อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 6/5 วันที่ 8 มื.ย. 58

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 6/5 วันที่ 8 มื.ย. 58

“สวัสดีครับน้องหญิง น้องหญิงสบายดีหรือเปล่าครับ ? วันนี้พี่ชายใหญ่มีข่าวดีจะบอก..วันนี้พี่ชายได้รับจดหมายแจ้งว่าอีกไม่กี่วันจะมีเจ้าหน้าที่จากประเทศไทยมาทำงานแทนพี่ชายแล้ว นั่นหมายความว่า...” คุณชายประสาทพรเงยหน้ายิ้ม และพูดออกมาอย่างมีความสุข “อีกไม่กี่วันพี่ชายจะได้กลับบ้านแล้วครับ”
คุณชายประสาทพรยิ้มด้วยความดีใจ มีความสุขมากๆ

เช้าวันต่อมา ที่บ้านเดือนประดับ ทิพย์กับสุทธิ์นั่งอยู่ที่โต๊ะรออาหารเช้า
สุดาเดินมา “คุณแม่คะ..ปุ้มยังไม่ลงมาเหรอคะ”


“ยังเลยลูก สงสัยจะเพลีย เห็นเมื่อคืนเด็กบอกกลับมาดึก”
“ค่ะ แล้วก็บ่นเหนื่อยๆ แต่นี่ก็จะได้เวลาไปสอนคุณหญิงแล้วนะคะ แป้นไม่ได้ไปสอนแทนแล้ว เดี๋ยวจะไปไม่ทันกันพอดี.. แป้นขึ้นไปดูน้องก่อนนะคะ” สุดาเดินไปตามหทัยรัตน์

หทัยรัตน์ยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างในชุดนอน ตาแดงก่ำ น้ำตายังคลอเบ้าอยู่
เสียงเคาะประตูดังขึ้น “ปุ้ม..พี่แป้นนะ”
หทัยรัตน์รีบเช็ดน้ำตาและรีบเดินมานอนที่เตียง “เชิญค่ะ”
สุดาเดินเข้ามาในห้อง เห็นหทัยรัตน์นอนอยู่ “อ้าวปุ้ม..เป็นอะไรไป? นอนซมเชียว หรือว่ายังไม่หายเหนื่อย”
“ปุ้ม..ปวดหัวนิดหน่อยค่ะ”
“ปวดหัวแล้วทำไมตาแดงๆ”

“คงจะนอนไม่พอด้วยมั้งคะ..ตาเลยช้ำๆ”
“แล้วจะไปสอนไหวมั้ยเนี่ย”
“ไม่ไหวค่ะ ปุ้มโทร.ไปลาคุณหญิงเรียบร้อยแล้ว”
สุดาพยายามจับสังเกตแต่หทัยรัตน์นิ่งๆ สุดาตัดบท “งั้นปุ้มก็นอนพักผ่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรืออยากไปหาหมอก็บอกนะ”
“ขอบคุณค่ะ “
สุดาเดินออกไป หทัยรัตน์พลิกตัว และกลับสู่ห้วงความคำนึงที่เต็มไปด้วยความแค้นต่อ

ที่เรือนสีฟ้า กรกนกตอบอนวัชซื่อๆ “วันนี้คุณครูไม่ได้มาสอนค่ะ”
อนวัชสะอึกแแอบใจหายนิดๆ ร้อนตัวว่าจะเป็นต้นเหตุ .. อนวัชถือกระเป๋าหทัยรัตน์ไว้ในมือ “อ้าวทำไมล่ะครับ..หรือว่าลาออกจะไม่สอนแล้ว”
“เปล่าค่ะ คุณครูโทร.มาบอกว่าวันนี้คุณครูป่วยค่ะ มาสอนหญิงไม่ไหว เลยขอลาหนึ่งวันค่ะ ลาป่วยค่ะ ไม่ใช่ลาออก”
อนวัชโล่งอกแต่ยังคงอยากรู้และเป็นห่วง อนวัชมองดูกระเป๋าในมือแล้วคิด

ที่บ้านเดือนประดับ หทัยรัตน์หากระเป๋าแต่หาไม่เจอ พยายามรื้อค้น บนโต๊ะ ใต้โต๊ะ ใต้เตียง ก็ไม่เห็น หทัยรัตน์คิด.. “กระเป๋าหายไปไหนนะ”

