อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 8 วันที่ 9 มื.ย. 58

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 8 วันที่ 9 มื.ย. 58

อนวัชรีบบอก “ถ้าคุณหทัยรัตน์รีบ กลับพร้อมกันก็ได้ครับ..ผมต้องไปทำธุระที่เดือนประดับพอดี ระหว่างทางจะได้แวะส่งคุณผ่องฉวีด้วย”
หทัยรัตน์หันมาปฏิเสธ “ขอบคุณแต่ไม่รบกวนค่ะ”

อนวัชไม่สนอีก..เหมือนคำพูดปุ้มเป็นสูญญากาศ.. “ตอนนี้คุณผ่องฉวีพักอยู่ที่บ้านหมอประสงค์ใช่มั้ยครับ บังเอิญจริง เป็นทางผ่านพอดี.. ผมส่งคุณผ่องฉวีก่อน แล้วค่อยไปส่งคุณหทัยรัตน์ต่อนะครับ”
“ฉันบอกแล้วไงคะว่าไม่รบกวน”



อนวัชทำเนียนไม่สนใจ หันมาพูดกับผ่องฉวี “รถผมจอดอยู่ด้านหน้า เชิญคุณผ่องฉวีกับคุณหทัยรัตน์ตามมาทางนี้เลยครับ”
หทัยรัตน์จะอ้าปากแย้งแต่ผ่องฉวีสวนแทน “ด้วยความยินดีค่ะ”
หทัยรัตน์หันขวับมาทางเพื่อน.. อ้าว! ผ่องฉวีไม่ได้รู้ตัวเลยว่าโดนอนวัชกล่อมจนยอมโดยไม่รู้ตัว
อนวัชเดินนำไป ..ผ่องฉวีเดินตามเหมือนโดนความหล่อสะกด หทัยรัตน์ยังยืนอยู่ที่เดิม ผ่องฉวีเดินกลับมาแล้วลากหทัยรัตน์ไปด้วยกัน “ไปเร็วปุ้มมมมมม !! “

รถอนวัชเข้ามาจอดที่หน้าบ้านผ่องฉวี
ผ่องฉวีลงจากรถ และขอบคุณอนวัช “ขอบคุณคุณอนวัชมากนะคะที่มาส่ง..ฝากปุ้มด้วยนะคะ “
“ไม่ต้องห่วงครับ..ผมจะดูแลเพื่อนคุณผ่องฉวีอย่างดี” อนวัชเน้นหางเสียงพร้อมปรายตามาทางหทัยรัตน์ แต่หญิงสาวนั่งเชิดทำไม่สนใจ
“ปุ้มจ้ะ..มานั่งหน้ากับคุณอนวัชสิจ้ะ..” หทัยรัตน์อึกอักไม่ค่อยอยาก ผ่องฉวีไม่ฟังเสียงเปิดประตูให้เลย “มาสิปุ้ม”หทัยรัตน์อึกอัก ผ่องฉวีลากตัวลงมา รีบดันตัวหทัยรัตน์เข้ารถ “ไม่ได้บอกคุณป้าว่าจะกลับผิดเวลาไม่ใช่เหรอ รีบไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวคุณป้าจะเป็นห่วง.. โชคดีนะคะคุณอนวัช”
อนวัชยิ้มรับและขับรถออกไป หทัยรัตน์นั่งหน้าบึ้ง ผ่องฉวียืนมองด้วยความพอใจ

