อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนอวสาน[จบ] วันที่ 21 ธ.ค. 58

อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนอวสาน[จบ] วันที่ 21 ธ.ค. 58

แนนซี่นั่งเก้าอี้ห่างๆ ก้มกราบเสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีอย่างนอบน้อม เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีตะลึง ทอดเนตรและฟังอย่างสนใจ “อายุมาก ก็ลงนั่งที่พื้นไม่ไหว ขอประทานอภัยเถอะเพคะ”
“จำได้ละ เธอคือครูแหม่มแนนซี่คนสวย ของหญิงกิรติ ..ใช่จริงๆด้วย”

“เพคะ หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญที่ต้องมาทูลเอง เพราะคนที่ควรมาทูล เขาไม่กล้า..”
“ใคร? ใครไม่กล้า ? .. แล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกสาวฉันรึเปล่า ?”

“เกี่ยวแน่นอนเพคะ เรื่องจริงเกี่ยวกับหม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณที่รักยิ่งของเรา .. ดิฉันขอเล่าต่อหน้าพระพักตร์เสด็จพระองค์ชายมรุพงษ์ประพัฒน์เลยเพคะ” แนนซี่มองพระรูป พระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทอดเนตรตาม “ในวันอัปยศ ที่ท่านหญิงถูกทำลายพิธี โดยผู้หญิงที่อ้างว่าเป็นภรรยาของคู่หมั้น คืนนั้น ท่านหญิงกิรติโสภณ หนีออกจากวังเทวาสถิต เธอไปพบดิฉันที่บ้าน ตอนนั้นดิฉันกำลังจะย้ายไปเป็นพยาบาลที่ยุโรป เธอร้องไห้ ขอตามไปด้วย” เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีตั้งพระทัยฟังเรื่องพระธิดา ทรงพยักพักตร์รับรู้เมื่อแนนซี่เล่าไปเรื่อยๆ “ท่านหญิงกิรติโสภณคลอดบุตรเป็นชาย...เธอเขียนจดหมายส่งมาที่นี่เพคะ แต่ไม่ได้รับตอบ”



เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีกันแสงเบาๆ เมื่อทรงคิดถึงเหตุการณ์ครั้งเก่า “เสด็จยังกริ้วไม่เลิก ทรงขว้างจดหมายโยนทิ้งน้ำ ไม่เหลือหนทางให้ติดต่อลูกได้”
“หม่อมฉันว่าแล้ว .. ไม่อย่างนั้น มีหรือ ที่แม่จะไม่ตอบลูก”
“ยิ่งนาน ก็ยิ่งห่างไกล”
“ใช่เพคะ เราย้ายที่อยู่หลายครั้ง ตอนที่เสด็จพระองค์ชายสิ้นพระชนม์ ท่านหญิงก็ตั้งใจจะพาลูกชายมากราบพระศพ แต่บังเอิญป่วยหนัก แล้วก็ได้มาทราบว่านายพันโทวินิตก็มีธิดาอีกสองคนกับภรรยาตามกฎหมาย ท่านหญิงพระหทัยไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว เจ็บคราวนั้นก็เลย ..ท่านหญิงสิ้นใจอย่างสงบเพคะ”
“ลูกหญิงของแม่ .. เป็นเพราะนังจริยาตัวร้ายกับไอ้ผู้ชายมักง่าย สองคนนั้นมันสมกันดีนักละ เธอรู้มั้ยแนนซี่ ว่าแม่นั่นน่ะ ไม่ได้ท้องสักหน่อย แต่มาหลอกเราว่าท้อง ..ฉันไถ่ถามอายุอานามแม่ลูกสาวคนโต ถึงได้รู้”
แนนซี่ตกใจ เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงส่ายพระพักตร์ปลง
“น่าสงสารท่านหญิง .. แต่คิดอีกที ก็คงเป็นพรหมลิขิตนะเพคะ”
“เคยดีใจว่าเขามาหา แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ ฉันคงมีกรรม ไม่มีโอกาสจะได้พบหน้าหลาน”
“หม่อมฉันทราบดีเพคะ หม่อมฉันจึงให้เขากลับมาเมื่อหลายปีก่อน สั่งนักสั่งหนา ให้มาเข้าเฝ้าท่านยาย แต่เขาก็ไม่กล้ามาจนบัดนี้”
“เขากลับมาแล้วจริงๆเหรอ”
“เพคะ”
เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงจ้องเนตรมองแนนซี่อย่างดีใจ แนนซี่ส่งแหวนของวิศรุตให้พระองค์หญิง
“แหวนนี่มัน...”
“มันเคยตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดี ที่เอามาหลอกลวงเสด็จ แต่ตอนนี้มันกลับมาอยู่กับเจ้าของตัวจริงแล้วเพคะ”
ม.ร.ว.หญิงประสงค์สมเข้ามาพร้อมราตรีที่ยกเครื่องชาและของว่างเข้ามา “ชาและของว่างเพคะ”
เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงตื่นเต้น “หญิง เราจะได้เจอพี่ชายแล้วนะ”
“พี่ชาย”
“วิศรุต ตัวจริง”
สาวใช้เมียงมอง ทิวาที่นั่งเฝ้าอยู่ห่างๆ หันไป สาวใช้กระซิบ “คุณวิศรุตมาขอเข้าเฝ้าเพคะ”
เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงชำเลือเนตร แนนซี่นั่งตัวตรง ต่างก็สงสัยเท่าๆกัน
“วิศรุตงั้นเหรอ ?” ในพระทัยเสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงคิดสงสัย ว่าวิศรุตไหน ?

