อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 7 วันที่ 7 มิ.ย. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 7 วันที่ 7 มิ.ย. 58

ลำดวนถือร่วมยาไปบังคับทำแผลให้เหมจนเสร็จ ถามว่าเขาไม่ชอบตนหรือ เห็นเอาแต่ทำหน้าบึ้งใส่ตลอดราวกับมีความแค้นกันมาแต่หลัง เหมตอบหน้าบึ้งๆว่าไม่มีเหตุอันใดที่ตนจะไม่ชอบเธอ ลำดวนแนะนำชื่อตัวเองแล้วถามว่าเขาชื่อเสดียงหรือ เหมถึงกับกลั้นขำไม่อยู่บอกว่านั่นเป็นตำแหน่งไม่ใช่ชื่อตนดอก

“แปลก ยามหัวเราะคุ้นตานัก” ลำดวนเอะใจ แต่พอเหมหยุดขำหุบยิ้มแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น ลำดวนสังเกตเห็นรอยสักที่ท้องแขน ถามว่ารอยสักของตะพุ่นหรือ ตนมีพี่ชายต้องโทษเป็นตะพุ่น ลำดวนกำลังจะถามก็ถูกเหมทำเป็นโกรธตัดบทว่าทำแผลเสร็จก็รีบกลับไปเสียตนมีงานต้องทำอีกมาก ซักไซ้น่ารำคาญเสียจริง ลำดวนทำหน้าง้ำใส่บ่นกระปอดกระแปด



“ไปก็ได้ แค่นี้ก็ต้องดุด่ากันด้วย” แล้วเดินกระฟัด กระเฟียดไป เหมมองตามไปด้วยสีหน้าเศร้าหมองที่จำเป็นต้องทำให้ลำดวนผู้มีน้ำใจและมีพระคุณต้องขุ่นข้องน้อยใจ เพราะอายเกินกว่าที่จะให้ลำดวนจำตนได้ในสภาพนี้

ooooooo

ที่ทุ่งกว้าง สมิงสอดน้อยหรือหลวงกำแหง ถือดาบสองมือตะโกนลั่นนำทหารไทยวิ่งเข้าใส่กองทหารญวนที่กรูกันเข้าประจัญบาน แต่ไม่นานทหารญวนก็ถูกสมิงสอดน้อยควงดาบสองมือไล่ฟาดฟันจนทหารญวนแตกกระเจิง

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาดูการต่อสู้อยู่ เห็นกองทหารเขมรสงบนิ่งไม่ได้บุกไปช่วยทหารไทยเลย สีหน้าของแม่ทัพเขมรก็ดูกระอักกระอ่วนเป็นกังวลมีพิรุธ

“เหตุใดทัพเขมรถึงไม่เข้าไปช่วยเรารบ ท่านเจ้าคุณให้กระผมไปเร่งทัพเถิดขอรับ” ทหารนายหนึ่งเสนอ

“ไม่ต้อง ทัพญวนเพียงนี้ไม่พอมือหลวงกำแหงดอก ถึงทัพเขมรไม่ช่วย เราก็ชนะอยู่ดี”

เมื่อกลับมายังกระโจม สมิงสอดน้อยคุกเข่าเบื้องหน้าเจ้าพระยาบดินทร์เดชารายงานว่า

“อ้ายพวกข้าศึก เพียงแต่ส่งทหารมาหยั่งเชิงเท่านั้น เห็นว่าสู้ไม่ได้ก็ล่าถอย ยังประเมินกระไรไม่ได้ดอกขอรับ”

“ข้ารู้ แต่ที่ข้าแปลกใจก็คือทัพเขมรของนักองค์อิ่มนักองค์ด้วงต่างหาก” สมิงสอดน้อยถามว่าทัพพวกนั้นอยู่ฝ่ายเดียวกับเรามีกระไรแปลกหรือ?

