อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 6 วันที่ 6 มิ.ย. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 6 วันที่ 6 มิ.ย. 58

ที่มุมหนึ่งในป่า กองไฟใหญ่ถูกสุมขึ้น เพื่อเผาศพสดัมสังข์ เหมหยิบย่ามประจำตัวของสดัมสังข์ให้ขุนศรีไชยทิตย ขุนศรีไชยทิตยรับย่ามไปใบหน้าเศร้า เอ่ยแก่ควาญทุกคนว่า

“เราคล้องพระยาช้างเผือกได้แล้ว แต่เรายังต้องล้างแค้นด้วยการคล้องอ้ายช้างที่ฆ่าสดัมสังข์ให้จงได้ เพื่อเป็นการระลึกถึงสดัมสังข์ ข้าจะยังไม่แต่งตั้งผู้ใดเป็นสดัม แต่ตำแหน่งเสดียงจำเป็นต้องมี แลผู้ที่จะเป็นเสดียงก็คือคนที่คล้องพระยาช้างเผือกได้ อ้ายหมอจ่าผู้นี้” ขุนศรีไชยทิตยชี้ไปที่เหม

ส่งตกใจ มาที่หูตึงหันไปถาม เมื่อส่งบอก มาก็ชักสีหน้าไม่พอใจทันที ส่วนควาญทั้งหมดหันพูดคุยกันและตกลงเป็นเอกฉันท์ ต่างร้องพร้อมกัน “เสดียงๆๆๆ” เหมปลื้มปีติ ภูมิใจมากที่ได้รับการยอมรับจากทุกคน



7-8 วันต่อมา เหมนำเงินถุงใหญ่มาให้คุณหญิงชม บอกคุณหญิงแม่ว่าแบ่งกันแล้วยังเหลือมากถึงเพียงนี้ บ่นเสียดายสดัมสังข์ไม่น่าต้องตายเลย คุณหญิงบอกว่าแม่ถึงไม่อยากให้เหมเป็นควาญออกป่า ถ้าเลือกได้ก็อยากให้เหมย้ายไปอยู่อยุธยา คล้องช้างแต่ในเพนียดจะได้ปลอดภัย

“ถ้าอย่างนั้น แม่ท่านก็เตรียมไปอยู่อยุธยาเถิดขอรับ เพราะด้วยการที่ลูกคล้องช้างเผือกได้ ทำให้แม่พ้นจากตะพุ่นจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งสิ้นขอรับ อีกไม่นานคงมีหมายแจ้งตามมา แม่ท่านรอรับเถิดขอรับ”

“แม่ดีใจเหลือเกินพ่อเหม” คุณหญิงกอดเหมด้วยความดีใจ “เราจะได้เริ่มต้นใหม่เสียที ถ้าพ่อเหมออกเรือนมีลูกมีเมียเมื่อใด ชีวิตนี้แม่คงไม่ห่วงกระไรแล้ว” เหมหน้าสลดลง ยังเจ็บจากบัวไม่หายจนคิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีรักอีกแล้ว...

ooooooo

บ่ายนี้ ขณะเจ้าพระยาบดินทร์เดชา เดินตรวจค่ายคูประตูหอรบอยู่นั้น เห็นพระศรีสิทธิสงครามและหลวงกำแหงเดินมาจึงรีบไปหา พระศรีสิทธิสงครามถามว่าท่านเจ้าคุณเห็นค่ายคูประตูหอรบเราเป็นอย่างไรบ้าง

ท่านเจ้าคุณบอกว่าหากจำเป็นต้องตั้งรับก็ไม่มีกระไรต้องกังวล แต่ศึกครั้งนี้ตนไม่คิดจะตั้งรับดอก หลวงกำแหงอาสาทันทีว่าถ้าจะบุกค่ายข้าศึก ตนขออาสาเป็นกองหน้าเอง

“คุณหลวงได้เป็นกองหน้าสมใจแน่ แต่อย่าผลีผลาม เพราะศึกนี้สำคัญนัก หากแพ้ ญวนคงขึ้นเป็นใหญ่ แลอาจต้องรบพุ่งเสียเลือดเนื้อกันอีกหลายปี ฉะนั้นเราจะแพ้ไม่ได้เป็นอันขาด” เจ้าพระยาบดินทร์เดชาสีหน้ามุ่งมั่นเอาจริง

แผนที่เมืองพัตบองกับเมืองโปริสาทถูกกางออกมีลูกศรชี้แสดงการเดินทัพของทั้งสองเมืองกำลังเคลื่อนออกประจันหน้ากันโดยมีแม่น้ำกั้นกลาง มีเสียงบรรยายว่า...

