อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 7/5 วันที่ 9 มื.ย. 58

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 7/5 วันที่ 9 มื.ย. 58

พรรณีอึ้ง น้ำตาร่วงเลย..โทรศัพท์ค่อยๆไหลลงจากมือ...พรรณีทรุดลงนั่งร้องไห้โฮออกมา
พินิจเดินเข้ามาด้วยความตกใจ “ณีเสียงอะไร ? ณี !!! ณีเป็นอะไร ??? “
พรรณีพูดไม่ออกได้แต่ร้องไห้โฮออกมา พินิจเข้ามากอดน้องสาวด้วยความเป็นห่วง และ งุนงง
สัทธานั่งดูแหวนที่เตรียมจะขอแต่งงานแล้วก็เศร้า ..

ทางด้านพรรณีเองก็นอนร้องไห้ พินิจมองน้องสาวนั่งร้องไห้ ด้วยความเสียใจ .. แล้วก็คิดหาทางช่วย

ที่สโมสรวันต่อมา..อนวัชเดินมากับสัทธา สัทธาหน้าเครียดๆ เศร้าๆ
“วันนี้นึกยังไงถึงได้ชวนฉันมาสโมสร ฉันบอกไม่อยากมาก็ ฉุดกระชากลากถูกมาจนได้”


“ที่ฉันทำก็เพราะไม่อยากให้แกอยู่บ้านให้จิตใจหดหู่ ออกมาดูโลกภายนอก เปิดตาดูความจริง เผื่อจะทำให้ เข้าใจอะไรมากขึ้น”
สัทธาขมวดคิ้ว..อนวัชกับสัทธาเดินมาถึงที่หมายสัทธาก็ชะงัก..พรรณีนั่งอยู่ “พี่ปุ๊ “
สัทธาอึ้งมองหน้าอนวัช และ พรรณี “รวมหัวกันหลอกฉันมาที่นี่เหรอ ?”
อนวัชเฉไฉ “ฉันไม่ได้หลอก แค่ไม่ได้บอกความจริง”
“นายหนึ่งอย่ามาทำเป็นเล่นลิ้น ฉันไม่สนุกไปด้วย”
สัทธาหันหลังจะเดินกลับ แต่อนวัชยืนขวางไว้ “ยังไปไม่ได้..จนกว่านายจะได้รู้ความจริง นอกจากนายไม่กล้าจะรับความเป็นจริง”
สัทธาส่ายหน้า..จำใจหยุดเดินหนี ฟังก็ได้..
พรรณีรีบเดินมาหา “พี่ปุ๊คะ..ณีขอโทษที่ไม่เคยบอกเรื่องคุณแม่กับพี่ปุ๊ ณีไม่กล้า..ณีกลัวว่าถ้าพี่ปุ๊รู้ พี่ปุ๊จะเกลียดณีและมันก็เป็นจริง..วันนี้พี่ปุ๊รู้ พี่ปุ๊ก็เกลียดณีแล้วจริงๆ”
อนวัชช่วยพูดเสริม “ปุ๊..ฉันขอพูดในฐานะที่ฉันเป็นคนออกหน้าพาณีออกจากบ้านเพื่อนมาเจอแก ฉันบอกได้เลยว่าณียอมทำทุกอย่างเพื่อจะหลบคุณน้ามาเจอแก..บางครั้งมันทั้งเสี่ยง และยากลำบาก” สัทธามองพรรณีครุ่นคิด..พรรณีน้ำตาร่วงเผาะ “แต่ณีก็พร้อมจะผ่านทุกอุปสรรคเพื่อมาเจอนาย...ด้วยเหตุผลแค่นี้..มันยังไม่พออีกเหรอที่จะทำให้นายรู้ว่าณีรักนายมากแค่ไหน”
สัทธาฟังแล้วก็มองหน้าพรรณี .. ครุ่นคิด พรรณีหน้าเศร้าแต่ก็แอบลุ้นอยู่ในใจ แล้วสัทธาก็หันหลังเดินไป..ณีหน้าเสียน้ำตาร่วงหนักกว่าเดิม
อนวัชร้องเรียก“ปุ๊ .. ปุ๊ “
ทันใดนั้นสัทธาก็เดินกลับมาพร้อมกับส่งผ้าเช็ดหน้าให้ณี สัทธายิ้ม “ร้องไห้กลางสโมสรแบบนี้ไม่อายเค้าหรือไง .. ถ้าอยากจะร้องต่อ ตามพี่ไปข้างนอก .. จะได้ไม่ต้องมีใครเห็น” สัทธาเดินนำออกไป พรรณียังงงๆ กับสัทธา
อนวัชพยักหน้าให้ตามไปสิ พรรณีรีบเดินตามไป อนวัชมองตามแล้วก็ยิ้มโล่งอก

