อ่านละครห้องหุ่น ตอนที่ 12/6(ตอนอวสาน) วันที่ 17 ต.ค. 58

อ่านละครห้องหุ่น ตอนที่ 12/6(ตอนอวสาน) วันที่ 17 ต.ค. 58

อัมรากำลังเขียนรายละเอียดในการยกทรัพย์สินให้พิไล เวทย์กับพิไล ยืนดูอยู่ เวทย์มีสีหน้าแปลกใจหันไปมองทางห้องหุ่น เวทย์จะเดินไปพิไลหันมาถามแปลกใจ “พี่เวทย์จะไปไหน”
เวทย์ตอบเคร่งขรึม “ห้องหุ่น”
“มีอะไรหรือจ๊ะพี่ นังเพทายมันก็เฝ้าอยู่นี่” เวทย์ไม่ตอบรีบเดินไป พิไลพึมพำงงๆ “อะไรของเค้า” พิไลหันกลับมาเร่งอัมรา “เร็วๆเข้าสิ”
อัมรามองพิไลนิ่งๆแต่ก็เขียนต่อไปเรื่อยๆ พิไลอดหันไปมองเวทย์อีกครั้งอย่างแปลกใจไม่ได้

สันติ พรรณราย อ๊อด ยืนมองหม้อดินอาคม หลวงตาอยู่ด้วย
อ๊อดฟ้อง “ไอ้หมอผีมันขังคุณพ่อคุณแม่และหุ่นทั้งหมดไว้ในนี้ครับหลวงตา”


หลวงตาลูบหัวอ๊อด “ไม่ต้องห่วงนะ หลวงตากำลังจะช่วยหุ่นทั้งหมดเดี๋ยวนี้ละ” หลวงตาหันมองสันติ “อาจใช้เวลาพอสมควร คงต้องให้เจ้าช่วยด้วย เพราะตอนนี้หมอผีรู้แล้วว่าโยมเพทายถูกปลดปล่อยไป”
สันติมองหน้าหลวงตาอย่างเข้าใจ “ครับหลวงตา” สันติรีบออกไปจากห้องหุ่นอย่างรวดเร็ว
หลวงตาหันไปสั่งพรรณรายกับอ๊อด “เจ้าสองคนถอยออกไปก่อนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้อยู่ในความสงบ”
พรรณรายโอบอ๊อดพากันถอยออกไปอยู่มุมห้อง หลวงตานั่งลงตรงหน้าหม้อดินอาคมหลับตานั่งสมาธิพึมพำสวดมนต์ด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง เห็นยันต์อาคมเริ่มขยับเหมือนมีแรงดึงอย่างน่าอัศจรรย์

สันติค่อยๆเดินมาอย่างระวัง เขาเห็นเวทย์กำลังเดินตรงมา สันติคิดหาทางถ่วงเวทย์แล้วรีบวิ่งไปอีกทาง เวทย์ชะงักหันมองไปทางสันติ เวทย์สีหน้าเอาเรื่องพึมพำ “คิดจะเล่นซ่อนหากับคนอย่างข้าเหรอ”

สันติหลบซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งคอยแอบมองอยู่ ไม่เห็นเวทย์ตามมา ก็แปลกใจ ผีดิบปรากฏร่างขึ้นด้านหลังสันติ ตรงเข้าบีบคอสันติทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว สันติตกใจหันมาพยายามสู้กับผีดิบ สันติดิ้นจนหลุดหันไปคว้าเก้าอี้ทุบเข้าไปที่ตัวผีดิบ แต่เก้าอี้แตกกระจาย ผีดิบไม่เป็นอะไร
เวทย์เข้ามามองสันติ เวทย์ออกคำสั่งเสียงดัง “ฆ่ามัน ฮ่ะๆๆๆๆๆๆ”
ผีดิบตรงเข้าบีบคอสันติ สันติพยายามจะสู้แต่สู้ไม่ได้ รับที่ขาสันติเริ่มลอยขึ้นจากพื้น สันติตาเหลือก เวทย์มองอย่างสะใจ เวทย์หันกลับจะเดินไปห้องหุ่น
ทันใดนั้นสภาพอากาศเกิดแปรปรวนอย่างหนัก ฝนฟ้าคะนองเสียงดัง เวทย์ชะงัก เสียงผีดิบแหกปากร้องอย่างเจ็บปวด “อ๊ากกกกกก…….”
เวทย์เห็นหัวผีดิบขาดกลิ้งมาอยู่แทบเท้า เวทย์ตกใจหันกลับไปมอง เห็นหุ่นทับยืนถือดาบที่เปื้อนเลือดหน้าตาน่ากลัว หุ่นนางพยาบาลกำลังช่วยปฐมพยาบาลสันติ เวทย์เจ็บใจ “ถึงจะมีคนช่วยพวกแกออกมาได้ แต่พวกแกก็ไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือข้าได้หรอก”
“มันก็ไม่แน่หรอก ไอ้หมอผีชั่ว” เวทย์หันมาเห็นหุ่นท่านเจ้าคุณนรบดินทร์ปรากฏร่างขึ้นขยับตะพดในมืออย่างน่ากลัว หุ่นชาวนา หุ่นนางรำและหุ่นพีทปรากฏร่างขึ้นข้างๆ
เวทย์กวาดสายตามองหุ่นที่ละตัวน้ำเสียงอหังการมาก “มาเลย จะมากันอีกกี่ตัวข้าก็จะจับพวกแกให้หมด” เวทย์ค่อยๆนั่งลงอย่างน่าเกรงขามพึมพำบริกรรมคาถาอย่างน่ากลัว หุ่นทั้งหมดอยู่ในท่าเตรียมพร้อมรับมือ

