อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนอวสาน วันที่ 25 มิ.ย. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 14[ตอนอวสาน] วันที่ 25 มิ.ย. 58

ทับทิมมาหาลำดวนที่เรือนเหมแต่เช้าบอกว่า คุณหลวงของตนเพิ่งกลับจากจันทบูรเมื่อคืน พอตนได้ข่าวเหมก็เป็นห่วง ถามว่าแล้วลำดวนจะทำอย่างไรต่อไป

“น้องแบ่งเบี้ยอัฐให้บ่าวไพร่แลให้แยกย้ายกันไปหมดแล้วเจ้าค่ะ รอเสร็จสิ้นคดีคุณพี่เหมเมื่อใด ก็จะขายเรือนนี้แล้วไปอยู่กับคุณหญิงแม่ที่อยุธยาเจ้าค่ะ”

ทับทิมสงสารน้องที่ต้องเป็นหม้ายแต่ยังสาว ลำดวนบอกว่าเป็นบุญที่ทับทิมมาหา ตนมีบางเรื่องที่ไม่อาจทำเองได้และจะหาคนไว้ใจได้ก็ไม่มี เอ่ยขอ “พี่ทับทิมช่วยน้องด้วยเถิดนะเจ้าคะ”



ทับทิมถามว่าเรื่องกระไรหรือ ก็พอดีบัวเดินออกมาจากข้างใน ทับทิมถามว่าบัวมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร บัวมองทั้งสองสีหน้าเครียด เหมือนเตรียมพร้อมที่จะทำอะไรสักอย่างไว้แล้ว

ooooooo

สมิงสอดน้อยนำตัวเหมที่ถูกมัดมือไพล่หลังไปมอบให้กัปตันบราวน์ กัปตันไม่พอใจถามว่าเหตุใดไม่ตีตรวน

“หลวงสุรบดินทร์กระทำผิดต่อคนของวิลาศ แต่หาได้กระทำผิดต่อสยามไม่ เพียงแค่มัดด้วยเชือกก็ถือว่าเสียเกียรติมากแล้ว” คุณชายช่วงชี้แจง กัปตันบราวน์จึงมาดูว่ามัดแน่นหนาหรือไม่ พอใจแล้วจึงสั่งให้คุมตัวเหมลงเรือ

“ส่งหลวงสุรบดินทร์แทนฉันด้วยนะคุณพระ” คุณชายช่วงตบบ่าบอกสมิงสอดน้อยแล้วพาทหารออกไปด้วยความเศร้าใจที่จำต้องทำเช่นนี้กับเหมทั้งที่เหมทำเพื่อแผ่นดิน

ขณะเหมกำลังจะถูกพาจากเรือเล็กไปเรือใหญ่ นั่นเอง ลำดวนตามมาเรียกเหม พวกทหารอังกฤษพากันกระชับปืนเล็งไปที่ลำดวนไม่ให้เข้าใกล้เหม สมิงสอดน้อยชี้แจงกับกัปตันบราวน์ว่าลำดวนเป็นภรรยาเอกของหลวงสุรบดินทร์ เพียงแค่มาล่ำลากันเท่านั้นท่านคงไม่ใจดำกระมัง กัปตันบราวน์เห็นลำดวนไม่มีพิษสงใดจึงยอมให้เข้าไป

ขณะที่ลำดวนกับเหมกำลังล่ำลากันอย่างอาลัย อาวรณ์นั้น จู่ๆสมิงสอดน้อยก็ชักดาบออกจากฝัก พวกทหารพากันเล็งปืนใส่สมิงสอดน้อย บราวน์ตวาดว่าจะชิงตัวนักโทษรึ!

