อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 7/4 วันที่ 9 มื.ย. 58

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 7/4 วันที่ 9 มื.ย. 58

หทัยรัตน์มองอนวัชด้วยแววตาคับแค้น และค่อยๆยิ้มพร้อมกับตอบอย่างมั่นใจ “ก็ได้ค่ะ ดิฉันจะตอบ ดิฉันไม่รับปากแต่งงานกับคุณพินิจเพราะ “ฉันไม่ได้รักเค้า” ฉันจะไม่แต่งงานกับคนที่ฉันไม่รัก และ ฉันจะไม่แต่งงานกับคนที่ฉันเกลียด” หทัยรัตน์มองอนวัชด้วยแววตามั่นใจ ... เหมือนจะบอกว่า “คุณนั่นแหละ” “ส่วนเรื่องคุณชายประสาทพร ฉันไม่ขอตอบ เพราะพูดไปคุณก็คงไม่เชื่อ ฉันไม่อยากเสียพลังงานขยับปาก!”

อนวัชหมั่นไส้ “เธอต้องการเอาชนะฉันใช่มั๊ย? เธอตั้งใจพูดเรื่องแต่งงานกับคุณชาย เพราะต้องการประชดฉัน” หทัยรัตน์ขมวดคิ้ว สุดจะเซ็ง โดนหาเรื่อง อนวัชใส่ต่อ “ครั้งก่อนที่ฉันพูดเรื่องแต่งงาน ฉันก็แค่พูดไปตามความรับผิดชอบ .. ฉันเป็นลูกผู้ชาย กล้าทำกล้ารับ แต่นับจากนี้มันจะไม่ใช่แค่นั้น ...ฉันจะทำให้เธอแต่งงานกับคนที่เธอ “เกลียด” ให้ได้ !!”


หทัยรัตน์มองด้วยความไม่เข้าใจ “ชีวิตฉันไม่ใช่ของเล่น หรือ เกมที่ใช้สำหรับแข่งขัน”
“ไม่ใช่สำหรับเธอ...แต่มัน “ใช่” สำหรับฉัน และเกมนี้ ฉันจะต้องเป็นผู้ชนะ” อนวัชยิ้มอย่างยโส กวนสุดๆ หทัยรัตน์แค้นนนน กำหมัดแน่น อนวัชปรายตาไปมองที่มือแล้วก็ยิ้มร้ายๆ “จะต่อยหรือจะตบฉันดี..แต่ถ้าทำแล้วระวังตัวไว้ด้วย..เธอก็รู้ว่าฉันไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง..แต่ฉันจะตอบโต้ด้วยวิธีอื่น ..และเธอคงจำได้ว่ามันคืออะไร”
อนวัชยื่นหน้าเข้ามา เหมือนจะจูบ...หทัยรัตน์แค้นนนนนน...ถอยตัวออกห่าง และมองด้วยความโกรธ ก่อนจะสะบัดหน้าหันหลังเดินกำหมัดกลับเข้าบ้านไป เหมือนเด็กๆ อนวัชมองตามแล้วระเบิดเสียงหัวเราะมาอย่างสะใจ
หทัยรัตน์ยิ่งแค้นนนนนนนนนน !!! แต่กลั้นใจไม่ตอบโต้จ้ำอ้าวเข้าบ้านไป
อนวัชหัวเราะอย่างพอใจ...อนวัชมองหทัยรัตน์แล้วก็ยิ้มตามอย่างมีความสุขโดยไม่รู้ตัว