“สถานการณ์ระหว่างสยามกับญวนยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อพระเจ้ามินมางกษัตริย์แห่งญวนได้ทรงแต่งตั้ง ‘นักองค์เม็ญ’ พระราชธิดาของสมเด็จพระอุทัยราชาขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งเขมร แต่สยามก็ได้แต่งตั้ง ‘นักองค์ด้วง’ ขึ้นเป็นกษัตริย์เช่นกัน กองทัพทั้งสองฝ่ายจึงเข้าเผชิญหน้ากัน โดย ‘องเตรืองกุน’ แม่ทัพใหญ่ของญวนได้เข้ายึดเมืองโปริสาทเป็นเป็นฐานที่มั่นและให้ ‘องเดดก’ ทหารเอกของตนยกทัพมาประจันหน้ากับทัพของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ที่ยกออกมาจากเมืองพัตบอง เป็นการเริ่มต้นสงครามครั้งใหญ่อีกครั้ง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์”

ผ่านไป 1 เดือน มีเหตุการณ์ร้ายแรงเมื่อชาวบ้านที่ออกหาของป่าถูกช้างยักษ์วิ่งเข้าทำร้ายตายไปหลายคนที่เหลือวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงไปด้วยความกลัวสุดขีด

ข้าราชการผู้หนึ่งมาขอให้ขุนศรีไชยทิตยช่วยเพราะชาวบ้านเดือดร้อนและหวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าป่า ขุนศรีไชยทิตยหันถามเสดียงเหม สดัมเหมตอบทันทีว่า

“เราตั้งใจจะล้างแค้นให้สดัมสังข์อยู่แล้ว ช้าเร็วก็ต้องไป ในเมื่อมันอาละวาดท้าทายเช่นนี้เรายิ่งไม่มีทางเลือก”

“เอ็งพูดต้องกับใจข้านัก ถ้ากระนั้นก็อย่าได้เห็นแก่เหนื่อยยากเลย เข้าป่าถือกรรมกันอีกสักครั้งเถิดวะ”

เมื่อเหมกลับไปบอกคุณหญิงชมว่า กรมช้างนอกจะไปปราบอ้ายสังข์ที่ก่อความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน คุณหญิงฉงนถาม “อ้ายสังข์รึ?” เหมชี้แจงว่าเป็นชื่อเจ้าช้างยักษ์ ท่านขุนเอาชื่อสดัมสังข์มาตั้งให้มันเพื่อเป็นการรำลึกถึงสดัมสังข์ คุณหญิงเป็นห่วงเหมไม่อยากให้ไป

“ไม่ได้ดอกขอรับ เพลานี้ลูกเป็นเสดียงแล้ว ไปโพนช้างจะขาดเสดียงได้อย่างไรขอรับ” คุณหญิงจึงให้เอาดาบไปด้วย เหมหัวเราะขำติงคุณหญิงแม่ว่า “อ้ายสังข์มันสูงใหญ่ราวภูเขาเลากา ดาบสองเล่มจะไปทำกระไรมันได้ขอรับ”

“แม่บอกให้เอาไปก็เอาไปเถิดน่า” พลางคุณหญิงเอาดาบใส่ย่ามให้ “มีก็ยังดีกว่าไม่มี”

“ขอรับ” เหมกอดคุณหญิงแม่ไว้ด้วยความรัก

ooooooo

คุณปิ่นสั่งหุ่นให้เก็บข้าวของมากมายนับแต่พริก เกลือ ไปจนถึงเป็ดไก่เป็นๆ เพื่อเลี้ยงไว้กินไข่ ส่วนขุนนาฏได้แต่นั่งจิบเหล้าดูอย่างสบายอารมณ์