ลำดวนอาศัยจังหวะที่ชุลมุนนั้นแอบเอาห่วงกวิน คือห่วงสำหรับผูกเงื่อนและแก้เงื่อนเชือกของควาญช้างใส่มือเหมที่ถูกมัดไพล่หลังอยู่ สมิงสอดน้อยเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนแล้วจึงเก็บดาบเข้าฝักโดยกัปตันบราวน์ไม่ได้สงสัยอะไร

เหมถูกนำตัวลงเรือเล็กพายไปที่เรือลำใหญ่ ลำดวนมองตามด้วยความเป็นห่วงว่าแผนการของตนจะสำเร็จหรือไม่

ooooooo

เมื่อเรือเล็กพายมาถึงกลางแม่น้ำ ทันใดนั้นเหมที่นั่งอยู่กลางลำเรือ ก็ถีบทหารที่เอาปืนจ่อข้างหน้าตนอยู่ผงะ จระเข้ฟาดหางใส่ทหารที่เอาปืนจ่ออยู่ด้านหลังแล้วกระโดดลงน้ำทันที กัปตันบราวน์ชักปืนออกมา ก็ได้แต่ยิงตามลงไปในน้ำ

“FIRE!” กัปตันบราวน์ตะโกน ทหารวิลาศพากันยิงลงน้ำหูดับตับไหม้ ครู่ใหญ่ก็พากันมองลงไปในน้ำ ไม่เห็นเหมโผล่ขึ้นมา

2-3 วันต่อมา...เย็นวันนี้ขณะลำดวนกำลังคุยอยู่กับคุณปิ่นและขุนนาฏที่เพิ่งได้ข่าวและมาถามไถ่เรื่องราวอยู่นั้น บุษย์ก็มาร้องบอกอย่างตื่นเต้นว่า “แม่นายขอรับ เจอศพคุณเหมแล้วขอรับ” ลำดวนมีสีหน้าตื่นตกใจไม่น้อย

ที่ริมแม่น้ำ ชาวบ้านพากันมามุงดูศพ เห็นศพถูกมัดมือ ศพอยู่ในชุดของเหมที่ใส่ขณะกระโดดลงน้ำ คุณชายช่วงมาเห็นศพถึงกับเบือนหน้าหนี สั่งทหารให้ดูว่าใช่หลวงสุรบดินทร์หรือไม่ ทหารเข้าไปดูแล้วรายงานว่า

“หน้าตาเละจนมองไม่ออกเลยขอรับ สงสัยว่าจะโดนปลากินศพ แต่ชุดที่สวมแลเชือกที่มัดอยู่ก็น่าจะใช่คุณหลวงขอรับ”

ค่ำวันที่เผาศพนั่นเอง สัปเหร่อเข้ามาแจ้งคุณชายช่วงว่า จากการตรวจศพตามหน้าที่ เห็นว่ามีข้อพิรุธสองประการ สัปเหร่อหยิบห่วงกวินออกมาให้ดูบอกว่า

“ประการแรก กระผมเจอห่วงอันนี้ในเสื้อของศพขอรับ และพิรุธอีกข้อคือ ศพมิได้จมน้ำตาย แต่มีรอยแผลถูกดาบฟันขอรับ แถมใบหน้าศพก็มีรอยแผลถูกมีดกรีดก่อนปลาจะกินซ้ำด้วยขอรับ”

คุณชายช่วงรับรู้ข้อมูลจากสัปเหร่อด้วยความแปลกใจมาก ยิ่งฟังข้อพิรุธจากสัปเหร่อก็ยิ่งเห็นพิรุธมากมาย

ooooooo

เหมโดดลงน้ำถูกพวกกัปตันบราวน์ยิงอย่างบ้าระห่ำ แต่เหมปลอดภัยขึ้นไปหลบที่กระท่อมชายนา จนรุ่งขึ้น ทับทิมก็เอาของที่เหมสั่งไว้ทุกอย่างไปให้ที่ กระท่อม บอกว่าลำดวนต้องอยู่จัดงานศพให้เสร็จเสียก่อนจึงจะตามไปได้

ระหว่างที่เหมออกเดินทาง เจอสมิงสอดน้อยใน ชุดชาวบ้านมาดักอยู่ สมิงสอดน้อยเอ่ยอย่างยินดีว่า

