อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 9/4 วันที่ 11 มื.ย. 58

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 9/4 วันที่ 11 มื.ย. 58

“มีอะไรจ้ะแม่โอ”
“คือ..มีแขกคนสำคัญมาหาคุณหญิง แต่คุณหญิงไม่ยอมออกไปพบค่ะ”
“แล้วแขกคนสำคัญที่ว่า..เป็นใครจ๊ะ ? “
“ท่านพ่อของคุณหญิงค่ะ “
หทัยรัตน์ชะงัก..บรรยากาศความตึงเครียดแผ่เข้ามาทันที

ท่านชายประสานสุขพูดด้วยความหนักใจ “ลูกหญิงไม่ยอมออกพบฉันเหรอ ?”
วิทย์นั่งอยู่กับท่านชายประสานสุข แม่โอ และ หทัยรัตน์ยืนรายงานอยู่อีกมุม “ค่ะ..”


วิทย์มองประสานสุขอย่างเห็นใจ “หลานหญิงอาจจะไม่อยากออกมา..เราเข้าไปหาในห้องเรียนกันดีกว่าครับ.. “
ท่านชายประสานสุขพยักหน้ารับอย่างเศร้าๆ
แม่โอรีบรายงาน “เอ่อ...คุณหญิงขอตัวไปที่ห้องนอนแล้วค่ะ บอกว่าปวดศีรษะ”
“ลูกหญิงคงไม่อยากเจอหน้าพ่อจริงๆ”
วิทย์มองท่านชายประสานสุขด้วยความเห็นใจ แล้วก็คิดได้ หันมาทางหทัยรัตน์ “ปุ้มได้คุยกับหลานหญิงหรือยัง ?”
“ยังค่ะ พอดีเดินมาถึง แม่โอวิ่งมารายงาน แล้วก็ชวนปุ้มมาเรียนคุณลุงกับท่านชายค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น..ปุ้มลองไปพูดกับหลานหญิงให้มาหาท่านพ่อหน่อยสิ..หลานหญิงเชื่อฟังปุ้ม เธออาจจะยอมออกมา”
หทัยรัตน์พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย“ค่ะ.. “ หทัยรัตน์เดินออกไป
ท่านชายประสานสุขมองตามหทัยรัตน์ด้วยแววตาฝากความหวัง

กรกนกนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็นหันหน้าออกนอกหน้าต่าง
เสียงหทัยรัตน์ดังออกมาจากหน้าห้อง “คุณหญิงคะ คุณครูเองนะคะ คุณครูเข้าไปได้มั้ยคะ ?”
กรกนกหันมา “เชิญค่ะ” หทัยรัตน์เดินเข้ามาในห้อง กรกนกพูดอย่างรู้ทัน “คุณครูอย่าพยายามเลยค่ะ หญิงไม่มีวันจะออกไปหาท่านพ่อเด็ดขาด เพราะท่านพ่อไม่เคยรักหญิง นี่คงจะเห็นว่าพี่ชายกำลังจะกลับมาเลยมาหาหญิง เพื่อไม่ให้พี่ชายตำหนิ”
หทัยรัตน์ยิ้มและนั่งลงข้างๆ “คุณครูไม่ได้จะเข้ามาบังคับให้คุณหญิงออกไปหรอกค่ะ เพราะชีวิตเป็นของคุณหญิง คุณครูจะไปบอกให้ทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ได้ยังไง แต่ที่มาเพื่อจะถามอะไรบางอย่าง”
กรกนกเอียงหน้าสงสัย..ถามอะไร ?
“คุณหญิงรักท่านพ่อหรือเปล่าคะ ?”
กรกนกก้มหน้า “หญิงไม่รักท่านพ่อค่ะ”
“ถ้าไม่รักก็แล้วไป..เพราะถ้ารักแล้วใจร้ายกับคนที่เรารัก คนที่จะต้องเสียใจก็คือตัวเราเอง “
กรกนกเงยหน้า “ทำไมคะ?”
“เพราะถ้าเราใจร้ายมากๆ สักวันเราอาจจะต้องเสียคนคนนั้นไปน่ะสิคะ..” กรกนกอึ้งไป “แต่คุณหญิงไม่รักท่านพ่อก็ไม่ต้องสนใจหรอกค่ะ เพราะถ้าวันหนึ่งท่านพ่อจะไม่มาเยี่ยมท่านหญิงอีกท่านหญิงก็คงจะไม่เสียใจใช่มั้ยคะ ... “ กรกนกไม่ตอบ “งั้นคุณครูจะไปบอกท่านชายว่าคุณหญิงไม่รักท่านแล้ว และไม่มีวันพบกับท่านอีกนะคะ..” หทัยรัตน์ทำเป็นจะเดินออกไป
กรกนกคิดหนัก และตัดสินใจเรียกขึ้น“คุณครูคะ..”
หทัยรัตน์อมยิ้ม... ^^

