อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 5/4 วันที่ 6 มื.ย. 58

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 5/4 วันที่ 6 มื.ย. 58

วันต่อมา ที่โรงเรียนพรรณี พรรณีมองของที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความเกรงใจ “พี่ปุ๊ให้ณีหมดนี่เลยเหรอคะ ?”
สัทธาเลื่อนให้ พร้อมยิ้มแป้น “ใช่ครับ..มีทั้งของณี ของพินิจ แล้วก็...ฝากให้คุณแม่ด้วย อย่าลืมบอกว่าเป็นของพี่..เผื่อท่านจะเห็นน้ำใจ เอ็นดูพี่บ้าง” พรรณีมองหน้าสัทธา..ทั้งสงสาร ทั้งอึดอัด สัทธาย้ำ “ณีอย่าลืมบอกคุณแม่นะครับ”

พรรณีหลบตา “ค่ะ ..”
สัทธาสังเกตเห็นความผิดปกติของพรรณี ความอึดอัดทำให้สัทธาเอะใจ คิด และถาม “ณี...พี่อยากไปเยี่ยมคุณแม่ณีที่บ้าน ไม่ได้เจอท่านนานแล้ว.. อยากเข้าไปคุยทำความคุ้นเคยให้มากกว่านี้...เผื่อในอนาคตถ้าพี่ส่งผู้ใหญ่มาคุยกับท่านเรื่องของเรา”


พรรณีหลบตา“เอ่อ..ช่วงนี้คุณแม่ไม่ค่อยว่างค่ะพี่ปุ๊ พี่นิจก็เพิ่งออกจากโรงพยาบาล.. เอาไว้ณีพร้อมแล้วจะบอกนะคะ”
สัทธาหรี่ตา..เหมือนรู้ทัน ชายหนุ่มดักคอ “ไม่ว่าง..หรือว่าไม่อยากให้พี่ไป”
พรรณีตกใจ พยายามแก้ตัว “ไม่ใช่นะคะ ณีไม่ได้คิดแบบนั้น..ไม่มีเหตุผลที่ณีจะไม่อยากให้พี่ปุ๊เจอกับคุณแม่..แต่..ตอนนี้ยังไม่สะดวกจริงๆ .. เอาไว้ถ้าคุณแม่ว่างเมื่อไหร่ณีจะรีบบอกพี่ปุ๊นะคะ”
พรรณีฝืนยิ้ม สัทธามองตาพรรณี..พยายามพิจารณา พรรณีพยายามเก็บความลำบากใจและฝืนยิ้ม สัทธาจำใจทำเป็นเชื่อ ชายหนุ่มพยักหน้า “ได้ครับ..พี่จะรอวันนั้น” สัทธาพูดพร้อมยิ้มนิดๆ ทั้งที่ในใจ เริ่มเห็นความผิดปกติของพรรณีชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ที่บ้านพนัสพงษ์ ในห้องนอนพินิจ
“ปุ๊คงไม่ได้คิดมากหรอก” พินิจพยายามปลอบใจพรรณี “ที่ถาม ก็คงเพราะสงสัย...บางทีพี่ก็แปลกใจทำไมคุณแม่ถึงตั้งแง่กับปุ๊ ทั้งๆที่อนาคตก็น่าจะได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นตำรวจชั้นสูงแน่ๆ อีกทั้งบุคลิก นิสัยใจคอ ชาติตระกูลก็ไม่ได้บกพร่อง ทำไมคุณแม่ถึงได้รังเกียจนัก..พี่ก็ยังไม่เข้าใจ”
พรรณีคิด...นึกถึงคำพูดนวล นวลด่าพรรณีไม่ให้ยุ่งกับสัทธา เพราะสัทธาจะเป็นสะพานทำให้หทัยรัตน์เข้ามาหาพินิจ พรรณีอึดอัด..พูดออกมาไม่ได้ว่าเป็นเพราะหทัยรัตน์
“เอาอย่างนี้..ถ้าวันไหนคุณแม่อารมณ์ดี พี่จะลองหยั่งเชิง และเปิดทางให้ เผื่อคุณแม่จะใจอ่อนยอมเจอกับปุ๊ ถ้าได้คุยกันคุณแม่อาจจะลดอคติลงก็ได้” พินิจคิดบวก แต่พรรณีไม่คิดแบบนั้น
พรรณีพึมพำเบาๆ “คงเป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก “
พินิจปลอบใจ “เอาน่า..อย่าเพิ่งคิดในแง่ลบสิ .. คนเราต้องอยู่ด้วยความหวัง พี่อยู่ได้ด้วยความหวัง..หวังว่าจะได้เจอปุ้ม.. และพรุ่งนี้..พี่ก็จะใช้แผนเดิม พี่จะแอบไปปุ้มที่บ้านหนึ่ง”
“จะดีเหรอคะพี่นิจ .. ตั้งแต่พี่นิจออกจากโรงพยาบาลคุณแม่ดูแปลกๆ เงียบๆ จนผิดสังเกต “
“คิดมาก..ช่วงนี้คุณแม่มีนัดทานข้าวกับเพื่อน เลยไม่ค่อยได้สนใจเรา..นะณี..แผนเดิม” พรรณีพยักหน้ารับปากด้วยความเห็นใจพินิจ “ขอบใจมาก..ที่พี่อยากไปเจอปุ้มพรุ่งนี้ เพราะเป็นห่วง ได้ข่าวว่าเค้าจมน้ำตอนไปเที่ยวหัวหิน”
“ห๊ะ?? จมน้ำ !! พี่พินิจรู้ได้ยังไง ? ใครเป็นคนบอก?” พรรณีถามด้วยความแปลกใจ