อนวัชยื่นกระเป๋าถือของหทัยรัตน์ให้สุดา “ปุ้มเค้าลืมไว้บนรถพี่เมื่อคืนนี้จ้ะ..ฝากคืนด้วยนะ”
“ปุ้มนี่ยังไม่แก่สักหน่อยหลงๆ ลืมๆ ซะแล้ว กระเป๋าใบเบ้อเร่อลืมไปได้”
“เมื่อคืนคงจะรีบมากไปหน่อยมั้ง ?”
สุดาสงสัย “รีบ ? มาถึงบ้านแล้วไม่เห็นจะต้องรีบไปไหนนี่คะ”
อนวัชอึ้ง คิดแก้ตัว “ก็..คงรีบไปนอน..เพราะมันดึกมากแล้ว”
“อ๋อ..กลับดึกนี่เอง ถึงได้นอนซม บ่นปวดหัวไม่ค่อยสบาย” อนวัชชะงักนิดๆ แอบเป็นห่วง “เออพี่หนึ่งคะ..รีบไปไหนหรือเปล่าคะ ถ้าไม่รีบคุณพ่อคุณแม่ชวนให้อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนนะคะ”
อนวัชยังไม่ตอบแต่ในใจอยากอยู่สุดๆ

หทัยรัตน์เดินเข้ามาในห้องกินข้าวเห็นอนวัชนั่งหันหลังอยู่ หทัยรัตน์ชะงักและหลบวูบไปด้วยสัญชาตญาณ หทัยรัตน์กำลังจะหันหลังเดินออกไป ซวยที่สุทธิ์เหลือบมาเห็น “อ้าวปุ้ม...”
หทัยรัตน์ชะงัก ทิพย์ สุดา อนวัช หันมาที่หทัยรัตน์เป็นตาเดียว
“จะไปไหนล่ะ..มาทานข้าวด้วยกันสิ..มา..ทุกคนกำลังรออยู่เลย”
หทัยรัตน์หันมาพยายามทำหน้านิ่ง และเดินเข้ามาอย่างว่าง่าย “ค่ะ..” หทัยรัตน์ขยับเก้าอี้นั่งข้างสุดา ห่างจากอนวัชมาเล็กน้อย อนวัชมองหทัยรัตน์ไม่วางตา
“เราเริ่มทานกันเลย” เด็กรับใช้ตักข้าว และเริ่มทาน สุทธิ์ชวนคุย “เมื่อคืนหนึ่งไปงานแต่งงานของหมอประสงค์หรือเปล่า”
“ไปครับ..ไปตั้งแต่เย็น แล้วก็อยู่จนงานเลิก แล้วผมก็แวะมาส่งหทัยรัตน์ประมาณเที่ยงคืนกว่า..สงสัยจะดึกมากไปหน่อย ปุ้มเลยดูหมือนไม่ค่อยสบาย แป้นว่านอนซมทั้งวัน เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ” อนวัชปรายตามาทางหทัยรัตน์ หทัยรัตน์ถือช้อนแช่นิ่งไม่ตอบเพราะทำใจไม่ได้
สุดาตอบแทน “ปุ้มเค้าแค่ปวดหัวน่ะค่ะ ไม่เป็นอะไรมาก”
“สงสัยจะนอนไม่พอ...เอ..หรือว่านอนไม่หลับเพราะคิดมาก อยากรู้จังว่าคิดอะไรอยู่”
หทัยรัตน์ทนไม่ได้รวบช้อน “ปุ้มอิ่มแล้วค่ะ..” ทิพย์ กับสุดาพากันแปลกใจ หทัยรัตน์พูดต่ออย่างสุภาพ “ปุ้มทานไม่ลงค่ะ รู้สึกเหมือนคลื่นไส้น่ะค่ะ.ปุ้มขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะคะ”
หทัยรัตน์ลุกขึ้นจะเดินออกไป อนวัชรีบพูดดักขึ้น “ปุ้ม..พี่ขอเวลาสักเดี๋ยวสิ มีเรื่องของคุณหญิงจะคุยด้วย.. “
หทัยรัตน์ชะงักหันมามองอนวัชอย่างรู้ทันจะปฎิเสธ แต่ทิพย์พูดแทรกขึ้น “ปุ้มนั่งรอพี่เค้าที่ห้องรับแขกก่อนไป เดี๋ยวพี่เค้ากินอิ่มแล้วค่อยคุยกันนะ..”
หทัยรัตน์อึดอัด..แต่เห็นทิพย์กับสุทธิ์นั่งอยู่ เลยจำใจต้องรับคำ “ค่ะ” หทัยรัตน์เดินออกไป
อนวัชอมยิ้มนิดๆได้ใจ ก่อนจะเริ่มกินข้าวอย่างสบายใจ