“ข้ายังบอกไม่ได้ ด้วยเรื่องนี้สำคัญมาก หากผิดพลาดกระไรไป อาจกระทบถึงไมตรีระหว่างเขมรกับสยามได้ ฉะนั้นเอ็งต้องช่วยข้าปลอมตัวไปสืบข่าวที่เมืองโปริสาทให้รู้แน่ว่า เป็นไปตามที่ข้าระแวงหรือไม่”

สมิงสอดน้อยรับบัญชาสีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ

ooooooo

ส่งถามขุนศรีไชยทิตยว่าเราทิ้งอ้ายสังข์ไปทั้งที่ เจอตัวมันแล้วอย่างนี้จะดีหรือ ขุนศรีตอบอย่างมั่นใจว่า

“อ้ายสังข์มันโจมตีเราเช่นนี้ แสดงว่ามันคิดสู้กับเรา ถึงเรามุ่งไปพัตบองมันก็จะไม่ห่างจากเราแน่”

หมื่นวิชิตเพียรตื๊อลำดวนอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ทหารนายหนึ่งมาแนะว่า หมื่นเฝ้าเอาอกเอาใจเช่นนี้แม่ลำดวนไม่ชายตาดอก แล้วกระซิบแผนการให้ปราบพยศลำดวน หมื่นวิชิตฟังแล้วตาลุกกระเหี้ยนกระหือรือขึ้นมาทันที

ดึกคืนนี้เอง เกิดไฟไหม้ค่ายกระโจมของคณะละคร ทุกคนขนของและวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น หมื่นวิชิตมาบัญชาการดับไฟ สั่งหุ่นให้ไปดูแลคุณปิ่นพาท่านขุนหลบไปก่อน ส่วนตัวเองบอกลำดวนให้ไปช่วยกันเอาน้ำที่ลำธารมาดับไฟแล้วรีบพาลำดวนไปยังเกวียนที่ใช้สำหรับขนน้ำ

แต่พอลำดวนขึ้นเกวียน วัวที่เทียมเกวียนตื่นไฟวิ่งเตลิดไปทันที หมื่นวิชิตได้แต่ยืนดูอย่างหัวเสีย เหมเห็น ดังนั้นไล่ตามเกวียนไปทันที

จนเช้าวันรุ่งขึ้นลำดวนยังไม่กลับ ทั้งคุณปิ่นและขุนนาฏเป็นห่วงมาก สั่งคนให้ไปช่วยกันตามหา

วัวลากเกวียนวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าสะบัดหลุดจากเกวียน ลำดวนอยู่ในเกวียนยังไม่หายตื่นตกใจ ยิ่งเมื่อโผล่มาดูไม่รู้ว่าตนอยู่แห่งหนใดก็กลัวจับใจ ลงจากเกวียนตะโกนขอความช่วยเหลือ

“มีใครอยู่บ้าง...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...”

ทันใดนั้นเสียงเสือคำรามแว่วมา ลำดวนตกใจถอยหลังกลับ พลันก็ตกใจสุดขีดเมื่อชนกับบางอย่างเข้าอย่างจัง ลำดวนร้องกรี๊ดสุดเสียง!

ooooooo

ลำดวนโล่งใจเมื่อผู้ที่ตนชนนั้นคือควาญช้างเหมนั่นเอง เหมพาเธอไปนั่งที่ริมลำธารเพื่อชำระล้างเนื้อตัวให้สดชื่น ลำดวนถามว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ที่ไหนถึงได้ตามมาถูก เหมพูดคุยด้วยโดยไม่หันมองว่า

“ฉันตามมาแต่เมื่อคืน แต่มันมืดนักจึงสะกดรอยไม่ได้ รอจนฟ้าสางเห็นวัวที่เทียมเกวียนกำลังเล็มหญ้าอยู่จึงคาดว่าวัวคงเตลิดหลุดออกจากเกวียน ฉันจึงเวียนหาละแวกนั้นจนเจอรอยเกวียนถึงได้ตามมาเจอแม่อีกที”

ลำดวนมองไปอีกฝั่ง ถามว่าเราต้องข้ามลำธารนี้ไปหรือ เหมบอกว่านั่นเป็นทางลัด ถ้าเราย้อนกลับไปทางเดิมกว่าจะถึงคงมืดค่ำ เห็นลำดวนกระอักกระอ่วนเหมถามว่าว่ายน้ำได้ไม่ใช่รึ คงไม่กลัวจมกระมัง