ลำดวนเข้ามาบอกว่าคุณพระพิไชยสงครามให้คนมาเรียนว่ามีราชการด่วนที่พระมหานครคงไม่อาจคุ้มครองเราไปพัตบองได้แล้ว คุณปิ่นดีใจว่าถ้าเช่นนั้นเราก็ไม่ต้องไปสิ ขุนนาฏบอกว่าคุณพระไปไม่ได้ก็ต้องส่งคนอื่นไปคุ้มครองเราแทน

ทันใดนั้น หมื่นวิชิตก็โผล่ขึ้นมาบอกว่าตนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้คุ้มครองคณะละครไปเมืองพัตบอง พลางชูเอกสารแต่งตั้งให้ดู ทำเอาคุณปิ่นถึงกับคราง “เวรกรรม...” ส่วนลำดวนก็เซ็งจนบอกไม่ถูก บ่นกับหุ่นขณะอยู่ในห้องนอนว่าหมื่นวิชิตต้องใช้เส้นสนกลในเพื่อให้ตนได้รับหน้าที่แทนเป็นแน่ ตนไม่เคยเห็นใครพูดไม่รู้ความเหมือนหมื่นวิชิตผู้นี้เลย หุ่นติติงว่าลำดวนไม่ชอบหมื่นวิชิตก็หาเป็นกระไรไม่ ด้วยแม่ครูก็ไม่ชอบเช่นกัน ระวังไว้แต่ท่านขุนก็พอ หุ่นแจกแจงว่า

“แต่ก่อนฉันก็เห็นว่าท่านขุนไม่ชอบหมื่นวิชิตเช่นกัน แต่หลังจากหมื่นวิชิตขนสุราดีมากำนัลไม่ขาดท่านขุนก็เสียงอ่อนลงไปเป็นกอง”

“แม่หุ่นคอยดูก็แล้วกัน ถ้าพ่อท่านบังคับให้ฉันแต่งงานออกเรือนกับหมื่นวิชิต ฉันจะหนีเข้าวังไปเป็น ‘คุณข้างใน’ ให้สุขสบายเหมือนพี่บัวให้ดู”

ลำดวนคาดหวังว่าไปอยู่ในวังแล้วจะสุขสบายได้เงินทองและเครื่องประดับมากมาย แต่หารู้ไม่ว่า บัวที่วาดหวังไว้ว่าไปอยู่ในวังแล้วจะได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้าม แต่ผ่านไปเป็นปีก็ยังไม่มีวี่แวว วันนี้บัวนำมะปรางริ้วไปให้หม่อมดวงแข พอได้รับคำชมก็จะขอนำไปถวายเสด็จ หม่อมดวงแขบอกว่า

“เสด็จ...เอ่อ...เสด็จไม่อยู่ดอกจ้ะ ไปอยู่กับพวกคณะละครนอกแล้ว” แต่ปลอบใจบัวว่า “ไม่ต้องน้อยใจดอกนะ ฉันจะรับไว้แทนเอง”

บัวผิดหวังหน้าจ๋อย จึงขอไปพบทับทิมที่มาเยี่ยม ระหว่างทางสวนกับข้าหลวงที่นำอินทร์ น้องชายต่างมารดาของหม่อมดวงแขเข้ามา อินทร์ตะลึงในความงามของบัวถึงกับมองเหลียวหลัง

บัวไปพบทับทิมบ่นว่าอยู่พระมหานครเหมือนกันแท้ๆ แต่กลับไม่ค่อยได้พบกัน ทับทิมถามว่าอยู่ในวังสุขสบายดีไม่ใช่หรือ ทำให้บัวยิ่งเศร้า แต่ไม่กล้าบอกเล่าความผิดหวังของตนที่หมายได้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามแต่นับวันดูจะเลือนรางไปทุกที

ระหว่างนั้น อินทร์เดินผ่านมาเห็นบัวก็หยุดมอง บัวยกมือไหว้เพราะเห็นเป็นคนมาหาหม่อมดวงแข ทับทิมมองตามอินทร์บอกว่านั่นเจ้าขรัวอินทร์นี่ บัวถามว่ารู้จักหรือ ทับทิมเล่าให้ฟังว่า

