อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 9 วันที่ 13 มิ.ย. 58

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 9 วันที่ 13 มิ.ย. 58

หมื่นเผด็จรายงานว่ายังดีที่เรายึดปืนทั้งหมดและจับตัวลูกน้องมันไว้ได้ หาไม่แล้วคงมีพวกเราต้องบาดเจ็บล้มตายอีกมากเพราะปืนพวกนี้

เหมแค้นใจที่ยังไม่อาจล้างมลทินให้เจ้าคุณพ่อได้ เจ้าพระยาบดินทร์เดชาพูดให้กำลังใจว่าไม่ต้องรีบร้อนแม้ยังไม่ได้ล้างมลทินเจ้าคุณบริรักษ์แต่หลวงสรอรรถก็รับกรรมของการทรยศบ้านเมืองไปแล้ว ชาตินี้มันคงอยู่เป็นปกติสุขไม่ได้อีกแล้ว

“จริงขอรับ เพลานี้ชาติบ้านเมืองต้องมาก่อน ไว้รอเสร็จศึกแล้วค่อยหาทางล้างมลทินให้เจ้าคุณพ่อก็ได้ขอรับ”


“คิดถูกแล้วเหม” เสียงคุณชายช่วงซึ่งบัดนี้คือหลวงนายสิทธิ์ เอ่ยขึ้นก่อนเดินเข้ามา เจ้าพระยาบดินทร์เดชาถามว่าคุณหลวงนายสิทธิ์มาถึงนี่คงมีสาส์นจากท่านเจ้าพระยาพระคลังมาบอกกระมัง

“ขอรับ เพลานี้กองทัพเรือของเจ้าคุณพ่อใกล้จะถึงเมืองโจฎกแล้วขอรับ”

สถานการณ์เวลานี้คือ การรบระหว่างสยามกับญวนที่ตรึงกำลังกันอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เมื่อเจ้าพระยาพระคลังยกทัพเรือไปโจมตีเมืองโจฎกซึ่งเป็นเมืองสำคัญก่อนถึงเมืองไซ่ง่อน องเตรืองกุนกลัวว่า

เมืองโจฎกจะเป็นอันตราย จึงให้องเดดกยกทัพส่วนหนึ่งจากเมืองโปริสาทไปช่วยเมืองโจฎก ทำให้เมืองโปริสาทอ่อนแอลง และเป็นโอกาสของเจ้าพระยาบดินทร์เดชาในการเข้ายึดเมืองโปริสาท

ooooooo

ที่ค่ายทหารในเมืองพัตบอง บุษย์เข้ากอดขาเหมร้องไห้เหมือนเด็กดีใจที่ได้เจอเหมอีกครั้ง เหมหันไปไหว้ขอบพระคุณคุณชายช่วงที่ช่วยบุษย์ไว้

“มิต้องขอบใจดอก อ้ายบุษย์แม้จะเป็นคนขี้ขลาดแต่มีแรงกตัญญูนัก ควรที่ฉันจะช่วยเหลือแล้ว”

บุษย์บอกเหมว่าตนเพิ่งได้รับเบาะแสสำคัญของลุงรี เสร็จศึกก็จะรีบไปตามหา ท่านเจ้าคุณก็จะได้พ้นมลทินเสียที เหมขอบใจบุษย์ชื่นชมว่าวิญญาณของเจ้าคุณพ่อคงดีใจที่บุษย์ทำเพื่อท่านถึงเพียงนี้ บุษย์บอกว่าลำพังตนคงทำไม่ได้ดอกถ้าไม่มีลำดวนช่วยเหลือ พูดอย่างสำนึกบุญคุณว่า “ถ้าไม่ได้คุณหนูลำดวนช่วยเอาไว้ กระผมคงตายไปเสียนานแล้ว”

เหมแปลกใจที่ลำดวนไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เร่งบุษย์ให้เล่าว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร

เวลาเดียวกันนั้น หุ่นท่องบทให้ลำดวนฟังขณะซ้อมบทด้วยกันอยู่หน้ากระโจม ท่องถึงบทตอนพระสังข์ถอดรูป หุ่นก็จำบทไม่ได้ ลำดวนท่องต่อให้อย่างขึ้นใจ เลยถูกหุ่นล้อว่าเพราะลำดวนมีพระสังข์ถอดรูปอยู่ใกล้ๆ ถึงจำบทได้แม่น ลำดวนเขินไล่ตีหุ่นหัวเราะกันร่าเริง