“เอ็งรอดแลยังช่วยให้บ้านเมืองรอดด้วย พวกวิลาศไม่ติดใจเรื่องการตายของเอ็ง แลคงเอาเป็นข้ออ้างในการรุกรานไม่ได้อีก แต่เสียดายนักหนา หากเอ็งรับราชการต่อไปคงได้เป็นถึงพระยาแน่ ไม่น่ายุติลงแค่ตำแหน่งหลวงเลย”

“ยศศักดิ์ไม่สำคัญเท่าบ้านเมืองดอกพี่ เอ่อ...แล้วเรื่องศพ มีผู้ใดสงสัยบ้างหรือไม่”

สมิงสอดน้อยกระหยิ่มยิ้มย่องบอกว่า “แผนการของคุณหนูบัวแยบยลนัก ไม่มีผู้ใดจับได้ดอก”

ที่แท้แผนการทั้งหมดถูกกำหนดขึ้นก่อนที่เหมจะถูกจับและนำตัวไปมอบแก่กัปตันบราวน์แล้วตั้งแต่คืนที่เหมลอบไปลาลำดวนและบัวเดินออกจากห้องมาเจอ

ลำดวนวางแผนแอบเอาห่วงกวินไปให้เหมและให้เหมกระโดดน้ำหนีระหว่างถูกนำตัวไปยังเรือลำใหญ่ เวลานั้นเหมติงว่าวิลาศต้องการหาข้ออ้างในการรุกราน หากตนหนีไป วิลาศก็ไม่เลิกอยู่ดี บัวเดินออกมาจากข้างในถามขึ้นว่า

“แล้วถ้าหาคนมาตายแทน เพื่อให้วิลาศเข้าใจผิดว่าหลวงสุรบดินทร์ตายไปแล้วเล่า?” แล้วเล่าว่า “เมื่อครู่ฉันได้พบกับหมื่นวิชิต เพลานี้หมื่นวิชิตได้เข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศ จึงไม่เกรงอาญาของสยามอีก ถ้าเราจับหมื่นวิชิตแลใช้มาเป็นตัวตายแทนคุณเหมได้ ก็ไม่ต้องกลัววิลาศจะหาข้ออ้างรุกรานอีก”

ทั้งเหมและลำดวนต่างไม่ต้องการให้มีคนตายแทนกันเกิดขึ้น ไม่เห็นด้วยถ้าต้องฆ่าคนอื่นเพื่อเอาชีวิตรอด

“พอกันทั้งคู่” บัวหน้าตึง “คิดบ้างหรือไม่ว่า ถ้าคุณเหมตายก็เพียงช่วยบ้านเมืองได้เท่านั้น แต่ถ้าหมื่นวิชิตตาย มิเพียงช่วยบ้านเมือง แต่ยังช่วยคุณเหมล้างแค้นให้พี่พุ่มได้ด้วย แลสิ้นคุณเหมไปแล้ว เจ้าก็ยากจะพ้นเงื้อมมือหมื่นวิชิตไปได้ดอก หากไม่เลือกทางนี้ ก็เตรียมตัวตายเช่นเดียวกัน”

ดังนั้น เมื่อหมื่นวิชิตเข้าไปเยาะเย้ยเหมออกมาจึงถูกสมิงสอดน้อยดักเอาไม้ฟาดท้ายทอยสลบในทีเดียวแล้วลากร่างหมื่นวิชิตหายไป กำจัดหมื่นวิชิตแล้วบัวบอกเหมว่าพรุ่งนี้เตรียมตัวให้ดีอย่าให้พลาด เหมขอบใจ

บัวบอกไม่ต้องขอบใจ ตนทำเพื่อไถ่โทษที่มีส่วนทำให้พุ่มตายและไม่อยากให้เกิดอันตรายกับลำดวนด้วย

แล้วบัวก็เอ่ยลาออกจากคุกไปน้ำตารื้น

เหมมองตามบอกกับตัวเองว่าสักวันต้องตอบแทนบุญคุณของบัวให้ได้

ooooooo

แผนการช่วยเหมดำเนินไปอย่างแยบยลและประสานกันอย่างแม่นยำ เมื่อเหมกระโดดลงน้ำใช้ห่วงกวินแก้เงื่อนเชือกสำเร็จ หลวงเผด็จก็ดำน้ำเข้ามาเอากระบอกไม้ไผ่ที่มีอากาศเต็มให้เหมทันที