สัทธาเดินออกมายืนรออยู่ที่มุมอนวัชของสวน พรรณีเดินตามมา เก้อๆเขินๆ
สัทธาลดทิฐิลงแล้ว..“คราวหน้า..ณีสัญญากับพี่ได้มั๊ยว่าจะไม่ปิดบัง หรือ โกหกพี่อีก “
“ณีสัญญาค่ะ..เพราะจริงๆณีก็ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ .. พี่ปุ๊ยกโทษให้ณีแล้วใช่มั๊ยคะ?”
“พี่เองก็ต้องขอโทษที่หุนหันพลันแล่น เอาแต่อารมณ์มากไป พี่ก็ขอให้ณียกโทษให้พี่ด้วย .. เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ” สัทธายิ้มอบอุ่น อารมณ์เย็นลง..

“ค่ะ“ พรรณียิ้มรับทั้งน้ำตา .. สัทธากับพรรณีมองตากันอย่างมีความสุข โล่ง และ เบา นับจากนี้ไปไม่ต้องมีเรื่องปิดบังกันอีกแล้ว
อนวัชยืนยิ้ม..มองดูสองคนปรับความเข้าใจกันได้แล้ว .. สัทธาหันมาทางอนวัชยิ้มแทนการขอบคุณ อนวัชยิ้มรับสุขตามไปด้วย

คืนนั้น ที่ห้องนอนพินิจ พินิจยิ้มมีความสุข “พี่ดีใจด้วยนะณี”
พินิจนอนหน้าซีดๆอยู่บนเตียง .. พรรณีนั่งอยู่ข้างๆ ยิ้มมีความสุข ใบหน้าและแววตาของพรรณีไม่อมทุกข์อีกแล้ว
“ณีขอบคุณพี่นิจมากนะคะ ที่ขอให้พี่หนึ่งมาช่วย พี่หนึ่งช่วยพูดจนพี่ปุ๊เข้าใจณี ถ้าไม่ได้พี่นิจกับพี่หนึ่ง...ณีกับพี่ปุ๊คงไม่มีวันเข้าใจกันได้”
พินิจยิ้มเหนื่อยๆ “ณี..ณีโชคดีมากนะที่ได้เจอคนที่ณีรัก และเค้าก็รักณีแบบนี้ .. ดูแลรักษาความรักนี้ไว้ดีๆ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีแบบนี้” พินิจพูดแล้วก็คิดถึงตัวเอง คิดถึงหทัยรัตน์ .. พรรณีมองด้วยความเห็นใจ