นวลนั่งหน้ายักษ์อยู่ในห้องรับแขก สีสุกกับส่องแสงเดินเข้ามาพอเห็นหน้านวลก็หันมองหน้ากัน
“นั่งหน้าเป็นตะบวยเลยค่ะคุณแม่ เราจะปลอดภัยมั๊ยคะ “
สีสุกหวั่นพอกัน แต่ฝืนทำเสียงแข็ง “มาทำไม”
นวลลุกพรวด สีสุกกับส่องแสงตกใจถอยกรูด
“ว้ายยยยย!!!“
“ระวังค่ะคุณแม่ “
ส่องแสงกับสีสุก ถอยมาอยู่ในระยะปลอดภัย นวลแผดเสียงใส่ “มายุ่งกับลูกฉันทำไม ?”
“ลูกเธอ? เกี่ยวอะไรกับพวกฉัน?” สีสุกไม่รู้เรื่อง ส่องแสงหน้าเสียนิดๆ
“ฉันก็ไม่อยากจะเกี่ยวนักหรอก ถ้าลูกสาวเธอไม่สาระแนมายุให้พินิจไปขอนังปุ้มแต่งงาน “
สีสุกงง หันมาทางส่องแสง .. ส่องแสงอึกอักๆ แล้วก็สวนกลับ “ฉันก็แค่สงสาร .. ที่ให้คำแนะนำเพราะต้องการให้ลูกชายคุณสมหวัง ถ้านังปุ้มมันยอมแต่งด้วย ลูกชายคุณก็มีความสุข เราก็จะหมดศัตรูคู่แข่งแย่งพี่หนึ่งไปอีกคน .. ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย”
“นี่แกวางแผนให้ลูกชายฉันไปแต่งกับนังเด็กไม่มีสมบัติ เพื่อกำจัดคู่แข่ง แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าไม่มีอะไรเสียหาย นังนี่มันเรียนน้อยใช่มั๊ยเนี่ย ดูท่าทางความรู้คงไม่มาก สติปัญญานี่แทบจะไม่มี ถึงคิดได้แค่นี้”
“อั๊ย ยัยป้า มาด่าฉันทำไม ? แล้วป้าดีนักเหรอ เป็นแค่เจ้าของตลาด เก็บค่าเช่าแผง มีหน้าจะพูดเรื่องการศึกษา” สีสุกสะกิดๆให้ส่องแสงใจเย็นๆ
“ถึงฉันเป็นแค่เจ้าของตลาด แต่ฉันส่งลูกเรียนสูงทุกคน ไม่เหมือนแม่เธอ..คงเห็นลูกสาวหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ เลยจับแต่งหน้าทาปาก ฝังหัวให้วันๆคิดแต่เรื่องหาแต่ผัว”
“อ้าวววว !! อีนังคุณนาย ฉันอุตส่าห์ให้เกียรติ์ไม่ต่อปากต่อคำ แต่มาด่ากราดแบบนี้ฉันจะไม่ทน !! บ้านฉัน ไม่ใช่ตลาด อย่ามาแสดงกริยา วาจา หยาบคายที่นี่”
“จ้า แม่ผู้ดี!! ถ้าดีจริง ก็หัดอบรมสั่งสอนลูกตัวเองซะบ้าง อย่าได้เที่ยวมาจุ้นจ้านเรื่องของคนอื่น ถ้ายังมายุยงส่งเสริมให้ลูกสาวฉันไปทำเรื่องโง่อีก ฉันจะโพนทะนาไปทั้งพระนคร ว่าลูกสาวบ้านนี้ .. มัวแต่ร่อนหาผัวจนไม่มีสติ”
“กรี๊ดดดด !! ยัยป้า..ยัยป้าปากตลาด”
“ใช่ ฉันปากตลาด และไม่ใช่ตลาดธรรมดา แต่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย!! จำไว้ซะด้วย” นวลทิ้งระเบิดเสร็จก็สะบัดหน้า หยิบกระเป๋า เดินเชิดออกไป อย่างไม่แคร์
ส่องแสงกรี๊ดดดดดดดส่งท้าย สีสุกต้องเข้ามาประคอง ปลอบใจ “ลูกส่อง ๆ ใจเย็นๆ นะลูก ใจเย็นๆ”
ส่องแสงกัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน...แค้นนนนนนนนนนน

สุดา สัทธา หทัยรัตน์ นั่งคุยกันอยู่ในห้องรับแขก สัทธานั่งอ่านหนังสือ
หทัยรัตน์ถามย้ำด้วยความตกใจ “พี่แป้นไปสอนคุณหญิงไม่ได้แล้วเหรอคะ ?”
“ใช่ พอดีพี่ได้รับมอบหมายงานพิเศษจากที่โรงเรียน ให้ทำช่วงปิดเทอมนี้ ครูใหญ่เรียกไปคุยเป็นการส่วนตัวเมื่อวานนี้เอง พี่คงไปสอนแทนปุ้มไม่ได้แล้ว”
“แต่.. “ หทัยรัตน์หน้าตาหนักใจ
สุดารู้ใจ ตอบสวนไป “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงนะ พี่บอกแม่โอ กับ นมพิมพ์ให้ช่วยดูแลให้แล้ว”
สัทธาเงยหน้าจากหนังสือ “เรื่องนั้น ... เรื่องอะไร ?”
สุดากับหทัยรัตน์อึกอัก มองหน้ากัน นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น