เหมเอากวินใส่กระเป๋าเสื้อ สูดอากาศจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วดำน้ำหนีไปกับหลวงเผด็จ

ดำน้ำไปโผล่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ เจอสมิงสอดน้อยลากหมื่นวิชิตที่กลัวตายจนตัวสั่นแต่ในที่สุดก็ตายด้วยดาบของสมิงสอดน้อยแล้วให้เหมเปลี่ยนชุดกับหมื่นวิชิต สมิงสอดน้อยกรีดหน้าหมื่นวิชิตเพื่อไม่ให้ใครจำได้ เหมคุกเข่าขออโหสิกรรมหมื่นวิชิต หลวงเผด็จติงว่าคนชั่วอย่างมันจะไปขออโหสิกรรมทำไม

“ถึงจะชั่ว แต่ก็หาควรมีใครตายเพื่อต่อชีวิตให้อีกคนไม่” เหมเอ่ยจากใจแล้วรีบเปลี่ยนชุดกับศพหมื่นวิชิต ห่วงกวินจึงติดอยู่ในกระเป๋าเสื้อเหม ที่ทำให้สัปเหร่อค้นเจอในศพหมื่นวิชิต

ขณะสมิงสอดน้อยกับเหมกำลังบ่ายหน้าไปอยุธยานั่นเอง สมิงสอดน้อยถูกหลวงสรอรรถลอบยิงจนบาดเจ็บสาหัส พริบตานั้น เรืองที่มากับหลวงสรอรรถก็ใช้ดาบฟันกลางหลังหลวงสรอรรถ ยิ้มเหี้ยมบอกว่า

“ข้ารู้ที่ซ่อนสมบัติแล้วจะเก็บเอ็งไว้ทำกระไร แลที่ข้าต้องการคือพิสูจน์ว่าดาบอาทมาตเหนือแลดาบ อาทมาตใต้ใครจะเหนือกว่ากัน แล้วจะให้เอ็งมาขัดขวางข้าได้รึ”

หลวงสรอรรถพยายามจะยิงเรืองแต่ถูกเรืองฟันซ้ำจนตาย เหมเห็นโจรฆ่าโจรก็ได้แต่พึมพำอย่างสมเพช...

“สันดานโจร”

ฆ่าหลวงสรอรรถแล้ว เรืองหันมาใช้ดาบสองมือประลองกับเหมด้วยวิชาดาบอาทมาตเหนือและอาทมาตใต้ ฝีมือเรืองฉกาจนักและยิ่งเมื่อเรืองได้พลิกแพลงสู้ก็ทำให้เหมตกเป็นฝ่ายรับ เรืองหัวเราะเยาะเหมว่า

“ดาบอาทมาตเหนือมีแต่ลูกไม้โบราณไม่มีทางเอาชนะข้าได้ดอกโว้ย”

เหมเครียดแต่เมื่อนึกถึงคำสอนของพระครูยมที่ว่า “จะเหนือหรือใต้ก็มาจากรากเหง้าเดียวกัน มิว่าจะมีกระบวนท่าสูงส่งร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่สำคัญเท่าหัวใจอันเป็นแก่นแท้ของดาบอาทมาตดอก เมื่อเอ็งถ่องแท้ในวิถีแห่งดาบแล้ว สิ่งอื่นใดย่อมไร้ความหมายทั้งสิ้น” ทำให้เหมจิตเริ่มสงบลงใช้สติเข้าต่อสู้และระหว่างนั้นก็ระลึกถึงคำสอนของพระครูยมอย่างมีสมาธิท่ีว่า