ที่แท้คนที่บอกพินิจก็คือ อนวัชนั่นเอง อนวัชคุยโทรศัพท์ หน้าตาเจ้าเล่ห์ “ที่ฉันบอกเพราะเห็นว่านายโทรศัพท์มาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของหทัยรัตน์ ฉันก็เลยต้องรีบรายงาน เผื่อนายจะหาโอกาสมาถามไถ่ด้วยตัวเอง”
พินิจเป็นห่วง “ขอบใจมากเลยหนึ่ง ฉันเองก็อยากเจอปุ้มเค้าอยู่เหมือนกัน ดีเลยจะได้มีข้ออ้างในการไปหา”
สัทธาสังเกตเห็นความผิดปกติของพรรณี ความอึดอัดทำให้สัทธาเอะใจ คิด และถาม “ณี...พี่อยากไปเยี่ยมคุณแม่ณีที่บ้าน ไม่ได้เจอท่านนานแล้ว.. อยากเข้าไปคุยทำความคุ้นเคยให้มากกว่านี้...เผื่อในอนาคตถ้าพี่ส่งผู้ใหญ่มาคุยกับท่านเรื่องของเรา”
พรรณีหลบตา“เอ่อ..ช่วงนี้คุณแม่ไม่ค่อยว่างค่ะพี่ปุ๊ พี่นิจก็เพิ่งออกจากโรงพยาบาล.. เอาไว้ณีพร้อมแล้วจะบอกนะคะ”
สัทธาหรี่ตา..เหมือนรู้ทัน ชายหนุ่มดักคอ “ไม่ว่าง..หรือว่าไม่อยากให้พี่ไป”
พรรณีตกใจ พยายามแก้ตัว “ไม่ใช่นะคะ ณีไม่ได้คิดแบบนั้น..ไม่มีเหตุผลที่ณีจะไม่อยากให้พี่ปุ๊เจอกับคุณแม่..แต่..ตอนนี้ยังไม่สะดวกจริงๆ .. เอาไว้ถ้าคุณแม่ว่างเมื่อไหร่ณีจะรีบบอกพี่ปุ๊นะคะ”
พรรณีฝืนยิ้ม สัทธามองตาพรรณี..พยายามพิจารณา พรรณีพยายามเก็บความลำบากใจและฝืนยิ้ม สัทธาจำใจทำเป็นเชื่อ ชายหนุ่มพยักหน้า “ได้ครับ..พี่จะรอวันนั้น” สัทธาพูดพร้อมยิ้มนิดๆ ทั้งที่ในใจ เริ่มเห็นความผิดปกติของพรรณีชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ที่บ้านพนัสพงษ์ ในห้องนอนพินิจ
“ปุ๊คงไม่ได้คิดมากหรอก” พินิจพยายามปลอบใจพรรณี “ที่ถาม ก็คงเพราะสงสัย...บางทีพี่ก็แปลกใจทำไมคุณแม่ถึงตั้งแง่กับปุ๊ ทั้งๆที่อนาคตก็น่าจะได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นตำรวจชั้นสูงแน่ๆ อีกทั้งบุคลิก นิสัยใจคอ ชาติตระกูลก็ไม่ได้บกพร่อง ทำไมคุณแม่ถึงได้รังเกียจนัก..พี่ก็ยังไม่เข้าใจ”
พรรณีคิด...นึกถึงคำพูดนวล นวลด่าพรรณีไม่ให้ยุ่งกับสัทธา เพราะสัทธาจะเป็นสะพานทำให้หทัยรัตน์เข้ามาหาพินิจ พรรณีอึดอัด..พูดออกมาไม่ได้ว่าเป็นเพราะหทัยรัตน์
“เอาอย่างนี้..ถ้าวันไหนคุณแม่อารมณ์ดี พี่จะลองหยั่งเชิง และเปิดทางให้ เผื่อคุณแม่จะใจอ่อนยอมเจอกับปุ๊ ถ้าได้คุยกันคุณแม่อาจจะลดอคติลงก็ได้” พินิจคิดบวก แต่พรรณีไม่คิดแบบนั้น
พรรณีพึมพำเบาๆ “คงเป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก “
พินิจปลอบใจ “เอาน่า..อย่าเพิ่งคิดในแง่ลบสิ .. คนเราต้องอยู่ด้วยความหวัง พี่อยู่ได้ด้วยความหวัง..หวังว่าจะได้เจอปุ้ม.. และพรุ่งนี้..พี่ก็จะใช้แผนเดิม พี่จะแอบไปปุ้มที่บ้านหนึ่ง”
“จะดีเหรอคะพี่นิจ .. ตั้งแต่พี่นิจออกจากโรงพยาบาลคุณแม่ดูแปลกๆ เงียบๆ จนผิดสังเกต “
“คิดมาก..ช่วงนี้คุณแม่มีนัดทานข้าวกับเพื่อน เลยไม่ค่อยได้สนใจเรา..นะณี..แผนเดิม” พรรณีพยักหน้ารับปากด้วยความเห็นใจพินิจ “ขอบใจมาก..ที่พี่อยากไปเจอปุ้มพรุ่งนี้ เพราะเป็นห่วง ได้ข่าวว่าเค้าจมน้ำตอนไปเที่ยวหัวหิน”
“ห๊ะ?? จมน้ำ !! พี่พินิจรู้ได้ยังไง ? ใครเป็นคนบอก?” พรรณีถามด้วยความแปลกใจ