อัมราเขียนเอกสารเสร็จลงชื่อตัวเองเรียบร้อย อัมรามองหน้าพิไล พิไลดีใจรีบเข้าไปกระชากกระดาษมายืนอ่าน พิไลยิ้มสมใจพึมพำ “ในที่สุดทรัพย์สมบัติของพี่เดชก็ต้องเป็นของฉันคนเดียว”
“แน่ใจเหรอพิไล” ทั้งพิไลและอัมราตกใจ หุ่นเดชปรากฏร่างขึ้น
“ว้าย พี่เดช”
“คุณพ่อ”
หุ่นเดชจ้องพิไลท่าทางน่ากลัว “ถ้าเธออยากได้สมบัติของฉันมากนัก เธอก็ต้องไปอยู่กับฉันพิไล” หุ่นเดชเดินตรงเข้าไปหาพิไล
พิไลถอยหนีอย่างหวาดกลัว “ไม่ อย่านะอย่าทำอะไรฉัน ฉันยังไม่อยากตาย” พิไลหันกลับวิ่งหนีออกจากห้องอย่างหวาดกลัว
หุ่นเดชหันมามองอัมรา “ไม่ต้องกลัวนะลูก พ่อจะจัดการทุกอย่างให้เอง”
“ไม่นะคะคุณพ่อ คุณพ่ออย่าทำร้ายน้าพิไลนะค่ะ อัมไม่อยากให้คุณพ่อมีบาปติดตัวอีก” หุ่นเดชไม่ตอบหายวับไปทันที อัมรานึกขึ้นได้ “พี่พรรณ พี่อาร์ต ตาอ๊อด”

พรรณรายกับอ๊อดกำลังกอดอยู่กับหุ่นอารีย์อย่างดีใจ หลวงตายืนมองอยู่ข้างๆ
“คุณแม่ พี่พรรณ อ๊อด” ทั้งหมดหันไปมอง อัมราวิ่งเข้ามากอดหุ่นอารีย์ พรรณราย อ๊อด “อัมดีใจเหลือเกินค่ะ ที่ทุกคนปลอดภัย”
หุ่นอารีย์รีบดึงลูกทั้งสามให้นั่งลง หุ่นอารีย์ก้มกราบหลวงตา อัมรา พรรณรายกับอ๊อด ทำตาม “ถ้าไม่ได้หลวงตาพวกเราทั้งหมดคงแย่ ดิฉันไม่คิดเลยว่าความโลภของพิไลจะทำให้เรื่องต่างๆวุ่นวายได้มากถึงขนาดนี้”
“ความโลภของมนุษย์เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด”
พรรณรายกังวล “คุณพ่อจะทำร้ายคุณแม่พิไลหรือเปล่าคะ”
“จริงด้วยค่ะคุณพ่อตามน้าพิไลไป อัมพยายามห้ามแล้วแต่คุณพ่อไม่ฟัง”
“ไม่ต้องห่วงหรอกลูกต่อให้โกรธยังไง คุณพ่อก็ไม่มีวันทำร้ายพิไล แค่จะสั่งสอนให้หลาบจำเท่านั้นเอง พิไลจะได้ไม่กล้าก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก”
พรรณรายสีหน้าท่าทางโล่งใจขึ้นโผเข้ากอดหุ่นอารีย์อีกครั้ง

พิไลวิ่งหน้าตื่นมาแล้วชะงัก หุ่นเดชปรากฏร่างขวางไว้ “จะรีบไปไหนละพิไล”
“อย่าพี่เดช อย่าฆ่าฉันเลย ฉันกลัวแล้วฉันสาบานฉันจะไปจากที่นี่ฉันจะไม่กลับมาอีก”
“มันสายไปแล้วละพิไล ในเมื่อเธออยากได้ทรัพย์สมบัติของฉัน เธอต้องไปอยู่กับฉัน ฉันจะเอาเธอไปอยู่ด้วย” หุ่นเดชเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเข้าหาพิไล
พิไลกรีดร้องตกใจ “ว้าย ไม่เอาไม่ไป ฉันไม่ไปอยู่กับพี่ฉันยังไม่อยากตาย” พิไลหันวิ่งหนีไปอีกทาง “พี่เวทย์ช่วยด้วย พี่เวทย์”