“ปุ้มคิดว่าจะไม่ไปสอนคุณหญิงที่เพชรลดาอีกแล้วค่ะ”
“อ้าว ทำไมล่ะปุ้ม “
“คือ..ปุ้มเกรงว่าถ้าคุณนายนวลไม่ยอมหยุด และยังตามไปราวีที่เพชรลดาอีก คุณหญิงอาจจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย”

นึกมาถึงตรงนี้สุดากับหทัยรัตน์มองหน้ากัน จะตอบยังไงดี?
สุดาคิดได้ก่อน “ก็เรื่องพี่หนึ่งนั่นแหละค่ะ ปุ้มเค้าพยายามเลี่ยงไม่เจอกับพี่หนึ่ง ก็ปัญหาเดิมๆ ใช่มั๊ยปุ้ม”
หทัยรัตน์จำใจตอบ “ค่ะ .. “
“พูดถึงเรื่องหนึ่งก็ดีแล้ว..พี่มีเรื่องจะถาม..มีอยู่ครั้งนึงพี่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่เห็นทะเลาะกันอยู่ในห้องรับแขก..แล้วหนึ่งก็พูดเรื่อง “แต่งงาน” พูดทำนองว่า..ทำอะไรเสียหาย..ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ และเรื่องแต่งงานพูดจริงหรือพูดเล่น”
สุดาตกใจ “เรื่องแต่งงานจะมาพูดกันเล่นๆได้ยังไงคะพี่ปุ๊ ปุ้มมันเกิดอะไรขึ้น ? ทำไมปุ้มกับพี่หนึ่งคุยกันเรื่องแต่งงาน แล้วไม่บอกพี่”
หทัยรัตน์รีบบอก “ไม่ใช่นะคะ ปุ้มไม่ได้จะแต่งงาน หรือ คุยเรื่องแต่งงานกับเค้า ไม่มีแม้แต่แว่บเดียวที่จะคิดด้วยซ้ำ”
สัทธาสงสัย “แล้วหนึ่งพูดขึ้นมาทำไม?”
“เค้าต้องการจะยั่วโมโหปุ้ม..แค่นั้นค่ะ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น”
สุดาไม่อยากเชื่อ “พูดเรื่องแต่งงาน เพื่อยั่วโมโหเนี่ยนะ ไม่มีใครเค้าทำกัน”
“มีค่ะ..”หนึ่งเดียวบนโลก” นี่แหละคือ..นายอนวัช ทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาชนะ เพราะฉะนั้น..คำว่าแต่งงานที่หลุดออกมาจากปากคนนี้ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย” หทัยรัตน์พูดถึงอนวัชน้ำเสียงไม่พอใจ แต่ในแววตาลึกๆ แอบเสียใจ ที่อนวัชไม่เห็นคุณค่าของคำนี้แม้แต่นิดเดียว
สุดากับสัทธาฟังแล้วก็ยังงงไม่หาย..ได้แต่มองหน้ากันด้วยความคาใจ

เช้าวันต่อมา ที่ห้องนั่งเล่น บ้านเดือนประดับ สัทธามองหีบเครื่องเพชรของทิพย์ที่วางอยู่ตรงหน้า
“ตาปุ๊ นึกยังไง ถึงมาขอดูแหวนของแม่..หรือว่าจะเตรียมไปหมั้นสาว”
สัทธายิ้มเขิน “ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ คุณแม่จะอนุญาตหรือเปล่าครับ”
“ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนกริยามารยาทอ่อนหวาน อ่อนน้อมถ่อมตัว แกะสลักผักได้สวย ทำอาหารได้อร่อย และเป็นคนที่ลูกรัก..แม่ก็ไม่รู้จะห้ามไปทำไม”
สัทธาหัวเราะ “ฮ่าๆๆ คุณแม่ไม่ต้องห่วงครับ ผู้หญิงที่ผมหมายตาไว้ ตรงตามคุณสมบัติทุกอย่างเลยครับ ผมขอดูหน่อยนะครับคุณแม่”
ทิพย์เปิดหีบเครื่องเพชรให้ “เชิญจ้ะ...นี่ๆ วงนี้ก็น้ำงามนะ วงนี้ก็สวยน่าจะเหมาะกับหนูณี”
ทิพย์กับสัทธา เลือกดูแหวนเพชรกันอย่างมีความสุข ..