คุณปิ่นยืนดูอยู่ด้วยความหนักใจ ที่แม้ตนจะปรามลำดวนแล้วแต่ก็ห้ามลำดวนไม่อยู่จริงๆ ได้แต่คิดเครียดอยู่คนเดียวจนขุนนาฏถามว่าเหตุใดแม่ปิ่นจึงกังวลเรื่องนี้นัก คุณปิ่นเกรงลำดวนจะต้องทุกข์กายในภายภาคหน้า ขุนนาฏถามว่า

“ทหารใต้ร่มธงของท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชายังไม่ดีอีกรึ ตอนแม่ปิ่นรับรักฉัน ฉันมีแต่ตัวด้วยซ้ำ ไม่เห็นแม่ปิ่นจะรังเกียจรังงอนเลย” คุณปิ่นเขิน ขุนนาฏถามว่า “แม่ปิ่นจำไม่ได้รึว่าเรารักกันได้อย่างไร และตอนนั้นหากเจ้าคุณพ่อกับแม่ของแม่ปิ่นรังเกียจฉัน เราก็คงไม่ได้อยู่ด้วยกันมาจนถึงป่านฉะนี้ดอก แต่เพราะพวกท่านถือคติว่าปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ เราจึงได้เป็นสุขมาจนถึงวันนี้ แล้วนี่แม่ปิ่นจะมากีดกันลูกกระนั้นรึ”

คุณปิ่นกังวลอีกว่า เพราะเหมเป็นทหารตนก็ยิ่งหวั่นใจ เพราะนับแต่เกิดมา สิ่งที่ตนกลัวที่สุดคือสงคราม ตนไม่อยากเห็นเมียต้องเป็นม่าย ลูกต้องกำพร้าพ่อ เห็นขุนนาฏนิ่งคิดตาม คุณปิ่นเอ่ยถึงคนในครอบครัวว่าท่านขุนทำละคร ผัวทับทิมก็รับราชการทำบาญชี บัว ก็อยู่ในวัง ไม่มีกระไรที่ตนต้องหวาดกลัวแล้ว แต่เอ่ยถึงเหมว่า

“หรือถ้าคุณเหมเป็นเหมือนแต่ก่อน รับราชการเก็บภาษี ฉันก็ไม่ว่ากระไร แต่ตอนนี้ เจ้าลำดวนจะเป็นม่ายขึ้นมาวันใดยังมิรู้เลย” ขุนนาฏฟังแล้วเข้าใจความรู้สึกของหัวอกแม่อย่างคุณปิ่น ส่วนคุณปิ่นก็เฝ้ากังวลไม่อยากให้ลำดวนใกล้ชิดกับเหมมากกว่านี้

ooooooo

การศึกตึงเครียดขึ้น ทหารจากเมืองพัตบองแบ่งเป็นสองกอง กองหนึ่งบุกเข้าตีเมืองโปริสาท อีกกองเคลื่อนพลไปที่เมืองโจฎก

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาได้แบ่งทัพออกเป็นสองกอง กองหนึ่งยังประชิดเมืองโปริสาท อีกกองลอบไปสมทบกับทัพของเจ้าพระยาพระคลังเพื่อโจมตีเมืองโจฎก แต่ก่อนถึงเมืองโจฎก จำต้องเข้าตีค่ายที่คลองวามะนาวให้ได้ เสียก่อน ซึ่งถือว่าเป็นศึกสำคัญศึกหนึ่งในสงครามคราวนี้

7-8 วันผ่านไป... เช้าวันนี้ ทหารไทยอยู่พื้นที่ราบ ในขณะที่ทหารญวนสองทัพ ทัพแรกอยู่บนเนินดินสูง อีกทัพอยู่บนพื้นราบเป็นแนวป้องกันคอยปะทะไว้ให้ทัพไทยโจมตีลำบาก

แต่เมื่อทหารไทยโห่ร้องบุกขึ้นไปก็ถูกทหารญวนในฐานที่มั่นที่ได้เปรียบยิงสกัดราวห่าฝน ทหารไทยบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน เหม พระศรีสิทธิสงคราม ยืนบัญชาการรบอยู่ เหมเครียดเอ่ยกับพระศรีว่า