เวทย์พึมพำบริกรรมคาถา หุ่นทับกับหุ่นชาวนาค่อยๆเคลื่อนเข้าหาเวทย์ เวทย์ลืมตาขึ้นทันที แบมือออกไปข้างหน้าเห็นลูกประคำอาคมปรากฏในมือเวทย์ เวทย์ขว้างออกไปลูกประคำคล้องตัวหุ่นทั้งสองเกิดเป็นเปลวไฟเผาไหม้หุ่น หุ่นทั้งสอง กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด หุ่นทั้งหมดและสันติตกใจ
“เข้ามาเลย ข้าจะไม่จับพวกแกเป็นทาสแล้ว แต่ข้าจะทำลายพวกแกให้สิ้นซาก”
“พอสักทีเถอะโยม” เวทย์หันไปมองเห็นหลวงตา อารีย์ อัมรา พรรณรายและอ๊อด ยืนอยู่
“นึกว่าใคร เป็นพระก็ควรจะละจากทางโลกไปซะ มายุ่งให้เรื่องมันวุ่นวายไปทำไม”
“จงหยุดก่อกรรมทำชั่วเสียทีเถอะ วิชาอาคมที่โยมมีควรนำไปใช้ในทางที่ถูกที่ควรจะได้ไม่เสียแรงที่ครูบาอาจารย์ได้สั่งสอนมา”
“จะไปเทศน์ก็ไปเทศน์ที่อื่น ข้าไม่อยากจะทำร้ายพระ” หลวงตาพึมพำสวดมนต์แล้วเป่าออกไปที่หุ่นทั้งสอง ไฟอาคมดับมอดลงทันทีลูกประคำขาดกระจายลงพื้นเวทย์มองเจ็บใจ “อยากจะลองดีกับข้านักใช่มั้ย ได้เลย”

เวทย์กำมือพึมพำคาถาเป่าลงไปในมือแล้วขว้างออกไปที่พื้นตรงหน้าหลวงตา กลายเป็นงูอาคมตัวใหญ่เลื้อยเข้าหาหลวงตาอย่างดุร้าย ทุกคนต่างมีสีหน้าตกใจ หลวงตาสีหน้าสงบนิ่งพึมพำแล้วเป่าเบาๆออกไปปรากฏร่างพังพอนเข้าสกัดงูอาคมไว้ ทั้งสองสู้กันอยู่ไม่นานพังพอนเป็นฝ่ายชนะและทั้งคู่ต่างหายไป
เวทย์โกรธมาก เวทย์ทำท่าจะเป่าของอาคมออกมาอีก หลวงตารีบพูด “ไม่ว่าเจ้าจะเสกอะไรออกมา ธรรมะก็ย่อมชนะอธรรมเสมอ”
“คนอย่างข้าไม่เคยเชื่อคำโบราณที่งมงายแบบนี้หรอก ถ้าท่านคิดว่าธรรมะจะชนะอธรรมได้เราก็มาลองสู้ด้วยพลังแห่งธรรมะและอธรรมดูกันซักตั้ง” เวทย์นั่งลงบริกรรมคาถาทันที
ทุกคนหันไปมองหลวงตาอย่างเป็นห่วง หลวงตายืนมองด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เวทย์รวบรวมพลังแห่งความชั่วร้าย ปล่อยออกมาจากมือทั้งสองข้างเป็นควันสีดำ พุ่งเข้าใส่หลวงตาทุกคนตกใจ หลวงตาค่อยๆยกมือข้างหนึ่งขึ้นเห็นเป็นลำแสงสีขาวพุ่งออกจากฝ่ามือหลวงตา ลำแสงสีขาวกับสีดำปะทะกันอยู่ตรงกลาง เวทย์หน้าตาโกธรเกรี้ยว เหงื่อซึมทั่วใบหน้า ในขณะที่หลวงตายังมีท่าทางสงบนิ่งแต่มีเหงื่อซึมทั่วใบหน้าเช่นกัน
“พี่เวทย์ช่วยฉันด้วย” ทุกคนหันไปมอง เห็นพิไลวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามา พิไลเห็นเวทย์รีบวิ่งเข้าหาอย่างดีใจ “พี่เวทย์”
พิไลเสียหลักสะดุดขาตัวเองล้มทับไปบนตัวเวทย์ ชายกระโปรงพิไลคร่อมไปบนหัวเวทย์
เวทย์ตกใจผลักพิไลออก ร้องเสียงดัง “เฮ้ย ทำบ้าอะไรนะพิไล” เวทย์ปัดหัวตัวเองอย่างตกใจ “ข้าวของเสื่อมหมดนังบ้าเอ๊ย”
ทันใดนั้นอากาศเกิดแปรปรวนขึ้นมาทันที เสียงผีต่างๆร้องโหยหวนขึ้นมาอย่างน่าสยดสยอง เวทย์หน้าเสีย หลวงตาตกใจ ผีและอสูรกายต่างๆปรากฏขึ้นอย่างมากมายด้วยท่าทาง อาคาตแค้น ทั้งหุ่นและคนต่างตกใจ
หุ่นเดชปรากฏร่างขึ้นข้างหลวงตา “มันเกิดอะไรขึ้นครับหลวงตา”
หลวงตายังไม่ทันตอบผีและอสูรกายต่างพุ่งเข้าร่างเวทย์ ส่งเสียงน่ากลัวเหมือนกำลังกัดกินภายในร่างเวทย์ เวทย์ตาเหลือกลาน ร่างบิดเบี้ยวร้องด้วยความเจ็บปวด ทุกคนตะลึง ตามลำตัวเวทย์เหวอะหวะ ครู่เดียวเวทย์กระอักออกมาเป็นเลือดก่อนล้มลงสิ้นใจตายตาเหลือกค้าง เห็นผีและอสูรกายพุ่งออกจากร่างเวทย์แล้วหายไปในอากาศ
พิไลตกใจสุดขีด วิ่งเข้าไปเขย่าตัวเวทย์ร้องเรียกเหมือนคนบ้า “พี่เวทย์ พี่เวทย์เป็นอะไรไป พี่เวทย์ฟื้นสิ พี่เวทย์”
สันติเข้ามาพยายามจะดึงพิไลออกมาจากศพเวทย์ “หมอเวทย์ตายแล้วครับน้าพิไล”
พิไลหันมาจ้องสันติ ตวาดอย่างโมโห “ไม่จริง พี่เวทย์มีคาถาอาคมแก่กล้าจะตายง่ายๆได้ยังไง”
หุ่นท่านเจ้าคุณนรบดินทร์เอ่ย “ก็เพราะเธอนั้นละเป็นคนทำให้คาถาอาคมของ หมอเวทย์เสื่อม จนโดนพวกผีต่างๆที่เค้าเคยสะกดไว้ย้อนกลับมาเล่นงานเอา”
พิไลส่ายหน้าท่าทางไม่อยากเชื่อ ร้องไห้ออกมา “พี่เวทย์ตายจริงๆเหรอ แล้วใครจะช่วยฉันกำจัดไอ้หุ่นผีพวกนี้ละ”
“จนป่านนี้ยังไม่เลิกคิดเรื่องชั่วๆอีกเหรอพิไล”
พิไลสะดุ้ง หันมามองหุ่นเดชอย่างหวาดกลัว “พี่เดชอย่านะ อย่าทำอะไรฉัน ฉันกลัวแล้ว อย่า…..” พิไลลุกขึ้นวิ่งหนี
หุ่นอารีย์รีบตะโกนบอก “เดี๋ยวพิไลไม่มีใครทำร้ายเธอหรอก”

