อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 6/4 วันที่ 8 มื.ย. 58

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 6/4 วันที่ 8 มื.ย. 58

หทัยรัตน์ชะงักและหันมา “ทำไมดิฉันต้องทนไม่ได้ล่ะคะ ?”
“เธออาจจะแสลงใจที่ต้องเห็นชายที่หมายปองของตัวเอง กำลังแต่งงานมีความสุข ส่วนเธอก็เป็นได้แค่แขกร่วมงาน”
“ดิฉันไม่ใช่คนใจแคบแบบนั้น ในเมื่อคนที่เรารักมีความสุขเราก็ต้องยินดีไม่ใช่เหรอคะ” หทัยรัตน์แกล้งพูดให้คิด
อนวัชมองหญิงสาวเขม็ง “รัก” นี่เธอกล้าพูดแบบนี้ในงานแต่งงานของคุณหมอเหรอเนี่ย”

“ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ล่ะคะ? ในเมื่อมันเป็นความจริง”
“แค่พูดฉันไม่เชื่อ ต้องได้เห็นกับตาฉันถึงจะเชื่อว่าเธอมีความสุขจริงๆ” อนวัชไม่พูดเปล่าคว้าข้อมือหทัยรัตน์ไปด้วย


“นี่คุณอนวัช..ปล่อยฉันนะ” อนวัชไม่ฟังเสียงลากไปเลย หทัยรัตน์พยายามจะตีมืออนวัชให้ปล่อย แต่อนวัชไม่ยอมปล่อย “คนบ้า..นี่คุณจะบ้าเหรอทำไมคุณถึงชอบบังคับฉันนักนะ ปล่อยนะ”
“เพราะบังคับเธอได้ฉันมีความสุข ฉันถึงชอบ” อนวัชลากหทัยรัตน์ไป

ผ่องฉวี ศจี อุรา และประสงค์ยืนต้อนรับแขกอยู่ อนวัชเดินลากหทัยรัตน์มา
“นี่ปล่อยนะ” อนวัชปล่อยมือหทัยรัตน์..หทัยรัตน์จับข้อมือตัวเองด้วยความเจ็บ
หมอประสงค์หันมา “อ้าว คุณอนวัชยังไม่เข้าไปในงานเหรอครับ”
ผ่องฉวี ศจี อุรา หันมา ศจีกับอุราเคลิ้มไปในความหล่อของอนวัช แต่ผ่องฉวีแปลกใจที่หทัยรัตน์มาด้วย
“ยังครับ..พอดีผมอยากจะรู้จักเจ้าสาวคุณหมอน่ะครับ เมื่อกี้ยังไม่ได้แนะนำเลย”
“เออ..จริงสิ ผมลืมไป..นี่ครับเจ้าสาวของผมชื่อผ่องฉวีครับ..ผ่องจ๊ะนี่คุณอนวัชจ้ะ”
ผ่องฉวียิ้ม “สวัสดีค่ะ.. “
ศจีแทรกเข้ามา “สวัสดีค่ะ..ดิฉันศจีค่ะเป็นเพื่อนผ่องฉวีค่ะ” ศจียิ้มหวาน
อุราแทรกบ้าง “ดิฉันอุราค่ะ เป็นเพื่อนของผ่องฉวีเหมือนกันค่ะ” อุรายิ้มหวานกว่า
ผ่องฉวีกันเพื่อนออกไปด้วยความอาย “คุณประสงค์เล่าเรื่องคุณอนวัชให้ฟังเยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่ไปเที่ยวหัวหิน”
“ถ้าอย่างนั้นคุณหมอก็คงจะเล่าให้ฟังถึงคุณครูของคุณหญิงแล้วสิครับ..ผมจะได้แนะนำให้รู้จักกัน” อนวัชหันมาทางหทัยรัตน์ “นี่คุณหทัยรัตน์ ราชพิทักษ์ครับ..เป็นคุณครูของคุณหญิงกรกนก..หทัยรัตน์ทักทาย คุณผ่องฉวีเจ้าสาวของคุณหมอสิ..ผูกมิตรกันไว้เผื่อจะได้เป็นเพื่อนกันในอนาคต”
ผ่องฉวี ศจี อุรา และประสงค์นิ่งไป อนวัชแปลกใจ และทันใดนั้นทุกคนก็ขำออกมา..เหมือนอนวัชเป็นตัวตลก