วิทย์และท่านชายประสานสุขนั่งรออยู่ สักพักเสียงเข็นรถเข็นดังเข้ามา ท่านชายประสานสุขค่อยๆเงยหน้าขึ้น หทัย รัตน์เข็นรถกรกนกเข้ามา ท่านชายประสานสุขยิ้ม“ลูกหญิง”
กรกนกยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะท่านพ่อ “
ท่านชายประสานสุขเข้ามาหากรกนก “ลูกหญิงยอมมาหาพ่อแล้ว” ท่านชายประสานสุขตรงเข้าไปกอดกรกนก กรกนกรู้สึกอบอุ่นและยินดีอย่างที่สุด “พ่อคิดถึงลูกหญิงเหลือเกิน .. ลูกหญิงสบายดีหรือเปล่า โตขึ้นเยอะเลย” ท่านชายประสานสุขมองลูกด้วยความรัก แล้วก็กอดอีกที ด้วยความคิดถึง
วิทย์มองแล้วก็ยิ้มตาม แม่โอซาบซึ้งใจ หทัยรัตน์มองด้วยความปลาบปลื้ม

วิทย์เดินมาส่งท่านชายประสานสุข
“ขอบใจคุณวิทย์มากที่ดูแลลูกหญิงอย่างดี”
“ไม่ต้องขอบใจหรอกครับ..เรื่องเล็กน้อยแค่นี้”
“เออ..คุณวิทย์..คุณครูของลูกหญิงคนนี้ใช่คนที่ชื่อ หทัยรัตน์หรือเปล่า ?”
“ใช่ครับ..ท่านชายรู้จักด้วยเหรอครับ”
“ประสาทพรชมให้ฟังบ่อยๆ เด็กคนนี้นอกจากจะหน้าตาน่ารักแล้ว ยังทำให้ลูกหญิงยอมใจอ่อนได้ เรียกว่าไม่ธรรมดา พิเศษแบบนี้นี่เองประสาทพรถึงได้เป็นห่วงนัก”
“ไม่ใช่แค่คุณชายเท่านั้นที่ประทับใจในตัวหทัยรัตน์ หนึ่งเองไม่เคยยอมใคร ยังต้องยอมคนนี้...ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอม “หมั้น” กันง่ายๆ”
“อ้าว...นี่พ่อหนึ่งกับคุณหนูลูกหญิง..หมั้นกันแล้วเหรอครับ แล้วหมั้นกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมผมไม่รู้เรื่องเลย”
ท่านชายประสานสุขถามด้วยความสงสัยอย่างแรง
อนวัชหัวเราะชอบใจ .. “แล้วท่านลุงทรงรับสั่งว่าอย่างไรต่อครับ”
“ก็กริ้ว ที่เราไม่ได้เชิญท่านมาร่วมงาน พ่อเลยบอกว่าเราจัดงานกันเล็กๆ ไม่มีมีพิธีมาก และเชิญแขกไม่กี่คน เกรงใจเห็นท่านชายทรงงานต่างจังหวัดบ่อยๆ ท่านก็กริ้วน้อยลง บอกให้อนวัชพอปุ้มไปที่วัง จะทรงเลี้ยงอาหาร”
“ได้ครับ..ผมก็อยากพาปุ้มตระเวณพอปะกับญาติเครืออยู่เหมือนกัน แต่ก่อนไปคงต้องพาไปซื้อของใช้ส่วนตัวเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย”
“ของใช้อะไรเหรอคะ ?” นมพิมพ์ถามอย่างสุภาพ..
อนวัชอมยิ้มไม่ตอบ

ที่บ้านเดือนประดับ สุดากำลังจัดแจกัน แหววเดินเข้ามาในบ้านพร้อมซองจดหมายสี่ห้าซอง “มีจดหมายมาส่งค่ะคุณแป้น”
สุดาหันมารับ “ไหนดูสิมีของใครบ้าง” สุดาดูหน้าซองจดหมายแล้วชะงักไป..