พิไลไม่ฟังวิ่งพรวดพราดออกไป สันติรีบลุกขึ้นหันไปบอกทุกคน “ผมจะไปตามคุณน้าพิไลให้เองครับ” สันติวิ่งตามออกไป ทุกคนต่างมองศพเวทย์อย่างรู้สึกเศร้าใจ

พิไลวิ่งหนีมาด้วยท่าทางหวาดกลัว หันซ้ายหันขวา เหลียวหน้าเหลียวหลังอย่างระแวง พิไลพึมพำ “ไม่นะ อย่านะ”
“พิไล” พิไลตกใจหันไปมอง เห็นผีเทิดยืนอยู่มุมหนึ่งกวักมือเรียก “พิไล ไปอยู่กับฉันดีกว่า”
“ว้าย พี่เทิด พี่เทิดตายแล้วนี่ ไม่นะ ฉันไม่ไป ฉันไม่ไปกับพี่”
“พิไล” พิไลตกใจหันไปมอง เห็นผีเวทย์ยืนอยู่มุมหนึ่งกวักมือเรียก “ไปอยู่กับฉันเถอะพิไล”
“ไม่ พวกแกเป็นผี ฉันไม่ไปอยู่กับใครทั้งนั้น ไม่ฉันยังไม่อยากตาย”
สันติวิ่งตามมาชะงักเห็นพิไลยืนพูดอยู่คนเดียวด้วยท่าทางหวาดกลัวแล้ววิ่งออกไปที่ถนนใหญ่ สันติเห็นรถกระบะวิ่งมาอย่างเร็ว สันติตะโกนอย่างตกใจ “ไม่……” เสียงแตรรถดังก้องแสบแก้วหูพร้อมกับเสียงรถกระบะชนร่างพิไล สันติยืนตะลึง จ้องภาพตรงหน้าอย่างตกใจ “น้าพิไล”
ร่างพิไลนอนตายอยู่บนฝากระโปรงรถกระบะ สภาพน่าสยดสยอง

รูปพิไลติดอยู่หน้าเจดีย์เก็บกระดูก พรรณรายวางดอกไม้ที่พื้นหน้าเจดีย์ “ขอให้วิญญาณคุณแม่ไปสู่สุคตินะค่ะ”
พรรณรายลุกขึ้นหันไปพูดกับอัมราและอ๊อดที่ยืนมองอยู่ “แน่ใจนะว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่โกรธที่เราทำแบบนี้”
อัมรายิ้ม มองไปที่เจดีย์เก็บกระดูกที่อยู่ติดกับพิไล รูปเดชคู่กับอารีย์ติดอยู่ที่หน้าเจดีย์เก็บกระดูก “ไม่หรอกค่ะ อัมแน่ใจว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องยินดีต้อนรับคุณน้าพิไล เพราะจริงๆแล้วท่านทั้งสามก็เป็นเพื่อนรักกันมาก่อน” อัมราเดินไปนั่งลงตรงหน้าเจดีย์ ของเดชกับอารีย์เอื้อมมือไปลูบเบาๆที่รูปถ่ายเดช-อารีย์ “คุณพ่อคุณแม่ ไม่โกรธพวกเราใช่ไหมค่ะ”
ลมที่นิ่งสงบอยู่กลับพัดเบาๆอยู่ครู่หนึ่ง อัมรา พรรณราย อ๊อดมองหน้ากัน ต่างพากันยิ้มให้กันอย่างมีความสุข อัมราลุกขึ้น พรรณรายกับอ๊อดเข้ามาหาสามคนพี่น้องกอดกันด้วยความรัก