“ไม่ได้การแล้วคุณพระ พวกมันอยู่ที่สูงกว่าเรายิงอย่างไรก็สู้มันไม่ได้ดอก”

“บุกเข้าไป ประชิดมันได้เมื่อใด ปืนมันก็ทำกระไรไม่ได้แล้ว” พระศรีสิทธิสงครามตะโกน บรรดาทหารพากันโห่ร้องสู้ตาย ตะลุยเข้าปะทะกับทหารญวนที่พื้นราบ สู้กันอย่างดุเดือด ไม่นานทหารญวนก็เริ่มถอยร่นแตกพ่าย

หมื่นเผด็จวิ่งมารายงานว่า แย่แล้วกองลาดตระเวนของเราเห็นพวกญวนขนดินปืนขึ้นเขาไป คาดว่ามันจะจุดดินปืนแล้วใส่เกวียนทิ้งลงมาระเบิดค่ายเสบียงของราที่ตีนเขาเป็นแน่

“กระผมจะไปขวางพวกมันเองขอรับ” เหมรีบวิ่งออกไปทันที หมื่นเผด็จตามไปติดๆ

เมื่อเหมตะลุยไปทหารญวนรีบเข็นเกวียนหนี เหมฟันทหารที่มาขัดขวางวิ่งตามเกวียนไป ทหารญวนเห็นจวนตัวจึงจุดสายชนวนทิ้งเกวียนลงจากเนินเขาทันที เหมวิ่งตามไม่ทันตัดสินใจพุ่งดาบไปขัดล้อเกวียน เกวียนก็ยังคงพุ่งลงเนินต่อไปแต่ช้าลง ทำให้เหมวิ่งไปทันตัดสินใจใช้มือเปล่าจับสายชนวนไว้ดับไฟได้สำเร็จ

แม้เหมจะเจ็บปวดสาหัสจากการจับไฟแต่ก็โล่งใจที่ช่วยชีวิตทหารในค่ายไว้ได้หวุดหวิด

ooooooo

พระศรีสิทธิสงครามเครียดหนักที่ทหารบาดเจ็บร่วมร้อยและตายสิบเจ็ดแต่ยังประชิดเนินมันไม่ได้ และครั้งนี้ถ้าเหมไม่ช่วยไว้คงบาดเจ็บล้มตายกันมากกว่านี้นัก

หมื่นเผด็จเสนอให้ใช้ปืนใหญ่ แต่พระศรีติงว่าที่ดินตรงนั้นอ่อน ทานน้ำหนักปืนใหญ่ไม่ได้ดอก

“กระผมมีวิธีแล้วขอรับ เราใช้ต้นกล้วยมัดรวมกันหลายชั้น แล้วเอาทูนไว้บนหัวต่างโล่ป้องกันกระสุนที่ยิงลงมา พอเข้าใกล้เนินดิน เราก็เอาปืนหามแล่นกับขานกไปตั้งยิงสู้กับมัน” พระศรีติงว่าต้นกล้วยจะกันกระสุนได้หรือ “ที่เรือนครูแหม่มชาววิลาศมีแขกผู้หนึ่งชื่อลุงรีเป็นคนสอนกระผมขอรับ แกเล่าว่าที่บ้านเมืองแกใช้วิธีนี้สู้กับปืนไฟได้ผลดีนัก”

พระศรีสิทธิสงครามเห็นพ้องสั่งทหารให้ตัดต้นกล้วยมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

เมื่อถึงคราวบุก ทหารที่ถือโล่ต้นกล้วยเป็นทัพหน้าก็โห่ร้องตะลุยเข้าไปประชิดเนินดิน ตั้งขาเอาปืนวาง เอาต้นกล้วยกำบัง จนสถานการณ์เริ่มได้เปรียบ

“บุกขึ้นไป!” พระศรีสิทธิสงครามตะโกนก้อง พวกทหารโห่ร้องอย่างฮึกหาญบุกขึ้นไปบนเนินดินทันที

หมื่นเผด็จอัศจรรย์ใจวิชาคงกระพันชาตรีของเหมว่าวิเศษจริงๆ เอ่ยขณะทำแผลที่มือให้เหม ขอให้เหมสอนให้บ้าง