กลางดึก พินิจนอนอยู่บนเตียง ไข้ขึ้นสูง เหงื่อออกชุ่มไปทั้งตัว พินิจจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำที่หัวเตียง .. แต่ไม่มีแรงมือกวาดของบนโต๊ะหัวเตียงหล่นลงพื้นแตกกระจาย และตัวก็ร่วงลงจากเตียง โครม !!
นวลรีบวิ่งเข้ามา ตามมาด้วยพรรณี “ตานิจ!!!! ตานิจเป็นยังไงบ้างลูก !!!”
“พี่นิจ..พี่นิจ” พรรณีกับนวลรีบเข้ามาประคอง..
พรรณีจับตัวพินิจมีไข้ตัวร้อนมาก“พี่นิจตัวร้อนมากเลยค่ะ..ณีว่า..ณีไปเรียกหมอดีกว่านะคะ” พรรณีจะลุกไป
“เดี๋ยวแม่ไปเอง เราดูพี่เราอยู่ตรงนี้แหละ “
นวลรีบวิ่งออกไป พรรณีพยายามจะพยุงพินิจขึ้น “พี่นิจทำใจดีๆไว้นะคะ”
พินิจเพ้ออย่างลืมตัว “หทัยรัตน์...หทัยรัตน์..เธออยู่ไหน..หทัยรัตน์..”
พรรณีหันมาทางพินิจ และมองด้วยความสงสาร

พินิจนอนอยู่บนเตียง หลับตา เพลีย ไม่ห่างออกไปเห็นหมอประสงค์คุยกับพรรณี และนวล
“ผมให้ยาชุดใหม่ไว้แล้วนะครับ แต่ไม่แน่ใจว่าร่างกายจะรับหรือเปล่า เพราะตอนนี้คุณพินิจอ่อนแอมาก ยาค่อนข้างแรง ถ้าร่างกายรับชุดนี้ไม่ไหว..หมออาจจะต้องปรับยาอีกครั้ง”
“คุณหมอจัดมาเลยค่ะ เอายาที่ดีที่สุด แพงที่สุด!! เท่าไหร่ดิฉันก็ยอมจ่าย ขอให้ตานิจหายแค่นั้นค่ะ”
“ผมเข้าใจครับ..แต่โรคกษัยโลหิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ป่วยด้วย ต้องพักผ่อน ออกกำลังกาย และสำคัญที่สุดคือ..ต้องไม่เครียด ไม่คิดมาก ทำจิตใจให้สบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ .. ถ้าจิตใจอ่อนแอร่างกายก็กลับมาแข็งแรงยากครับ”
พรรณีและนวลฟังแล้วก็คิดตาม...พินิจค่อยๆลืมตา..ได้ยินทุกอย่างที่หมอพูด พินิจคิดหนัก

บ้านพนัสพงษ์เช้าวันต่อมา พรรณีเดินมาที่หน้าห้องพินิจพร้อมกับเด็กถือถาดอาหารตามมา..พรรณีเคาะห้อง
“พี่นิจคะ...อาหารเช้ามาแล้วค่ะ...พี่นิจคะ...พี่นิจ” พรรณีเห็นเงียบผิดปกติจึงตัดสินใจ “ณีเข้าไปนะคะ” พรรณีเปิดประตูเข้าไปแล้วก็ตกใจ เพราะห้องว่างเปล่า “พี่นิจ...พี่นิจหายไปไหน ? ลงไปดูข้างล่างสิ พี่นิจลงไปเดินเล่นหรือเปล่า?”
“ค่ะ”คนรับใช้วางถาดอาหารไว้ที่โต๊ะแถวนั้น แล้วรีบเดินไป
พรรณีเดินเข้ามาในห้องดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า พลันสายตาไปเห็นกระดาษวางอยู่บนโต๊ะ พรรณีแปลกใจรีบเดินไปหยิบมาดู พออ่านได้รู้ความพรรณีก็ตกใจ “ห๊ะ? .... พี่นิจ !!”