ที่แท้ลำดวนไม่ได้กลัวจมน้ำ เพราะอยู่อัมพวาว่ายน้ำเก่งมาแต่เด็ก แต่ไม่อยากเปียก

ลำดวนมองลำธารกะด้วยสายตาว่าคงลึกไม่ถึงเอว พลันเหมก็ชะงักจ้องไปที่ดงไม้ห่างไปไม่มาก เห็นเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่กำลังเดินอยู่ มันมองมาที่ตนกับลำดวน ลำดวนตกใจ เหมคว้าตัวอุ้มลุยข้ามลำธารไปทันที

เหมพาลำดวนข้ามลำธารไปได้โดยไม่เปียกแม้แต่น้อย เมื่อเหมวางลง ลำดวนเขินจนไม่กล้าสบตาเพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องมือชายและใกล้ชิดกันถึงขนาดนี้

เหมพาลำดวนเดินทางลัดไม่นานก็มาถึงกระโจมพักแรมของคณะละคร ลำดวนดีใจมากชวนเหมรีบเข้าไปกัน

“แม่ไปคนเดียวเถิด ฉันจะตามไปทีหลัง” ลำดวนมองฉงนถามว่าทำไมเล่า “ชายหญิงหายไปด้วยกันทั้งคืนถึงจะเป็นเพราะฉันตามไปช่วยก็เถอะ แต่ก็ยากที่จะพ้นคำนินทาไปได้” เห็นลำดวนนิ่งไปอย่างเข้าใจ เหมย้ำว่า “แม่กลับไปคนเดียวเถิด หากมีคนถามก็บอกว่าหาทางกลับมาเองมิได้เจอฉัน แม่จะได้ไม่เสื่อมเสีย” พูดแล้วเหมเดินเลี่ยงไปทันที

ลำดวนมองตามเหมไปด้วยความรู้สึกชื่นชมความรอบคอบและห่วงใยตนของควาญหน้าตาน่ากลัวหนวดเครารุงรังคนนี้ขึ้นมาไม่รู้ตัว

ooooooo

ทุกคนดีใจมากเมื่อเห็นลำดวนกลับมาอย่างปลอดภัย หุ่นช่วยดูแลเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ ส่วนคุณปิ่นก็รีบไปจัดสำรับให้ ทุกคนกระวีกระวาด จนลำดวนบอกว่าไม่ต้อง

“อย่าไปห้ามแม่เขาเลย เขาห่วงเจ้าจนไม่เป็นอันนอนทั้งคืน ดีนะที่เจ้าหาทางกลับเองได้มิเช่นนั้นพ่อคงต้องให้คนหามออกป่าไปตามหาเจ้าแล้ว” ขุนนาฏเอ่ย ลำดวนหน้าเจื่อนไปเพราะความจริงมิได้เป็นอย่างที่ทุกคนเข้าใจ

เหมแอบดูอยู่จนเห็นหมดเรื่องแล้วจึงกลับไป ถูกมากับส่งจับผิดทันที มาพูดประชดว่าเหมหายไปทั้งคืน

จะให้เชื่อหรือว่าแค่พาช้างไปนอนที่อื่น เหมยืนยันว่าตนพาแม่โตหนีไฟไปค้างที่อื่นจนแม่โตหายตื่นกลัวจึงพากลับมาจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ

มาไม่เชื่อแต่คิดว่าเหมอู้งานขู่จะฟ้องท่านขุนให้ปลดเหมจากเสดียงให้ดู

แม้ว่ามาจะไม่ได้ระแวงเหมเรื่องลำดวน แต่เหมก็เครียดละอายใจที่ตนโกหก คืนนี้จึงไปขอให้ขุนศรีไชยทิตยประสะให้ตนด้วยเถิด ขุนศรีถามว่าเหมทำผิดข้อใดมารึ เหมสารภาพว่าตนพูดปด ขุนศรียิ้มบางๆ ตอบอย่างรู้ทันว่า