“ก็ทนได้ขั้นหนึ่งน่ะพี่หมื่น หากถูกรุมฟันรุมแทงหรือถูกยิงด้วยปืนก็ไม่ไหวดอก ขรัวปู่ที่สอนวิชาให้ข้าก็บอกแล้วว่า แม้จะคุ้มครองได้แต่ก็ต้องมีสติปัญญาประกอบ อย่าได้หลงงมงายว่าวิเศษเกินไป ถ้าพี่หมื่นชอบ ฉันจะสอนวิชานี้ให้ก็แล้วกัน”

“จริงรึอ้ายเหม ขอบใจเอ็งนัก ขอบใจโว้ย ขอบใจ มาก” หมื่นเผด็จยิ้มเต็มหน้าดีใจสุดๆ

ขณะนั้นเอง พระศรีสิทธิสงครามเข้ามาหาเหมถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เหมบอกว่าไม่เป็นอะไร ถามว่าแล้วเหตุใดคุณพระถึงกลับมาเร็วนัก

“ข้าเผาค่ายทิ้งแล้ว เราโจมตีค่ายเพื่อเปิดทางให้กองทัพของท่านเจ้าพระยาทั้งสองล้อมเมืองโจฎก ไม่จำเป็นต้องรักษาค่ายไว้” พลางตบบ่าเหมเบาๆ “อ้ายเหม...หากเอ็งไม่บาดเจ็บกระไรนัก ก็รีบกลับไปพัตบองแจ้งข่าวให้ท่านเจ้าคุณทราบ แลนำทัพช้างที่พัตบองมาที่นี่เถิด ข้ามั่นใจว่าการตีเมืองโจฎกคราวนี้ แพ้ชนะ ชี้ขาดกันที่ทัพช้างนี่ล่ะวะ”

เหมหน้าขรึม เมื่อนึกรู้ว่าต่อแต่นี้ไป การศึกมีแต่จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

ooooooo

7–8 วันต่อมา...เหมแบกไหน้ำผึ้งมากำนัลแก่ขุนนาฏและคุณปิ่นโดยมีลำดวนนั่งอยู่ใกล้ๆ

“ยามศึกสงคราม ของทุกอย่างล้วนฝืดเคือง กระผมจึงหาได้เพียงน้ำผึ้งพวกนี้มากำนัลแก่ท่านขุนกับคุณปิ่นเท่านั้นเองขอรับ”

“แค่นี้ก็ดีมากแล้ว แต่ทีหน้าทีหลังอย่าลำบากเอามาให้ฉันเลย คุณเหมไปรบแล้วกลับมาอย่างปลอดภัย ฉันก็ดีใจแล้ว”

“ของกำนัลเหล่านี้ กระผมอยากนำมาให้จริงๆ แลเป็นการไถ่โทษที่กระผมปิดบังตนอยู่นาน มิได้มา กราบไหว้ท่านขุนกับคุณปิ่นด้วยขอรับ”

“ฉันไม่ถือดอกพ่อ” คุณปิ่นยิ้มบางๆ “แลตอนที่พ่อตกต่ำลง ฉันก็ไม่ได้ดีกับพ่อสักเท่าใด พ่อจะโกรธจะเคืองฉันก็หาแปลกกระไรไม่”

ทุกคนหน้าเจื่อนกับคำพูดของคุณปิ่นไปหมด ขุนนาฏตัดบทให้พ้นจากบรรยากาศอึดอัดนั้น บอกเหมว่าเพิ่งเสร็จราชการมา ไปกินข้าวกินปลาพักผ่อนให้คลายเหน็ดเหนื่อยเสียก่อนเถิด แล้วบอกลำดวนให้ไปส่งเหม ลำดวนรับคำลุกขึ้น คุณปิ่นชักสีหน้าเรียกขุนนาฏอย่างไม่พอใจ ขุนนาฏเร่งลำดวนให้รีบไปเสีย เหมไหว้ลาทั้งสองแล้วเดินเลี่ยงไปกับลำดวน