ในห้องหุ่น หลวงตาสวดสวดมนต์อยู่มีสายสิญจน์อยู่ในมือ ปลายสายสิญจน์โยงไปที่หุ่นแต่ละตัว สันติ อัมรา พรรณราย อ๊อด ดำเกิง นั่งฟังหลวงตาสวดอย่างสงบถัดไป บุญเรือน ชิ้นนั่งเบียดกันสายตาเหลือกมองหุ่นอย่างกลัวๆ
บุญเรือนกระซิบชิ้น “ชิ้น ตกลงหุ่นในนี้มีชีวิตจริงๆเหรอ ฉันมองๆดูก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลยนี่น่า”
“จริงเสียยิ่งกว่าจริงอีกค่ะคุณ คืนนั้นอิฉันเห็นเต็มๆสองตา”
บุญเรือนมองไปที่หุ่นพีท หุ่นพีทยิ้มให้ทะเล้นๆ บุญเรือนตาเหลือกรีบก้มหน้าหลับตาปี๋ ขยับเข้าหาชิ้นกระซิบเสียงสั่นๆ “ฉันเชื่อแล้วชิ้น ฉันเองก็เห็นเต็มๆสองตาเลย”
เสียงหลวงตาสวดมนต์จบลง หลวงตามองที่หุ่นทุกตัว “ขอให้วิญญาณขอโยมทั้งหมดจงละวางจากการยึดติดกับเรื่องต่างๆทำใจให้สงบและไปสู่ภพภูมิที่โยมควรจะไป”

วิญญาณหุ่นทั้งหมดก้าวออกมาจากหุ่นแล้วพากันนั่งลงที่พื้น สันติ อัมรา พรรณราย อ๊อดมองอย่างปกติ จุ๊บตกใจนิดๆ แต่ควบคุมตัวเองได้ ดำเกิงอึ้งๆบุญเรือนกับชิ้นกลัวตัวสั่น
เดช อารีย์มองดำเกิง “ผมคงต้องขอฝากลูกไว้กับคุณพี่ทั้งสอง พวกแกก็ไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว”
“ไม่ต้องห่วงนะ ผมยินดีจะช่วยดูแล ผมและคุณบุญเรือนก็รักแกเหมือนลูกเหมือนหลานแท้ๆ” บุญเรือนนิ่ง ดำเกิงหันไปสะกิด “ใช่ไหมคุณ”
บุญเรือนตอบหวาดๆ “เออ ใช่ค่ะ คุณน้องทั้งสองไม่ต้องห่วงอีกแล้วนะค่ะ พี่จะดูแลเด็กๆให้เอง ไปที่ชอบที่ชอบเถอะค่ะ”
เดชกับอารีย์ยิ้มมองชิ้น “ขอบใจมากนะชิ้น สำหรับทุกอย่างที่ชิ้นทำให้ฉันและลูกๆ”
“ไม่…. ไม่เป็นไรค่ะ”
เดชอารีย์มองที่สันติกับอาทร “ขอบใจเธอทั้งสองคนมากนะ”
ทั้งสองคนยิ้มรับ เดชอารีย์มองเลยไปที่จุ๊บยิ้มให้ จุ๊บยิ้มตอบ
เดช อารีย์ มองที่อัมรา พรรณราย อ๊อด “ลูกทั้งสามจะไม่มีพ่อและแม่คอยคุ้มครองอีกต่อไป ขอให้ลูกทั้งสามจงรักกันให้มากๆ พี่ก็ขอให้เมตตาต่อน้อง น้องก็ให้เคารพพี่”
“พรรณจะรักและเมตตาน้องๆให้เหมือนกับที่คุณพ่อสอนค่ะ”
“อัมกับอ๊อดก็จะเคารพและเชื่อฟังพี่พรรณค่ะ”
อารีย์พูดเสริมขึ้น “ขอให้ลูกของแม่จงเป็นคนดีและความดีจะคุ้มครองปกป้องลูกๆเอง”
อัมรา พรรณราย อ๊อด พากันคลานเข้าไปตรงหน้าเดชและอารีย์ก้มกราบ พ่อ แม่ ลูกกอดกันอีกครั้ง
“ได้เวลาแล้ว” หลวงตาเตือน
อัมรา พรรณราย อ๊อด ค่อยๆถอยออกมาสีหน้าเศร้า หลวงตาพึมพำสวดมนต์ วิญญาณหุ่นทั้งหมดก้มลงกราบหลวงตานิ่งอยู่อย่างนั้น แล้ววิญญาณหุ่นทั้งหมดค่อยๆเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน อัมรา พรรณ อ๊อด กอดกันแล้วร้องไห้เงียบๆ