หทัยรัตน์เดินไปเดินมา นั่งๆ ลุกๆ รอจนด้วยความอึดอัด หทัยรัตน์หน้าเซ็งสุดขีด ได้ยินเสียงฝีเท้า หทัยรัตน์รีบเดินมาที่โซฟา และนั่งนิ่ง
อนวัชเดินเข้ามา “สิ่งที่ฉันทำกับเธอเมื่อคืน มันทำให้เธอตั้งท้องเลยเหรอ ?”
“ใครตั้งท้องกับคุณ อย่ามาพูดจาหมิ่นเกียรติฉันแบบนี้”
“อ้าว..ใครจะไปรู้เมื่อกี๊เห็นบอกว่าคลื่นไส้ ฉันก็เลยคิดว่าเธอแพ้ท้อง”
“ฉันคลื่นไส้เพราะเอียนเหม็นหน้าคนบางคน “
“พูดแบบนี้แสดงว่า..เมื่อคืนคงจะฝันเห็นแต่หน้าฉันทั้งคืนสินะ ถึงได้เอียนมากขนาดนี้”
“ถ้าคุณยังไม่เริ่มต้นพูดเรื่องคุณหญิง ฉันจะเลิกคุยกับคุณ “
“ได้..พูดก็ได้.. “ อนวัชเริ่มพูดเหมือนจะจริงจัง “ฉันรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเธอ”
“กรุณาพูดเรื่องคุณหญิงด้วยค่ะ!!!” หทัยรัตน์เน้นเสียงดุ

สัทธาอยู่ในชุดเครื่องแบบเพิ่งกลับเข้ามา สัทธากำลังเดินไปที่ห้องพัก ได้ยินเสียงหทัยรัตน์ดังมาจากห้องรับแขก สัทธาชะงัก..หันไปมองด้วยความสนใจ

อนวัชลอยหน้าลอยตา ไม่ได้สนใจคำข่มขู่ของหทัยรัตน์แม้แต่น้อย
“ตาบวม แดงก่ำแบบนี้ เมื่อคืนเธอคงร้องไห้และคิดมากจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนหล่ะสิ”
หทัยรัตน์ลุกขึ้น “ฉันจะไม่ฟังแล้วนะคะ..”
“ฉันยินดีที่จะทำทุกอย่าง เพื่อชดใช้ให้กับความเสียหายของเธอ”
“ดิฉันขอตัว” หทัยรัตน์จะเดินไป
อนวัชพูดต่อ เสียงดังขึ้น “เธอจะให้ฉันแต่งงานกับเธอก็ได้นะ...”
ได้ผล..คำพูดอนวัชทำให้หทัยรัตน์หยุดชะงักยืนนิ่ง

สัทธาชักสีหน้า...แปลกใจ... “แต่งงาน ??”

อนวัชยิ้มกวนๆ พูดเหมือนงานแต่งงานเป็นเรื่องเล่นๆ ในขณะที่หทัยรัตน์เชิดหน้า...ไม่ได้ดีใจด้วยแม้แต่น้อย
“ฉันเป็นสุภาพบุรุษมากพอ ไม่ต้องการเอาเปรียบผู้หญิง ถึงแม้ฉันจะทำไปด้วยอารมณ์ ฉันก็จะรับผิดชอบอารมณ์ของตัวเอง ฉันมีเวลาให้เธอคิดไม่มากนักนะ.. เธอจะเอายังไงก็ว่ามา..???”
“คุณคิดว่าข้อเสนอของคุณจะทำให้ฉันตาโตและรีบรับมันอย่างหน้าชื่นตาบานอย่างนั้นเหรอ ? รู้เอาไว้ซะด้วยว่าฉันไม่ได้ดีใจแม้แต่น้อยกับคำขอแต่งงานของคุณ .. เพราะฉันเกลียดคุณ..และไม่มีวันที่ฉันจะแต่งงานกับคนที่ฉันเกลียดเป็นอันขาด” อนวัชสะอึกไปรู้สึกร้อนวูบไปทั้งใบหน้า “สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ฉันจะคิดซะว่ามันเป็นฝันร้าย และตอนนี้ฉันก็ตื่นแล้ว ฉันจะลืมมันไปให้หมด..”
อนวัชแค้นสุด..ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้ หทัยรัตน์หันหลังจะเดินออกไป อนวัชคว้าข้อมือไว้ เค้นเสียงพูดแบบได้ยินกันแค่สองคน “ถึงเธอลืม แต่ฉันไม่ลืม..ยิ่งเธอเกลียดฉันมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งอยากแต่งงานกับเธอมากเท่านั้น..รู้ไว้ด้วย ฉันก็ไม่ได้แต่งเพราะความรัก ฉันแค่อยากเอาชนะผู้หญิงจองหองอย่างเธอ และเธอจะต้องแพ้ฉัน”
หทัยรัตน์แทบกรี๊ด..อนวัชยิ้มอย่างพอใจและเดินออกไป หทัยรัตน์ทั้งโกรธทั้งอาย อยากจะกรี๊ดให้ดังลั่น..สนั่นบ้านแต่ก็กรี๊ดไม่ออก