อนวัชขับรถ มองไปข้างหน้าไม่สนใจหทัยรัตน์ หทัยรัตน์เริ่มสังเกตว่าอนวัชขับออกนอกเส้นทาง หทัยรัตน์มองซ้ายมองขวา ทนไม่ได้หันมาถาม “ทางนี้ไม่ใช่ทางกลับบ้านนี่คะ คุณจะพาดิฉันไปไหน? “
“ฉันจะพาเธอไปทำธุระสำคัญ”
หทัยรัตน์หันขวับ “ธุระอะไร...?”
อนวัชปรายตามานิดๆ “ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ แต่อีกไม่นาน เธอก็รู้เอง..”
หทัยรัตน์รีบสวน เสียงแข็ง “ฉันไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น..กรุณาส่งฉันกลับบ้าน...หรือไม่ก็หยุดรถฉันจะลงตรงนี้”
อนวัชหันมามองหญิงสาวด้วยสายตาเย็นชา “เธอคิดว่าจะออกคำสั่งกับฉันได้เหรอ ..ฉันต่างหากที่จะเป็นคนสั่งให้เธอทำทุกอย่างที่ฉันต้องการ..และวันนี้เธอต้องไปกับฉัน..”
“คุณอนวัช!!!“ หทัยรัตน์เสียงสั่นด้วยความโกรธที่มีพอๆกับความกลัว

ที่บ้านพักที่ศรีราชา พินิจนอนเหงื่อออกท่วม..หน้าแดงเพราะพิษไข้..พินิจหันมาทางโต๊ะข้างๆ จะหยิบแก้วน้ำ...มือไม่มีแรงปัดแก้วน้ำตกแตกกระจาย
เสียงพรรณีดังขึ้น “พี่นิจ!!” พินิจหันไปเห็นพรรณีวิ่งเข้ามา “พี่นิจอยู่เฉยๆค่ะ เดี๋ยวณีเก็บเอง”
“ณี..มาได้ยังไง ?”
“ณีก็มีวิธีสืบในแบบของณี..”
“ณีกลับเถอะ...พี่อยากอยู่คนเดียว..”
“ไม่ได้ค่ะ..ณีไม่กลับ และพี่นิจก็ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น..เพราะคุณหนึ่งบอกว่าจะพาปุ้มมาเยี่ยมพี่นิจที่นี่” พินิจอึ้ง พรรณีพูดต่อ “ถ้าพี่นิจอยากเจอปุ้ม..พี่นิจต้องเข้มแข็งไว้นะคะ”
“หนึ่ง..จะพาปุ้มมาหาพี่จริงเหรอณี...” พรรณีพยักหน้า พินิจน้ำตาซึม “ณีอย่าหลอกพี่นะ...อย่าหลอกพี่นะณี.... “
พรรณีร้องไห้ตาม..ส่ายหน้าแทนคำตอบ..พูดไม่ออกจุกอยู่ในคอ..พินิจร้องไห้ด้วยความดีใจและมีหวัง

รถอนวัชแล่นไปอย่างเร็ว หทัยรัตน์นั่งอยู่บนรถด้วยความโกรธและวิตกยังคงโวยวายเสียงแข็ง “นี่มันจะออกจากกรุงเทพแล้วนะคะ”
“ฉันรู้!” อนวัชกวน
“คุณต้องการอะไรจากฉัน บอกมาเลยดีกว่า”
“ฉันไม่ต้องการอะไร..นอกจาก..ต้องการเอาชนะผู้หญิงอวดดี จองหอง และใจร้ายอย่างเธอ” อนวัชหันมามองหทัยรัตน์แววตาเข้ม และ แข้งกระด้าง..
หทัยรัตน์นิ่งอึ้งไปพูดสวนอย่างหนักแน่น “ฉันบอกได้เลย....คุณไม่มีวันจะได้สิ่งที่คุณต้องการ” หทัยรัตน์พูดจบก็สะบัดหน้าออกไปนอกหน้าต่างและไม่หันกลับมามองอนวัชอีกเลย
อนวัชปรายตามองหทัยรัตน์นิดๆ ต่างคนต่างไม่ยอม