หลายปีผ่านไป ดำเกิงเดินเข้าไปในครัว ดำเกิงมีสีหน้าแปลกใจ เห็นบุญเรือนกับชิ้นกำลังช่วยกันอยู่ท่าทางชุลมุนวุ่นวาย บุญเรือนเสียงดัง “เอ้า เร็วๆเข้าซิชิ้น ไก่อยู่ไหนหม้อแกงเดือดแล้วเห็นมั้ย”
ชิ้นวิ่งถือชามใส่ไก่ที่สับเป็นชิ้นเอามาส่งให้ “อยู่นี้ค่ะ คุณ”
“ใส่ลงไปเลย แล้วพวกมะเขือกับพริกชี้ฟ้าละหั่นหรือยัง”
“อุ๊ย ตายจริงอิฉันมัวแต่คั้นกะทิกับไปเด็ดใบโหระพาอยู่เลยลืมค่ะ”
ดำเกิงเดินเข้ามาเย้า “โอ้โห ทำขนมจีนแกงเขียวหวานเนี่ยนะ ทำไมมันดูชุลมุนวุ่นวายกันนักนะ”
“หมั่นไส้คนที่มีหน้าที่กินจริงๆ รู้ไว้เถอะค่ะว่าเบื้องหลังความอร่อยนะมันวุ่นวายอย่างนี้ละค่ะ”
พรรณรายเข้ามาน้ำเสียงสดใสเรียบร้อยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน “มีอะไรให้พรรณช่วยมั้ยค่ะคุณป้า”
บุญเรือนดีใจ “แหม มาได้จังหวะเลยกำลังต้องการอยู่ทีเดียว ช่วยป้าหั่นมะเขือหน่อยได้มั้ยจ้ะ”

“ได้ซิคะ“
พรรณรายตรงไปที่มะเขือหยิบมาหันอย่างคล่องแคล่ว ครู่เดียวเสร็จ พรรณรายหยิบพริกชี้ฟ้ามาหั่นเฉียงๆอย่างสวยงาม บุญเรือนกับดำเกิงมองพรรณ ก่อนมองหน้ากันยิ้มอย่างชื่นชม
“แหม เดียวนี้หนูพรรณทำกับข้าวคล่องแคล่วเชียวนะจ๊ะ”
พรรณรายยิ้มน่ารัก “ก็เพราะคุณป้าสอนพรรณนะซิค่ะ เอาอย่างนี้ดีมั้ยค่ะเดี๋ยวพรรณปรุงแกงเขียวหวานต่อให้เอง คุณป้ากับคุณลุงออกไปรอข้างนอกเถอะค่ะ รู้สึกว่าพี่ออยกับพี่อาร์ตจะมากันแล้ว”
“ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไปดูด้วยว่าหนูอัมจัดโต๊ะเสร็จหรือยัง”
ดำเกิงถอนใจ “นี้แค่งานฉลองรับปริญญาของหนูอัมกับหนูพรรณนะเนี่ย ถ้าเป็นงานแต่งสงสัยจะชุลมุนวุ่นวายมากกว่านี้แน่ๆ”
ทั้งหมดหัวเราะกันอย่างมีความสุข

ที่โต๊กลางสนามบ้านเดช อาหารหลายอย่างจัดวางอยู่บนโต๊ะ ดำเกิงกระแอมไอแล้วพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี “วันนี้ถือเป็นวันดีที่สุดอีกวันหนึ่ง ลุงกับป้าขอเป็นตัวแทนคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงแสดงความยินดีที่หนูพรรณกับหนูอัมเรียนสำเร็จสมอย่างที่ตั้งใจ”
พรรณรายกับอัมรายกมือไหว้ “ขอบคุณมากค่ะคุณลุง คุณป้า”
สันติบ่น “เสียดายนะครับที่น้องอ๊อดอยู่โรงเรียนประจำเลยอดฉลองด้วยกัน”
อาทรเสนอ “ไม่เห็นเป็นไรเลย เสาร์นี้ตาอ๊อดกลับมาเราก็ฉลองกันอีกรอบก็ได้” ทั้งหมดพากันหัวเราะ อาทรถูมือตามองกับข้าวอย่างอยากกินมาก “ลงมือเลยนะครับ” อาทรตักแกงเขียวหวานขึ้นมาชิม อาทรทำเสียงสูดปากอย่างอร่อย “แกงเขียวหวานฝีมือคุณแม่กี่ปี ก็ไม่มีตกเลยอร่อยยังไงก็ยังงั้น ถ้าผมจะแต่งงานคงต้องให้ว่าที่เจ้าสาวมาเรียนทำแกงเขียวหวานกับคุณแม่ก่อน ถ้าไม่ได้รสนี้ผมไม่แต่งเด็ดขาด”
บุญเรือนกับดำเกิงมองตากันแล้วหัวเราะ “จริงนะ”
“จริงซิครับ คุณแม่ก็รู้ว่าผมชอบกินแกงเขียวหวานมากที่สุด”
ดำเกิงเปรย “ถ้าอย่างนั้น พ่อกับแม่ก็คงหาว่าที่เจ้าสาวให้เราได้แล้วละ”
อาทรหันไปมองพรรณราย พรรณรายหน้าแดงก่ำรีบลุกขึ้น “เออ เดี๋ยวพรรณไปเอาน้ำให้นะคะ” พรรณรายเดินออกไป
บุญเรือนรีบบอกอาทร “ไปช่วยน้องยกน้ำสิ”
“ผมเหรอครับ”
“ก็ใช่นะซิ ไปเร็ว”
อาทรรีบลุกออกไป ทุกคนมองตามขำๆ