ที่บ้านพนัสพงษ์ นวลบัญชาเสียงเข้ม “พ่อนิจ..แม่ปรึกษากับคุณนายลำเจียกเมื่อวานนี้ และเราก็ตัดสินใจกันเรียบร้อยแล้ว..เราจะให้พ่อนิจหมั้นกับหนูจำปี” พินิจนั่งอยู่ที่ระเบียง กำลังเศร้าเรื่องหทัยรัตน์ ได้ยินเรื่องหมั้นก็อึ้ง นวลไม่ได้สนใจความรู้สึกลูกชาย “เพราะหนูจำปีเค้าเป็นพี่สาว ควรที่จะได้ออกเรือนไปก่อน แม่เองก็สงสารหนูจำปาเหมือนกัน พอรู้เข้าก็ร้องไห้โฮ..แม่กับคุณนายลำเจียกต้องปลอบกันอยู่ตั้งนาน”
“ทำไมคุณแม่ไม่ปรึกษาผมก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้”
“อ้าว..อย่าบอกนะว่าพ่อนิจชอบหนูจำปามากกว่า..ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรลูก..แม่บอกคุณนายลำเจียกใหม่ก็ได้”
“ไม่ครับ..ผมไม่ชอบใครทั้งนั้นทั้งแม่ดอกจำปีหรือดอกจำปาของคุณแม่ เพราะผมไม่ได้รักเค้า และผมจะไม่มีวันแต่งงานกับเค้า” พินิจยืนยันเสียงแข็งและเดินไปด้วยความไม่พอใจ
นวลตกใจ อึ้งเหวอไป “พ่อนิจ..พ่อนิจมาคุยกันก่อน..ตานิจ” นวลไม่พอใจ “ฮึ่ย..ไม่ได้ดั่งใจเลย..เดี๋ยวนี้ชักจะเอาใหญ่ แข็งข้อทั้งพี่ทั้งน้อง ..เพราะแกคนเดียว..นังปุ้ม”

เย็นนั้น ที่บ้านเดือนประดับ หทัยรัตน์เดินเข้ามาในห้องรับแขกและต้องแปลกใจกับแขกที่มาเยือน นวลนั่งหน้านิ่ง หันมาทางหทัยรัตน์
หทัยรัตน์ยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ” นวลเชิดไม่รับไหว้ หทัยรัตน์พยายามกลั้นอารมณ์ “คุณนายมีธุระกับดิฉันเหรอคะ ?”
“ถ้าไม่มีแล้วฉันจะมาทำไม ฉันไม่ได้อยากจะเจอเธออยู่แล้ว” หทัยรัตน์หน้าเชิดขึ้นเตรียมรับอารมณ์ นวลเข้าประเด็น “ฉันไม่ต้องการให้เธอติดต่อพินิจ เพราะฉันได้เลือกคู่ครองที่เหมาะสมกับเค้าไว้แล้ว เธออย่ามาทำให้เค้าต้องพะวักพะวงเพราะความสงสารเธออีกเลย..มันไม่มีประโยชน์ และบอกพี่ชายเธอด้วยเลิกมายุ่งกับแม่ณีได้แล้ว !! ออกไปจากชีวิตลูกฉันทั้งสองคน”
หทัยรัตน์สวน “ดิฉันออกมาตั้งนานแล้วนะคะ”

“ไม่จริง !! วันก่อนเธอยังใช้มารยาหลอกล่อเค้ามาหาเธออยู่เลย ถึงขนาดฝืนคำสั่งฉันมาขอเธอแต่งงาน ! รู้ไว้ซะด้วย ฉันไม่มีวันยอมรับเธอเป็นลูกสะใภ้”
“ดิฉันก็ไม่อยากเป็นลูกสะใภ้ของคุณ ฉันไม่ได้อยากแต่งงานกับลูกชายคุณ เค้าเป็นคนมาขอฉันเอง”
“ถ้าเธอไม่ใช้มารยา เค้าก็คงไม่มา เธอนั่นแหละที่อยากจะแต่งงานกับเค้า..คงจะอยากรวยทางลัดล่ะสิ เลิกฝันลมๆแล้งๆได้แล้ว มันไม่มีทางเป็นจริง”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ดิฉันอยู่บนโลกความเป็นจริงเสมอ ดิฉันถึงได้ปฎิเสธคุณพินิจและแนะนำให้เค้าทำตามคำสั่งของคุณนาย เพราะดิฉันรู้ตัวว่า..ไม่ได้รักเค้า..และ ไม่เคยรักเค้าเลย” นวลหน้าเชิด..ไม่เชื่อในสิ่งที่หทัยรัตน์พูด “ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงที่ไม่มีสมบัติอะไร แต่สิ่งที่ฉันมีคือศักดิ์ศรี.. ฉันจะไม่ไปยุ่งกับลูกชายคุณ คุณช่วยบอกลูกชายคุณด้วยว่าอย่ามายุ่งกับดิฉัน” หทัยรัตน์พูดจบก็เดินออกไปเลย ทิ้งให้นวลยังอึ้งอยู่..ห๊ะ..พอรู้ตัวก็คว้ากระเป๋าและเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปอย่างแรง

