพติด”
ส่องแสงหน้าซีด “ไม่จริง”
“จริง..” ชุลีดึงหนังสือพิมพ์มาจากสีสุก “นี่ไง..พาดหัวตัวเบ้อเร่อ..นี่มีรูปด้วยนะส่องดูสิ” ชุลีชี้ให้ส่องแสงดู...
ส่องแสงเห็นรูปและข่าวก็เป็นลมล้มพับไป “เฮ่อ....”
สีสุกตกใจ “หนูส่อง..ส่อง..ส่องลูกแม่..ส่อง..”
ช่างเสื้อสาระแน “ตอนนี้คุณนายก็รู้แล้วสิคะว่าคุณรวยทำงานอะไร...”
สีสุกหันมาตวาด “นี่มันเรื่องอะไรของแกด้วย..ไปเลย..รีบออกไปจากบ้านฉันเลยไป..ปากมากดีนัก..ไป..” สีสุกตะโกนไล่ช่างเสื้อด้วยความโกรธ ช่างเสื้อรีบขนของออกจากบ้านแทบไม่ทัน สีสุกตะโกนต่อ “เฮ้ย..ใครอยู่แถวนี้บ้าง..ไปหายาลมยาดมยาหม่องมาให้หน่อยเร็ว.. ส่องอย่าเป็นอะไรนะลูก..ส่อง..” สีสุกกระพือกระดาษแถวนั้นพัดให้ลมส่องแสงที่สลบเหมือดไป
ที่บ้านพักต่างจังหวัด สุดาฟังสัทธาเล่าเรื่องรวยแล้วตกใจ “คุณรวยโดนจับ!!!”
“ใช่..พี่ได้ข่าวจากทางตำรวจว่าคุณรวยโดนจับพร้อมเฮโรอีน ป่านนี้ข่าวคงกระพือไปทั้งพระนคร”
“แต่เค้ากำลังจะแต่งงานกับพี่ส่องนะคะ ไม่รู้ว่าอาสีสุกกับพี่ส่องจะเป็นยังไงบ้างนะคะ” สุดาคิดถึงด้วยความเป็นห่วง

สีสุกตวาดใส่โทรศัพท์ “ฉันจะเป็นยังไงก็เรื่องของฉัน..เธอไม่ต้องโทรศัพท์มาเยาะเย้ยฉันเลยแม่แป้น”
สุดาตกใจ สุดาคุยโทรศัพท์อยู่ที่ไปรษณีย์ มีสัทธายืนอยู่ไม่ห่าง “แป้นไม่ได้จะโทรศัพท์มาเยาะเย้ยนะคะ แต่แป้นเป็นห่วงพี่ส่องจริงๆ “
สีสุกยังคงตวาดอย่างร้อนตัว “เธอเก็บความห่วงใยของเธอไว้เถอะ..แม่ส่องน่ะเค้าไม่ได้เป็นอะไรเลย..เค้าสบายดี และไอ้ข่าวบ้าๆนี้ก็ทำอะไรเค้าไม่ได้ด้วย..แค่นี้นะ” สีสุกวางโทรศัพท์ไปอย่างฉุนเฉียว..
เสียงส่องแสงร้องไห้ดังขึ้น “โฮ..ทำไมเรื่องมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย...”
สีสุกหันมามองหน้าลูกสาวด้วยความสงสาร

สุดาวางโทรศัพท์ไปด้วยความงงๆ “อะไรเนี่ย”
“พี่บอกแล้วว่าไม่ต้องโทร.ไป เป็นไงหล่ะโดนด่ากลับมาหล่ะสิ”
“แต่แป้นเป็นห่วงพี่ส่องจริงๆนะคะ”
“แต่อาสีสุกเค้าไม่คิดแบบนั้นหรอก..พี่ว่าปล่อยเค้าไปเถอะ..คนแบบยัยส่องเจอแบบนี้ซะบ้างก็ดีเหมือนกัน..เพราะตัวเองก็ทำกับคนอื่นเค้าไว้เยอะ..เจอกับตัวจะได้รู้สึก”
สัทธาสะใจ สุดายังเสียความรู้สึกอยู่

ส่องแสงร้องไห้หน้าเยิน สีสุกคอยปลอบใจอยู่ใกล้ ๆ ชุลีคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ
“ส่องอยากตายค่ะคุณแม่..ส่องอยากตาย”
“ส่องตายไม่ได้นะลูก..ถ้าลูกตายจะมีคนสมน้ำหน้าลูกนะคะ..ลูกต้องสู้ค่ะ..”

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนอวสาน[2] วันที่ 17 มื.ย. 58

ละครหนึ่งในทรวง บทประพันธ์โดย บุษยมาศ
ละครหนึ่งในทรวง บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครหนึ่งในทรวง กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์
ละครหนึ่งในทรวง ควบคุมการผลิตโดย บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด ธิติมา สังขพิทักษ์
ละครหนึ่งในทรวง ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.35 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