ชุลีกำลังขับรถอยู่และเห็นรถของอนวัชขับเข้ามาใกล้ชุลีมองแล้วจำได้ “นี่มันรถคุณอนวัชนี่” ชุลีเพ่งมองรถอนวัชขับสวนไป ในรถเห็นอนวัชนั่งอยู่กับหทัยรัตน์ ชุลีแปลกใจ..“คุณอนวัชกับเด็กปุ้ม..” ชุลีรีบหันมาดูนาฬิกา ที่นาฬิกาข้อมือ 6 โมงเย็น ชุลีเงยหน้าขึ้นและสงสัย

พรรณีเช็ดตัวให้พินิจ แต่พินิจยังตัวแดง ไข้ขึ้นสูง “ตัวร้อนจี๋เลย...ณีว่า..เราไปหาหมอกันก่อนดีมั้ยคะ.. ณีพยายามเช็ดตัวให้ แต่ไข้ไม่ลดเลย”
“ไม่..พี่ไม่ไปไหน ณีบอกพี่เองว่าไม่ให้พี่ไปไหน ..ให้พี่อยู่ที่นี่”
“แต่เราไปหาหมอไม่นานนะคะ กลับมาก็น่าจะทัน”
“ไม่..พี่จะรอปุ้ม..ณีไม่ต้องห่วง..พี่จะไม่เป็นอะไรจนกว่าจะได้เห็นหน้าปุ้ม..พี่จะอยู่ที่นี่..อยู่รอเธอ..หทัยรัตน์..ฉัน..ฉันจะรอเธอ” พินิจเริ่มเพ้อ ตัวสั่นเพราะพิษไข้ “หทัยรัตน์...”
พินิจหายใจอย่างช้าๆ พรรณีเห็นและยิ่งสงสาร

เวลาใกล้ค่ำ ที่บ้านเดือนประดับ ทิพย์เดินไปมาด้วยความร้อนใจ สุทธิ์ และ สัทธา นั่งอยู่ข้าง ๆ ร้อนใจพอกัน สุดาเดินเข้ามา ทิพย์รีบถาม “ว่ายังไงบ้างแป้น..มีใครเห็นปุ้มบ้างมั้ย”
“ไม่มีค่ะ ตาบุญบอกว่าทำสวนอยู่ตั้งแต่บ่ายก็ยังไม่เห็นปุ้มกลับมา”
“ยัยปุ้มหายไปไหนของเค้านะ หกโมงกว่าแล้ว ธรรมดาไม่เคยกลับผิดเวลาแบบนี้ “
“แป้นลองโทรศัพท์ไปถามที่เพชรลดาดูสิ เผื่อว่าปุ้มจะยังอยู่ที่นั่น”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
“ค่ะ” สุดารีบเดินไปโทรศัพท์ทันที

รถอนวัชยังขับไปอย่างเร็วมุ่งหน้าไปชลบุรี ในรถหทัยรัตน์นั่งนิ่งเชิดหลังตรง ไม่มองหน้าอนวัชเลยแม้แต่นิดเดียว อนวัชมองหน้าหทัยรัตน์ และถามขึ้น “นี่เธอ..นั่งแบบนั้นไม่เมื่อยหรือไง ?” หทัยรัตน์ไม่ตอบ “นั่งนิ่งเป็นหินก็ดี..ไม่ต้องโวยวายให้หนวกหู..ฉันจะได้พาเธอไปไหนต่อไหนได้ง่ายหน่อย”
หทัยรัตน์ยิ่งฟังยิ่งโกรธ เชิดขึ้นอีก 2 มิล

สุดาตกใจและแปลกใจเมื่อได้ยินคำตอบจากปลายสาย “ปุ้มออกมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงเหรอคะ ? “
ทิพย์ สุทธิ์ และ สัทธา ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตกใจและเริ่มวิตก
นมพิมพ์คุยโทรศัพท์ด้วยความร้อนใจ “ค่ะ.. นี่..คุณครูยังกลับไม่ถึงบ้าน เหรอคะ?“
สุดาวิตก “ค่ะ..ปุ้มเค้าบอกแม่พิมพ์หรือเปล่าคะ ว่าเค้าจะไปทำอะไร ที่ไหน ต่อ? “ สุดาถามด้วยความกังวล