สุดายื่นซองจดหมายให้หทัยรัตน์ “จดหมายจากคุณชายจ้ะปุ้ม”
หทัยรัตน์รับมา “ขอบคุณค่ะ “
สุดาเลียบๆ เคียงๆ ถาม “ปุ้ม..เอ่อ..ปุ้มได้เล่าเรื่องงานหมั้นให้คุณชายทราบหรือยังจ้ะ “
“ยังค่ะ..ก่อนหน้านี้ก็มัวแต่คิดเรื่องงานหมั้นจนลืมเรื่องนี้ไปเลย”
“พี่คิดว่า..ปุ้มควรจะบอกคุณชาย ให้คุณชายรู้จากปุ้มเอง ดีกว่าให้รู้จากข่าวหรือคนอื่นตอนที่มาถึงประเทศไทย อย่างน้อย..คุณชายจะได้เตรียมใจไว้บ้าง” สุดาพูดด้วยความเป็นห่วง..
หทัยรัตน์ครุ่นคิด

“สวัสดีครับคุณหทัยรัตน์ “ หทัยรัตน์นั่งอ่านจดหมายอยู่บนเตียง “ผมได้รับจดหมายที่คุณเขียนมารายงานการเรียนการสอนของคุณหญิงแล้วก็อดน้อยใจไม่ได้ เนื้อความเกือบทั้งหมดของจดหมายมีแต่เรื่องงาน แต่ยังดีที่คุณยังถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของผมบ้าง ถึงจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม ตอนนี้งานที่ผมได้รับมอบหมาย ใกล้จะสำเร็จลงในอีกไม่กี่วัน นั่นหมายถึงกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทยก็ใกล้เข้ามาเต็มที ผมส่งของบางส่วนมาทางเรือแล้ว ตื่นเต้นทุกครั้งที่คิดถึงประเทศไทย ภายในเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์นี้..เราคงจะได้พบกัน..คิดถึง ประสาทพร จรูญลักษณ์ “
หทัยรัตน์ปิดจดหมายคุณชายประสาทพรลง ด้วยแววตาครุ่นคิด.. หญิงสาวหยิบกระดาษเขียนจดหมายขึ้นมาและคิดว่าจะเขียนอะไรกลับไปดี..
เสียงเคาะประตูดังขึ้น “คุณปุ้มคะ..แหววเองค่ะ”
“เข้ามาจ้ะ”
“คุณอนวัชให้มาเรียนคุณปุ้มว่าจะพาไปทำธุระสำคัญ คุณอนวัชรออยู่ที่หน้าบ้านค่ะ “
หทัยรัตน์แปลกใจ .. ธุระอะไร?