“เจ้าขรัวอินทร์เป็นน้องชายของหม่อมดวงแขนายของบัวอย่างไรเล่า เจ้าขรัวผู้นี้ทำการค้าใหญ่โตอยู่ทางเหนือ ท่านขุนของพี่ค้าขายด้วยบ่อยๆ พี่เลยรู้จัก”

บัวมองตามอินทร์ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเมื่อรู้ว่าอินทร์เป็นน้องชายของหม่อมดวงแขและเป็นเจ้าขรัวทำการค้าใหญ่โตอยู่ทางเหนือ แล้วบัวก็ยิ่งมีความหวังเมื่อเทียนเล่าว่า หม่อมดวงแขเล่าว่าน้องชายที่มาเยี่ยมเอาแต่ถามถึงบัวไม่ขาดปาก เทียนกระเซ้าว่าดูท่าทางจะหลงเสน่ห์นางเอกละครของเราเข้าแล้ว บัวทำเป็นเขินแต่เลียบเคียงหยั่งเชิงว่า

“ท่านเป็นถึงน้องชายของหม่อมดวงแข ก็ต้องมีศักดิ์เป็นเจ้าของเมืองเหนือ จะมาแลนางละครอย่างฉันได้อย่างไร”

“ได้สิ...ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” เทียนยิ้มกระเซ้า ทำให้บัว มีความหวังใหม่ขึ้นมา

ooooooo

มากับส่งริษยาเหมที่ได้รับความไว้วางใจจากขุนศรีไชยทิตย คิดกำจัดด้วยการแอบวางยาเหม พอหลับก็ช่วยกันแบกเหมจะเอาไปทิ้งกลางป่า แต่ร่างเหมหนักเกินกว่าจะแบกไปไหวจึงทิ้งไว้กลางทาง

ที่แท้เหมรู้ทันแผนการของทั้งสอง พอจิบน้ำรู้สึกผิดปกติรู้ว่าถูกวางยาจึงซ้อนแผนทำเป็นหลับ เมื่อทั้งสองทิ้งร่างเหมไว้กลางป่า เหมกลับไปรายงานขุน–ศรีไชยทิตย มากับส่งสารภาพว่าตั้งใจทำแค่ให้สลบแล้วเอาไปทิ้งไกลๆ เมื่อท่านขุนตื่นขึ้นมาไม่เห็นเหม โกรธจะได้ปลดออกจากเสดียง

“จริงขอรับ กระผมได้ยินอ้ายส่งอ้ายมาคุยกัน พวกมันไม่ได้คิดฆ่ากระผมดอกขอรับ” เหมรับรอง ขุนศรีไชยทิตยชี้หน้าทั้งสองบอกว่า

“ข้าเห็นแก่ว่าออกมาโพนช้างอยู่ในช่วงถือกรรมจึงเว้นโทษพวกเอ็งไว้ก่อน ออกกรรมกลับถึงพระนครเมื่อใดค่อยลงโทษพวกเอ็ง” ทั้งมาและส่งยกมือไหว้ท่วมหัวขอบพระคุณ ถูกท่านขุนไล่ตะเพิดไปให้พ้นหน้า

ทั้งสองลนลานตะเกียกตะกายหนีไปทันที

ooooooo

ระหว่างเดินทางในป่า หมื่นวิชิตเอาเหล้าองุ่นให้ขุนนาฏเพื่อเอาใจ ถูกคุณปิ่นกระแอมปรามขุนนาฏเลยไม่กล้ารับ แต่ทั้งสองก็ออกอุบาย เมื่อเดินทางต่อขุนนาฏจึงนั่งเกวียนเดียวกับหมื่นวิชิตเพื่อจะดื่มได้อย่างคล่องคอ

ตลอดทางหมื่นวิชิตตามตอแยลำดวน จนถูกลำดวนพูดตรงๆว่าหลายปีมานี้หากตนมีใจให้ก็คงรับรักไปนานแล้ว ขอหมื่นท่านอย่าได้รอคอยอีกเลยหาหญิงอื่นที่เพียบพร้อมกว่าตนไปเป็นแม่ศรีเรือนเถิด