ผ่องฉวีคุยโทรศัพท์ด้วยความตกใจ “ปุ้มแยกจากผ่องไปตั้งแต่ตอนดูหนังจบแล้วค่ะพี่แป้น..”
สุดาได้ฟังยิ่งวิตกหนักกว่าเดิมอีก ทิพย์ สัทธา สุทธิ์ เริ่มนั่งไม่ติด
“แล้วหนังจบกี่โมงคะ ?”
“ประมาณสี่ ห้าโมงเย็นค่ะ..”
ผ่องฉวีนึกขึ้นได้ “อ้อ..พี่แป้นลองถามคุณอนวัชสิคะ..เพราะหทัยรัตน์กับผ่องเจอคุณอนวัชที่หน้าโรงหนัง เธออาสามาส่งผ่องที่บ้าน แล้วบอกว่าจะไปส่งปุ้มที่เดือนประดับค่ะ”
สุดาอึ้ง “พี่หนึ่งเหรอ?...”

นมพิมพ์คุยโทรศัพท์ด้วยความตกใจ “อ้าว..คุณหนึ่งไปรับคุณปุ้มเหรอคะเนี่ย..แม่พิมพ์ไม่รู้เลย”
“แล้วตอนนี้พี่หนึ่งอยู่มั้ยคะแม่พิมพ์”
“คุณหนึ่ง...เธอ..ยังไม่กลับเหมือนกันค่ะคุณแป้น” นมพิมพ์เริ่มคิดด้วยความหวาดหวั่นใจ
สุดาหันมาบอกพ่อ แม่ สัทธา “พี่หนึ่งยังไม่กลับเพชรลดาเลยค่ะ”
สัทธาดึงโทรศัพท์มา “มา..พี่พูดเอง แม่พิมพ์..นี่คุณปุ๊นะ..ไอ้หนึ่งมันบอกแม่พิมพ์หรือเปล่าว่ามันพาปุ้มไปไหน ?”
“เอ่อ..ไม่ได้บอกเลยค่ะ .. คุณหนึ่งเข้ามาที่เพชรลดาตอนกลางวัน ถามหาคุณครู พอแม่พิมพ์บอกว่า คุณครูไปดูหนังกับเพื่อน คุณหนึ่งก็รีบออกไป แล้วก็ยังไม่กลับมาเลยค่ะ .. นี่แสดงว่า..คุณหนึ่งกับคุณครูอยู่ด้วยกัน และยังไม่กลับบ้านทั้งคู่เหรอคะ?”
“จากข้อมูลที่ได้ตอนนี้ ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น..เอาอย่างนี้ ..ถ้าหนึ่งกลับมาเมื่อไหร่ แม่พิมพ์โทร.บอกที่เดือนประดับด้วย..และถ้าปุ้มกลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะรีบโทร.บอกทันที “
“ค่ะ..สวัสดีค่ะ” นมพิมพ์วางหูไป หน้าเครียด..

“ก็ตอนนี้มันกลับไม่ได้ ถ้าคุณไม่ช่วยผม คุณก็ไม่ได้กลับอยู่ดี”
“แต่ถ้าคุณไม่ลักพาตัวฉันมาแบบนี้ฉันก็ได้กลับบ้านไปนานแล้ว”
“คุณนี่พูดไม่รู้เรื่องหรือไง ? ไหนๆ มาถึงที่นี่แล้วคุณต้องช่วยผม”
“คุณนั่นแหละพูดไม่รู้เรื่อง ฉันบอกคุณตั้งแต่ตอนเย็นแล้วว่าฉันไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น และตอนนี้ฉันก็จะไม่ช่วยคุณด้วย ... “
“ถ้าคุณไม่จับพวงมาลัยให้ผม คุณก็ต้องลงไปเข็นรถ เลือกเอา”
“ฉันไม่เลือก..ฉันจะนั่งเฉยๆ คุณจะทำอะไรก็เรื่องของคุณ..” หทัยรัตน์พูดจบก็สะบัดหน้าใส่ หันหน้าหนีไปอีกทางอย่างไม่สนใจ
อนวัชเห็นท่าทางเฉยเมยของหทัยรัตน์แล้วทนไม่ได้ ลงจากรถไปเลย หทัยรัตน์แปลกใจ แอบปรายตามองตาม..“จะทำอะไร?”