พอเหมคล้อยหลัง คุณปิ่นก็ต่อว่าขุนนาฏทันที

“ไปให้ท้ายอย่างนี้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ ท่านขุนก็ทราบว่าฉันไม่ชอบคุณเหม” ขุนนาฏติงว่าถึงไม่ชอบก็ไม่ต้องสำแดงออกมาก็ได้ “ก็ฉันไม่ไว้ใจนี่เจ้าคะ พอดีพอร้ายที่คุณเหมมาทำดีกับเจ้าลำดวน อาจจะอาฆาตที่พวกเราเคยหมางเมินยามตกต่ำก็เป็นได้ ท่านขุนไม่ระแวงบ้างเลยหรือเจ้าคะ”

ขุนนาฏส่ายหน้าระอาความมีอคติของคุณปิ่นลุกเดินเลี่ยงไป ก็ถูกคุณปิ่นเคืองอีกปรามว่าอย่ามาเดินหนีกันเช่นนี้แล้วตามไปอย่างไม่ยอมแพ้

ooooooo

ลำดวนเดินออกไปส่งเหมเอ่ยอย่างไม่สบายใจ ขอโทษแทนแม่ท่านด้วย บ่นว่าไม่เข้าใจเลยเหตุใดแม่ท่านถึงพูดเช่นนั้น เหมยิ้มบางๆ บอกว่าจะกระไรเสียอีกเล่าคุณปิ่นหวงลูกสาวคนเล็กนั่นเอง แล้วพูดกรุ้มกริ่มว่า

“มีลูกสาวงามเช่นนี้ เป็นพี่ พี่ก็ทั้งห่วงทั้งหวงเช่นกัน แต่พี่จะพิสูจน์ให้คุณปิ่นเห็นเองว่าพี่มาดีไม่เคยคิดร้ายกับท่านหรือลูกสาวของท่านเลย”

ลำดวนยิ้มเขินอายเชื่อว่าสักวันแม่ท่านต้องเห็นใจจริงของคุณพี่ เหมมองลำดวนอย่างรักใคร่ เอื้อมจะจับมือลำดวน

พริบตานั้น หมื่นวิชิตพรวดเข้ามากระชากแขนเหมและชกหน้าทันทีแต่เหมไวกว่าก้มหลบแล้วจับข้อมือหมื่นวิชิตบิดไพล่หลัง หมื่นวิชิตที่ทำกร่าง ปวดจนร้องลั่นตะโกน

“ปล่อยกู ปล่อยกูสิวะ อ้ายตะพุ่นแขนลาย” เหมบิดแรงขึ้นอีก คราวนี้หมื่นวิชิตขู่ “มึงกล้าทำกับกูถึงเพียงนี้เชียวรึ กูเป็นหลานพระยานครนายก เป็นหัวหมื่น กูจะกราบเรียนท่านเจ้าคุณให้ตัดหัวมึงเสีย”

เหมไม่พูด แต่บิดแขนแรงขึ้น...แรงขึ้น ลำดวนโมโหที่หมื่นวิชิตวางเขื่องขู่เหม เลยท้าและขู่คืนว่า

“กล้าจริงทำเลย ฉันจะได้กราบเรียนท่านเจ้าคุณด้วยว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน ได้ยินมาว่าอาญาทัพของท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชาเด็ดขาดนัก คงจะได้เห็นกับตาก็คราวนี้แหละ”

โดนลำดวนขู่คำโตกว่า หมื่นวิชิตก็เงียบ หน้าเสีย เหมเห็นว่าหมดฤทธิ์แล้วจึงปล่อยมือ พอหลุดไปได้ หมื่นวิชิตก็พาลเล่นงานลำดวน “ก็เพราะแม่ลำดวนน่ะแหละไม่รักศักดิ์ตัวเอง กี่ครั้งแล้วที่ฉันเห็นแม่ลำดวนพูดจาแสดงท่าทีประหนึ่งมีใจให้อ้ายควาญนี่”

“เป็นควาญช้างแล้วไม่ดีอย่างไร ถ้าไม่ได้ควาญช้างจะมาถึงพัตบองนี่ได้รึ แลตอนนี้คุณพี่เหมก็เป็นทหารแล้ว ศักดิ์ตระกูลสาแหรกเป็นมาอย่างไร ผู้คนก็รู้กันทั่ว มิได้ด้อยกว่าหมื่นท่านเลย” หมื่นวิชิตยังตะแบงว่าเหมเคยต้องอาญาเป็นตะพุ่นหญ้าช้างมาก่อน “ท่านเจ้าพระยาก็เคยต้องอาญา ทั้งติดคุกทั้งถูกถอดยศก็หลายครา ถ้าถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ วันนี้จะได้เป็นถึงเจ้าพระยาบดินทร์เดชาสมุหนายกอย่างนั้นรึ”