พลโทวินิตพร้อมพานใส่พวงมาลัยเข้ามาที่วังอย่างตั้งใจมากราบขอขมาเสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภี นึกถึงเหตุการณ์ก่อนจะมาที่วัง

ที่บ้านพลโทวินิต แก้วกิริยาช่วยจริยาจัดพวงมาลัยดอกมะลิสวยงามที่เพิ่งร้อยเสร็จใส่พาน พลโทวินิตเดินเข้ามาอย่างแปลกใจ “แม่ลูกทำอะไรกัน”
“จำได้ไหมคะ ที่เราคุยกันเรื่องกราบขอขมาเสด็จพระองค์หญิง”
“คุณแม่เลยลงมือร้อยมาลัยด้วยตัวเองค่ะ อยากจะเอาไปถวายท่าน”
จริยาทวงสัญญา “คุณสัญญากับฉันแล้วนะคะ”
พลโทวินิตถอนใจเบาๆ ว่าคงถึงเวลาแล้วจริงๆที่ต้องไปเผชิญหน้าขอขมากับเสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภี

พลโทวินิตตั้งใจแน่วแน่จะเข้าไปหาเสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภี สาวใช้เข้ามาต้อนรับ “ฉันมาเฝ้าเสด็จพระองค์หญิง”
“เสด็จมีแขกมาเฝ้าอยู่ค่ะ”
วิศรุตเดินผ่านไปอีกทางเพื่อไปเข้าเฝ้าเสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภี พลโทวินิตมองตาม
ราตรีท่าทางตื่นเต้นเดินออกมาพูดกับอัศดง “ฉันได้ยินกับหูว่า คุณวิศรุตตัวจริง หลานชายเสด็จจะมาเข้าเฝ้า ครูแหม่มของท่านหญิงเป็นคนยืนยันเองเชียวนะ”
อัศดงยกมือไหว้ “ขอบคุณคุณพระคุณเจ้า ในที่สุด เสด็จก็จะได้พบกับหลานชายตัวจริงสักที”
พลโทวินิตได้ยินก็ดีใจมาก “วิศรุตลูกพ่อ” พลโทวินิตส่งพานในมือให้สาวใช้อย่างรวดเร็ว ก่อนรีบเดินเข้าไปด้านใน โดยไม่สนใจใคร
สาวใช้ตกใจ “คุณจะไปไหนคะ เข้าไปไม่ได้นะคะ”