“ข้ารู้ แม่พังโตช้างของเอ็งกลัวไฟไหม้จนหนีออกไปนอนจริงแต่มิได้ไปห่างไกลนัก แลยังกลับมาเองอีกด้วย” เหมละอายใจได้แต่นิ่ง “ครานี้ ข้าจะทำพิธีประสะ สวดปัดเสนียดให้ แต่คราวหน้า ข้าจะเรียกเงินทำขวัญแทน ถ้าเอ็งทำผิดบ่อยๆ หมดเนื้อหมดตัวแน่”

เหมหน้าเจื่อน ขุนศรีไชยทิตยสั่งให้ไปตักน้ำ เหมไหว้ขอบพระคุณแล้วเดินเลี่ยงไป

ขุนศรีไชยทิตยมองตามเหมส่ายหน้าไปมา อย่างนึกรู้ว่าเหมกำลังมีปัญหาอะไรอยู่เป็นแน่

ooooooo

หลวงสรอรรถผู้โลภโมโทสันไม่สิ้นสุดไปทำบุญที่วัด ลูกน้องสอพลอว่าคุณหลวงทำบุญคราวละมากโข ผลบุญต้องส่งให้ได้เป็นพระยา แลร่ำรวยยิ่งกว่านี้เป็นแน่

“ฮ่าๆๆ นับแต่เครือญาติข้าเสื่อมวาสนาลง ข้าก็ไม่หวังในยศศักดิ์ใดแล้ว แต่เรื่องร่ำรวยนี่ถูกใจข้านัก พวกเอ็งคอยดูเถิด สักวันข้าจะมั่งมียิ่งกว่าพระยานาหมื่นเสียอีก” ระหว่างนั้น เหลือบเห็นบัวกำลังเดินคุยยิ้มแย้มมากับอินทร์ จึงหันสั่งลูกน้องว่า “เอ็งไปสืบมาซิว่าอ้ายคนที่อยู่กับแม่บัวเป็นผู้ใด”

บัวมาส่งอินทร์ที่จะลงเรือกลับ อินทร์ถามว่าจะไม่ให้ตนไปส่งที่วังจริงรึ บัวว่าวังอยู่ใกล้เพียงเท่านี้ เดินไปหน่อยเดียวก็ถึงแล้ว อินทร์มองด้วยสายตากรุ้มกริ่มมือจับชายสไบ บอกว่าตนรู้ แต่ที่ถามเพราะอยากอยู่ใกล้บัวเพิ่มขึ้นอีกสักนิดก็ยังดี

บัวเขินติงว่า “อย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ ในวัดในวามันไม่งาม อินทร์จึงปล่อยชายสไบแล้วลากลับ บอกว่าจัดการงานเสร็จเมื่อใดจะมาเยี่ยมอีก
ส่งอินทร์ลงเรือไปแล้ว พอบัวหันกลับก็ต้องชะงักเมื่อเจอหลวงสรอรรถยืนยิ้มถามเย้ยว่า

“ที่หมายใหม่รึ แล้วที่บอกว่าจะเป็นหม่อมเพื่อให้ฉันกราบไหว้เล่า หมดหวังแล้วล่ะซี”

“ถึงฉันมิได้เป็นหม่อมหรือมิได้ตำแหน่งกระไรเลย ก็ยังดีกว่าเป็นเมียน้อยคุณหลวงมากนัก” บัวถูกถามจี้ใจดำก็สะบัดเสียงใส่ หลวงสรอรรถก็ยังเซ้าซี้กรุ้มกริ่มว่าตนมิได้จะให้บัวเป็นเมียน้อยแต่จะให้เป็นเมียเอกอีกคนต่างหาก ยื่นหน้าเข้าไปบอกว่า ถ้าบัวเข้าใจผิด ตนจะส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอก็ได้ “พอเสียทีเถิด ฉันรังเกียจคุณหลวงไม่เข้าใจรึ”

หลวงสรอรรถแสดงความห่าม หื่น กระชากบัวเข้าไปพูดใส่หน้า “รังเกียจรึ ถ้าเช่นนั้นก็ดูหน้าฉันไว้ให้ดีๆ สักวันฉันจะทำให้แม่บัวเห็นหน้าฉันทุกเช้าค่ำอยู่กับคนที่แม่บัวรังเกียจไปจนวันตาย”