อาทรเดินเข้ามาเสียงแก้วแตก อาทรตกใจเห็นพรรณรายกำลังเรียงแก้วใส่ถาดแต่หยิบพลาด แก้วใบหนึ่งตกลงพื้นแตกกระจาย พรรณรายก้มลงเก็บโดนแก้วบาดมือ พรรณรายร้องตกใจ “อุ๊ย”
อาทรรีบเข้ามาดึงมือพรรณรายไปดูอย่างเป็นห่วง “บาดลึกหรือเปล่าเนี่ย” อาทรมองเลือดที่ออกมาทำหน้าตกใจ “สงสัยคงต้องตัดนิ้วทิ้งแล้วละน้องพรรณ”
พรรณรายหน้าซีดด้วยความตกใจ “อะไรนะคะ ถึงกับต้องตัดนิ้วเลยเหรอคะพี่ออย” อาทรกลั้นหัวเราะไม่สำเร็จ หลุดหัวเราะออกมา พรรณรายรู้ตัวว่าถูกหลอกตีอาทรอย่างแรง “พี่ออยนี่ หลอกพรรณเหมือนตอนเด็กๆเลย”
“แสดงว่าน้องพรรณยังจำได้ละซิ”
พรรณรายหัวเราะด้วย “ตอนนั้นพรรณซนทำแก้วแตกแล้วบาดมืออย่างนี้ล่ะ พี่ออยก็หลอกว่าพรรณต้องโดนตัดนิ้ว พรรณร้องไห้ใหญ่เลย”
อาทรต่อ “แล้วพอพี่ยกมือพรรณขึ้นแล้วเป่าเพี้ยงให้แบบนี้” อาทรยกมือพรรณขึ้นมาเป่าเหมือนเด็กๆแล้วมองหน้าพรรณราย
พรรณรายพูดต่อ “บอกว่าหายแล้วไม่ต้องตัดนิ้วแล้ว พรรณดีใจมากแล้วพรรณก็….” พรรณรายชะงักหยุดพูดไปเฉยๆหน้าแดง
“ก็อะไรจ๊ะ”
“พรรณลืมไปแล้วค่ะ”
อาทรจ้องตาพรรณราย พรรณรายหลบเขิน “แต่พี่ไม่ลืมนะ น้องพรรณก็หอมแก้มพี่แล้วบอกว่ารักพี่ออยที่สุดในโลก” พรรณรายหน้าแดงก่ำ อาทรเอียงแก้มให้ “อ่ะ”
“อะไรค่ะ”
“ก็พี่เป่าเพี้ยงให้แล้วไง”
พรรณรายมองหน้าอาทร “อย่าเลยค่ะ เอาไว้ให้ว่าที่เจ้าสาวของพี่ออยหอมเถอะ”
“ว่าที่เจ้าสาวของพี่ก็ยืนอยู่ตรงหน้าพี่แล้วไง”
พรรณรายตะลึง เรียกชื่ออาทรอย่างดีใจ “พี่ออย” สองคนสบตากัน พรรณรายถามอย่างไม่มั่นใจ “พี่ออย แน่ใจแล้วเหรอค่ะ พรรณมีอะไรที่ไม่ดีตั้งหลายอย่าง ทำไม่ดีกับพี่ออยไว้ก็ตั้งเยอะ”
อาทรค่อยๆโอบพรรณรายเข้ามา พรรณรายโอนอ่อนผ่อนตาม “หลายปีมานี้ น้องพรรณเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จนทำให้พี่ลืมน้องพรรณคนเก่าไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันนี้ไปเราจะไม่พูดถึงอดีตกันอีกนะ จะมีแต่อนาคตที่มีแต่เราสองคนเท่านั้น”
พรรณรายพยักหน้าน้ำตาซึม ซบอกอาทร อาทรยิ้มอย่างมีความสุข