วิศรุตเดินเข้ามา เห็นแนนซี่เฝ้าอยู่ตรงหน้าเสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีก็อึ้ง ก้าวขาไม่ออก
แนนซี่เรียก “มาสิ พ่อตัวดี”
เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีถามย้ำ “พ่อตัวดี .. เธอเรียกเขาว่าอะไรนะ”
“คนนี้แหละเพคะ วิศรุต มรุพงษ์ บุตรของหม่อมเจ้าหญิงกิรติโสภณ พระธิดาของฝ่าบาท” ทุกคนพากันตกใจ “นั่งลง วิศรุต นั่งลงที่พื้น แล้วคลานเข้ามากราบบาทท่านยายของเธอ”
วิศรุตก้มสลด ทำตามที่แนนซี่สั่ง วิศรุตก้มทรุดลงกราบบาทเสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภี เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงก้มทอดเนตรมองวิศรุตที่นั่งคุกเข่าแหงนมองอยู่ข้างพระเก้าอี้ ท่านยายกับหลานชายสบตากันนิ่งอยู่ วิศรุตรู้สึกผิด ม.ร.ว.หญิงประสงค์สมยิ่งรู้สึกปวดใจ
เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงนึกถึงภาพวิศรุตมาหาในช่วงแรกๆ ทั้งกราบ ทั้งจะลูบหัว ทั้งประคองกิริติโสภณเข้ามาในฝัน
“เธอเข้ามาในฐานะครูของประสงค์สม ต่อมาก็กลายเป็นคนกลางติดต่อซื้อที่ดิน”
“ที่กระหม่อมไม่เคยคิดจะเข้ามาในฐานะหลาน เพราะกระหม่อมเข้าใจว่าทรงพระทัยร้ายกับท่านแม่”
“เธอต่างหากที่ใจร้ายกับยาย วิศรุต เธอใจร้ายมาก”
“กระหม่อมกลับตัวไม่ทันแล้ว ฝ่าบาท พออยากจะทูลความจริง ท่านยายก็ทรงดักคอ ว่าอย่าเปลี่ยนสถานะไปมา จะเหมือนหลอกกัน”
พลโทวินิตท่าทางดีใจเข้ามาอย่างลืมตัว “วิศรุตลูกพ่อ ลูกกระหม่อมอยู่ที่นี่ใช่ไหมกระหม่อม” พลโทวินิตเห็นคนที่นั่งอยู่หันมาเป็นวิศรุตเจ้าของโฮมสเตย์ก็ประหลาดใจ “เธอ!!”
“สวรรค์คงกำหนดไว้แล้วจริงๆ มารู้จักลูกชายเธอไว้สิวินิต”
พลโทวินิตเดินเข้ามาอย่างงงๆที่มารับรู้ว่าวิศรุตคือลูกชายตัวจริงของตน ทุกคนนั่งฟังเรื่องราวทั้งหมดของวิศรุตอย่างเข้าใจ
“กระหม่อมกราบขอประทานอภัย ที่ทำให้ทรงลำบากพระทัย หากกระหม่อมมาถึงเมืองไทยแล้วรีบมาเข้าเฝ้าตามที่ป้าแนนซี่สั่ง เรื่องมันคงไม่บานปลายอย่างนี้”
“แบบนี้สินะ เธอถึงไม่ลังเลจะช่วยชีวิตพิริยพงษ์เพราะเห็นแก่ความเป็นเครือญาติ หรือแม้แต่กับหญิงประสงค์สม” ม.ร.ว.หญิงประสงค์สมรู้สึกผิดและเสียใจ ที่รู้ว่าวิศรุตมองเธอเป็นน้องสาวแท้ๆมาตลอดและเสียสละความรักเพื่อตน
“ที่เสียใจที่สุด คือหลานคงทำให้วิญญาณท่านแม่ไม่เป็นสุขสักที”
“สุขสิ บอกเขานะ ถ้าติดต่อกับเขาได้ด้วยญานใดๆ เราต้องบอกเขา ว่ายายหลานได้พบกันแล้ว” เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทอดเนตรมองพลโทวินิตอย่างไม่คิดเอาความใดๆอีก “รวมทั้งได้พบพ่อของหลานด้วย”
พลโทวินิตยิ้มออกที่เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงให้อภัยตนแล้ว แนนซี่มองวิศรุตสลับกับเสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีและพลโทวินิตอย่างปลื้มปริ่ม เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงจับตัววิศรุต ทรงทำสัญญาณให้คุกเข่า ยืดตัวขึ้นมาใกล้ๆ
“ท่านยาย”
“หลานชาย ตั้งแต่เธอเดินเข้ามาวันแรก วังเทวาสถิตย์ก็เหมือนมีชีวิต ขอบใจนะที่ยอมรับยายแล้ว” เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงอ้าพระกรกว้าง วิศรุตโถมเข้ากอดแทบตัก ยายหลานกอดกันแน่น เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงลูบหัวลูบหลังวิศรุตอย่างไม่อยากให้จากไปไหนอีก “อยู่กับยายนะ อยู่กับยาย”
อัศดง ทิวาราตรีชะเง้ออยู่ห่างๆ จับใจความได้ มองหน้ากัน รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็พลอยปิติเป็นน้ำหูน้ำตา