สัทธายืนหลบอยู่ที่เดิม..สัทธาทั้งงง ทั้งอยากรู้ ... “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
ส่องแสงนั่งอยู่ในร้านอาหาร .. หญิงสาวรวบช้อน แล้วมองไปรอบๆร้าน พลันสายตาไปสะดุดเข้ากับชุลีที่เดินเข้ามาในชุดสีจัดจ้าน ปากแจ๋ มองกราดไปทั่วบริเวณ แล้วก็มาสะดุดที่ส่องแสง ส่องแสงสะดุ้งนิดๆ รีบหลบตาทำเป็นไม่เห็น แต่ไม่ทัน
“ส่อง !!” ชุลีเดินพุ่งตรงเข้ามาอย่างเร็ว
ส่องแสงทำหน้าเซ็งสุด แต่ต้องฝืนหันหน้ามาหา ยิ้มใส่ และทำเป็นเพิ่งเห็น “สวัสดีจ้ะชุลี..แหม..บังเอิญจริงๆ เพิ่งมาเหรอจ๊ะ ?”
ชุลีมองอย่างรู้ทัน “ใช่ เสียใจหรือเปล่า ที่หนีไปไม่ทัน “
ส่องแสงทำหน้าซื่อ “หนี ? หนีอะไรจ๊ะ ? ทำไมฉันต้องหนีเธอด้วย ?”
“จะไปรู้เธอเหรอ ที่หัวหินก็ทิ้งฉันไว้ที่ตลาด แล้วก็หนีกลับไปทีนึงแล้ว”
“เปล่านะ ฉันไม่ได้หนี พอดี..คุณแม่น่ะสิ ปวดหัวขึ้นมากะทันหัน ฉันก็ตกใจไม่ทันจะได้ไปบอกเธอ รีบพาคุณแม่กลับที่พักไปก่อน ไม่ได้คิดจะหนีสักนิด”
ชุลีไม่เชื่อ แต่ไม่คาดคั้น เปลี่ยนเป็นเกทับ “แต่เธอกลับไปก่อนก็ดีนะ เพราะมันทำให้ฉันไม่พอใจ เลยตามไปต่อว่าที่ชิดชายชล แต่ไม่ทันจะได้เจอเธอ ฉันก็ได้รู้ข่าวใหญ่ซะก่อน”
ส่องแสงตาวาว “ข่าวอะไร ? “
ชุลียิ้มกริ่ม “เด็กที่ชิดชายชลบอกฉันว่า พี่หนึ่งเป็นคนช่วยเด็กปุ้มตอนจมน้ำทะเล แล้วยัง..เม้าท์ทูเม้าท์กันด้วยไม่ใช่เหรอ” ชุลีแกล้งส่องแสงเพราะหมั่นไส้ “ถ้าพี่หนึ่งไม่เป็นห่วงเด็กปุ้ม ก็คงจะไม่ลดตัวไปช่วยแบบนี้ .. นี่ถ้าฉันเอาข่าวนี้ไปบอกเพื่อนนักหนังสือพิมพ์รับรองว่าเป็นข่าวใหญ่แน่ๆ”
ส่องแสงหันขวับและเชิดหน้าขึ้น “พี่หนึ่งเป็นคนดี ถ้าคนที่จมน้ำเป็นเด็กรับใช้คนอื่น พี่หนึ่งก็ช่วยแบบนี้ทั้งนั้น..เค้าไม่ได้ห่วงมันสักหน่อย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ธรรมดา ไม่ควรค่าแก่ความสนใจใดๆทั้งสิ้น!!” ชุลีเบ้หน้าใส่ด้วยความไม่เชื่อ..เชอะ สะใจ .. ส่องแสงรีบชวนเปลี่ยนเรื่องด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว “แล้วนี่เธอมากับใคร ? ฉันคงอยู่คุยด้วยไม่ได้นะ เพราะอิ่มแล้วจะรีบกลับบ้าน”
“เชิญเถอะจ๊ะ เพราะฉันนัด “จำปี” กับ “จำปา” เอาไว้”
“จำปี จำปา..คุ้นๆ”
“ก็จำปี จำปา ลูกคุณนายลำเจียกเจ้าของที่ดินแถวนางเลิ้ง เค้าเพิ่งกลับมาจากปีนัง วันนี้ฉันจะพาไปรับชุดที่ตัดไว้ สำหรับใส่ไปดูตัวลูกชายคุณนวลในวันพรุ่งนี้”
ส่องแสงตาโตวาว “ดูตัวลูกชายคุณนายนวล”