บัวดึงแขนกลับสะบัดหน้าเดินหนีไป หลวงสรอรรถจิกตามองตาม ยิ้มร้ายหมายเอาชนะบัวให้ได้

ต่อมาเมื่อหลวงสรอรรถรู้จากลูกน้องว่าอินทร์เป็นน้องชายของหม่อมดวงแขแลร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติไม่แพ้พระยาพานทองก็เครียด แต่ยังโอหังว่าถ้าแค่นั้นตนก็มี สบถอย่างเจ็บใจว่า

“หมดอ้ายเหมไปหนึ่ง เสด็จก็มิได้สนใจไยดี แม่บัว แต่กลับมีอ้ายอินทร์โผล่มาขวางทางกูอีก!”

ขณะนั้นเอง เรืองเข้ามายิ้มเยาะถามว่า “แค่ผู้หญิงคนเดียวจะเป็นจะตายเชียวรึคุณหลวง” หลวงสรอรรถฉุนขาดถามว่าจีนเชียงทองส่งมาทำอะไรอีกกำไรจากขายฝิ่นก็ปันกันแล้ว เรืองบอกว่าจีนเชียงทองให้มาบอกคุณหลวงว่ามีการค้าขายรายใหม่เข้ามา มีกำไรดีกว่าค้าฝิ่นมากนัก ถามว่าคุณหลวงสนใจไหม หลวงสรอรรถตาโตถามว่าค้าขายอะไร?

“ปืน” เรืองยิ้มร้าย “พวกญวนต้องการปืนจำนวนมากไว้ทำศึกกับสยาม ถ้าคุณหลวงหาปืนไปขายให้พวกญวนได้ จะได้เงินมากกว่าค้าฝิ่นหลายเท่านัก”

หลวงสรอรรถตาเป็นประกายยิ้มร้ายขึ้นในทันที

ooooooo

ค่ำนี้ขณะบัวกำลังจัดขนมลงในโถแก้วเพื่ออบควันเทียน ก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อข้าหลวงลิ่วมาบอกอย่างร้อนใจสุดๆ ว่าเสด็จถูกฟ้องร้องโทษถึงประหาร!

เมื่อบัว เทียนและข้าหลวงคนสนิทอีกสองสามคนเข้าไปพบหม่อมดวงแขในห้อง หม่อมเล่าด้วยสีหน้าเครียดจัดว่า

“พระยาธนูจักรฟ้องร้องว่าเสด็จทรงตัดสินคดีความโดยไม่เป็นธรรม เพราะรับสินบนจากสมิงพิทักษ์เทวา เป็นเหตุให้ลูกชายท่านต้องโทษ สมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวทรงพิจารณาอยู่ หากผิดจริง...” หม่อมดวงแข สะอึกอั้นไม่กล้าพูดต่อ

เทียนไม่เชื่อเพราะเสด็จมีทรัพย์สมบัติมากมายแล้วจะรับสินบนทำไม ส่วนบัวถามหม่อมดวงแขว่าจริงหรือเจ้าคะ?

“ฉันไม่แน่ใจนักดอก แต่สมิงพิทักษ์เทวาสนิทสนมคุ้นเคยกับพวกโขนละครนอกของเสด็จ หากมีการให้สินบนกันจริงก็ผ่านพวกโขนละครนอกเหล่านั้น”

บัวอึ้งไป เพราะอยู่วังมาหลายปีได้ยินได้ฟังอะไรมาบ้างแล้ว ฟังหม่อมดวงแขพูดแล้วเลยคิดว่าน่าจะมีโอกาสเป็นจริง พยายามตั้งสติถามหม่อมว่า

“แล้วหากเป็นเรื่องจริง จะต้องถึงกับประหารเชียวหรือเจ้าคะ”

หม่อมดวงแขอึ้งไปครู่หนึ่งจึงพยักหน้า บรรดาข้าหลวงต่างพากันร้องไห้ระงม แต่บัวนิ่ง คิดจะหาทางเอาตัวรอดอย่างไรดี?