พลโทวินิตดีใจดึงวิศรุตมากอดไว้และจับบ่าวิศรุตมองดูอย่างชื่นชม “พ่อน่าจะเอะใจตั้งแต่ที่ไปโฮมสเตย์ของลูก กอพลับพลึงนั่นที่ลูกว่าแม่ของลูกชอบ”
“ผมขอโทษครับที่ปิดบังทุกอย่างมาตลอด”
“พ่อไม่โกรธหรอกวิศรุต พ่อรู้ดีว่าอดีตพ่อทำผิดพลาดอะไรไว้ มันหนักหนาเกินกว่าจะให้อภัยได้ ถ้าความโกรธเกลียดจากลูกจะเป็นบทลงโทษ มันก็สาสมดีกับสิ่งที่พ่อทำเอาไว้”
“แม่สอนผมเสมอว่าความโกรธเป็นเหมือนยาเสพติด ยิ่งโกรธ ก็ยิ่งติดในอารมณ์โกรธ ถ้าเราเก็บความโกรธไว้นาน ในที่สุดเราจะลืมว่า เราโกรธเรื่องอะไร ..สุดท้ายก็จะเหลือแต่ความเกลียดชัง แม่ไม่อยากเห็นผมเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะกับ...พ่อของตัวเอง”
พลโทวินิตดีใจจนกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ “ขอบใจวิศรุต ขอบใจที่ไม่โกรธ ไม่เกลียดพ่อ”
วิศรุตยิ้มให้พ่อ แต่เมื่อมองไปด้านหลังของพลโทวินิตเห็นม.ร.ว.หญิงประสงค์สมใบหน้ายิ้มเศร้ายืนรอตนอยู่