พินิจ พรรณี นั่งอยู่ในห้องรับแขก นวลนั่งตรงกลาง..จำปาแต่งตัวจัดจ้านไม่เข้ากับหุ่น และจำปีแต่งหน้าจัดจนดูคาดเดาใบหน้าดั้งเดิมไม่ได้
นวลยิ้มหน้าบาน หันมาทางพินิจ “พ่อนิจ นี่หนูจำปา จำปี ลูกสาวของคุณนายลำเจียกที่แม่เล่าให้ฟัง หนูจำปาจำปีจ้ะ..สวัสดีพี่เค้าสิลูก”
ทั้งสองคนฉีกยิ้มกว้างแทบถึงหูและไหว้พินิจอย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะพี่พินิจ” จำปาจำปี พูดติดสำเนียงฝรั่ง
พินิจรับไหว้อึ้งๆ “ส..สวัสดีครับ “
“นี่ก็พรรณีน้องพ่อนิจ รุ่นเดียวกับหนูล่ะจ้ะ” จำปา จำปี ยิ้มมารยาทให้พรรณี พรรณียิ้มมารยาทรับเจื่อนๆ นวลชง“เป็นไงจ้ะพี่นิจ หนูสองคนเนี้ย..สวยอย่างที่แม่บอกไว้หรือเปล่า “
พินิจอึ้งไปตอบไม่ถูก “เอ่อ..ก็.. “ เขาได้แต่ยิ้มเจื่อนๆและมองดูสองสาวที่รอฟังคำตอบสุดฤทธิ์ พินิจต้องตอบแบบถนอมน้ำใจ ”สวยครับ”
จำปา จำปี เชื่ออย่างสนิทใจ และพูดอย่างดัดจริต “ขอบคุณค่ะพี่นิจ”
พินิจกับพรรณีแปลกใจในน้ำเสียง นวลต้องรีบบอก “น้องสองคนเค้าเพิ่งกลับมาจากเรียนที่ปีนัง เลยพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัดน่ะ คงจะต้องให้เวลาปรับลิ้นกันนิดหน่อย”
“ไม่ทราบว่าไปเรียนที่ปีนังกันนานแค่ไหนคะ” พรรณีถาม
“แปดเดือนค่ะ” จำปีกระแดะสุดๆ
พรรณีกับพินิจอึ้งไป..แปดเดือน ทำไมลิ้นเปลี้ยขนาดนี้
“ตอนแรกคุณนายลำเจียกจะส่งน้องสองคนไปเรียนอังกฤษต่ออีกสัก 2 ปี แต่กลัวว่ากลับมาจะคุยกันไม่รู้เรื่องก็เลยระงับแผนการไว้ก่อน” จำปียิ้มเอออวย นวลยิ้มชื่นชม
“ผมว่าคุณนายคิดถูกแล้วครับ ไปปีนังแค่ 8 เดือนยังพูดไม่ชัดขนาดนี้ นี่ถ้าไปอังกฤษ 2 ปีคงจะลืมภาษาไทย ลำบากคุณนายต้องพูดกับลูกสาวเป็นภาษาใบ้”


อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 6/5 วันที่ 8 มื.ย. 58

ละครหนึ่งในทรวง บทประพันธ์โดย บุษยมาศ
ละครหนึ่งในทรวง บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครหนึ่งในทรวง กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์
ละครหนึ่งในทรวง ควบคุมการผลิตโดย บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด ธิติมา สังขพิทักษ์
ละครหนึ่งในทรวง ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.35 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