ที่แท้คนที่บอกพินิจก็คือ อนวัชนั่นเอง อนวัชคุยโทรศัพท์ หน้าตาเจ้าเล่ห์ “ที่ฉันบอกเพราะเห็นว่านายโทรศัพท์มาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของหทัยรัตน์ ฉันก็เลยต้องรีบรายงาน เผื่อนายจะหาโอกาสมาถามไถ่ด้วยตัวเอง”
พินิจเป็นห่วง “ขอบใจมากเลยหนึ่ง ฉันเองก็อยากเจอปุ้มเค้าอยู่เหมือนกัน ดีเลยจะได้มีข้ออ้างในการไปหา”
อนวัชยิ้มเข้าทาง “ถ้านายเจอเค้า..ก็ลองถามดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงจมน้ำ และรอดมาได้ยังไง ฉันไม่อยากเล่าเอง กลัวว่าข้อมูลจะผิดเพี้ยน อยากให้นายฟังจากปากของหทัยรัตน์..แล้วนายก็จะรู้เองว่าเธอรอดชีวิตมาได้ยังไง”
อนวัชยิ้มร้ายสะใจ ภาพในห้วงคำนึงแว่บเข้ามาเป็นภาพตอนเม้าท์ ทู เม้าท์

ที่บ้านเพชรลดา หทัยรัตน์กับพินิจนั่งคุยกันอยู่ในห้องรับแขก หทัยรัตน์นั่งหน้าโกรธสุดๆ กำหมัดแน่น !! พินิจถามย้ำ.. “ตกลง..ปุ้มรอดชีวิตมายังไง ใครช่วยไว้ครับ”
หทัยรัตน์..ไม่อยากเล่า..คิดๆ แล้วก็ตอบเลี่ยง “ปุ้มจำไม่ได้หรอกค่ะ เพราะตอนนั้นปุ้มหมดสติ ตื่นมาอีกทีก็อยู่ในห้องนอนแล้ว”
“อ้าว...แล้วพี่จะรู้ยังไงว่าสรุปแล้วใครช่วยชีวิตปุ้มไว้ หนึ่งก็ไม่เล่า ปุ้มก็จำไม่ได้”
“ช่างมันเถอะค่ะ พี่นิจอย่าไปอยากรู้เลย มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ” พินิจฟังแล้วงง..หทัยรัตน์ตัดบท “ขอบคุณพี่นิจมากนะคะที่เป็นห่วง แต่ปุ้มสบายดี..ปุ้มขอตัวไปสอนหนังสือคุณหญิงต่อนะคะ” หทัยรัตน์จะเดินออกไป
พินิจรีบลุกขึ้นและเรียกขึ้น “เดี๋ยวก่อนปุ้ม...อย่าเพิ่งไป..พี่ยังมีเรื่องอยากจะบอก” หทัยรัตน์หันมามอง...พินิจอึกอัก

ส่องแสงกำลังจะเดินเข้าไปในห้องรับแขก แต่พอเห็นหทัยรัตน์ยืนอยู่กับผู้ชายแปลกหน้า ส่องแสงชะงักกึก รีบหลบวูบ
พินิจพยายามจะพูดความในใจออกมา “เอ่อ..คือ..นอกจากเป็นห่วงแล้ว..พี่ยัง..คิดถึงแล้วก็อยากเจอปุ้มด้วยครับ”
หทัยรัตน์หลบตาด้วยความอึดอัด แต่ที่หน้าห้องรับแขกส่องแสงตาลุกวาว... “คุณพระ”
หทัยรัตน์ใจแข็งและตอบกลับไปอย่างเย็นชา “ขอบคุณมากค่ะ..ปุ้มขอตัวก่อนนะคะ”
“เอ่อ...” พินิจอยากยื้อ
“ปุ้มขออนุญาตคุณหญิงออกมาเพียงไม่กี่นาที สวัสดีค่ะ” หทัยรัตน์เดินออกไป พินิจมองตามด้วยความอาลัย
พินิจเดินออกจากห้องรับแขก ส่องแสงรีบหลบวูบ พินิจเดินผ่านไป ส่องแสงจิกตารีบเดินตามออกไป