วิศรุตเดินมากับม.ร.ว.หญิงประสงค์สมอีกด้าน ม.ร.ว.หญิงประสงค์สมหยุดเดินตัดสินใจพูดความในใจของตนกับวิศรุต “เรายกเลิกงานแต่งงานเถอะค่ะ”
วิศรุตประหลาดใจ “คุณหญิง ทำไม...”
“หญิงรู้สึกผิดที่ความเห็นแก่ตัวของหญิงทำให้ใครหลายคนต้องเสียใจโดยเฉพาะกับ...พี่ชาย” ม.ร.ว.หญิงประสงค์สมน้ำเสียงอย่างยอมรับ “ที่รักหญิงมากอย่างพี่วิศรุต”
“แต่พี่เต็มใจจะช่วย น้องหญิงนะ”
“หญิงถึงยิ่งต้องยกเลิกงานแต่งครั้งนี้ เพราะหญิงรู้ตัวแล้วว่าความสุขของหญิงคงอยู่ไม่ได้นานถ้ามันต้องอยู่บนความทุกข์และการเสียสละของคนอื่น”
วิศรุตปลอบ “ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจของเราเองต่างหาก”
“ค่ะ จากนี้หญิงจะสร้างความสุขด้วยตัวของหญิงเองและดูแลลูกของหญิงให้เขามีความสุขที่สุด” ม.ร.ว.หญิงประสงค์สมทำใจกับการเป็นซิงเกิ้ลมัมได้แล้ว
วิศรุตจับมือม.ร.ว.หญิงประสงค์สมอย่างให้กำลังใจ “ยังไงพี่ชายคนนี้จะคอยช่วยด้วยอีกคน ลูกของหญิงจะเป็นเหมือนลูกของพี่ด้วย เขาจะมีทั้งแม่และพ่อทูนหัวที่จะคอยช่วยกันดูแลเขาไปพร้อมๆกัน”
ม.ร.ว.หญิงประสงค์สมน้ำตาซึม จับมือวิศรุตแน่นอย่างขอบคุณ “ขอบคุณค่ะ พี่ชายที่แสนดีของหญิง”
วิศรุตยิ้มดีใจที่ได้ยินคำนั้น
เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีและแนนซี่ยืนดูวิศรุตและประสงค์สมที่เข้าใจกันอย่างสบายใจ
“จากนี้เรื่องเศร้าและความขุ่นข้องหมองใจจะหมดไปจากวังนี้เสียทีนะเพคะ”
เสด็จพระองค์หญิงวิสุทธิโสภีทรงพยักพระพักตร์เห็นด้วยกับแนนซี่ ทั้งคู่มองดูวิศรุตและม.ร.ว.หญิงประสงค์สมอย่างหมดห่วง

วิถีชีวิตริมแม่น้ำในกรุงเทพฯ แก้วกิริยาปิดตาน้ำมนต์ให้เดินเข้ามาในบ้าน “เปิดตาได้หรือยังคะเนี่ย”
“ได้แล้วค่ะ” แก้วกิริยาเปิดตาน้ำมนต์ออก สุทิศดึงสายรุ้ง Popper เสียงดังมีสายรุ้งพุ่งออกมา
ประพันธ์เดินเข้ามาคุกเข่ายื่นช่อดอกไม้ให้น้ำมนต์ น้ำมนต์รับดอกไม้ “นี่มันอะไรกันคะ
“หลังจากผ่านวิกฤตต่างๆมาแล้ว ผมเลยคิดว่าผมควรจะขอคุณเป็นแฟนอย่างเป็นทางการสักที โดยมีสักขีพยานอยู่ด้วย”
น้ำมนต์เขิน “เรื่องแค่นี้ ต้องประกาศขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
“ไม่ได้สิ ถึงผมจะรู้ว่า คุณไม่รังเกียจผู้จัดการโฮมสเตย์กิ๊กก๊อกอย่างผม แต่ผมก็อยากให้คุณเห็นว่าผมจริงใจและจริงจังกับคุณแค่ไหน”
สุทิศแซว “ใช่ครับปกติประพันธ์จะเป็นคนพูดจาไร้สาระไปวันๆ แต่เวลาเขารักใครเขาก็จะจริงจังมาก”
“ตกลงหลอกด่า หรือช่วยพูดกันแน่เนี่ย” ทุกคนพากันขำ
“แบบนี้ก็ต้องมีแหวนเพชรเป็นมัดจำด้วยสิ”
ประพันธ์ปาดเหงื่อ “แหวนเพชรเลยเหรอครับ งั้นรอผมเก็บเงินอีกหน่อยล่ะกันนะ วันนี้เอากอดอุ่นๆเป็นมัดจำไปก่อนแล้วกัน” ประพันธ์ดึงน้ำมนต์มากอดไว้แน่น น้ำมนต์เขิน
แก้วกิริยาดีใจ “ยินดีด้วยนะคะ”
สุทิศเข้าเรื่อง “แบบนี้ต้องฉลองใช่ไหมครับ”
น้ำมนต์คิดถึงเพื่อน “ฉันอยากให้เจ้าลี่มาอยู่ตรงนี้ และมีความสุขเหมือนที่ฉันมีตอนนี้จัง”
“แล้วคุณไม่รู้เลยเหรอครับว่าคุณสโรชาไปไหน”
ทุกคนรอฟังคำตอบ น้ำมนต์ส่ายหน้าไม่รู้เหมือนกัน