“เพลงดาบอาทมาตมีหลักการก้าวย่างตามหลักสี่ทิศ ดาวแปดแฉกมีแม่ไม้เพียงสามท่าคือ คลุมไตรภพ ตลบสิงขร ย้อนฟองสมุทร แต่แม่ไม้สามท่านี้หากเข้าใจลึกซึ้งแตกฉาน ก็สามารถพลิกแพลงได้เป็นอัศจรรย์ ขึ้นอยู่กับปัญญาของเอ็งเป็นสำคัญ แต่ที่เอ็งต้องจำไว้ให้ขึ้นใจคือ หัวใจของเพลงดาบ เขาฟันเราไม่รับ เขารับเราไม่ฟัน จะฟันต่อเมื่อเขาไม่รับ จะรับต่อเมื่อหลบหลีกไม่ทัน”

เมื่อตั้งสติมีสมาธินำคำสอนของพระครูยมมาใช้ เหมก็มีท่าพลิกแพลงต่อสู้กับเรืองจนสมิงสอดน้อยที่ดูอยู่ตกใจคิดไม่ถึงว่าจู่ๆเพลงดาบขอเหมจะเปลี่ยนไปและดูลึกซึ้งกว่าเดิมมาก

ด้วยระลึกถึงคำสอนของพระครูยมและนำมาใช้อย่างมีปัญญาสร้างสรรค์ ในที่สุดเหมก็ฟันเข้าแสกหน้าเรืองอย่างจังจนเรืองล้มตายทั้งที่ตายังเบิกโพลง แต่เหมเองก็ทรุดลงอย่างหมดแรงเช่นกัน

เพราะทุกคนเชื่อว่าเหมตายแล้วและศพก็เผาแล้ว เหมจึงต้องปลอมเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่อาจเปิดเผยตัวได้ จึงแอบพาสมิงสอดน้อยไปไว้ที่หน้าเรือนเจ้าพระยาพระคลัง ได้รับการรักษาจนฟื้นและพูดคุยกับบุษย์ได้แต่ยังปกปิดเรื่องเหมไว้

ooooooo

ลำดวนตัดสินใจขายบ้านให้ทับทิมเพื่อตัวเองจะได้ไปอยู่กับคุณหญิงแม่ที่อยุธยา ทับทิมตั้งใจซื้อบ้านไว้ให้บัวอยู่แต่ก็ปรากฏว่าหม่อมดวงแขให้คนมารับบัวไปอยู่ด้วยที่ลำปาง

ก่อนแยกจากกัน สามพี่น้องต่างปรับความเข้าใจกัน บัวสำนึกผิดขอโทษลำดวน สามพี่น้องกอดกันด้วยความรักและเข้าใจกัน ลำดวนพูดเสียงสั่นเครือด้วยความปลื้มปีติว่า

“เราสามพี่น้องกลับมารักใคร่กลมเกลียวกันอีกครั้ง ลำดวนไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่านี้อีกแล้วเจ้าค่ะ”

คนที่หม่อมดวงแขให้มารับบัวไปลำปางคืออินทร์นั่นเอง บัวเขินแต่ก็ขอตัวไปเก็บของบนเรือน ทับทิมกับลำดวนมองตามบัวไปด้วยความหวังว่าบัวจะได้ไปเริ่มต้นใหม่ที่ลำปาง...

เมื่อลำดวนไปถึงอยุธยา คุณหญิงแม่กอดลำดวนไว้ด้วยความรักเอ่ยอย่างปลื้มปีติว่า “พ่อเหมเลือกคนไม่ผิดจริงๆ”

เหมในวันนี้ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์แล้ว แต่ยังร้อยมาลัยให้ลำดวนอย่างที่เคยทำ บอกลำดวนว่าให้เรียกตนว่าพี่เหมและเรียกคุณหญิงแม่ว่าแม่ก็พอ เพราะวันนี้ไม่มีหลวงสุรบดินทร์อีกแล้ว เหลือเพียงควาญช้างที่ชื่อเหมเท่านั้น ถามลำดวนว่าเสียใจหรือไม่ที่ตนไม่ได้เป็นหลวงสุรบดินทร์แล้ว ลำดวนซบหน้ากับอกเหม ดูมาลัยที่เหมร้อยให้ เอ่ยอย่างมีความสุขว่า