หมื่นวิชิตเถียงไม่ออก ลำดวนจ้องหน้าจริงจัง พูดตัดบัวไม่เหลือใยว่า

“แลฉันเคยบอกหลายคราแล้วว่าฉันไม่ชอบหัวหมื่น ไม่เคยรักชอบ แลไม่มีวันจะรักชอบได้ แล้วหัวหมื่นอาศัยอะไรมาแสดงกิริยาหยาบช้าหึงหวงฉันเช่นนี้ ฉันพูดเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าหมื่นท่านไม่เข้าใจก็อย่ามาเห็นหน้ากันอีกเลย ไปกันเถิดเจ้าค่ะคุณพี่เหม” ลำดวนชวนเหมเดินผละไป หมื่นวิชิตขบกรามแน่นด้วยความแค้นใจ

หมื่นวิชิตกลับค่ายระบายอารมณ์เที่ยวฟันต้นไม้ใบหญ้าดะไปหมด พวกทหารรู้ว่าหมื่นระบายอารมณ์เรื่องอะไร ก็ประจบสอพลอแนะวิธีแก้ลำอีกตามเคย บอกหมื่นวิชิตให้สั่งสอนเหมเสียให้เข็ดหลาบ หมื่นวิชิตถามว่าจะทำกระไรได้ในเมื่อเหมมีฝีไม้ลายมือเอาชนะพระศรีสิทธิสงครามได้ แล้วเราจะไปกระทำกระไรได้

ทหารแนะว่าตัวต่อตัวสู้ไม่ได้ แต่เราก็มีตั้งหลายคนจะกลัวกระไร หมื่นจ้องหน้าตะคอก

“ก็กลัวหัวขาดสิวะ อาญาท่านเจ้าคุณบดินร์เดชาเด็ดขาดนัก ขนาดกินสุรายังไม่ได้ แล้วมึงจะกล้าฆ่าคนในกองทัพรึ”

“จะต้องทำในกองทัพทำไมเล่าขอรับ มีศึกให้รบพุ่งแทบทุกวัน ถ้ามันตายระหว่างศึกขึ้นมาใครจะกล่าวโทษพี่หมื่นได้”

หมื่นวิชิตคิดตามยิ้มเหี้ยมออกมาอย่างเห็นทางที่จะกำจัดเหม

ooooooo

คืนนี้ขณะนั่งชมละครอยู่กับขุนนาฏและคุณปิ่น เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเอ่ยขึ้นว่า

วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่จะได้ดูละครที่พัตบองแล้ว เพราะต้องยกทัพไปที่โจฎกเพื่อทำศึกสำคัญที่นั่น เอ่ยขอบใจขุนนาฏและคุณปิ่นที่สู้ลำบากมาที่นี่ช่วยให้ทหารหย่อนใจได้มากทีเดียว คุณปิ่นถามว่าแล้วท่านเจ้าคุณจะให้พวกตนรั้งอยู่ที่พัตบองหรือกลับพระนครเลย

“กระผมจะให้คนคุ้มครองพวกท่านขุนไปนครราชสีมาก่อนขอรับ เพราะยังมิแน่ว่าเราอาจจะต้องกลับมาตั้งทัพที่พัตบองอีก กราบเรียนตามตรงนะขอรับว่าพวกเราชอบละครปี่พาทย์ของคณะท่านขุนนัก เพราะท่านขุนกับคุณปิ่นโดยแท้ ศึกนี้พวกเราจึงมีกำลังใจรบพุ่งมากกว่าเดิม”

ขุนนาฏและคุณปิ่นหันยิ้มให้กันอย่างปลื้มปีติที่ทุกคนชอบคณะละครของตน

ลำดวนแต่งตัวเสร็จแล้ว ก่อนที่จะออกไปเล่นละคร เหมนำพวงมาลัยดอกลำดวนมามอบให้ บอกว่านี่คงเป็นพวงมาลัยพวงสุดท้ายที่ตนจะให้ลำดวนที่พัตบองแล้ว รุ่งสางเมื่อใดตนก็ต้องนำช้างไปสู้ศึกที่โจฎก บอกลำดวนที่ยืนหน้าเศร้าว่า