มุมหนึ่งบ้านพิสิฐ พิสิฐจิบกาแฟ ไม่รู้ไม่ชี้ต่อสีหน้าร้อนรนของวิศรุต ลัดดาค้อนสามี
“ไม่รู้สิ ผมก็ไม่เจอเขาเหมือนกัน ไปทำงานมั้ง !”
“ผมเข้าไปทำงาน ก็ไม่เจอคุณสโรชาเลยนะครับ หรือว่าท่านส่งไปประชุมที่ไหน”
“ถ้าส่งไป ผมก็ต้องรู้สิ แต่นี่ผมไม่รู้ เขาไม่ได้กลับบ้านมาหลายวัน บอกว่ามีธุระ ผมว่าอาจจะไปรื้อฟื้นวิชาล้างห้องน้ำอยู่โฮมสเตย์ไหนซักแห่งมั้ง”
“ผมมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับลูกสาวท่านจริงๆนะครับ”
“ถ้ามันสำคัญ และถ้าลูกผมสำคัญจนคุณไม่ต้องไปแต่งงานกับใครอีก .. คุณก็หาเอาเองแล้วกัน” พิสิฐลุกยืน ไม่สนใจจะตอบอะไรอีก เดินเข้าบ้านไป ลัดดามองวิศรุตอย่างช่วยอะไรไม่ได้ ลุกตามไป

ลัดดาเดินมาหาพิสิฐที่ยืนยิ้มเยาะ “คุณไปแกล้งเขาทำไมคะ ลูกก็บอกแล้วว่าไปไหน ..ทำไมคุณ..”
พิสิฐจุ๊ปาก “เคยอ่านพระรถ-เมรี กับพระสุธน-มโนห์รามั้ย”
“ค่ะ พระรถหนีนางเมรี ส่วนพระสุธนน่ะ ต้องตามหามโนห์รา”
“ตอนพระรถหนี นางเมรีอธิษฐานว่าไงคุณ..”
“นางบอกว่า..ชาตินี้น้องตามพี่มา.. ชาติหน้า ขอให้พี่ตามน้องไป”
“นั่นแหละ! .. ตอนนี้ ต้องให้พระสุธนเป็นฝ่ายตามหานางมโนห์ราซะบ้าง อีกอย่างว่าที่ลูกเขยผมเขาฉลาด เขาหาเจอแน่” พิสิฐหยิบจดหมายออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เอาจดหมายออกจากซอง หามุมวางเพื่อตั้งใจให้วิศรุตเห็น ทั้งจดหมายและซองวางซ้อนกันไว้ พลางขำในความคิดของตนเอง หันมาเห็นลัดดาเดินมายืนใกล้ๆมองยิ้มอย่างรู้ทันว่าสามีกำลังทำอะไร พิสิฐกอดลัดดายิ้มกริ่มพาเดินออกไป

วิศรุตเดินตามออกมาเห็นพิสิฐและลัดดาเดินจากมุมที่วางจดหมายไป สายตาเหลือบเห็นมีจดหมายวางอยู่บริเวณนั้นก็แปลกใจจึงเดินเข้าไปดู วิศรุตเห็นซองจดหมาย Air mail และจดหมายที่ถูกวางทับไว้ วิศรุตลังเลก่อนตัดสินใจหยิบมาอ่าน เป็นจดหมายที่สโรชาเขียนหาพิสิฐอย่างที่คิดจริงๆ
“ป๊าคะ เคยมีคนบอกลี่ว่า ข้อความที่เราเขียนในจดหมาย จะผ่านการคิด ผ่านการกลั่นกรองจากหัวใจถึงออกมาเป็นตัวอักษรได้ ลี่ก็เลยเลือกที่จะเขียนจดหมายมาหา ป๊าจะได้เข้าใจความรู้สึกของลูกสาวและไม่โกรธที่ลี่ทิ้งงานไปแบบนี้” วิศรุตมองที่แสตมป์บนซองจดหมายเห็นเป็นแสตมป์จากอิตาลี