ด้านนอกเห็นอนวัชเดินอ้อมมาหลังรถไปหาหทัยรัตน์ หทัยรัตน์มองตาม กว่าจะรู้ตัวก็ไม่ทันแล้ว อนวัชเปิดประตูฝั่งหทัยรัตน์ออก หทัยรัตน์ตกใจ “คุณจะทำอะไร”
“ก็ในเมื่อคุณไม่ยอมจับพวงมาลัย คุณก็ต้องลงมาเข็น ผมจะจับพวงมาลัยเอง..ลงมา” อนวัชดึงแขนหทัยรัตน์ แต่หทัยรัตน์ฝืนตัวไว้
“คุณจะบ้าเหรอ..คุณเป็นผู้ชายนะ คุณจะให้ฉันเข็นรถแล้วคุณนั่งเฉยๆเหรอ “
“ก็ผมให้คุณเลือกแล้ว คุณไม่เลือก ผมก็เลือกให้คุณไง..ลงมา”
“ฉันไม่ลง..ปล่อยฉันนะ..”
อนวัชไม่ยอมจะดึงตัวลงมาให้ได้ “ลงมา..ถ้าไม่ลงมาก็ไปจับพวงมาลัยให้ผม..”
“ไม่..”
“ลงมา..”
หทัยรัตน์กับอนวัชยื้อยุดฉุดกระชากกันจนหทัยรัตน์สู้แรงไม่ไหว หญิงสาวตะโกนขึ้น “ก็ได้ๆ..ฉันจับพวงมาลัยให้คุณก็ได้..”
อนวัชหยุดมองหน้าหทัยรัตน์อีกที หทัยรัตน์ก้มหน้าจนแต้ม “งั้นก็ขยับไป..ผมจะบอกคุณเองว่าต้องทำยังไง..” หทัยรัตน์ยังนั่งนิ่ง “ขยับไปสิ!!!” หทัยรัตน์เลื่อนไปที่นั่งคนขับ.อนวัชเข้ามานั่งที่หทัยรัตน์ ตัวเปียกซ่ก ฝนข้างนอกตกหนัก อนวัชหันมาสอนหทัยรัตน์ “เวลาจับพวงมาลัยให้คุณดูข้างหน้าด้วย ถ้ารถจะชนอะไรคุณก็เหยียบที่นี่.. มันเป็นเบรค แล้วก็มองกระจกข้างด้านนี้ แล้วก็มองกระจกด้านนี้ ถ้ามีอะไรฉุกเฉินให้บีบแตร แล้วถ้าผมมีปัญหา ผมจะตีที่กระจก คุณต้องคอยฟังด้วย เข้าใจนะ”
หทัยรัตน์พยักหน้าอย่างฝืนใจ “แล้วที่ที่คุณบังคับพาฉันไป มันอีกไกลมั้ย ?”
“ก็ไกลพอสมควร ..”
“แล้วเราต้องเข็นไปอย่างนี้เนี่ยนะ”

“ต้องลองเสี่ยงดู ถ้าเราโชคดี ข้างหน้าอาจจะมีบ้านหรืออู่ซ่อมรถ.. เฮ่อ..ไม่น่าเลย”..
อนวัชหันจะลงจากรถ หทัยรัตน์พูดขึ้นเปรยๆ “สมน้ำหน้า อย่างนี้ล่ะน้า..ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว.. “ หทัยรัตน์ลอยหน้าลอยตาไม่มองอนวัช
อนวัชไม่อยากต่อล้อต่อเถียงเปิดประตูและลงจากรถไปเลย