หมื่นวิชิตตื๊อดื้อด้านว่า เพลานี้แม้ลำดวนจะไม่ชอบ พอตน แต่หากไม่มีชายใดเข้ามาสอดแทรกสักวันลำดวนก็ต้องใจอ่อน เพราะอย่างไรก็ดีกว่าเป็นสาวเทื้อขึ้นคานไม่ใช่หรือ ลำดวนจ้องหน้าพูดอย่างหงุดหงิดก่อนเดินเลี่ยงไปว่า

“พูดออกมาจากปากได้อย่างไร ช่างไม่มีศักดิ์ศรีเสียบ้างเลย”

“จะพ้นมือกูได้ก็ให้มันรู้ไป” หมื่นวิชิตจ้องตามอย่างจะเอาชนะให้ได้

ส่งกับมาถูกคาดโทษเรื่องวางยาเหมกลัวความผิดจึงหนีมาหมายโพนช้างได้สักตัวสองตัวเป็นบำเหน็จไว้ป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกลงโทษ แต่ถูกทหารที่คุ้มกันคณะละครจับได้เสียก่อน มากับส่งถามว่าคณะละครจะไปไหนตนขอไปด้วย ลำดวนบอกว่าพวกตนจะไปพัตบอง ส่งขอตามไปด้วย แต่มาที่หูตึงฟังไม่ได้สะกิดถาม เลยถูกส่งลากไปด้วยคร้านที่จะพูดหลายต่อ ทั้งสองเลยกลายเป็นตัวตลกให้ลำดวนได้หัวเราะไปคราวหนึ่ง

อินทร์มาทำบุญที่วัดเจอบัวมาทำบุญด้วย จึงมอบปิ่นทองราคาแพงให้ พูดออกตัวว่ารู้ว่าบัวมีพร้อมทุกอย่างแล้วแต่ตนก็อยากมอบปิ่นนี้ให้บัวไว้เป็นที่ระลึก เพราะเป็นปิ่นเก่าแก่ บัวไหว้ขอบคุณรับปิ่นทองนั้นไว้ อินทร์อาสาจะไปส่งบัวเข้าวังหลังทำบุญเสร็จ บัวบอกว่าตนมากับพี่สาวและคงต้องกลับพร้อมพี่สาว อินทร์จึงขอตัวกลับก่อน

ทับทิมสังเกตอยู่เดินยิ้มเข้ามาหยอกบัวว่าตนกลับคนเดียวก็ได้ บัวน่าจะไปกับขรัวอินทร์ บัวพูดแก้เกี้ยวว่าเห็นอินทร์เป็นน้องชายของหม่อมดวงแข ตนจึงพูดจาปราศรัยด้วยเท่านั้น

“แค่พูดจาเท่านั้นน่ะรึ ชายอย่างเจ้าขรัวอินทร์มิได้หาได้โดยง่าย” ทับทิมยิ้มอำๆ บัวตัดบทแก้เขินชวนทับทิมรีบกลับไปเถิดเพราะยังมีขุนพิพิธกับลูกต้องดูแล ทับทิมยิ้มให้บัว เชื่อว่าคราวนี้น้องคงมีคู่แน่แล้ว

ooooooo

หมื่นวิชิตถ่วงเวลาการเดินทางเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดลำดวน แต่วันนี้เดินได้ไม่เท่าไรก็สั่งหยุดพัก เพราะหมื่นวิชิตนั่งเกวียนมากับขุนนาฏจึงปรนเปรอเหล้าเต็มที่ เมื่อสั่งพัก ขุนนาฏเมาลงมาท้าใครต่อใครให้ขึ้นต้นไม้แข่งกับตน แต่เพราะความเมาทำให้ขุนนาฏตกลงมาขาหัก ลำดวนเร่งให้รีบพาไปหาหมอ มิเช่นนั้นพ่อท่านอาจจะเดินไม่ได้อีก ทางที่จะหาหมอได้มีแต่ที่พัตบอง แต่จะไปอย่างไรเล่าในเมื่อขุนนาฏก็เจ็บอยู่และพวกเราก็ไม่ชำนาญทาง หมื่นวิชิตจึงไปลากมากับส่งให้พากลับไปหาพวกควาญ

“ถ้ามีควาญนำทางแลมีช้างให้ขี่ ไม่นานก็พาท่านขุนถึงพัตบองได้แล้วขอรับ” หมื่นวิชิตยิ้มร่า