บริเวณหน้าไปรษณีย์ในเวนิส สโรชาถือจดหมายเดินเข้าไปในไปรษณีย์ เพื่อไปส่งจดหมาย “ถึงเรื่องความรักของลี่ จะเริ่มต้นด้วยการหลอกลวง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องหลอกลวงกันไปตลอดชีวิต หลอกใครก็หลอกได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้จริงๆ” วิศรุตมาที่หน้าไปรษณีย์ ถือจดหมายของสโรชาไว้ในมือ “ลี่ยอมรับว่าลี่รักเขา ถึงแม้ลี่จะต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ถอยออกมา แต่สำหรับลี่แล้วการได้พบคนที่ใช่ มันก็เป็นความสุขที่เพียงพอแล้ว”
วิศรุตเดินเข้ามาพยายามมองหาสโรชาแต่ก็ไม่เจอ วิศรุตเดินตามหาสโรชาต่อ แต่ทุกที่ไร้วี่แววของ สโรชา วิศรุตถอนใจแต่พยายามเดินหาต่อไป

เวโรน่า วิศรุตเดินเข้ามาบริเวณรูปปั้นจูเลียต มีนักท่องเที่ยวเอาจดหมายไปติดที่ผนังและเดินสวนออกไป
วิศรุตเดินไปบริเวณที่สโรชาเคยนั่งเขียนจดหมายอยู่ตรงนั้น
“ถึงลี่จะไม่สมหวังในความรัก แต่ก็มีเรื่องราวมากที่มีความสุขให้เก็บไว้ในความทรงจำ มีคนเคยบอกว่า ถ้าเรารู้จักการลาจากให้เป็น ความรักที่เคยเกิดขึ้นมันจะไม่ตายไปจากหัวใจของเรา มันจะจริงไหมคะป๊า”
วิศรุตถอนใจ คิดว่าคงไม่เจอสโรชาแล้ว ก่อนเดินไปที่ผนังเห็นกระดาษวาดรูปเรือกอนโดรา มีคนสองคนกอดกันบนเรือ มีรูปหัวใจเล็กๆอยู่ตรงกลาง วาดเหมือนการ์ตูนลายเส้นธรรมดาๆ พร้อมข้อความ “ความทรงจำที่สวยงามที่สุดของฉัน พลับพลึง” วิศรุตยิ้มเมื่อเห็นข้อความนั้นลูบที่กระดาษรูปวาดอย่างดีใจ