ที่ห้องทำงานอนวัช เขากำลังอ่านกระดาษข้อความที่พินิจทิ้งไว้ ในขณะที่พรรณีนั่งหน้าเสีย ด้วยความวิตกกังวล

“ณีน้องรัก...ตอนที่ณีเห็นจดหมายฉบับนี้..พี่ได้ออกเดินทางไปแล้ว ที่พี่ตัดสินใจออกจากบ้าน จากแม่และน้องที่พี่รัก เพราะพี่ไม่อยากให้ทั้งสองต้องทุกข์ใจเพราะพี่อีกแล้ว” พินิจค่อยๆเดินออกจากบ้านตอนกลางคืน ...พร้อมกระเป๋าเดินทางใบเล็กหนึ่งใบ .. พินิจเดินออกมาอย่างอ่อนเพลีย..บ้านปิดเงียบ ไม่มีใครตื่น .. พินิจค่อยๆฝืนร่างกายเดินออกไป “พี่ได้ยินที่หมอพูดถึงอาการของพี่..พี่รู้เลยว่า..พี่ไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้อีกแล้ว เพราะจิตใจของพี่ไม่มีทางจะฟื้นฟูกลับมาดีดังเดิมได้ นับตั้งแต่วินาทีที่ได้คำตอบจากหทัยรัตน์...หัวใจของพี่ได้หมดเรี่ยวแรง พร้อมจะหยุดทำงานได้ทุกเมื่อ”

อนวัชกัดฟันกรอดดดดด...กำมือแน่น ด้วยความเจ็บแค้นแทนเพื่อน

“ไม่ว่ายาขนานใดก็ไม่สามารถทำให้พี่กลับมาแข็งแรงได้ .. สิ่งเดียวที่ทำให้พี่มีกำลังใจมีชีวิตอยู่ต่อไปคือ หทัยรัตน์ .. แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อชีวิตนี้พี่ไม่ได้เจอเธออีก..พี่ขอใช้ชีวิตในลมหายใจห้วงสุดท้ายเพียงลำพัง เพื่ออำลาไปอย่างสงบ...ฝากบอกคุณแม่ด้วยว่าพี่ขอโทษ...” พินิจเดินเข้ามาในบ้านพักตากอากาศริมทะเลอย่างอ่อนแรง..เกือบล้มต้องใช้มือยันไว้ .. มีคนขับรถโดยสารช่วยถือกระเป๋ามาส่ง พินิจส่งเงินให้ คนขับรถรับและเดินออกไป พินิจค่อยๆทรุดลงนั่ง...หน้าแดงก่ำ หายใจรวยริน “รักน้องของพี่เสมอ ... พินิจ”

พรรณีนั่งร้องไห้..ด้วยความเป็นห่วงพินิจ..
อนวัชพับจดหมาย หน้าเครียด “แล้วณีรู้หรือเปล่าว่าพินิจหนีไปที่ไหน ?”
“ณีให้คนขับรถเข้าไปถามพวกรถรับจ้างในตลาด จนได้ความมาว่าพี่นิจให้เด็กในบ้านถือจดหมายมาจ้างรถไปศรีราชา และกำชับไม่ให้เด็กเดินจดหมายบอกใคร พี่นิจออกเดินทางไปตอนเช้ามืด..ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง ?”
“ไปศรีราชา..ทำไมต้องศรีราชา?”

“คุณแม่มีบ้านพักตากอากาศอยู่ที่นั่นค่ะ เป็นบ้านที่คุณพ่อรักมาก ท่านเสียที่นั่นค่ะ.นี่คงเป็นเหตุผลที่พี่นิจเลือกไปที่นั่น”
“แล้วคุณน้าทราบเรื่องหรือยัง ?”
“ยังค่ะ..ท่านทราบแค่ว่าพี่นิจหายตัวไป แต่ไม่เห็นจดหมาย ณีไม่อยากให้ท่านอ่าน ไม่อยากให้ท่านโทษว่าที่พี่นิจหายไปเป็นเพราะปุ้ม”
“ถ้าท่านจะคิดแบบนั้น..มันก็ไม่ผิด..ไม่มากก็น้อย..ผู้หญิงคนนั้นจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น”
พรรณีแย้งทั้งน้ำตา “แต่..พี่หนึ่งคะ..ปุ้มเค้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ”
“ใช่..เพราะเค้าไม่ทำ ไม่สนใจจะทำ พินิจถึงต้องเป็นแบบนี้...พี่ไม่ยอมให้พินิจต้องเสียใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว...ณีเขียนแผนที่ทางไปบ้านพักที่ศรีราชาไว้ให้พี่ แล้วไปรอที่นั่น บอกให้พินิจแข็งใจไว้ .. อย่าเพิ่งเป็นอะไร.. พี่จะพาหทัยรัตน์ไปหาเค้าเอง”
พรรณีตกใจ อนวัชแววตามั่นใจ...มุ่งมั่น และต้องทำให้ได้ !!!