อนวัชหน้าม้าน “หัวเราะอะไรกัน!?!”
ผ่องฉวีถาม “คุณอนวัชไม่ทราบจริงเหรอคะ ?”
อนวัชงง “ทราบเรื่องอะไร ?”
“ก็..ปุ้มเนี่ยเป็นเพื่อนของดิฉันเองค่ะ”
อนวัชอึ้งไปรู้สึกหน้าแตก “เพื่อน !! “
อุราสมทบ “ใช่ค่ะ เราเรียนอยู่คณะเดียวกัน แต่ปุ้มเค้าจะสนิทกับผ่องมากกว่าคนอื่น เพราะเรียนมาด้วยกันตั้งแต่ตอนมัธยม”
“ปุ้มเป็นคนแรกของเพื่อนในกลุ่มที่ผ่องแนะนำให้รู้จักคุณหมอ.. พอแต่งงานก็เป็นเพื่อนคนแรกที่ทราบข่าวเช่นกันค่ะ ปุ้มเป็นคนแรกที่ได้การ์ด และ ช่วยจัดงานทั้งหมดค่ะ”
อนวัชหันมาทางหทัยรัตน์..หทัยรัตน์ยิ้มอย่างพอใจ สะใจ ยักคิ้วใส่..อนวัชแค้น
หมอประสงค์เล่า “เมื่อก่อนผ่องเค้าก็พูดถึงคุณหทัยรัตน์ให้ผมฟัง แล้วก็มีโอกาสได้พบกันหลายครั้งก่อนจะไปเจอกันโดยบังเอิญที่ชิดชายชล”
ผ่องฉวีจับมือหทัยรัตน์และดึงตัวมาโอบ “ปุ้มเป็นเพื่อนรักของดิฉันค่ะ”
“ก็อย่างที่ดิฉันบอกคุณอนวัชแล้วไงคะ ในเมื่อคนที่เรารักมีความสุขเราก็ต้องยินดี... คราวนี้คุณคงจะเชื่อแล้วนะคะ”
อนวัชมองผ่องฉวีจับมือหทัยรัตน์ เพื่อนยังขำกันคิกคัก และหทัยรัตน์ยิ้มอย่างผู้ชนะ อนวัชแค้นแทบอยากจะขย้ำหทัยรัตน์ตรงหน้า