ooooooo

คืนนี้ลำดวนคิดถึงความมีน้ำใจแลสุภาพของควาญเครารกนอนไม่หลับ เห็นหุ่นหลับไปแล้วจึงหยิบผ้าคลุมไหล่เดินออกไปนอกกระโจม ขณะกำลังรู้สึกสบายกับอากาศเย็นสดชื่นนั่นเอง ลำดวนก็ต้องเสียอารมณ์เมื่อหมื่นวิชิตเข้ามาทัก

หมื่นวิชิตยังตามตื๊อดื้อด้านจนลำดวนบอกว่าหากยังจะให้นับถือกันต่อไปก็ขอให้เลิกวุ่นวายกับตนเสียเถิดแล้วกลับเข้ากระโจมไป หมื่นวิชิตมองตามพึมพำอย่างเจ็บใจ...

“ยโสนัก ให้มันรู้ไปว่าชาตินี้กูจะไม่ได้หลานสาวเจ้าพระยามากราบตีนกูก่อนนอน!”

ฝ่ายสมิงสอดน้อยที่ไปสืบเรื่องทหารญวนกับทหารเขมรตามบัญชาของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ปลอมตัวเป็นชาวบ้านนำพืชผลบรรทุกเกวียนเข้าไปในเมืองโปริสาท สมิงสอดน้อยกำชับทหารที่มาด้วยว่า

“ช่วยกันจำให้แม่นยำ มีกระไรอยู่ที่ใดอย่าให้พลาดเชียว จะได้เอาไปเขียนแผนที่ให้ท่านเจ้าพระยา”

จากการสังเกตสอดแนม สมิงสอดน้อยเห็นถึงความผิดปกติของทหารเขมรกลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือเดินเป็นระเบียบผ่านไป แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าเรื่องอะไร

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเดินตรวจความเรียบร้อยของทหาร และคุยกับพระศรีสิทธิสงครามที่เมืองพัตบองว่า

“เพลานี้ หลวงกำแหงคงลอบเข้าไปในเมืองโปริสาทได้แล้ว ฉันกลัวนักว่าสิ่งที่ฉันคิดจะเป็นจริง หากเป็นเช่นนั้น ศึกนี้คงหนักขึ้นอีกมาก” พระศรีสิทธิสงครามรายงานว่าได้แจ้งไปยังพระยาปลัดแล้วว่านอกจากขนเสบียงมาเพิ่มแล้วยังให้เกณฑ์ทหารมาสมทบอีกด้วย แม้ศึกนี้จะใหญ่กว่าที่คาดเราก็ยังรับมือได้ “แล้วหากทัพเขมรที่สวามิภักดิ์ต่อสยามเกิดแปรพักตร์เล่า”

พระศรีสิทธิสงครามตกใจถามว่าเหตุใดท่านเจ้าคุณถึงคิดเช่นนั้น? เจ้าพระยาบดินทร์เดชาบอกว่ายังไม่มีหลักฐาน เพียงแต่สงสัยเท่านั้นจึงส่งหลวงกำแหงไปหาข่าว พระศรีสิทธิสงครามเครียดหนัก ถามว่า

“หากเป็นจริง เท่ากับเราต้องรับทั้งศึกญวนแลศึกเขมรพร้อมกัน แลทัพเขมรที่อยู่กับเราตอนนี้ ก็อาจจะหันดาบเข้าใส่เราก็เป็นได้”

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเครียด เพราะคิดเรื่องนี้อยู่เช่นกันจึงอดหวั่นใจไม่ได้

ooooooo

คืนนี้ที่กลางป่า ขุนศรีไชยทิตยเห็นนกฝูงใหญ่พากันแตกฮือบินผ่านไป จึงดึงต้นหญ้าใกล้มือขึ้นดม พลันก็สั่งทุกคนอย่างตึงเครียดว่าพายุกำลังจะมาให้เร่งหาที่หลบฝนประเดี๋ยวนี้