หทัยรัตน์เดินออกมาจากห้องรับแขกด้วยใบหน้าบึ้งตึง ทันใดนั้นก็ชะงักเท้ากึก “พี่ปุ๊”
สัทธายืนอยู่ที่หน้าห้องรับแขก..สีหน้าเครียด “ทำไมปุ้มไม่เล่าเรื่องนี้ให้พี่ฟัง”
หทัยรัตน์หยั่งเชิง “เอ่อ..เรื่องอะไรคะ?”
“พี่ได้ยินที่ปุ้มคุยกับคุณนายนวลหมดแล้ว..ทำไมไม่มีใครบอกพี่ว่าตัวจริงของแม่ณีเป็นอย่างนี้ ทำไมเค้าต้องมาดูถูกปุ้ม คำพูดแต่คำมันช่างต่างจากสิ่งที่ณีบอกกับพี่ ทำไมทุกคนต้องปิดบัง และโกหกพี่”
“เอ่อ..ปุ้มไม่อยากให้พี่ปุ๊ทราบ เพราะไม่อยากให้พี่ปุ๊กับพรรณีผิดใจกันค่ะ”
“พี่โตแล้วนะปุ้ม พี่แยกแยะได้”
“ปุ้มขอโทษ”
“คราวหน้า อย่าปิดบังพี่อีกนะ..”
“ค่ะ แต่..พี่ปุ๊อย่าไปโกรธณีนะคะ “
“พี่ไม่โกรธที่แม่เค้าเป็นแบบนี้...ถ้าพี่จะโกรธมีเหตุผลเดียว..คือณีไม่จริงใจ ไม่พูดความจริง และโกหกพี่ .. ถ้าณีเป็นแบบนั้น..พี่คงจะเสียใจมาก” สัทธาคิดถึงพรรณี

ที่ร้านอาหารดังแห่งยุค เห็นส่องแสงนั่งร้องไห้กระซิกๆ “ส่องไม่ได้คิดร้ายกับคุณพินิจเลยนะคะ แนะนำให้ทำเพราะความรัก ความห่วงใย แต่ปุ้มต่างหากที่ใจร้าย พูดจาไม่รักษาน้ำใจกันเลย แถมคุณนายนวลยังโยนความผิดทุกอย่างมาให้ส่อง ส่องเสียใจจริงๆค่ะพี่หนึ่ง”
ส่องแสงทำเป็นจะเซมาซบ..อนวัชมองรอบๆอย่างระมัดระวังตัว..และค่อยๆดันส่องแสงออกให้นั่งในระยะพองาม ส่องแสงแอบขัดใจ แต่ก็ยังทำเป็นบีบน้ำตาต่อ
“พี่ว่าส่องอย่าคิดมากเลย คุณน้านวลท่านก็เป็นคนแบบนี้ล่ะ อาจจะอารมณ์ร้อนไปบ้าง แต่อีกไม่นานก็คงลืม”

“จริงๆแล้ว เค้าจะไม่ลืมก็เรื่องของเค้า ส่องไม่แยแสหรอกค่ะ ที่ส่องมาเล่าให้พี่หนึ่ง เพราะห่วงพี่หนึ่งมากกว่า” อนวัชแปลกใจ ส่องเริ่มเข้าประเด็น “พักหลังส่องเห็นพี่หนึ่งใกล้ชิดกับลูกสาวคุณนายนวล เค้าลือให้ทั่วว่าพี่หนึ่งเทียวไปเทียวมา รับส่ง พาไปเล่นเทนนิส ตีกอล์ฟ ส่องก็เลยเป็นห่วง โบราณว่าดูช้างให้ดูที่หาง ดูนางให้ดูที่แม่..แม่เป็นแบบนี้ ลูกก็คงจะไกลกันนัก..ส่องไม่อยากให้พี่หนึ่งต้องเสียใจ”
“ขอบคุณมากครับที่เป็นห่วง แต่พี่กับพรรณี ไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปว่า “พี่น้อง” พรรณีเป็นน้องสาวของพินิจ ก็เปรียบเหมือนน้องสาวพี่...ก็แค่นั้น”
“จริงเหรอคะ..แหม..ส่องได้ยินแบบนี้ก็เบาใจ ไม่ห่วงแล้วค่ะ” ส่องแสงตาวาวระริกๆ ดีใจ