อนวัชนั่งอยู่ที่โต๊ะ มีสาวๆมองแล้วแอบซุบซิบด้วยความปลื้มใจ อนวัชอมยิ้มที่มุมปากนิดๆ แต่สายตาไปสะดุดเข้ากับหทัยรัตน์ที่ยืนสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ที่หน้าเวที หทัยรัตน์ยืนยิ้มให้ผ่องฉวีอย่างมีความสุขโดไม่สนใจมองอนวัชแม้แต่น้อย อนวัชมองหทัยรัตน์ด้วยแววตาหมั่นเขี้ยวที่ซ่อนอยู่
สักพักอนวัชปรายตามองไปรอบๆ เห็นว่ามีหนุ่มมองหทัยรัตน์และซุบซิบกันมากมาย แต่ละคนมองหทัยรัตน์ด้วยความชื่นชม อนวัชเริ่มชะงัก..ชักสีหน้าไม่พอใจ ความหมั่นเขี้ยวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
หทัยรัตน์คอยช่วยบนเวที ถือถาดมาลัย ส่งแก้วน้ำให้ผู้ใหญ่ตอนดื่มอวยพร ทันใดนั้นเอง..หทัยรัตน์ก็หันมาทางอนวัช..แล้วก็ชะงักนิดๆ มองมาที่อนวัช อนวัชชะงักพอกัน..”เอ๊ะ ? มองมา?” อนวัชแปลกใจ หทัยรัตน์ส่งยิ้มให้ อนวัชขมวดคิ้ว.. “งง” .. หทัยรัตน์ยังยิ้มอยู่ .. อนวัชอึกอักๆนิดๆ “เผลอ” ตัวยิ้มรับนิดๆที่มุมปาก
ทันใดนั้นเสียงผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ดังขึ้น “คุณหทัยรัตน์ยิ้มให้แกด้วย”
อนวัชชะงัก..ค่อยๆปรายหางตาไปมอง เห็นชายใส่สูทคนหนึ่งนั่งยิ้มกว้างส่งให้หทัยรัตน์อย่างมีความสุข
“เค้าต้องจำฉันได้แน่ๆ ฉันเคยเรียนกับเค้าตอนอยู่ประถม .. หทัยรัตน์สวยขึ้นมากเลย ยิ่งยิ้มยิ่งสวย”
อนวัชหันหน้ากลับ หน้าหงิก มองหทัยรัตน์...หทัยรัตน์ยังคงส่งยิ้มให้ผู้ชายคนที่พูด แต่พอปรายตามาทางอนวัช..เห็นอนวัชมองอยู่ ก่อนจะหุบยิ้ม แล้วเบือนหน้าหนี

หทัยรัตน์หันไปอีกมุม มีผู้ชายสิ่งยิ้มมาให้อีก อนวัชมองเห็นและหันมาทางหทัยรัตน์..หทัยรัตน์ยิ้มตอบกลับไป..อนวัชจี๊ด หนุ่มๆ ส่งยิ้มให้หทัยรัตน์มากมาย และหทัยรัตน์ก็ยิ้มมารยาทส่งไปให้อย่างมีไมตรี อนวัชนั่งฟึดฟัดฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจ อนวัชนั่งมองหทัยรัตน์ด้วยความแค้น

หทัยรัตน์กำลังจะกลับ..หมอประสงค์ ผ่องฉวีเดินมาหา
“คุณปุ้มจะกลับเลยหรือเปล่าครับ ผมหาคนที่จะไปส่งไว้แล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ ปุ้มกลับเองได้ ยังไม่ดึกมาก ปุ้มไม่อยากรบกวน”
“ไม่รบกวนหรอกครับ เพราะเค้ายินดีไปส่งคุณด้วยความเต็มใจ”
“ใช่ปุ้ม..วันนี้เธอมาช่วยงานฉันกับคุณประสงค์ตั้งแต่เย็น จะให้เราสองคนใจไม้ไส้ระกำให้เธอกลับคนเดียวได้ยังไง..”
“นั่นไงครับ..คนที่จะไปส่งคุณหทัยรัตน์มาโน่นแล้ว”
หทัยรัตน์หันไปแล้วก็อึ้ง อนวัชเดินมา “ไม่ทราบว่าคนที่คุณหมอจะให้ผมไปส่ง จะกลับหรือยังครับ”
หทัยรัตน์พูดไม่ออก “เอ่อ..”
หมอประสงค์พูดขึ้น “จะกลับแล้วครับ”
หทัยรัตน์ท้วง “คุณหมอ..!!”
ผ่องฉวีปรามเพื่อน “เอาน่าปุ้มไปเถอะนะ..เดี๋ยวฉันไปส่งที่รถคุณอนวัชนะ”
หทัยรัตน์อิดออด “ไม่ต้องหรอกผ่อง..”
“เอาน่า..ไปเถอะ..” ผ่องฉวีไม่ฟังเสียงหทัยรัตน์ แต่ลากหทัยรัตน์ไปที่รถเลย
“ผ่อง..!!”
หมอประสงค์และอนวัชเดินตามไป
ผ่องฉวีจัดการยัดหทัยรัตน์เข้าไปในรถ “ขอบใจมากนะปุ้ม สวัสดีจ้ะ” ผ่องฉวีปิดประตูเลย
อนวัชหันมาลา “ผมกลับก่อนนะครับคุณหมอ คุณผ่องฉวี”
“ขอบคุณครับคุณอนวัช”
“สวัสดีค่ะคุณอนวัช”
อนวัชขึ้นรถและขับออกไป ผ่องฉวีและประสงค์มองตามอย่างมีหวัง หทัยรัตน์นั่งหน้าจ๋อยอยู่ในรถ คิดหาทางหนีทีไล่ อนวัชมองหทัยรัตน์ด้วยแววตาขัดเคือง “เสร็จฉันแน่!!!”