มากับส่งไม่ยอมพาไปเกรงจะถูกลงทัณฑ์ ลำดวนขู่นิ่มๆว่า “ฉันฝากด้วยนะจ๊ะพี่ควาญทั้งสอง ฉันรู้ว่าพวกพี่กลัวโทษทัณฑ์ แต่หากพาพ่อฉันไปถึงเมืองพัตบองได้ฉันจะกราบเรียนท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชาว่าเป็นความชอบของพวกพี่ เชื่อว่าน่าจะพอหักลบลดโทษไปได้บ้าง” ส่งกับมาจึงมีความหวังขึ้นมา

ooooooo

ขุนศรีไชยทิตยและบรรดาควาญช้างถูกทหารเขมรกลุ่มหนึ่งจับตัวได้และจะฆ่าขุนศรีทิ้ง พลันมันก็ถูกเหมพุ่งดาบปักอกตาย แล้วเหมก็พุ่งเข้าไปฟาดฟันพวกมันตายเกลื่อน ที่เหลือพากันถอยหนีไม่เป็นขบวน

ขุนศรีสั่งทหารให้จับมากับส่งไว้ เพราะพอทั้งสองกลับมาไม่นานทหารเขมรกลุ่มนั้นก็จู่โจมเข้ามาเยี่ยงนี้จะไม่ให้คิดว่าทั้งสองนำพวกมันมาล้างแค้นได้อย่างไร ส่งกับมาบอกว่าขุนนาฏต้องการให้ท่านขุนศรีช่วยพาคณะละครไปเมืองพัตบองเท่านั้น ขุนศรีหาว่ามันมุสาจะมีคณะละครที่ไหนมาอยู่กลางป่าเช่นนี้

“ไม่ใช่ขอรับ ถ้าท่านขุนระแวง ให้คนตามกระผมไปที่คณะละครก่อนก็ได้ขอรับ หัวหน้าคณะชื่อขุนนาฏย–โกศล กำลังเจ็บหนักขาหักจริงๆขอรับ” มาชี้แจงลนลานเหมตกใจ นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอกับคณะละครของขุนนาฏที่กลางป่า

ลำดวนไปตักน้ำที่ริมธารเพื่อเอามาให้คุณปิ่นเช็ดตัวให้ท่านพ่อ เจอพวกควาญกำลังพาช้างลงอาบน้ำ ช้างตัวหนึ่งพ่นน้ำใส่ลำดวน เธอตกใจเกือบลื่นตกลงไปในลำธาร โชคดีที่เหมมารับไว้แต่เหมไม่อาจแสดงตัวในสภาพนี้ได้ เมื่อเหมไปแล้วลำดวนจึงรู้สึกคุ้นๆหน้าแต่ก็ไม่ติดใจเพราะจากเหมมาเป็นเวลาถึง 3 ปีแล้ว เหมที่กลายมาเป็นควาญช้างทั้งดำทั้งล่ำบึกบึน ไม่เหลือรอยลูกชายของพระยาเลย

ขุนศรีไชยทิตยฟังความจากมาและส่งจึงขี่ช้างไปดู พวกคณะละครเห็นช้างเดินเข้ามาก็ตกใจพากันแตกตื่นวิ่งหนี หมื่นวิชิตตีนไวหนีไปก่อนเพื่อน ขุนนาฏหนีไม่ได้เพราะขาหักยกมือไหว้ขุนศรีไชยทิตยบอกว่าอยากได้อะไรก็เอาไปเถิด ขุนศรีบอกว่าตนไม่ใช่โจรแต่มาดูให้เห็นกับตาว่ามีคนขาหักอย่างที่มากับส่งเล่าหรือไม่

หมื่นวิชิตเห็นไม่มีเหตุร้ายจึงมาแสดงตัวคุยโวโอ้อวดยศถาบรรดาศักดิ์ของตัวเองแลอ่อยว่าหากขุนศรี–ไชยทิตยช่วยพาขุนนาฏไปถึงพัตบองตนจะกราบเรียนเจ้าคุณผู้ใหญ่ให้สิ้น ครั้นขุนศรีบอกว่าหน้าที่ของตนคือมาคล้องช้าง หาไปส่งคนเจ็บป่วยไม่ แล้วไสช้างกลับไป ก็ถูกหมื่นวิชิตด่าตามหลังว่าทำเป็นอวดเบ่ง ตนจะให้ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่เอาไปเฆี่ยนเสียให้เข็ด