หมื่นวิชิตหงุดหงิดหาว่าขุนศรีไชยทิตยเพ้อเจ้อ ฝนฟ้ากระไร ฟ้าสว่างแจ้งออกปานนี้ แล้วเดินเลี่ยงไปอย่างไม่สนใจ แต่เมื่อเหมและควาญพากันเตรียมรับมือพายุ ทหารกับพวกขุนนาฏจึงทำตาม หมื่นวิชิตเห็นดังนั้นรู้สึกเสียหน้าเลยยิ่งพาลเกลียดพวกควาญมากขึ้น

ผ่านไปเพียงครู่ใหญ่ ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก พายุพัดแรงจนเพิงพักแทบจะทานแรงลมไม่ได้ กระโจมถูกลมพัดตลบขึ้น จนขุนนาฏ คุณปิ่น ลำดวน และหุ่นที่อยู่ในกระโจมพากันตื่นกลัว ลำดวนกับหุ่นช่วยกันจับกระโจมไม่ให้ฝนสาดเข้ามา จนขุนนาฏบอกให้พอเถิดเปียกก็เปียกไป ให้ไปหลบกับพวกข้างนอกก็ได้

แต่ด้วยความเป็นห่วงท่านพ่อ ลำดวนกับหุ่นช่วยกันดึงกระโจมไว้แต่ก็สู้แรงลมไม่ไหว จนผ้าพัดปลิวไปหมด ทันใดนั้นเอง เหมวิ่งเข้ามาช่วยจับกระโจมไว้ แม้ตัวเองจะเปียกจนชุ่มแต่ก็ช่วยไม่ให้ฝนสาดเข้าไปในกระโจมได้

“เสดียง” ลำดวนอุทานอย่างซึ้งใจ

แต่หมื่นวิชิตไปหลบพายุที่เพิงพักให้ลูกน้องล้อมรอบกันพายุให้ตัวเอง กลับมองเหมอย่างหมั่นไส้ หาว่าทำเอาหน้า

“พ่อควาญเครารกช่างมีน้ำใจนัก” หุ่นเอ่ยอย่างชื่นชม ลำดวนอยู่ในกระโจมเห็นเหมเปียกโชก ดึงกระโจมไว้ไม่ให้ฝนสาดเข้ามา ก็ยิ่งซาบซึ้งในน้ำใจของควาญหนุ่มผู้นี้

รุ่งขึ้น ขุนนาฏให้คุณปิ่นจัดผ้าลายอย่าง คือผ้าที่แขกอินเดียทอคิดลวดลายตามใจชอบ กับผ้าย่ำมะหวาดคือผ้าลายที่ทำจากผ้าขาวจากต่างประเทศเป็นผ้าคุณภาพดี มามอบตอบแทนน้ำใจบรรดาควาญที่ช่วยในคืนพายุหนัก

ขุนนาฏมอบผ้าย่ำมะหวาดแก่ขุนศรีไชยทิตย และมอบผ้าลายอย่างแก่บรรดาควาญแต่ไม่มีควาญเครารกที่มาช่วยดึงผ้าคลุมกระโจมมารับผ้าด้วย ทุกคนพากันมองหาแต่ไม่เจอ

ผ่านพายุกระหน่ำไปไม่ทันไร คณะละครก็ปั่นป่วนแตกกระเจิงเมื่อถูกช้างสังข์บุกเข้ามาอาละวาด ขุนศรีไชยทิตยยิงหน้าไม้ใส่ช้างสังข์ แม้ไม่ระคายผิวแต่ช้างสังข์ก็หันมาเล่นงานฟาดงวงใส่ขุนศรีไชยทิตยทันที

เหมเห็นดังนั้นพุ่งเข้าไปวิ่งล่อช้างสังข์ไปทางอื่นอย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย จนช้างสังข์วิ่งพ้นไปจากกระโจมยังความโล่งใจแก่ทุกคน

เหมล่อช้างสังข์เข้าป่าลึกแล้วหลบซ่อนตัวอยู่จนช้างสังข์วิ่งผ่านไปแล้ว เหมจึงออกมาย้อนกลับไปยังกระโจม

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 7 วันที่ 7 มิ.ย. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