บนถนนตอนกลางคืน รถอนวัชขับช้าๆ ในรถหทัยรัตน์นั่งนิ่ง
อนวัชชำเลืองมองและเริ่มเปิดศึก “ทำไมเธอไม่บอกฉันว่าเธอรู้จักกับเจ้าสาวของคุณหมอประสงค์”
“ก็คุณไม่ถามนี่คะ “
“ไม่จริง..ถึงฉันถามเธอก็คงจะไม่บอก เพราะเธอต้องการจะแกล้งฉัน”

“ดิฉันจะแกล้งคุณทำไมคะ ดิฉันไม่ได้มีเวลาเหลือใช้พอที่จะเอามานั่งคิดวางแผนแกล้งคนอื่น..โดยเฉพาะคุณ..ฉันยิ่งไม่เก็บมาคิดให้เปลืองเวลา” หทัยรัตน์พูดน้ำเสียงนิ่งเรียบปรายหางตามามองเล็กน้อยอย่างถือตัวและดึงสายตากลับไปอย่างเย็นชา
อนวัชยิ่งเห็นท่าทีของหทัยรัตน์ยิ่งเจ็บแค้น อนวัชเร่งความเร็วให้เพิ่มขึ้นเป็นการระบายอารมณ์ และตั้งใจแกล้งหทัยรัตน์ หทัยรัตน์สะดุ้งเล็กน้อยกับความเร็วที่เพิ่มขึ้น มือจับรถไว้แน่น

ที่บ้านเดือนประดับ สุดาเปลี่ยนใส่ชุดนอน เดินออกมาจากห้องนอน มาเคาะประตูห้องหทัยรัตน์ ไม่มีเสียงตอบ สุดาเปิดประตูเข้าไปในห้องว่างเปล่า สุดาแปลกใจ “นี่ปุ้มยังไม่กลับมาอีกเหรอเนี่ย ? “