พินิจเดินออกมาจากบ้าน สักพักเสียงส่องแสงดังขึ้น “เดี๋ยวก่อนค่ะคุณ..คุณคะ..” พินิจหันมา ส่องแสงเดินตามมา แล้วก็เสแสร้งแกล้งทำยิ้มแย้มเป็นมิตร “ฉันชื่อส่องแสงเป็น..เอ่อ... “ ส่องแสงจำใจ “พี่สาวของปุ้ม.. เป็นลูกพี่ลูกน้องน่ะค่ะ”
“สวัสดีครับผมพินิจ พนัสพงษ์ ครับ...ผมเป็นเพื่อนของหนึ่ง”
“เพื่อนพี่หนึ่ง ? เอ๊ะ .. เมื่อกี๊ส่องเห็นคุณพินิจคุยกับปุ้มอยู่ในห้องรับแขก เอ่อ..คือบังเอิญเดินผ่านไปเห็นน่ะค่ะ แต่ส่องไม่ได้แอบฟังนะคะ” ส่องแสงร้อนตัว “ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น .แต่แค่แปลกใจที่เห็นคุณเดินออกมาหน้าเศร้าๆ” หญิงสาวทำเสียงอ่อนอย่างเสแสร้ง “มีอะไรให้ส่องช่วยหรือเปล่าคะ ?”
“เอ่อ.. “ พินิจมองหน้าส่องแสง เหมือนจะพูด แล้วก็เปลี่ยนใจ เบนสายตาหนี “ไม่มีครับ .. ขอบคุณสำหรับน้ำใจที่ถามไถ่ แต่..ไม่มีอะไรครับ”
ส่องแสงเสียดาย “ไม่มีก็ดีแล้วค่ะ .. ที่ส่องถามเพราะเห็นว่ามีผู้ชายหลายคนที่ต้องเสียใจเพราะปุ้ม ส่องเห็นคุณมาที่นี่คิดว่าน่าจะรู้จักกับพี่หนึ่ง เลยไม่อยากให้คนกันเองต้องมาผิดใจกันน่ะค่ะ เอาเป็นว่า..ถ้ามีอะไรที่คุณไม่สบายใจเกี่ยวกับปุ้ม ปรึกษาส่องได้นะคะ”
“ขอบคุณมากครับ”
“หรือ..ถ้ามีอะไรให้ส่องช่วย...ก็บอกได้เลยนะคะ ส่องยินดีค่ะ”
“ครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ” พินิจหันหลังเดินออกไป
ส่องแสงยิ้มส่ง พอคล้อยหลังพินิจก็ยิ้มร้าย

หน้าโรงพยาบาล พินิจเดินเข้ามาด้วยความเศร้า เสียงพรรณีดังขึ้น “พี่นิจ”
พินิจเงยหน้า..เห็นพรรณียืนอยู่ พรรณีทำหน้าอึกอัก หน้าซีดๆ เหมือนมีอะไรจะพูด แต่พูดไม่ออก “ณีเป็นอะไร? ทำไมทำหน้าแบบนั้น”
“เอ่อ...” พรรณีพูดไม่ออก แต่ปรายตาไปข้างๆ
ทันใดนั้นนวลเดินออกมา “ไปไหนมา ???” พินิจหน้าเสีย “แม่ถามว่าไปไหนมา ???”