อนวัชลงมาที่หลังรถ หทัยรัตน์มองหน้าปัดรถ แล้วก็เซ็งๆ กับชะตาชีวิตตัวเอง อนวัชเห็นหทัยรัตน์ไม่จับพวงมาลับจึงตีกระจก บุ้ยใบ้ทำท่าให้หทัยรัตน์จับพวงมาลัย หทัยรัตน์หันไปจับอย่างเสียไม่ได้ แล้วเงอะๆงะๆไม่รู้จะเอามือเอาขาวางตรงไหนให้ถูกท่า หทัยรัตน์จึงนึกถึงคำพูดที่อนวัชสอนเมื่อครู่นี้
“เวลาจับพวงมาลัยให้คุณดูข้างหน้าด้วย ถ้ารถจะชนอะไรคุณก็เหยียบที่นี่..มันเป็นเบรค”
หทัยรัตน์มองสุดาเบรกแล้วยิ้มมีเลศนัย แล้วเหยียดเท้ายันเบรคสุดแรง
อนวัชเข็นรถไม่ไป ... เข็นอีกทีก็ยังไม่ไป เข็นอีก..อนวัชเริ่มไม่ไหว วิ่งมาหาหทัยรัตน์และตบกระจกเรียก หทัยรัตน์ลดกระจกลง
“นี่คุณ..ทำไมรถเข็นไม่ไป..คุณทำอะไรห๊ะ ?”
“อ้อ..ฉันเหยียบเบรคไว้น่ะ..ลืมไป..”
“นี่คุณจะแกล้งผมใช่มั้ย ???”
“ฉันไม่ได้แกล้งสักหน่อย ฝนตกหนักคุณต้องยืนตัวเปียกตากฝน ใครจะแกล้งได้ลงคอ” หทัยรัตน์ยิ้มสะใจ อนวัชมองอย่างแค้น หทัยรัตน์ชี้ให้ไปเข็นรถ “เอ้า แล้วคุณจะยืนตากฝนอีกนานไหมไปเข็นรถต่อสิ ฉันจะจับพวงมาลัยให้”
“คราวนี้จับอย่างเดียว ไม่ต้องเหยียบเบรครู้หรือเปล่า”
หทัยรัตน์ทำเป็นพยักหน้า กวนๆ อนวัชจำใจต้องเดินไปหลังรถและเข็น อนวัชเข็นรถอย่างหนัก หทัยรัตน์จับพวงมาลัยไม่ค่อยถนัด และตื่นเต้นเล็กน้อย..รถอนวัชค่อยๆฝ่าดงฝนไปอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก

ที่บ้านพิเศษกุล ส่องแสงโวยใส่ชุลี “พี่หนึ่งไปกับนังปุ้ม 2 ต่อ 2”
“ใช่..อุ้ย..กระหนุงกระหนิงกันใหญ่..นี่..ตอนฉันเห็นก็โพล้เพล้แล้วนะ แล้วรถพี่หนึ่งก็มุ่งไปทางชลบุรี ไม่ได้จะกลับเข้ากรุงเทพ ดูท่าทางคงจะไปเที่ยวด้วยกัน”
สีสุกท้วง “ตาฝาดหรือเปล่า? คุณหนึ่งเค้าจะไปต่างจังหวัดค่ำๆมืดๆกับเด็กปุ้มสองต่อสองได้ยังไง..เป็นไปไม่ได้”

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 8 วันที่ 9 มื.ย. 58

ละครหนึ่งในทรวง บทประพันธ์โดย บุษยมาศ
ละครหนึ่งในทรวง บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครหนึ่งในทรวง กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์
ละครหนึ่งในทรวง ควบคุมการผลิตโดย บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด ธิติมา สังขพิทักษ์
ละครหนึ่งในทรวง ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.35 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