หน้าบ้านเดือนประดับ รถอนวัชเข้ามาจอดอย่างเร็ว
หทัยรัตน์รีบบอกลา “ขอบคุณค่ะ” หทัยรัตน์เปิดประตูจะหันลงจากรถ
อนวัชรีบเรียกไว้ “เดี๋ยว..ฉันยังไม่ให้เธอไป” อนวัชเอื้อมมือมาดึงประตูปิด ปึง!! “เธอคิดว่าฉันเป็นเหมือนผู้ชายคนอื่นที่เธอจะปั่นหัวได้งั้นเหรอ..หทัยรัตน์”
“ดิฉันไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น “
“ไม่จริง ! เธอตั้งใจจะหว่านเสน่ห์ในงาน เพื่อยั่วโมโหฉัน” หทัยรัตน์เชิดหน้า ยกระดับความสูงขึ้นอีกเล็กน้อย “แต่ฉันไม่สนหรอก เพราะผู้ชายพวกนั้นเต็มที่ก็ได้แค่รอยยิ้มจากริมฝีปากของเธอ..แต่ฉันเคยได้มากกว่านั้น”
หทัยรัตน์หันขวับมา ตาดุ “ที่คุณได้ เพราะฉันไม่มีสติ ถ้าฉันรู้สึกตัว มันจะมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น”
“ถ้ามันไม่เกิด เธอคงจะตายไปแล้ว ไม่มีชีวิตมาใช้ริมฝีปากยิ้มหว่านเสน่ห์ให้ผู้ชายทั้งงานแบบนี้ จะว่าไป..ฉันก็เป็นคนช่วยเธอ ทุกอย่างในตัวเธอก็น่าจะเป็นของฉัน โดยเฉพาะ“ อนวัชยื่นหน้าเข้ามามองที่ริมฝีปาก แววตากรุ้มกริ่ม โลมเลียด้วยสายตาและรอยยิ้มกวนๆ
หทัยรัตน์หน้าร้อนผ่าว..หันหน้าหนี เถียงเสียงแข็ง “ฉันไม่ได้ร้องขอให้ช่วย เพราะฉะนั้นคุณไม่สิทธิ์ในชีวิตฉัน ฉันจะยิ้ม จะพูดคุย หรือจะหว่านเสน่ห์กับใครก็เป็นสิทธิ์ของฉัน ฉันจะไม่พอใจ ฉันก็ไม่สนใจ” หทัยรัตน์หันไปจะเปิดประตู อนวัชคว้าตัวหทัยรัตน์ไว้อย่างแรง และจับหทัยรัตน์หันมาเผชิญหน้าหากัน หทัยรัตน์แววตาตระหนก “คุณอนวัช.. “ หญิงสาวเสียงแข็ง “คุณจะทำอะไร..ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
อนวัชขยับเข้ามาใกล้จนหทัยรัตน์โดนดันติดประตูรถ “ฉันปล่อยแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เมื่อกี๊เธอบอกว่าเธอไม่สนใจฉันใช่มั้ย ???”
หทัยรัตน์ทำใจดีสู้เสือ “ใช่ !!”
อนวัชจ้องตา “ฉันจะทำให้เธอสนใจฉันให้ได้” ทันใดนั้นอนวัชก็ตรงเข้าจูบหทัยรัตน์อย่างรวดเร็ว
หทัยรัตน์ไม่ทันตั้งตัวได้แต่อึ้งเหวอ ร้องอู้อี้ๆให้อนวัชปล่อย หทัยรัตน์ตะโกนสุดแรงพร้อมกับผลักอนวัชออกอย่างแรง “หยุดนะคุณอนวัช” อนวัชโดนผลักออกมา หทัยรัตน์ตบอนวัชอย่างแรง อนวัชอึ้งไป หทัยรัตน์ร้องไห้ “ป่าเถื่อน หยาบคายที่สุด..คุณเห็นฉันเป็นผู้หญิงยังไงคุณถึงได้ทำแบบนี้”