ที่หน้าร้านขายเครื่องเพชร หทัยรัตน์สงสัย “คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ?”
“เข้าไปเถอะน่า” อนวัชลากหทัยรัตน์เข้ามาในร้าน อนวัชเดินมาหาพนักงานขาย “ผมขอดูสร้อยและตุ้มหูคู่นั้นหน่อยครับ” พนักงานหยิบมาให้ดู อนวัชหยิบสร้อยมาพิจารณาแล้วถามหทัยรัตน์ “เธอชอบมั้ย??”
หทัยรัตน์มองแล้วพูดเสียงนิ่ง “ดิฉันไม่ชอบค่ะ..” อนวัชชักสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยแล้วไปยืนด้านหลังหทัยรัตน์เพื่อเอื้อมมือจะสวมสร้อยให้ หทัยรัตน์อึ้ง “คุณ!”
อนวัชออกคำสั่ง “อยู่เฉยๆ ยังไม่ได้ลองจะรู้ได้ไงว่าไม่ชอบ” อนวัชสวมสร้อยให้หทัยรัตน์เสร็จ หทัยรัตน์เขินๆแต่ไม่แสดงออก อนวัชหยิบตุ้มหูมาเทียบใกล้หูหทัยรัตน์ แล้วดูกระจกที่อยู่ตรงข้ามว่าเหมาะกับหทัยรัตน์ไหม หทัยรัตน์มองกระจกด้วย เครื่องเพชรดูสวยงามล้ำค่า ยิ่งเห็นว่าอนวัชอยู่ข้างๆก็ยิ่งเขินก็ทำเป็นไม่รู้สึกอะไร “เหมาะกับเธอนะ”
หทัยรัตน์ค่อยๆถอดสร้อยออกมาวางลง “ไม่เหมาะหรอกค่ะ”
“ทำไม?“
“มันเกินฐานะของดิฉันค่ะ “
“ฉันซื้อให้เอง“ หทัยรัตน์ตกใจนิดๆ อนวัชหันไปทางพนักงาน “ผมรับเครื่องเพชรชุดนี้นะครับ..”
หทัยรัตน์ท้วง “คุณไม่จำเป็นต้องซื้อให้ดิฉันก็ได้ค่ะ”
“ฉันอยากซื้อให้..เพราะเครื่องเพชรชุดนี้คล้ายกับแหวนหมั้นที่ฉันหมั้นเธอ เธอจะได้ใส่คู่กัน” อนวัชยิ้ม
หทัยรัตน์มองแล้วถามตรงๆ “ทำไมคุณต้องมาซื้อของพวกนี้ให้ฉัน”
“เพราะฉันเป็นคู่หมั้นเธอ”
“แล้วทำไมฉันต้องรับของของคุณ”
อนวัชกวน “เพราะเธอเป็นคู่หมั้นฉัน !! “ หทัยรัตน์เงิบ..อะไรเนี่ย? “ไม่ต้องขอบคุณฉันก็ได้นะ..ฉันไม่ได้คาดหวัง และคิดว่าเธอเองก็คงไม่คิดจะพูดคำนี้เหมือนกัน ฉันเข้าใจ” อนวัชทำเป็นไม่สนใจหันไปมองทางอื่น
หทัยรัตน์ยืนสักพัก...ก็พูดออกมาอย่างแผ่วเบา “ขอบคุณค่ะ”
อนวัชทำเป็นชะงัก..เงี่ยหูฟังอะไรที่ลอยๆมาแผ่วๆ “เมื่อกี๊เธอพูดอะไรหรือเปล่า ฉันได้ยินไม่ชัด”
“พูดได้แค่ครั้งเดียวค่ะ เสียใจด้วยถ้าไม่ได้ยิน”
อนวัชขำ “ฉันได้ยิน..แต่แค่อยากจะแกล้งด้วยความแปลกใจ ทำไมเวลาขอบคุณฉันพูดเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่เวลาเถียงไม่รู้ไปเอาเสียงมาจากไหน ชัดเจนทุกถ้อยทุกคำเลย”
“ก็คุณชอบหาเรื่องฉันก่อน ฉันไม่ใช่คนยอมใคร และฉันก็ไม่ยอมคุณ!! “
“เห็นมั้ย..เสียงดังขึ้นมาทันที คราวนี้เชื่อหรือยัง ? “ อนวัชมองหทัยรัตน์อมยิ้มกรุ้มกริ่มมีความสุข
หทัยรัตน์ปรายตามาเห็นแววตาอนวัช รู้สึกเขินๆ ไม่พูดต่อเลย พยายามเก๊กนิ่ง ทำเป็นไม่อาย

ที่หน้าร้านเพชร ชุลียืนแอบดูอยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอเห็นหทัยรัตน์กับอนวัชยืนอยู่ด้วยกัน อนวัชยิ้มมีความสุข ชุลีคันปากยิบๆ

ที่บ้านพิเศษกุล ชุลียุส่องแสง “จริงๆนะส่องฉันน่ะเห็นกับตา..พี่หนึ่งกับนังปุ้มหัวร่อต่อกระซิกกันในร้านขายเครื่องเพชร..”
ส่องแสงอิจฉาอย่างแรง แต่แสร้งทำเป็นไม่สน “พี่หนึ่งเค้าก็คงจะบังเอิญมีธุระที่ร้านนั้นล่ะสิ ถึงได้พามันไปด้วย”“เปล่าเลย..ฉันแอบถามคนขายเค้าบอกว่าพี่หนึ่งซื้อสร้อยกับตุ้มหูให้เข้าชุดกับแหวนหมั้นที่เค้าให้นังเด็กปุ้ม..อู้ย..ฟังแล้วหวานจนน้ำตาลปึกยังเรียกพี่เลยนะส่อง” ส่องแสงอิจฉาสุดๆ “นี่ส่อง..เห็นทีที่เธอบอกว่าพี่หนึ่งจะถอนหมั้นเด็กปุ้มในเร็วๆนี้..คงจะไม่จริงซะล่ะมั้ง..เพราะดูท่าทางเค้าสองคน รักกันจะตาย..”
ส่องแสงยิ่งฟังยิ่งแค้น คิดหาทางแก้แค้น....