“ส่วนเจ้ากับพ่อแม่ก็คงต้องกลับเช่นกัน มิรู้เลยว่าพี่จะให้พวงมาลัยเจ้าได้อีกเมื่อใด” ลำดวนติงว่าเหมกำลังจะออกศึกอย่าคิดเรื่องไม่สบายใจเลย เรามีวาสนาต่อกัน อย่างไรเสียก็ต้องได้พบกันอีก “แต่ถ้าเจ้ากลับไปอยู่อัมพวา ก็คงยากนักที่พี่จะได้เจอเจ้าอีก”

“เพียงแต่ไม่ได้เห็นหน้ากัน มิใช่ว่าจะไม่คิดถึงกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ” ลำดวนยิ้มให้เหมอย่างให้กำลังใจ

เหมอึ้งคิดไม่ถึงว่าลำดวนจะพูดเช่นนี้ เอื้อมมือจะจับมือลำดวนบอกว่าดีใจที่ได้ยินคำพูดนี้จากปากลำดวนทำให้ตนแน่ใจว่าไม่ได้คิดไปเองคนเดียว เหมจ้องลำดวนที่เขินอายตรงหน้า เอ่ยอย่างสะกดใจว่า

“หากไม่คิดว่าจะทำให้เจ้ามัวหมอง พี่อยากจะกอดเจ้าให้สมกับความรักที่พี่มี”

“อย่าเพิ่งพูดคำว่า ‘รัก’ ง่ายนักเลยเจ้าค่ะ ลำดวนกลัว”

“กลัวว่าพี่จะเปลี่ยนใจรึ”เหมมองกรุ้มกริ่ม “ถ้าเช่นนั้น พี่จะพิสูจน์คำคำนี้ด้วยการกระทำของพี่เอง”

เหมประคองมือลำดวนขึ้น ลำดวนก้มหน้าร้อนผ่าวไปทั้งตัว หลับตาเขินอาย ตัวเบาหวิวราวกับจะลอยได้ แต่เหมมิได้จูบมือหากกลับจูบมาลัยแทนเพื่อมิให้ลำดวนเสียหาย ลำดวนค่อยๆ ลืมตาเห็นสายตากรุ้มกริ่มของเหมก็ยิ่งเขินจนต้องรีบหลบสายตาเดินเลี่ยงไป เหมมองตาม ยิ้มเคลิ้มอย่างหลงใหล

ooooooo

อินทร์มาที่วังเสด็จ บัวขอให้ช่วยปลอบโยนหม่อมท่านด้วย อินทร์บอกว่ามาคราวนี้นอกจากมาหาหม่อมแล้วยังจะมาคุยเรื่องของเรากับหม่อมท่านด้วย บัวดีใจเร่งให้รีบไป ป่านนี้หม่อมคงรอแย่แล้ว

พออินทร์ผละไป เทียนก็เข้ามาบอกบัวว่า ท่านขุนนาฏกับคุณปิ่นพ่อกับแม่ของบัวจะได้กลับจากพัตบองแล้ว บัวดีใจบอกว่าหลายเดือนมานี่ตนเป็นห่วงพ่อแม่กับน้องนัก เสร็จศึกเสียทีตนดีใจเหลือเกิน แต่พอเทียนบอกว่าศึกยังไม่เสร็จแต่ทัพของเจ้าพระยาจะทำศึกสำคัญจึงให้คณะละครมาพักที่นครราชสีมาก่อน รอผลศึกแล้วจะมีคำสั่งอีกที

ข่าวนี้ทำให้บัวหน้าเจื่อนอดไม่ได้ที่จะแอบเป็นห่วงเหมขึ้นมาเหมือนกัน

อ่านละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 9 วันที่ 13 มิ.ย. 58

ละครข้าบดินทร์ บทประพันธ์โดย : วรรณวรรธน์
ละครข้าบดินทร์ บทโทรทัศน์โดย : เอกลิขิต
ละครข้าบดินทร์ กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ละครข้าบดินทร์ ผลิตโดย : บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด
ละครข้าบดินทร์ ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครข้าบดินทร์ เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