บริเวณท่าเรือกอนโดลา สโรชายืนถอนใจมองดูนักท่องเที่ยวขึ้นเรือกอนโดลาไปเป็นคู่ นึกถึงอดีตที่เคยมาที่ตรงนี้กับวิศรุต “อยากขึ้นเรือหรือคุณ”
“ฉันไม่ได้...” สโรชานึกได้ว่าเสียงคุ้นหู สโรชาหันไปเห็นวิศรุตยืนยิ้มให้ สโรชาไม่แน่ใจว่าควรดีใจดีหรือเปล่า “คุณมาได้ยังไงคะ หรือว่า...มาฮันนีมูน” สโรชาเศร้า
“ผมก็ตั้งใจไว้แบบนั้น”
“ฉันยินดีด้วยนะคะ” สโรชาจะเดินหนี
วิศรุตขวางไว้ “แต่ผมต้องถามเจ้าสาวของผมก่อนว่าเขาชอบที่นี่หรือเปล่า คุณชอบไหมครับ”
“คุณมาถามฉันทำไม คุณก็ไปถามคุณหญิง...” สโรชานึกได้ “คุณวิศรุต คุณ...”
วิศรุตจับไหล่สโรชาไว้ จ้องมองด้วยสายตาอ่อนโยน “เราไม่จำเป็นต้องลาจากกัน เพราะความรักของเรามันยังอยู่ มันยังไม่ตายไปไหน มันยังอยู่ในหัวใจผมและหัวใจคุณ”
สโรชาประหลาดใจ “นี่ คุณอ่านจดหมายฉันเหรอ”
วิศรุตยิ้มรับ “แต่คุณอาจจะเปลี่ยนใจไม่อยากรักผมแล้วก็ได้ เพราะผมมีลูกแล้ว”
สโรชาทำหน้าตกใจ “นี่คุณแอบไปซุกลูกเอาไว้เหรอ”
วิศรุตหัวเราะ “ผมรับเป็นพ่อทูนหัวให้หลานที่กำลังจะเกิดต่างหาก น้องหญิงเองก็ยินดีที่จะให้ผมเป็น”
สโรชาแอบโล่งใจ “ตกลงคุณไม่ได้แต่งงานกับคุณหญิงเหรอคะ”
“น้องหญิงคงอยากให้ผมเป็นพี่ชายเธอมากกว่า ถึงได้ยกเลิกการแต่งงาน”
“แสดงว่าตอนนี้ทุกคนที่วังก็รู้แล้วสิว่าคุณเป็นใคร”
“คุณอยากให้เป็นแบบนั้นนี่ ความพยายามของคุณสำเร็จแล้วนะ”
“ฉันดีใจจังเลยค่ะ” สโรชาดีใจมากกระโดดกอดคอวิศรุตแน่น วิศรุตกอดตอบ
คนพายเรือตะโกนเรียกพร้อมเชิญชวนให้ลงเรือเหมือนครั้งก่อน วิศรุตยกมือตอบรับคนพายเรือดึงมือสโรชาพาไปลงเรือด้วยกัน

บนเรือกอนโดลา สโรชาและวิศรุตนั่งมองบรรยากาศสองข้างทางอย่างมีความสุข
“ว่าแต่คุณหาฉันเจอได้ยังไงคะ
“ผมไปทุกๆที่ที่คิดว่าจะเจอคุณ” วิศรุตหยิบกระดาษรูปวาดเรือที่ผนังบ้านจูเลียตออกมา “แล้วผมก็เจอคุณจริงๆ”
“เหมือนที่ฉันเคยมาหาคุณที่นี่ แล้วก็ได้เจอคุณเหมือนกัน”
วิศรุตโอบสโรชามากอดไว้แนบแน่น สโรชารู้สึกอบอุ่นที่ได้อยู่ในอ้อมกอดนั้น
“ผมรักคุณตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน...พลับพลึง”
“คุณวิศรุต”
“แล้วผมก็หลอกตัวเองว่าไม่ชอบคุณเลย คุณสโรชา แต่ยิ่งนานวันผมก็รู้สึกตัวว่าผมรักผู้หญิงสองคนพร้อมๆกันเข้าให้แล้ว คุณรู้ไหมว่าผมดีใจมากที่รู้ว่าพลับพลึงคือคุณสโรชาและคุณสโรชาก็คือพลับพลึง ผมจะได้ไม่ต้องสับสนว่าผมรักใครกันแน่”
สโรชากวน “แล้วตกลงคุณรักใครคะ”
วิศรุตยิ้ม “ก็...รักคุณไง” วิศรุตหยิบแหวน เปิดดูรูปแม่ บรรจงจูบรูปแม่ แล้วจับมือสโรชามาสวมแหวนช้าๆ วิศรุตจูบที่หน้าผากสโรชาอย่างแผ่วเบา เรือล่องไปลอดใต้สะพานไปดูสวยงาม

*****อวสาน*****

อ่านละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ตอนอวสาน[จบ] วันที่ 21 ธ.ค. 58

ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู บทประพันธ์โดย ศรีทอง ลดาวัลย์
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู บทโทรทัศน์โดย พิมบงกช
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู กำกับการแสดงโดย ชุติกุล สุตสุนทร
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ผลิตโดย บริษัท กัสท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ควบคุมการผลิตโดย พอฤทัย ณรงค์เดช และ ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู ออกอากาศทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง พลับพลึงสีชมพู เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
ที่มา ไทยรัฐ