ขุนนาฏกับคุณปิ่นมองหน้ากันอย่างอ่อนใจที่คนอย่างหมื่นวิชิตเจรจาความใดก็เสียเรื่องทุกที

ooooooo

เหมกลับมาแล้วเศร้าขรึมที่เจอลำดวนแต่ไม่อาจแสดงตัวได้ในสภาพนี้ ส่วนลำดวนกลับไปแล้วก็เฝ้าแต่คิดว่าเคยเห็นหน้าควาญผู้นี้ที่ไหนแต่ก็คิดไม่ออก

เมื่อเหมคิดถึงน้ำใจของลำดวนในยามที่คุณหญิงแม่ถูกพาไปแห่ประจานและหิวน้ำแทบขาดใจ ขอความช่วยเหลือใครก็ไม่มีใครกล้าช่วย มีแต่ลำดวนเท่านั้นที่กล้าไปซื้อแตงกวามาให้คุณหญิงกินแก้กระหาย คิดแล้วซาบซึ้งน้ำใจลำดวนยิ่งนัก แต่ในยามนี้ยามที่ลำดวนต้องการความช่วยเหลือ ตนจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร

แล้วขุนศรีไชยทิตยก็ให้เหมนำช้างไปช่วยพาขุนนาฏและคณะไปพัตบอง ขุนนาฏถูกแบกขึ้นหลังช้างก็เจ็บจนร้องลั่น ขุนศรีไชยทิตยจึงยัดว่านแก้ปวดกระดูกให้กินทำให้ทุเลาปวดลงได้ชะงัด

เมื่อหยุดพักแรม ลำดวนเห็นพวกควาญช้างกินแต่ของแห้งเสบียงกรัง จึงจัดสำรับไปให้ขุนศรีไชยทิตย ลำดวนยังได้ดูวัตรปฏิบัติของชาวโพนช้างที่ตนเคยแต่ได้ยินได้ฟังแต่เพิ่งเคยเห็นกับตาคราวนี้อย่างทึ่ง เหมกินข้าวที่ขุนศรีไชยทิตยส่งให้ไม่กี่คำก็ส่งต่อให้หมอควาญที่มีศักดิ์รองจากตนแล้วลุกไป ลำดวนมองตามด้วยความรู้สึกว่าเหมพยายามหลบหน้าหลบตาตนตลอดเวลา

เช้าวันรุ่งขึ้นก็มีเหตุให้ตื่นตระหนกกันทั้งหมดเมื่อจู่ๆช้างยักษ์สังข์ก็จู่โจมขบวนของขุนศรีไชยทิตยจนทุกคนแตกกระเจิง ขุนศรีไชยทิตยสั่งควาญให้วิ่งล่อรำแพน เหมกระโจนหลบช้างยักษ์สังข์จนถูกหินบาดที่ไหล่ เมื่อช้างยักษ์สังข์หนีไปแล้ว บรรดาควาญจึงมาทำแผลให้กัน เหมทำแผลให้ควาญอื่นเสร็จก็เลี่ยงไปนั่งเคี้ยวสมุนไพรที่ริมลำธารเพื่อพอกแผลตัวเอง

ลำดวนถือร่วมยาไปบังคับทำแผลให้เหมจนเสร็จ ถามว่าเขาไม่ชอบตนหรือ เห็นเอาแต่ทำหน้าบึ้งใส่ตลอดราวกับมีความแค้นกันมาแต่หลัง เหมตอบหน้าบึ้งๆว่าไม่มีเหตุอันใดที่ตนจะไม่ชอบเธอ ลำดวนแนะนำชื่อตัวเองแล้วถามว่าเขาชื่อเสดียงหรือ เหมถึงกับกลั้นขำไม่อยู่บอกว่านั่นเป็นตำแหน่งไม่ใช่ชื่อตนดอก

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 6 วันที่ 6 มิ.ย. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