ที่บ้านพนัสพงษ์ นวลปากระเป๋าลงที่โต๊ะ โวยวายด้วยความหงุดหงิด “ฉันไม่เชื่อ !! แกจะไปบ้านคุณหนึ่งทำไม ในเมื่อวันนี้คุณหนึ่งเค้าไปทำงาน ! จะโกหกแม่ไปถึงไหนห๊ะ” พรรณีกับพินิจหน้าเสีย มองหน้ากัน เอาไงดี “ฉันจะบอกความจริงให้ก็ได้ ... ฉันได้ยินหมดสิ่งที่พวกแกคุยกันที่โรงพยาบาล เรื่องที่แอบไปเจอ และแอบติดต่อกับไอ้สัทธา กับ ยัยเด็กกำพร้านั่น แม่ได้ยินหมดแล้ว !!!”
พรรณีกับพินิจตกใจ หน้าเสียหนักขึ้นไปอีก
“คุณแม่..ฟังผมอธิบายก่อนนะครับ”
“ฉันไม่ฟัง !! พอ..พอกันที ไม่มีความไว้วางใจอีกต่อไป”นวลแค้น สองพี่น้องหน้าจ๋อย “นับจากนี้..แม่จะเป็นคนพาตานิจไปหาหมอเอง ส่วนแม่ณีระหว่างปิดเทอม ห้ามออกจากบ้าน ถ้าจะไปไหนจะต้องมีคนติดตาม และมารายงานแม่ว่าออกไปทำอะไรบ้าง ห้ามไปไหนมาไหนตามลำพังเป็นอันขาด”
“คุณแม่คะ ณีไม่ใช่นักโทษนะคะ”
“ใช่ แกไม่ใช่นักโทษ แต่แกเป็น “ลูก” ของฉัน ฉันจะทำอะไรกับชีวิตพวกแกก็ได้ !! ถ้าไม่มีฉัน พวกแกก็ไม่มีเกิด” พรรณีกัดฟันกรอดเริ่มจะรับไม่ได้กับนวลมากขึ้นทุกที .. พินิจเบือนหน้า “ที่สำคัญฉันจะรีบหาคู่ให้แก 2 คน ! ในเมื่อเลือกคนดีๆกันไม่เป็น ฉันจะเลือกให้เอง” นวลประกาศกร้าว..พรรณีกับพินิจหน้าเครียด

ที่บ้านพิเศษกุล ส่องแสงกับสีสุกคุยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นในบ้าน
“ยัยนวล มันร้ายจะตาย ใครๆเค้าก็รู้กันทั้งเมือง” สีสุกเม้าต่ออย่างออกรส “ทั้งร้าย ทั้งเค็ม คนในตลาดเรียกมันว่า “นังคุณนายจ้าวสมุทร” เป็นเจ้าของตลาดสดพนัสพงษ์ รวยล้นฟ้า แต่ขี้งกเป็นที่สุด “
“แต่นายพินิจดูตัวซีดๆ โทรมๆ ไม่สมกับเป็นลูกคหบดีเลยนะคะ”