นวลถามด้วยความร้อนใจ “ตกลงพินิจหนีไปอยู่ไหนกันแน่ ?? ห๊ะ ??? พี่เราหายไปไหน”
พรรณีคุยไปจัดกระเป๋าไป “ณีก็ไม่รู้แน่ชัดค่ะ..แต่สองสามวันก่อน..เห็นพี่นิจบ่นถึงบ้านพักที่” พรรณีโกหก “บางปู..ณีก็เลยตั้งใจว่าจะไปตามหาที่นั่นดู”
“บางปู !! เดี๋ยวแม่ไปด้วย”
เข้าทางพรรณี “คุณแม่จะไปกับณีทำไมคะ? เรามีกันสองคน แยกกันไปคนละทางดีกว่าค่ะ เผื่อว่าพี่นิจไม่ได้อยู่บางปู เราจะได้ไม่เสียเที่ยว”
“อ้าวแล้วทำยังไง? จะให้แม่ไปหาที่ไหน?”
“งั้นคุณแม่ไปหาพี่พินิจที่บางปูก็ได้ค่ะ ณีไปหาที่อื่นเอง ณีรีบไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะคุณแม่” พรรณีรีบถือกระเป๋าไปเลย
นวลตะโกนถามไล่หลัง “อ้าววว แล้วเราจะไปหาที่ไหน ? ยัยณี...เราจะไปไหนหะ ? “
พรรณีตะโกนกลับมา “คุณแม่ไม่ต้องห่วงณีค่ะ ถ้าณีได้ข่าวจะรีบโทรศัพท์มาบอก คุณแม่รีบไปบางปูเถอะค่ะ”
“เออจริงๆด้วย ตานิจอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะลูก...รอแม่ด้วย “นวลรีบเดินออกไปทันทีด้วยความร้อนใจ

พรรณีนั่งอยู่บนรถ มุ่งหน้าไปศรีราชา
พินิจนอนอย่างอ่อนแรงอยู่ในบ้านพักตากอากาศ..
ส่วนอนวัชขับรถมาที่เพชรลดาด้วยความร้อนใจ

อนวัชเดินเข้ามาในห้องเรียนหนังสือ แล้วก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “อ้าว..ทำไมคุณหญิงนั่งอยู่คนเดียวล่ะครับ”
กรกนกนั่งอ่านหนังสือ มีพิมพ์นั่งเตรียมขนมให้อยู่ข้างๆ
“ใครว่าคุณหญิงอยู่คนเดียว แม่พิมพ์นั่งอยู่นี่ทั้งคน คุณหนึ่งมองไม่เห็นหรือคะ”
“ผมไม่ได้หมายถึงแม่พิมพ์..แต่ผมหมายถึงคุณครูของคุณหญิงน่ะ นี่ยังไม่หมดเวลาสอนเลยนะ หายตัวไปไหน”
อนวัชร้อนใจ..ใจร้อน ในใจตอนนี้ต้องพาตัวหทัยรัตน์ไปหาพินิจให้ได้ เท่านั้น !!