“คนร้อยมาลัยนี้ แม้ไม้มียศศักดิ์ก็ไม่เป็นกระไร ขอเพียงมีหนึ่งใจให้ลำดวนก็พอจ้ะ”

ooooooo

8 ปีผ่านไป ที่ปางช้าง มากับส่งเป็นควาญช้างอยู่ที่นั่น ต่างก็ร้องโวยวายตามหาขุนศรีไชยทิตยเพราะอ้ายดำตกมัน ขุนศรีบัญชาการให้ล้อมจับอ้ายดำ แต่ไม่ทันไรก็เห็นเหมขี่คออ้ายดำเข้ามาอย่างสง่างามพาอ้ายดำเข้ามาหาทุกคน

เหมบอกว่าตนสะกดอ้ายดำลงได้แล้ว ส่งถามทึ่งว่าเหมสะกดช้างตกมันได้ด้วยรึ เหมบอกว่าตนเคยผ่านอ้ายช้างยักษ์สังข์มาแล้วช้างอื่นจะต้องเกรงอันใด ทุกคนพากันชื่นชมยินดี ขุนศรีหัวเราะชอบใจบอกว่าสมแล้วกับที่ได้เป็นสดัมหมอช้างที่เป็นรองเพียงตนเท่านั้น พูดกับทุกคนว่า

“ทุกคนได้เห็นแล้วกระมังว่าอ้ายเหมเหมาะแล้วที่จะเป็นสดัมของพวกเรา”

“สดัมๆๆๆ” ทุกคนตะโกนขึ้นพร้อมกัน เหมนั่งอยู่บนคอช้างยิ้มรับการชื่นชมของทุกคน

มาลัยลูกสาววัย 7-8 ขวบของลำดวนกับเหม ได้ข่าวแม่พังโตตกลูกจึงรบเร้าให้ลำดวนพามาดู ระหว่างที่มาลัยเล่นกับลูกแม่พังโตนั้น ลำดวนหน้าขรึมลงบอกเหมว่ามีสาส์นจากทับทิมแจ้งว่า วิลาศไม่พอใจที่สยามผูกขาดสินค้า เกรงว่าอาจจะเกิดศึกได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถามเหมว่าคิดเห็นอย่างไร

“คราก่อน วิลาศส่งเซอร์เจมส์บรู๊กมาเป็นราชทูตแต่ก็เจรจากันไม่สำเร็จ เพราะข้อเสนอของทางวิลาศไม่เป็นธรรมแลถ้าวิลาศยังดื้อดึงต่อไปก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดศึกขึ้นจริง”

“ลำดวนไม่อยากให้ถึงวันนั้นเลยเจ้าค่ะ มิรู้ว่าจะต้องมีผู้คนล้มตายกันอีกเท่าใด แลหากรบแพ้ ก็ต้องกลายเป็นเมืองขึ้นเมืองออกสิ้นศักดิ์ศรีให้เขาย่ำยีเอาเท่านั้นเอง”

ทั้งลำดวนและเหมต่างเครียดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสยามอันเป็นที่รักในเวลานี้

และเมื่อสามพ่อแม่ลูกกลับเรือน ก็แปลกใจเมื่อเห็นคุณหญิงแม่ที่ดูแลลูกชายคนเล็กวัย 3-4 ขวบนั่ง

ซับน้ำตาอยู่ไปมา ลำดวนถามว่าแม่ท่านเป็นกระไรหรือ คุณหญิงแม่บอกว่าเมื่อครู่มีคนมาแจ้งว่าพระพุทธเจ้าอยู่หัวท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว

เหมกับลำดวนตะลึง แล้วเหมกับลำดวนก็คุกเข่าหันหน้าไปทางพระมหานครยกมือไหว้แล้วก้มกราบ ทุกคนทำตามไม่เว้นแม้แต่ลูกชายคนเล็กวัยเพียง 3-4 ขวบ...

ooooooo

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2394 หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่สี่แห่งราชวงศ์จักรี แต่พระองค์ทรงเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณีมีพระชะตาแรง ควรต้องได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ด้วย จึงทรงสถาปนาเจ้าฟ้าจุฑามณีเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง มีพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว”