“เหรอ..แปลก..จะว่าไปแม่ก็เพิ่งรู้ว่าลูกชายยัยคุณนายนวลเป็นเพื่อนสนิทคุณหนึ่ง แล้วยังมาติดพันอยู่กับนังปุ้มอีก .. เฮ่อ.. โลกมันแคบดีแท้”
“ไม่ได้ติดพันธรรมดานะคะ แต่พี่หนึ่งเคยบอกว่า .. หลงหัวปักหัวปำ”
“ตายจริง..ขนาดนั้นเลย.. นังนี่มันเสน่ห์แรงจริงๆ ทั้งคุณชายประสาทพร หมอประสงค์ แล้วนี่ยังมีลูกคุณนายนวลอีก..ไม่อยากจะเชื่อเลย”
ส่องแสงเบ้ปาก เกทับ “แค่ 3 คน..ไม่เห็นจะน่าอัศจรรย์ใจตรงไหน ส่องก็มีเหมือนกัน มากกว่ามันอีก เพียงแต่ไม่ได้เล่าให้คุณแม่ฟังเท่านั้นเอง”
สีสุกหันมาทางส่องแสง ตาวาว “จริงเหรอลูก .. เรื่องแบบนี้ลูกต้องเล่าให้แม่ฟังสิ ไม่เล่าได้ยังไง แม่อยากรู้” สีสุกเชื่อจริงจัง “บอกมาเลยมีใครบ้าง”
ส่องแสงหน้าจ๋อย..เพราะจริงๆแล้วไม่มีเป็นตัวเป็นตน โม้ไปงั้น..ส่องแสงอึกอักๆ “เอ่อ..คือ..ส่องจำไม่ได้น่ะค่ะ มันมากเสียจน..ไม่ได้จำชื่อเสียงเรียงนาม เอาไว้วันหน้าส่องพามาให้คุณแม่รู้จักเลยดีกว่านะคะ..ส่องว่า..เรากลับมาเรื่องนังปุ้มดีกว่าค่ะ” สีสุกงงๆ ส่องแสงเปลี่ยนเรื่องเนียนมาก “นับเป็นโชคของเรา ที่วันนี้ส่องตั้งใจจะไปด่านังปุ้มเรื่องที่มันให้ท่าพี่หนึ่งที่หัวหิน เลยได้เจอกับนายพินิจ..เครื่องมือชั้นดีที่จะทำให้พี่หนึ่งเห็นธาตุแท้ของนังปุ้ม” ส่องแสงบิ้วเข้าเรื่องหทัยรัตน์ สีสุกคล้อยตามฟังพลางพยักพเยิด“ถ้าพี่หนึ่งรู้ว่าเพื่อนรักแอบมาบอก “คิดถึง” มันถึงในบ้าน..พี่หนึ่งจะต้องไม่พอใจและยิ่งเกลียดมันมากขึ้นแน่ๆ”
“ส่องพูดแบบนี้..แปลว่า....พรุ่งนี้เรามีเรื่องสนุกๆทำกันแล้วใช่มั๊ยลูก”
ส่องแสงยิ้มร้ายรับ .. สองแม่ลูก ยิ้มร้ายใส่กัน ..สองคนคิดถึงแผนการณ์ด้วยความพอใจ