หทัยรัตน์กับผ่องฉวีเดินออกมาจากหน้าโรงหนัง มีหนุ่มๆมองตามเป็นแถว
ผ่องฉวียิ้ม “หนังสนุกดีนะปุ้ม..ถึงนางเอกจะขี้งอนไปหน่อย แต่สุดท้ายก็ต้องยอมพระเอกจนได้..ไม่รู้ว่าในชีวิตจริงจะมีหรือเปล่า..”
“เพ้อใหญ่แล้วคุณนายผ่องฉวี..ชีวิตกับหนัง มันไม่มีทางเหมือนกันหรอกจ้ะ..คนที่เกลียดกันขนาดนั้นมีเหรอจะมาดีกันได้..ฉันว่าไม่มีทาง..”
สิ้นคำหทัยรัตน์ เสียงอนวัชก็ดังขึ้น “สวัสดีครับคุณผ่องฉวี !”
หทัยรัตน์ชะงักกึก..จำเสียงได้ แต่ไม่ยอมหันหน้ามาทางอนวัช หันหนีไปอีกทาง
ผ่องฉวีหันมาตามเสียงแล้วแปลกใจ “คุณอนวัช!!..บังเอิญจัง มาดูหนังเหมือนกันเหรอคะ.. “
“เปล่าครับ..ผมแวะมาทำธุระแถวๆนี้ พอดีเดินมาเห็นคุณผ่องฉวีมากับเพื่อนก็เลยเดินเข้ามาทัก.. บังเอิญจังนะครับ” อนวัชพูดยิ้มๆ แต่เห็นแววเจ้าเล่ห์แฝงอยู่

ก่อนหน้านี้ แม่พิมพ์พูดกับอนวัชด้วยความกระตือรือร้น “คุณครูบอกแม่พิมพ์ว่านัดกับเพื่อนดูหนัง โรงหนังเฉลิมเขตต์.. แต่หนังจะจบตอนกี่โมงแม่พิมพ์ก็ไม่ทราบเหมือนกัน .. ถ้าคุณหนึ่งมีธุระสำคัญ ลองไปดักรอคุณครูดูนะคะ”

อนวัชยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำเนียนต่อ
ผ่องฉวีเชื่อ “บังเอิญจริงๆด้วย อ้อ..ที่บังเอิญยิ่งกว่าน้นเพื่อนผ่องคุณอนวัชก็รู้จักดีค่ะ...ปุ้มไงคะ” ผ่องฉวีจับหทัยรัตน์หันหน้ามาทางอนวัช “ฟึ่บ” หทัยรัตน์หันมาสบตากับอนวัชจำใจต้องฝืนชักยิ้มนิดนึงพอเป็นมารยาท
อนวัชฟอร์มใส่ “อ้าว..คุณหทัยรัตน์นี่เองนึกว่าใคร ? เมื่อกี๊เห็นด้านหลังจำไม่ได้เลยนะครับ..”
หทัยรัตน์ปรายตาใส่ งงๆ อารมณ์ไหน แต่ไม่ใส่ใจ เธอหันมาลาผ่องฉวี “ผ่องจ้ะ ฉันต้องรีบกลับแล้ว ไม่ได้บอกคุณป้าว่าจะกลับผิดเวลา.. เธอจะอยู่คุยต่อก็ได้นะ..เดี๋ยวฉันกลับเอง”
“อ้าว.. จะรีบกลับเลยเหรอ?”
อนวัชรีบบอก “ถ้าคุณหทัยรัตน์รีบ กลับพร้อมกันก็ได้ครับ..ผมต้องไปทำธุระที่เดือนประดับพอดี ระหว่างทางจะได้แวะส่งคุณผ่องฉวีด้วย”
หทัยรัตน์หันมาปฏิเสธ “ขอบคุณแต่ไม่รบกวนค่ะ”

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 7/5 วันที่ 9 มื.ย. 58

ละครหนึ่งในทรวง บทประพันธ์โดย บุษยมาศ
ละครหนึ่งในทรวง บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครหนึ่งในทรวง กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์
ละครหนึ่งในทรวง ควบคุมการผลิตโดย บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด ธิติมา สังขพิทักษ์
ละครหนึ่งในทรวง ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.35 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