สันติกับอัมราก้มลงกราบหุ่นเดชกับหุ่นอารีย์ หุ่นทั้งหมดอยู่ประจำที่ของตัวเอง

“คุณพ่อ คุณแม่ค่ะ อัมเรียนสำเร็จปริญญาตรีแล้วนะค่ะ ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ยังอยู่ คุณพ่อคุณแม่คงดีใจมากใช่มั้ยค่ะ” หุ่นเดชและหุ่นอารีย์ยืนสงบนิ่ง ไม่มีท่าทางรับรู้ อัมราหันมามองสันติเสียงเศร้า “ตั้งแต่วันที่หลวงตาทำพิธีวันนั้น หุ่นทั้งหมดรวมทั้งหุ่นคุณพ่อ คุณแม่ก็กลายเป็นหุ่นปกติไม่มีใครในบ้านได้เห็นวิญญาณพวกท่านอีกเลย”
“ท่านคงไปสู่สุคติแล้วละครับ แต่พี่เชื่อว่าท่านทั้งสองยังคงเฝ้ามองและยินดีกับความสำเร็จของน้องอัมในวันนี้”
“ถ้าอย่างนั้นเราออกไปกันเถอะค่ะ”
“เดี๋ยวครับ”
อัมรามองสันติเชิงถาม สันติพูดต่อ “พี่มีเรื่องจะเรียนขออนุญาต คุณอาเดชและคุณอาอารีย์”
“เรื่องอะไรคะ”
สันติพนมมือมองที่หุ่นเดชและอารีย์ น้ำเสียงจริงจัง “คุณอาทั้งสองครับ ผมเรียนจบปริญญาโทแล้ว ตอนนี้ผมทำงานเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยและกำลังจะได้ทุนต่อปริญญาเอกที่ต่างประเทศ ผมอยากขออนุญาตแต่งงานกับน้องอัมราก่อนที่ผมจะไปต่างประเทศครับ” อัมราตกใจคาดไม่ถึง “ผมไม่มีพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ที่ไหน หลวงตาที่เคารพที่สุดก็ได้มรณภาพไปแล้ว ผมจึงขออนุญาตสู่ขอน้องอัมด้วยตัวของผมเอง ผมสัญญาว่าจะดูแลน้องอัมด้วยชีวิตของผมครับ” สันติก้มลงกราบหุ่นเดชและอารีย์ก่อนหันมายิ้มให้อัมรา
อัมราตีหน้าเฉย น้ำเสียงราบเรียบ “การจะสู่ขอต้องถามความสมัครใจของอีกฝ่ายหนึ่งก่อนไม่ใช่เหรอคะ”
“น้องอัม น้องอัมหมายความว่ายังไงครับ”
“พี่อาร์ตยังไม่ได้ถามอัมซักคำว่าอัมจะแต่งงานกับพี่อาร์ตหรือเปล่า”
สันติหน้าซีดเผือด ลุกขึ้นจับมืออัมราไว้อย่างร้อนรน “น้องอัมครับ น้องอัมพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง หลายปีที่ผ่านมานี้พี่เข้าใจว่าเรามีใจที่ตรงกัน”
“จะยังไงก็ตามก่อนที่พี่อาร์ตจะพูดกับคุณพ่อคุณแม่ พี่อาร์ตก็ควรจะถามความสมัครใจของอัมก่อน ว่าอัมพร้อมหรือเปล่าทำแบบนี้มันเหมือนมัดมือชกกันนะคะ”
“น้องอัมครับพี่ขอโทษ ที่น้องอัมพูดก็ถูก พี่ยังไม่ได้ถามน้องอัมซักคำ พี่ขอโทษจริงๆ ถ้าอย่างงั้นพี่ขอถามน้องอัมตอนนี้เลยได้มั้ย “
“ถ้าอย่างนั้นอัมขอตอบจากใจจริง ว่าไม่ค่ะ” สันติปล่อยมืออัมราอย่างตกใจ หน้าเสียก้มหน้านิ่ง อัมราแอบมอง พูดต่อน้ำเสียงราบเรียบ “ไม่ปฏิเสธค่ะ”
สันติเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วยิ้มอย่างดีใจมากที่สุด “น้องอัม” อัมรายิ้มให้อย่างอ่อนหวาน สองคนโผเข้ากอดกัน ครู่หนึ่งสันติมองอัมอย่างเอาเรื่อง “แกล้งหลอกให้พี่หัวใจแทบวาย แบบนี้ต้องทำโทษเสียให้เข็ด”
สันติจะหอมอัมรา อัมราผลักสันติแล้ววิ่งหนี “ถ้าจับได้อัมจะยอมให้ทำโทษ”
อัมราวิ่งหนีไปหลบที่หุ่นแต่ละตัว สันติวิ่งไล่ตามทั่วแต่จับไม่ได้ สองคนหัวเราะกันอย่างมีความสุข ก่อนพากันวิ่งออกไปจากห้องหุ่น หุ่นแต่ละตัวมีรอยยิ้มสีหน้าแสดงอาการรับรู้

******อวสาน******

อ่านละครห้องหุ่น ตอนที่ 12/6(ตอนอวสาน) วันที่ 17 ต.ค. 58

ละครเรื่องห้องหุ่น บทประพันธ์โดย ประดิษฐ์ กัลย์จาฤก
ละครเรื่องห้องหุ่น บทโทรทัศน์โดย ณ.ภัทรพร
ละครเรื่องห้องหุ่น กำกับการแสดงโดย บรรจง สินธนมงคลกุล
ละครเรื่องห้องหุ่น ควบคุมการผลิตโดย กัลป์ กัลย์จาฤก
ละครเรื่องห้องหุ่น ผู้จัด ดิษย์ลดา ดิษยนันทน์
ละครเรื่องห้องหุ่น ผลิตโดย บริษัท กันตนา เอฟโวลูชั่น จำกัด
ละครเรื่องห้องหุ่น ออกอากาศทุกวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ เวลา 20.15 น.
ละครเรื่องห้องหุ่น เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2558
ติดตามชมละครเรื่องห้องหุ่นได้ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