ที่บ้านเพชรลดา เช้าวันต่อมา อากาศสดใส หทัยรัตน์เดินเข้ามาพร้อมกับสมุด หนังสือในมือ ทันใดนั้นอนวัชก็เดินออกมาจากในห้อง ตั้งใจตัดหน้า “เมื่อวานพินิจมาถามเธอเรื่องที่หัวหินใช่มั๊ย ? เธอได้เล่าให้เค้าฟังหรือเปล่า ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
หทัยรัตน์ชะงักกึก..หยุดยืนตัวตรง เชิดหน้า ตอบแบบไม่แคร์ “ไม่ได้เล่าค่ะ เพราะไม่ใช่ธุระ และมันก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรสำคัญจนจะต้องเล่าให้คนอื่นฟัง”
อนวัชเสียงเข้มขึ้น “ฉันช่วยชีวิตเธอไว้ .. มันยังไม่สำคัญอีกเหรอ ? หรือว่าชีวิตเธอมันไม่สำคัญ ? ถ้าฉันรู้ก่อนจะได้ไม่ต้องเสียแรงช่วย ปล่อยให้จมน้ำตายไปเลย”
หทัยรัตน์สวน “ถ้าฉันรู้ว่าคุณช่วยเพื่อมาทวงบุญคุณแบบนี้ ฉันก็จะยอมกลั้นใจตายเหมือนกัน”
“จองหอง ! เธอคงโดนผู้ชายคนอื่นตามใจจนเคยตัว .. ถึงได้กล้ามาเถียงฉันฉอดๆ ฉันขอเตือน อย่ามาหว่านเสน่ห์ใส่คนที่อยู่รอบตัวฉัน .. ฉันไม่อยากตามเก็บซากความพังพินาศจากการสับรางไม่ทัน จนทำให้รถไฟต้องชนกัน” อนวัชใส่เป็นชุด เคืองตั้งแต่หัวหิน และคุกรุ่นที่เห็นจดหมายคุณชายประสาทพร และความห่วงใยของพินิจ หทัยรัตน์กัดฟันกรอด...มองเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ “มองแบบนี้ทำไม? .. อยากจะกระโดดมากัดมือฉันเหมือนตอนเป็นเด็กหรือไง..เอาสิ๊..ถ้าเธอกล้ากัดฉัน ต่อไปก่อนเข้ามาที่นี่ ฉันจะให้คนเอาตะกร้อมาครอบปากเธอ .. เพื่อเป็นการป้องกันตัว” อนวัชพูดจบแล้วก็เชิดหน้ากวนใส่ เดินผ่านหทัยรัตน์ไป
หทัยรัตน์กัดฟันกรอดด้วยความแค้น มองตาม จนอนวัชคล้อยหลังยกหนังสือขึ้น ทำท่าเหมือนจะทุ่มใส่ อนวัชหันมา หทัยรัตน์รีบหดมือลง เอาหนังสือมากอดไว้เหมือนเดิม หทัยรัตน์สะบัดหน้าใส่เดินไปที่ห้องคุณหญิงทันที อนวัชยิ้มด้วยความสะใจ