ที่บ้านเดือนประดับ หทัยรัตน์เดินเข้ามาในบ้านผ่านห้องรับแขก ส่องแสงเดินออกมาหา หทัยรัตน์ชะงัก ด้วยความแปลกใจ
“เป็นยังไงจ้ะปุ้ม สร้อยคอกับตุ้มหูที่พี่หนึ่งซื้อให้ถูกใจเธอหรือเปล่า?“
“คุณรู้ได้ยังไง?“
“ที่ฉันรู้ก็เพราะ..ฉันเป็นคนบอกให้พี่หนึ่งซื้อให้เธอเอง “ หทัยรัตน์ชะงักไป ส่องแสงโกหกต่อหน้าตาเฉย “พี่หนึ่งเค้าพูดกับฉันว่าเค้าสงสารเธอ เห็นเธอไม่ค่อยจะมีสมบัติติดตัว เวลาจะพาออกงานก็ต้องลำบากยืมของคนอื่น ฉันก็เลยบอกพี่หนึ่งให้ซื้อเครื่องเพชรให้เธอสักชิ้นสองชิ้นเลือกที่เข้ากับแหวนหมั้น เธอจะได้เอาไว้ใส่ออกงานไม่อายใคร ?” หทัยรัตน์นิ่งไป ส่องแสงใส่ต่ออย่างตอแหล “ทำไมเงียบไปล่ะปุ้ม ดูท่าทางเหมือนผิดหวัง..เอ๊ะ..นี่เธอคงไม่คิดว่าพี่หนึ่งเค้าซื้อของให้เธอเพราะ “เค้ารัก” เธอหรอกนะ“
หทัยรัตน์สะอึกไป และตอบกลับนิ่งๆ “ดิฉันไม่เคยคิดแบบนั้นหรอกค่ะ “
“ไม่คิดก็ดีแล้ว..ฉันกลัวเธอจะลืมว่าการหมั้นของเธอกับพี่หนึ่งมันเป็นเพียงการจัดฉาก.. และที่พี่หนึ่งดีกับเธอก็เพราะเค้ากำลังเล่นบทเป็นคู่หมั้นที่แสนดีให้ชาวบ้านดู .. มันก็เท่านั้นเอง”
หทัยรัตน์พูดเสียงแข็ง “ดิฉันทราบดีค่ะว่าทุกอย่างไม่ใช่ความจริง เพราะดิฉันเองก็กำลังเล่นบทคู่หมั้นที่แสนดีเช่นเดียวกับคุณอนวัช” ส่องแสงยิ้มเหยียด “คุณส่องแสงล่ะคะกำลังเล่นบทอะไรอยู่? หวังว่าคงจะไม่ใช่บทนางอิจฉานะคะ” ส่องแสงชะงักไป รอยยิ้มหายไปเป็นปลิดทิ้ง ส่องแสงจะกรี๊ด หทัยรัตน์ชิงตัดบท “ขอบคุณที่มาเตือนดิฉันนะคะ สวัสดีค่ะ” หทัยรัตน์พูดจบก็เดินเลี่ยงเข้าบ้านไป
“นังปุ้ม..นี่แกว่าฉันอิจฉาแกเหรอ..ห๊ะ..นังปุ้ม..นังลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่..นังบ้า”

หทัยรัตน์เข้ามาในห้องนอนด้วยความสับสน แล้วนั่งลงบนเตียง เหลือบไปเห็นกล่องเครื่องเพชรที่อนวัชซื้อให้ หทัยรัตน์เปิดออกดู คำพูดอนวัชลอยเข้ามา “ฉันอยากซื้อให้ เพราะเครื่องเพชรชุดนี้คล้ายกับแหวนหมั้นที่ฉันหมั้นเธอ เธอจะได้ใส่คู่กัน”
หทัยรัตน์คิดหนัก คำพูดของส่องแสงลอยเข้ามา “ฉันก็เลยบอกพี่หนึ่งให้ซื้อเครื่องเพชรให้เธอสักชิ้นสองชิ้นเลือกที่เข้ากับแหวนหมั้น เธอจะได้เอาไว้ใส่ออกงานไม่อายใคร ?”
“เธอคงจะไม่คิดว่าพี่หนึ่งเค้าซื้อของให้เธอเพราะ “เค้ารัก” เธอหรอกนะ“
หทัยรัตน์สะเทือนใจ..ปิดกล่องเครื่องเพชรลง และพยายามระงับสติอารมณ์ดึงความเข้มแข็งกลับมา หทัยรัตน์เริ่มไม่มั่นใจกับการที่อนวัชดีกับตัวเอง