ที่บ้านพนัสพงษ์ พรรณีกำลังนั่งแกะสลักผลไม้ มีเด็กรับใช้นั่งเป็นลูกมือ เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น .. พรรณีหันมาบอกเด็ก “เดี๋ยวฉันรับเอง ยกผลไม้ไปให้คุณพินิจนะ”
“ค่ะ”
เด็กรับใช้ยกของออกไป พรรณีจุ่มมือล้างในขัน เช็ดมือ และเดินไปรับ “สวัสดีค่ะ”
“โทรศัพท์ใช้งานได้แล้วเหรอ”
พรรณีตกใจ รีบมองซ้ายมองขวาว่านวลอยู่หรือเปล่า “พี่ปุ๊ ! “
สัทธาถามย้ำ เสียงดุ “พี่ถามว่าโทรศัพท์ใช้งานได้แล้วเหรอ ? ตกลงว่ามันไม่เสียแล้ว...หรือมันไม่เคยเสียเลย?”
พรรณีหน้าซีด..เสียงสั่น ใจสั่น “พี่ปุ๊..ฟังณีอธิบายก่อนนะคะ”
“ที่ผ่านมา..พี่ไว้ใจ เชื่อใจ และเชื่อทุกอย่างที่ณีพูด แต่ตอนนี้..พี่ไม่รู้ว่าพี่จะเชื่ออะไรได้อีก..เมื่อวานแม่ณีมาต่อว่าปุ้มที่บ้าน..พี่ได้ยินทุกอย่าง ได้รู้ว่าเค้าเป็นยังไง และรู้ว่าเค้าไม่ยอมรับพี่ ทำไมณีไม่บอกพี่ตรงๆ”
พรรณีใจสั่น น้ำตาคลอ “ณีขอโทษ..พี่ปุ๊..ณี..”
สัทธาเสียใจไม่น้อยไปกว่ากัน “ตอนนี้พี่เข้าใจแล้ว ทำไมณีต้องโกหกพี่ว่าโทรศัพท์เสียและไม่ให้พี่โทรศัพท์ไปหาที่บ้าน ทำไมไม่มางานวันเกิดคุณพ่อ ทำไมไม่ไปเที่ยวหัวหิน และทำไมไม่เคยเชิญพี่เข้าบ้าน...ตอนนี้พี่เข้าใจหมดแล้ว” สัทธาพูดจบก็ค่อยๆวางโทรศัพท์ไปด้วยความเสียใจ กริ๊กกกกก!
พรรณีตกใจเรียกเสียงหลง “พี่ปุ๊ !! พี่ปุ๊ คะ..พี่ปุ๊” พรรณีตกใจรีบหมุนโทรศัพท์กลับไปหามือสั่น พรรณีรอสัญญาณมีคนรับ พรรณีรีบพูดทันที “พี่ปุ๊คะ !!”
“ไม่ใช่คุณปุ๊ค่ะ...” แหววพูดโทรศัพท์ ด้านหลังเห็นสัทธาเดินออกไปอย่างเศร้า “คุณปุ๊ฝากบอกว่า ไม่มีอะไรต้องคุยแล้วค่ะ”
พรรณีอึ้ง น้ำตาร่วงเลย..โทรศัพท์ค่อยๆไหลลงจากมือ...พรรณีทรุดลงนั่งร้องไห้โฮออกมา
พินิจเดินเข้ามาด้วยความตกใจ “ณีเสียงอะไร ? ณี !!! ณีเป็นอะไร ??? “

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 7/4 วันที่ 9 มื.ย. 58

ละครหนึ่งในทรวง บทประพันธ์โดย บุษยมาศ
ละครหนึ่งในทรวง บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครหนึ่งในทรวง กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์
ละครหนึ่งในทรวง ควบคุมการผลิตโดย บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด ธิติมา สังขพิทักษ์
ละครหนึ่งในทรวง ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.35 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