ที่หน้าบ้านเพชรลดา รถของสีสุกมาจอดเทียบ...คนรถมาเปิดประตู สีสุกลงมาจากรถ..เปิดประตูอีกด้านพรรณีตามลงมา
“นี่มันบ้านคุณอนวัชนี่คะ คุณแม่พาณีมาที่นี่ทำไมคะ”
“พี่เราบอกว่า เมื่อวานมาที่นี่ แม่จะหาถามคนที่นี่ ว่าตานิจมาจริงหรือเปล่า ? และมาทำไม” นวลพูดจบสะบัดหน้าจะเดินเข้าบ้าน
พรรณีตกใจ..พึมพำเบาๆ “ปุ้ม” พรรณีมองไปรอบๆ ใจพะวงถึงหทัยรัตน์ และกลัวว่า ถ้าแม่เจอหทัยรัตน์ต้องเป็นเรื่องแน่ พรรณีรีบวิ่งไปลากแขนแม่ “แม่คะ ณีว่า..เราอย่ามายุ่งวุ่นวายบ้านเค้าดีกว่าค่ะ..พี่นิจพูดอะไร เราก็ควรจะเชื่อนะคะ”
นวลสะบัดแขน “พวกแกรวมหัวกันโกหกฉันหลายต่อหลายครั้ง ยังจะให้ฉันเชื่ออีกเหรอ ? ฉันรู้มาว่าวันนี้คุณอนวัชไม่ได้ไปทำงาน ฉันก็เลยชวนแกมาด้วย..จะได้เจอกันสักที” นวลคว้าแขนพรรณีหมับ “ไป”
พรรณียันตัว ฝืน“แต่..ณีไม่ได้อยากเจอคุณอนวัชนะคะ”
“ฉันไม่สนใจ ฉันอยากให้เจอ แกก็ต้องเจอ มานี่” นวลลากพรรณีเข้าไปในบ้านด้วยความขัดเคืองใจ
พรรณีพยายามฝืน ยันตัว หน้าเสีย เหมือนจะร้องไห้ นวลก็พยายามลากเข้าไปให้ได้

รถของสีสุกกับส่องแสงแล่นเข้ามา ในรถเห็นส่องแสงนั่งหน้าแจ่ม แต่งจัด สีสุกมองไปที่หน้าบ้านอนวัชด้วยความแปลกใจ “ส่อง !! นั่นใครน่ะ ? มาฉุดกระชากลากถูอะไรกันที่ตรงนี้เนี่ย”
ส่องแสงรีบหันขวับมาดูด้วยความสนใจทันที
พรรณียังขืนตัวไม่ยอมเข้าไปในบ้าน นวลลากไม่ปล่อย “ยัยณีอย่าดื้อกับแม่ เข้ามา”
“แต่ณีไม่อยากเจอคุณอนวัชนี่คะ “

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 5/4 วันที่ 6 มื.ย. 58

ละครหนึ่งในทรวง บทประพันธ์โดย บุษยมาศ
ละครหนึ่งในทรวง บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครหนึ่งในทรวง กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์
ละครหนึ่งในทรวง ควบคุมการผลิตโดย บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด ธิติมา สังขพิทักษ์
ละครหนึ่งในทรวง ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.35 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