ส่องแสงเดินออกมาจากบ้าน กระฟัดกระเฟียดอย่างฉุนเฉียวก็ชนเข้ากับแหววอย่างแรง..จดหมายในมือแหววหล่นกระเด็น “โอ้ย!!!! นังแหวว!! นี่แกกำลังไถนาอยู่เหรอยะถึงได้หลับหูหลับตาเดินดุ่ยๆไม่ดูคนแบบนี้”
แหววลนลานรีบขอโทษ “อุ๊ย..คุณส่องแสง..แหววขอโทษค่ะ พอดีแหววจะรีบไปส่งจดหมายให้คุณปุ้มน่ะค่ะ เธอสั่งไว้ตั้งแต่เช้า กลัวว่าจะไปไม่ทัน เดี๋ยวไปรษณีย์จะปิดซะก่อน”
“จดหมายปุ้มเหรอ .. ขอฉันดูหน่อยสิ” ส่องแสงดึงจดหมายจากมือของแหววไปดูเลย “หม่อมราชวงศ์ประสาทพร จรูญลักษณ์” ส่องแสงคิด..และยิ้ม ก่อนจะปั้นหน้าแสนดีกับแหวว “ฉันจะผ่านไปแถวนั้นพอดี เดี๋ยวฉันไปส่งให้แล้วกันนะ”
“เอ่อ..แต่ว่า..”
ส่องแสงรีบเดินไปเลย แหววยืนเอ๋ออยู่ ส่องแสงเดินหลบมาแล้วรีบเปิดอ่าน..ส่องแสงอ่านแล้วก็ยิ้มร้าย

หลายวันต่อมา ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง อนวัชกับส่องแสงนั่งอยู่โต๊ะริมหน้าต่าง ที่สามารถมองเห็นได้จากหน้าถนน ส่องแสงทำหน้าเศร้า “วันนี้ส่องขออนุญาตเลี้ยงอาหารพี่หนึ่งเองนะคะ เป็นการขอโทษที่ไม่ได้ไปงานหมั้นของพี่หนึ่ง”
“ส่องไม่ต้องขอโทษ เพราะพี่ไม่ได้ถือโทษอะไร นานๆเราจะได้รับประทานอาหารด้วยกันให้พี่เป็นเจ้ามือดีกว่าครับ”
“งั้นก็...ตามใจพี่หนึ่งค่ะ” อนวัชยิ้มรับและเงียบไป ส่องแสงเริ่มคิด..หาทางเข้าเรื่อง และก็พูดขึ้น “พี่หนึ่งว่ามั้ยคะ...เวลาผ่านไปเร็วจริงๆนะคะ ชั่วกระพริบตาคุณชายประสาทพรก็จะกลับมาประเทศไทยแล้ว ส่องว่าวันที่คุณชายมาถึงจะมีผู้หญิง 2 คนที่ดีใจมากๆ..คนแรกก็คุณหญิงกรกนก ส่วนอีกคนก็คงจะเป็น..ปุ้ม” อนวัชชะงักไป ส่องแสงได้ทีพูดต่อ “ส่องได้ยินเด็กในเดือนประดับพูดว่า ปุ้มเค้าเขียนจดหมายถึงคุณชายบ่อยมากนะคะ เดือนนึงก็หลายฉบับ เมื่อไม่กี่วันนี้ก็ยังส่งไปอยู่เลยนะคะ ปุ้มนี่ก็แปลกเป็นคู่หมั้นพี่หนึ่งแต่ยังให้ความหวังคุณชาย เอ..หรือว่าปุ้มเค้าคิดจะจับปลาสองมือ”

อ่านละครเรื่องหนึ่งในทรวง ตอนที่ 9/4 วันที่ 11 มื.ย. 58

ละครหนึ่งในทรวง บทประพันธ์โดย บุษยมาศ
ละครหนึ่งในทรวง บทโทรทัศน์โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล
ละครหนึ่งในทรวง กำกับการแสดงโดย ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์
ละครหนึ่งในทรวง ควบคุมการผลิตโดย บริษัท โนพลอบเล็ม จำกัด ธิติมา สังขพิทักษ์
ละครหนึ่งในทรวง ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.35 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