“ยิ่งกว่านี้ฉันก็ทำ เธอจะได้รู้ว่าฉันมีสิทธิ์ในตัวเธอ อยู่ที่ว่าฉันจะต้องการมันเมื่อไหร่” หทัยรัตน์เงื้อมือจะตบอีก คราวนี้อนวัชจับมือไว้และพูดขู่เสียงร้าย “อย่าลืมสิว่าฉันเป็นคนป่าเถื่อนและหยาบคาย ถ้าเธอตบฉันอีกที คราวนี้ฉันจะทำมากกว่าจูบ..ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู”
หทัยรัตน์แค้นใจสุด..ไม่รู้จะทำยังไง ดึงมือกลับอย่างแรง..และพูดเค้นเสียงด้วยความแค้น “ฉันอยากจะฆ่าคุณ..คุณอนวัช”
“ตอนนี้เธอคงจะเริ่มมีความรู้สึกกับฉันบ้างแล้วสิ..อย่างน้อยเธอก็อยากจะฆ่าฉัน..แสดงว่าเธอกำลังสนใจฉัน”
หทัยรัตน์อยากจะตะโกนด่าและกระโดดกัดหู แต่ก็ทำไม่ได้ หทัยรัตน์รีบเปิดประตูแล้วเดินลงไปเลย..
“หทัยรัตน์..หทัยรัตน์” อนวัชรีบตามลงไป “นี่วิ่งร้องไห้ไปแบบนี้ไม่กลัวคนเห็นหรือไง..” หทัยรัตน์ไม่ฟังเสียงวิ่งร้องไห้รีบเข้าบ้านไป “หทัยรัตน์..”
หทัยรัตน์หายเข้าบ้านไปแล้ว อนวัชรู้สึกแปลกๆ ทั้งสะใจและรู้สึกผิดในคราวเดียว
อนวัชกลับเข้ามานั่งในรถ กำลังจะขับออกไป เหลือบไปเห็นกระเป๋าถือของหทัยรัตน์วางไว้ในรถ

หทัยรัตน์เข้ามาในห้องรีบปิดประตูและร้องไห้..หญิงสาววิ่งมาที่หน้ากระจกหยิบผ้าเช็ดหน้าแถวนั้นมาถูที่ปากอย่างแรง แต่มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้น หทัยรัตน์มองตัวเองในกระจกและร้องไห้ด้วยความโกรธแค้น
สุดาเปิดประตูห้องออกมา มองมาที่ห้องหทัยรัตน์ แล้วก็รีบเดินมาหา สุดาเคาะประตู “ปุ้ม .. งานเป็นยังไงบ้าง? สนุกมั๊ย? เล่าให้พี่ฟังหน่อยสิ”
หทัยรัตน์ชะงักนิดๆ พยายามทำเสียงปกติ “พี่แป้นคะ....ปุ้มเหนื่อยมาก ขอโทษนะคะ ปุ้มขอพักก่อนนะคะ พรุ่งนี้ปุ้มค่อยเล่าให้ฟังนะคะ”
สุดาแปลกใจนิดๆ แต่ก็เข้าใจได้ “ได้จ้ะ งั้น..ฝันดีนะ พรุ่งนี้คุยกันจ้ะ”
สุดาเดินกลับห้องไป หทัยรัตน์โล่งใจที่สุดาไม่เซ้าซี้ หทัยรัตน์กลับมาคิดเรื่องตัวเองแล้วก็กลุ้มใจ

คุณชายประสาทพรเปิดประตูเข้ามาในห้องพักด้วยความตื่นเต้นดีใจ คุณชายประสาทพรรีบเดินมาที่โต๊ะทำงาน หยิบกระดาษและปากกามาจากลิ้นชัก และรีบเขียนด้วยความตื่นเต้น
“สวัสดีครับน้องหญิง น้องหญิงสบายดีหรือเปล่าครับ ? วันนี้พี่ชายใหญ่มีข่าวดีจะบอก..วันนี้พี่ชายได้รับจดหมายแจ้งว่าอีกไม่กี่วันจะมีเจ้าหน้าที่จากประเทศไทยมาทำงานแทนพี่ชายแล้ว นั่นหมายความว่า...” คุณชายประสาทพรเงยหน้ายิ้ม และพูดออกมาอย่างมีความสุข “อีกไม่กี่วันพี่ชายจะได้กลับบ้านแล้วครับ”

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 6/4 วันที่ 8 มื.ย. 58

ละครหนึ่งในทรวง บทประพันธ์โดย บุษยมาศ
ละครหนึ่งในทรวง บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครหนึ่งในทรวง กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์
ละครหนึ่งในทรวง ควบคุมการผลิตโดย บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด ธิติมา สังขพิทักษ์
ละครหนึ่งในทรวง ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.35 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