4 ปีต่อมา เจ้าพระยาพระคลังได้ขึ้นเป็นสมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ สมิงสอดน้อยขึ้นเป็นพระยาและหลวงเผด็จก็ได้ขึ้นเป็นคุณพระเช่นกัน

ทั้งหมดต้องแก้ไขสถานการณ์ที่ถูกวิลาศเสนอให้สยามทำการค้าเสรีเพราะหากเป็นเช่นนั้นคนก็จะติดฝิ่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่หากไม่ยอมก็ต้องเปิดศึกขึ้นเป็นแน่ มีเสียงแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายสมิงสอดน้อยอาสาสู้ศึกขอตายเป็นคนแรก แต่ขุนนางอีกฝ่ายถามว่าวิลาศมีเรือลอยลำห่างไปไม่ไกล อาวุธของมันก็เหนือกว่าเรามากจะเอาชนะได้หรือ

“พอเถิด ท่านเจ้าคุณทุกๆคนด้วย ถึงเพลานี้แล้วเราคงต้องยอมรับว่าต่อให้พวกเราตายจนหมด ก็ไม่อาจทานแสนยานุภาพของวิลาศได้อยู่ดี แลสนธิสัญญาที่กำลังจะลงนาม แม้จะทำให้เราเสียเปรียบบางข้อ แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่ คือนับแต่นี้เราจะติดต่อเรียนวิชาการจากตะวันตกง่ายขึ้น เมื่อคนของเรามีความรู้มากขึ้น สยามก็จะจำเริญขึ้น แลเข้มแข็งพอที่จะสู้กับวิลาศและเมืองอื่นได้ในภายหน้า เราสู้กัดฟันกลืนเลือดเสียตอนนี้เพื่อกาลข้างหน้าเถิด” สมเด็จเจ้าพระยาสรุป ทุกคนจำต้องปฏิบัติตาม

2 ปีต่อมา คุณชายช่วงมาหาเหมที่ปางช้างแจ้งว่า เพลานี้พระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ให้คณะราชทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการต่อสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย แห่งเมืองวิลาศ บอกว่างานนี้สำคัญมากแลอยากให้เหมไปด้วย

แต่เพราะเหมยังต้องปิดบังอำพรางตัว คุณชายช่วงจึงให้เหมปลอมตัวเป็นหมอนวดของคณะทูต การนี้เหมจะต้องจากครอบครัวไปร่วมปี แต่อยากขอให้เหมเสียสละเพื่อบ้านเมืองอีกสักครั้ง

เหมคิดหนักไม่กล้าเอ่ยปากกับลำดวน แต่ลำดวนก็รู้เพราะเห็นและได้อ่านสาส์นที่เหมถือกลับเรือนจึงรู้และอยากให้เหมไป ลำดวนพยายามแสดงให้เหมเห็นว่าตนเข้มแข็งพอที่จะดูแลครอบครัวได้ บอกว่าตนรักเขาเพราะเป็นคนมุ่งมั่นเมื่อทำสิ่งใดก็ไม่หวังผลตอบแทนแม้แต่เกียรติยศชื่อเสียงหรือคำกล่าวยกย่องของคนรุ่นหลัง

เหมปลื้มปีติ ภูมิใจ ขอบใจลำดวนที่สนับสนุนให้ตนไปทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่เพื่อประเทศชาติอีกครั้ง ดังคำกล่าวที่ว่า

“ถึงเจ้าจักเป็นเศษเสี้ยวธุลีของแผ่นดิน เจ้าจงรู้ว่าตัวเองมีความหมายต่อแผ่นดินเพียงใด จงทำตัวเป็นเศษธุลีที่มีค่าของผืนแผ่นดิน เพื่อเจ้าจักได้ชื่อว่า เกิดมาเป็นข้าแผ่นดิน เป็นข้าแห่งบดินทร์”

********อวสาน*******

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 14[ตอนอวสาน] วันที่ 25 มิ.ย. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